Online ทั้งหมด : 5 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์



Untitled Document
การบ้านภาวนาหลวงพ่อวิโมกข์
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒๔
ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๒๕
ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๒๖
ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๒๗
ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๒๘
ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๒๙
ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๓๐
ครั้งที่ ๘ ครั้งที่ ๓๑
ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๓๒
ครั้งที่ ๑๐ ครั้งที่ ๓๓
ครั้งที่ ๑๑ ครั้งที่ ๓๔
ครั้งที่ ๑๒ ครั้งที่ ๓๕
ครั้งที่ ๑๓ ครั้งที่ ๓๖
ครั้งที่ ๑๔ ครั้งที่ ๓๗
ครั้งที่ ๑๕ ครั้งที่ ๓๘
ครั้งที่ ๑๖ ครั้งที่ ๓๙
ครั้งที่ ๑๗ ครั้งที่ ๔๐
ครั้งที่ ๑๘ ครั้งที่ ๔๑
ครั้งที่ ๑๙ ครั้งที่ ๔๒
ครั้งที่ ๒๐ ครั้งที่ ๔๓
ครั้งที่ ๒๑ ครั้งที่ ๔๔
ครั้งที่ ๒๒ ครั้งที่ ๔๕
ครั้งที่ ๒๓

การบ้านภาวนารวบรวมโดยคุณ ทะเลใจ


การบ้านภาวนา ครั้งที่ ๖
หลวงพ่อวิโมกข์ (wimoak@yahoo.com)

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF การบ้านภาวนาครั้งที่ ๖ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๘


การบ้านภาวนาครั้งที่ ๖
การเจริญสติ สมาธิ และปัญญา ในช่วงเข้าพรรษา

     นอกเหนือจากการเจริญภาวนาด้วยการนั่งสมาธิที่แต่ละท่านได้หมั่นทำกันอยู่แล้วมากบ้างน้อยบ้าง แต่สิ่งที่ควรเจริญให้มีมากขึ้นก็คือ การเจริญสติและปัญญา ในชีวิตประจำวัน เพื่อเพิ่มอินทรีย์ ๕ และพละ ๕ อันได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญาให้ได้สมดุลกัน การบ้านภาวนาครั้งที่ ๖ นี้ ก็คือการเจริญสติในห้องน้ำ และ การเจริญปัญญาก่อนนอน ฉะนั้น หลายๆ คนที่แม้จะมีชีวิตที่ยุ่งเหยิง มีภาระกิจ หน้าที่ต่างๆ หรือการงานต่างๆมากมาย แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ตนเองยุ่งจนไม่มีเวลาอาบน้ำ หรือ ยุ่งจนไม่มีเวลาหลับนอน ในเมื่อเราก็ต้องอาบน้ำและหลับนอน หลวงพ่อจึงอยากจะให้อุบายแก่นักปฏิบัติได้ใช้เวลาในขณะอาบน้ำเพื่อการเจริญสติ และ เวลาขณะหลับนอนในการเจริญปัญญา โดย...

     (๑) การเจริญสติในขณะอาบน้ำ เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการเจริญสติ เพราะเวลาอาบน้ำถือว่าเป็นเวลาส่วนตัวที่สุดของเรา ที่ไม่มีใครมารบกวน ขอให้ทุกท่านบอกกับตนเองว่า ขณะอาบน้ำนั้น เราจะมีชีวิตอยู่กับการอาบน้ำจริงๆ โดยไม่ให้ความคิดแล่นหนีเล็ดลอดออกนอกห้องน้ำไปได้ โดยขอให้อาบน้ำไปด้วยพร้อมกับการมีสติและความรู้สึกตัวทั่วพร้อมไปด้วย ค่อยๆ จับขันน้ำ ยกขันน้ำ ตักน้ำ อาบน้ำชะโลมร่างกายอย่างช้าๆ และให้รู้สึกถึงความอุ่นหรือเย็นของน้ำที่ค่อยๆ ไหลรินรดทั่วสรรพางค์กาย ด้วยความสดชื่นอิ่มเอิบ ร่างกายมีความสดชื่นและตื่นตัว รู้เนื้อรู้ตัว ทุกๆ ขณะที่น้ำไหลรินรดทั่วสรรพางค์กาย หากใช้ฝักบัวก็ยิ่งจะเห็นชัดถึงสายน้ำจากฝักบัวที่ค่อยๆ ไหลรินทั่วร่างกาย จนเข้าใจและรู้สึกได้ถึงความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจริงๆ พร้อมกับมีสติรู้ถึงความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทุกๆ อณูของผิวกายที่สัมผัสกับความอุ่นหรือความเย็นของสายน้ำที่ไหลรินรดทั่วผิวกายนั้น จนรู้สึกตื่นเนื้อตื่นตัวเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและมีความสุขสดชื่นกับการอาบน้ำจริงๆ โดยค่อยๆ อาบน้ำ มือลูบผิวกาย ถูสบู่อย่างช้าๆ ด้วยสัมผัสเบาๆ สบายๆ เป็นธรรมชาติ และเวลาถูฟัน ก็ให้รู้สึกสัมผัสตั้งแต่การจับแปรง บีบยาสีฟัน ยกแปรง ถูฟันอย่างช้าๆ โดยไม่ต้องกำหนดแต่อย่างใด เพียงแต่รู้สึก รู้สึก รู้สึก คือรู้สึกเบาๆ ผ่อนคลายและเป็นไปด้วยอาการที่เป็นธรรมชาติจริงๆ ไม่มีการเกร็ง หรือ ตั้งใจเกินไป คือให้เพียงรู้ถึงรู้สึกของอาการการเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างนิ่มนวล ด้วยความสดชื่นเบิกบานใจ หรือมีสติ ตื่น รู้ เบิกบานนั่นเอง พร้อมกับรู้สึกตัวทั่วพร้อมถึงอิริยาบถท่าทางการเคลื่อนไหวของกายแบบองค์รวมที่เป็นไปอย่างช้าๆ สบายๆ ขอให้มีสติตื่นรู้เบิกบานและสดชื่นอยู่กับการอาบน้ำเช่นนี้ จะพบว่าไม่มีความคิดอันใดเกิดขึ้นแทรกได้ หรือจะเกิดขึ้นแทรกได้ก็เพียงชั่วขณะ ไม่ปล่อยให้เป็นความคิดฟุ้งซ่านหนีออกไปเที่ยวนอกห้องน้ำ การอาบน้ำ ปกติ เราอาบน้ำวันละ ๒ เวลา เช้า-ก่อนนอน ก็เท่ากับว่าเราได้ฝึกเจริญภาวนาทุกวันๆ ละ ๒ เวลาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าภายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่เกิน ๒ สัปดาห์ ถ้าเราอาบน้ำด้วยการเจริญสติเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง สติสัมปชัญญะจะเริ่มพัฒนาไปเป็นสำนึกรู้ที่เริ่มแยกส่วนอยู่เหนือกาย และเห็นอิริยาบถการเคลื่อนไหวของกายเนืองๆ และหากหมั่นทำเช่นนี้อยู่เนืองๆ จนเป็นกิจวัตรประจำวัน ในที่สุด สำนึกรู้นี้ก็จะพัฒนาต่อไปเป็นใจผู้รู้ ที่ถึงพร้อมด้วยญาณทัสสนะโดยลำดับ

