Online ทั้งหมด : 4 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์



Untitled Document
การบ้านภาวนาหลวงพ่อวิโมกข์
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒๔
ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๒๕
ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๒๖
ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๒๗
ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๒๘
ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๒๙
ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๓๐
ครั้งที่ ๘ ครั้งที่ ๓๑
ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๓๒
ครั้งที่ ๑๐ ครั้งที่ ๓๓
ครั้งที่ ๑๑ ครั้งที่ ๓๔
ครั้งที่ ๑๒ ครั้งที่ ๓๕
ครั้งที่ ๑๓ ครั้งที่ ๓๖
ครั้งที่ ๑๔ ครั้งที่ ๓๗
ครั้งที่ ๑๕ ครั้งที่ ๓๘
ครั้งที่ ๑๖ ครั้งที่ ๓๙
ครั้งที่ ๑๗ ครั้งที่ ๔๐
ครั้งที่ ๑๘ ครั้งที่ ๔๑
ครั้งที่ ๑๙ ครั้งที่ ๔๒
ครั้งที่ ๒๐ ครั้งที่ ๔๓
ครั้งที่ ๒๑ ครั้งที่ ๔๔
ครั้งที่ ๒๒ ครั้งที่ ๔๕
ครั้งที่ ๒๓

การบ้านภาวนารวบรวมโดยคุณ ทะเลใจ


การบ้านภาวนา ครั้งที่ ๘
หลวงพ่อวิโมกข์ (wimoak@yahoo.com)

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF การบ้านภาวนาครั้งที่ ๘ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๘


การบ้านภาวนาครั้งที่ ๘
การพัฒนาสำนึกรู้ไปสู่การรู้กายและใจอย่างทั่วถึง


     การละเริ่มที่การเห็น กล่าวคือ จะละในสิ่งใดได้ จำเป็นต้องเริ่มจากการเห็นในสิ่งนั้น เมื่อเริ่มเห็น เมื่อนั้นการละก็เริ่มต้น ฉะนั้น การจะละกิเลส ความคิดปรุงแต่ง อารมณ์ความรู้สึก เป็นความทุกข์ก็ดี ความเสียใจก็ดี ความเศร้าโศกใดๆ ก็ดี ขอให้เริ่มต้นจากการเห็น ในสิ่งนั้นๆ พอเริ่มเห็นเท่านั้น การละก็จะเริ่มขึ้นทันทีที่เริ่มเห็นนั่นเอง ไม่ต้องไปฝึกอะไรมากมาย ไม่ต้องไปตั้งใจจะละ และก็ไม่ต้องไปค้นหาว่าจะละที่ไหน เพราะการละเริ่มต้นที่การเห็นนั่นเอง หลายๆ คน ได้ศึกษาวงจร ปฏิจจสมุปบาท บางคนก็พยายามจะละตรงสังขารหรือความคิดปรุงแต่งบ้าง บางคนก็พยายามละตรงวิญญาณบ้าง (วิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) บางคนก็พยายามละตรงนามรูปบ้าง บางคนก็พยายามละตรงสฬายตนะบ้าง(อายตนะภายใน ๖ และภายนอก ๖) บางคนก็พยายามละตรงผัสสะหรือการกระทบบ้าง บางคนก็พยายามละตรงเวทนาบ้าง บางคนก็พยายามละตรงตัณหาบ้าง บางคนก็พยายามละตรงอุปาทานบ้าง เป็นต้น ปรากฏว่า หลายๆ ท่านที่พยายามละโดยการไปละตรงๆ ในจุดนั้น ก็เหนื่อยเปล่า เพราะการละไม่ใช่ดั่งจะเนรมิตด้วยคำพูดว่า พึงละโลภ โกรธ หลง แล้วความโลภ โกรธ หลงจะถูกละหรือถูกทำลายไปได้ง่ายๆ ดั่งใจนึก ตราบใด ที่ผู้ปฏิบัติไม่เริ่มจากการเห็นในสิ่งที่จะละก่อน ดังอุบายที่พระพุทธองค์ทรงให้ไว้ว่า การละทุกข์ในอริยสัจจ์ ก็ต้องเริ่มต้นจากการเห็นทุกข์ในอริยสัจจ์เสียก่อน จึงทรงแนะนำการละทุกข์ว่า ต้องเริ่มจากการกำหนดรู้ทุกข์หรือทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องเริ่มต้นจากการเห็นทุกข์ก่อนนั่นเอง ทุกวันนี้ ไม่ปฏิบัติตามที่ทรงแนะนำ วันทั้งวัน เดือนทั้งเดือน ปีทั้งปี ก็ไม่เคยคิดจะกำหนดรู้ทุกข์ กล่าวคือ มองให้เห็นโทษเห็นทุกข์ในสิ่งทั้งปวง เพราะความเคยชินที่อยู่กับความทุกข์ทั้งหลายจนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความทุกข์ ตรงกันข้ามกลับมองเห็นเป็นความน่าเพลิดเพลินยินดีจนเกิดความลุ่มหลงหรือหลงผิดยึดติดในเสน่หาของทุกข์เหล่านั้นว่าเป็นความสุข จนเกิดความรักใคร่ ทะนุถนอม หวงแหน เกิดเป็นเยื่อใย อาลัยอาวรณ์ ผูกพันใจกับสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น จนกลายเป็นแรงผูกพันใจกับกายเจ้าของนี้อย่างเหนียวแน่น