     (๒) การเจริญปัญญาในขณะหลับนอน ให้ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในอิริยาบถท่านอนอย่างสบายๆ รู้สึกสัมผัสถึงผิวกายที่นอนสัมผัสพื้นและรู้สึกสัมผัสอันอ่อนนุ่มของหมอน ผ้าห่มหรือผ้านวมที่ปกคลุมกาย จากนั้น ค่อยๆ ประคองสติหรือสำนึกรู้ให้ค่อยๆ อยู่เหนือศีรษะ และใช้สติหรือสำนึกรู้นี้ มองดูร่างกายที่กำลังนอนอยู่โดยทำในใจว่า ร่างกายนี้ก็เปรียบเสมือนท่อนไม้และท่อนฟืนที่นอนแน่นิ่งและต้องแตกสลายไปในที่สุด มีสติหรือสำนึกรู้ที่ลอยอยู่เหนือกายหรือลอยอยู่เหนือศีรษะนี้มองเห็นร่างกายว่าเป็นสักแต่ว่าธาตุ โดยให้พิจารณาไปทีละส่วน ตั้งแต่เริ่มต้นจากการพิจารณาให้เห็นร่างกายเป็นสักแต่ว่าธาตุดิน ไปตั้งแต่กะโหลกศีรษะไปจรดปลายเท้า เห็นเส้นผมที่เริ่มขาวเป็นหย่อมๆ หรือขาวมากขึ้นๆ ไปทั่วศีรษะ เห็นหนังหุ้มศีรษะ และถูกเจาะเป็นช่องตา ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก เห็นลึกลงไปถึงกะโหลกศีรษะและมันสมอง พร้อมๆ กับเห็นความเสื่อมไปเน่าเปื่อยผุพังไป ความเสื่อมเน่าเปื่อยผุพังไปนี้ได้ขยายวงกว้างออกไปถึงร่างกาย ลำตัว แขนขา จนจรดปลายเท้า และเห็นความสกปรกของกายอันเป็นไปในภายใน อาทิ หัวใจ กระเพาะน้อย กระเพาะใหญ่ ลำไส้ ปอด ตับ ไต ไส้พุงเป็นต้น ซึ่งล้วนกำลังเคลื่อนสู่ไปสู่ความเสื่อมสลายไป แม้แต่กระดูกซี่โครงแต่ละท่อนๆ ก็มีแต่ความแตกสลาย และ เสื่อมสลายกลับคืนสู่ธาตุดินปลิวกระจายคืนสู่ธาตุดินในธรรมชาติ เมื่อพิจารณาธาตุดินเสร็จ ก็มาพิจารณาธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ไปตามลำดับในลักษณะเดียวกัน สติหรือสำนึกรู้นี้ เมื่อพิจารณาไปก็ค่อยๆ น้อมเข้าสู่ใจไป จนเกิดการปลงสลดสังเวช อยู่ทุกคืน ทุกคืน ทุกคืน จนใจเจ้าของเห็นแต่โทษ ความสกปรกหรือความเป็นทุกข์ ของร่างกายนี้ และเกิดการปล่อยวางไปโดยลำดับ


[<< กลับไปหน้าแรก]