     ฉะนั้น การบ้านในการภาวนานี้ คือ การพัฒนาสำนึกรู้ไปสู่การรู้กายและใจอย่างทั่วถึง โดยการฝึกให้รู้จักการเห็นในสิ่งทั้งปวงทั้งที่เป็นไปในภายนอกและภายในอย่างทั่วถึง อนึ่ง การเห็นด้วยตาเนื้อนี้ จะเห็นได้แต่ภายนอกอย่างเดียว แต่การเห็นด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปทั้งภายนอกและภายใน โดยมีสติรู้ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปทั้งภายนอกและภายในนั้น จะเกิดเป็นใจผู้รู้ที่เป็นกลางๆ ใจผู้รู้ที่เป็นกลางๆ นี้จะเป็นประหนึ่งตาที่ไม่ใช่ตาเนื้อ ซึ่งจะสามารถทั้งรู้และทั้งเห็นความเป็นไปทั้งภายนอกและภายในได้อย่างทั่วถึง เมื่อผู้ได้ฝึกสมาธิจนเกิดความปลอดโปร่ง เบาสบาย และความสงบอันเป็นพลังงานของจิตที่เข้าไปสู่ความสงบ ถ้าพอใจเพียงแค่ความปลอดโปร่ง เบาสบายและความสงบ ก็จะได้อานิสงส์ของการได้สัมผัสพลังงานของจิตที่เข้าไปสู่สมถะ แต่ยังไม่อาจรู้วิธีนำเอาพลังงานของจิตที่เป็นความปลอดโปร่ง เบาสบายและความสงบนี้มาใช้ให้เกิดปัญญาได้ ต่อเมื่อเจริญสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในกาย เวทนา จิต และธรรมอยู่เนืองๆ ตามอุบายที่อาตมาได้ให้ไว้ จึงจะสามารถพัฒนาพลังงานของจิตที่เป็นความสงบนี้ ไปสู่จิตสำนึกหรือสำนึกรู้ได้ อันเป็นการพัฒนาพลังงานของจิตที่เป็นความปลอดโปร่ง เบาสบายและความสงบนี้ ไปสู่การรู้ ซึ่งเป็นการรู้ที่สามารถรู้ทั้งภายนอกและภายในได้อย่างทั่วถึง ฉะนั้น เมื่อผู้ที่ได้มาเข้าคอร์สฝึกอบรมกับอาตมาจนเกิดสำนึกรู้นี้แล้ว พึงหมั่นเดินหน้าต่อ ด้วยการนำไปใช้สำนึกรู้นี้ให้เกิดเป็นการรู้ทั้งภายนอกและภายในอย่างทั่วถึง กล่าวคือ เมื่อตาเห็นนอก สำนึกรู้ก็ไม่เพียงแต่รู้นอก ขณะเดียวกันสำนึกรู้ก็รู้ในพร้อมๆ กันไปด้วย การรู้ในก็คือการรู้ความเป็นไปของกายและใจเจ้าของอย่างทั่วถึง การพัฒนาสำนึกรู้ไปสู่การรู้ดังกล่าวอยู่เนืองๆ สำนึกรู้ก็จะพัฒนาต่อไปเป็นใจผู้รู้ที่ถึงพร้อมด้วยการรู้และการเห็นไปพร้อมๆ กัน แต่หากไม่พัฒนาสำนึกรู้ไปสู่การรู้กายและใจเจ้าของอยู่เนืองๆ สำนึกรู้นี้ก็จะถอยกำลังลงเป็นเพียงแค่ความปลอดโปร่ง เบาสบายและความสงบ อันเป็นเพียงพลังงานของจิตที่รวมตัวกัน และไม่ได้พัฒนาต่อไปเป็นการรู้การเห็น ก็จะได้อานิสงส์เพียงแค่การพักผ่อนเพื่อเป็นพละกำลังแก่จิตเท่านั้น อาตมาจึงขอให้คำแนะนำการพัฒนาสำนึกรู้นี้ไปใช้เข้าสู่ชีวิตประจำวันทีละน้อยๆ กล่าวคือเมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส ก็ให้ใช้สำนึกรู้นี้ให้รู้ความเป็นไปทั้งกายและใจเจ้าของอย่างทั่วถึงด้วย หากพัฒนาสำนึกรู้นี้ให้กลมกลืนเข้าสู่กิจวัตรประจำวันในชีวิตประจำวันเนืองๆ ในที่สุด สำนึกรู้นี้ก็จะพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นใจผู้รู้ที่ทั้งรู้และเห็นไปพร้อมๆ กัน อันถึงพร้อมด้วยญาณทัสสนะไปตามลำดับ


[<< กลับไปหน้าแรก]