Online ทั้งหมด : 7 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์



Untitled Document
การบ้านภาวนาหลวงพ่อวิโมกข์
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒๔
ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๒๕
ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๒๖
ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๒๗
ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๒๘
ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๒๙
ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๓๐
ครั้งที่ ๘ ครั้งที่ ๓๑
ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๓๒
ครั้งที่ ๑๐ ครั้งที่ ๓๓
ครั้งที่ ๑๑ ครั้งที่ ๓๔
ครั้งที่ ๑๒ ครั้งที่ ๓๕
ครั้งที่ ๑๓ ครั้งที่ ๓๖
ครั้งที่ ๑๔ ครั้งที่ ๓๗
ครั้งที่ ๑๕ ครั้งที่ ๓๘
ครั้งที่ ๑๖ ครั้งที่ ๓๙
ครั้งที่ ๑๗ ครั้งที่ ๔๐
ครั้งที่ ๑๘ ครั้งที่ ๔๑
ครั้งที่ ๑๙ ครั้งที่ ๔๒
ครั้งที่ ๒๐ ครั้งที่ ๔๓
ครั้งที่ ๒๑ ครั้งที่ ๔๔
ครั้งที่ ๒๒ ครั้งที่ ๔๕
ครั้งที่ ๒๓

การบ้านภาวนารวบรวมโดยคุณ ทะเลใจ


การบ้านภาวนา ครั้งที่ ๙
หลวงพ่อวิโมกข์ (wimoak@yahoo.com)

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF การบ้านภาวนาครั้งที่ ๙ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๘


การบ้านภาวนาครั้งที่ ๙
การรักษาผู้รู้ให้เป็นผู้รู้
เจริญพร

     ดวงตานั้นเห็นได้แต่ภายนอก แต่ผู้รู้นี้เห็นได้ทั้งนอกและเห็นได้ทั้งใน เห็นนอก ก็คือ เห็นรูปที่มากระทบ ได้ยินเสียงที่มากระทบ เห็นในก็คือเห็นกายและใจตัวเองอย่างทั่วถึง กล่าวคือ เมื่อตาเห็นรูป ผู้รู้ก็เห็นรูปนั้นด้วย ขณะเดียวกันต้องฝึกไม่ให้ผู้รู้เห็นนอกอย่างเดียว เพราะจะทำให้ผู้รู้ไหลไปกับรูปที่เห็น จึงควรจะฝึกให้ผู้รู้เห็นในคือเห็นใจหรืออาการทางใจที่เป็นไปในภายในอย่างทั่วถึงด้วย เพื่อว่าผู้รู้จะได้เป็นกลางๆ ไม่ไหลไปกับรูปภายนอก และไม่ไหลเข้าไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาการทางใจอันปรุงแต่งด้วยอนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน สิ่งภายนอกนั้นล้วนแต่เป็นมายาของจิต ดังจะเห็นได้จากนักปฏิบัติหลายท่าน เห็นนิมิตต่างๆ บ้าง ในขณะภาวนา แล้วเผลอหรือลืมตัวปล่อยให้สติหรือผู้รู้ไหลไปกับนิมิตที่เห็นนั้น โดยลืมดูจิตดูใจของตัวเอง ผู้รู้ก็หลงเที่ยวไปในนิมิตที่เห็นนั้นจนหลงตัวเองว่าได้ตาทิพย์ หรือเป็นผู้รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าหรือเป็นผู้วิเศษไป หรือเป็นผู้ไปถึงฝั่งคือพระนิพพานแล้ว ทำนองนี้ ซึ่งหารู้ไม่ว่ากำลังโดนจิตของตนเองหลอกตนเอง เพราะภาพหรือสิ่งที่เห็นในขณะภาวนานั้น ล้วนแต่เป็น Duplicate หรือ Copy ที่สะท้อนมาจากจิตใต้สำนึกอันปรุงแต่งไปด้วยกิเลสสารพัด ฉะนั้น เมื่อนักปฏิบัติเห็นนิมิตต่างๆ ก็พึงเห็นใจหรืออาการทางใจของตนไปพร้อมกันด้วย เพราะคำว่าDuplicate หรือ Copy นั้น ก็คือ มายาของจิตนั่นเอง อันนี้จึงเป็นตัวอย่างให้เราอุทาหรณ์ไว้อยู่เสมอว่า อะไรที่เราเห็นนั้น อาจจะเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นนั้นไม่จริง หรือ เป็นมายาของจิตนั่นเอง ฉะนั้น ผู้รู้อาจจะสูญเสียความเป็นผู้รู้เพราะมายาของจิตไปโดยไม่รู้ตัว เราจึงควรตรวจสอบความรู้ความเห็นของตนเองโดยการเห็นทั้งนอกพร้อมๆ ไปกับการเห็นทั้งในด้วยอยู่เสมอ เพราะการเห็นนอกโดยขาดการเห็นใน ผู้รู้จะเสียสมดุล และในที่สุดก็สูญเสียการเป็นผู้รู้ กลายเป็นโมหะหรืออวิชชาบังตาผู้รู้ แต่ผู้รู้จะเป็นผู้รู้ยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยการเป็นผู้รู้ที่อยู่ตรงกลางๆ ระหว่างรูปและนาม คือ เห็นนอกและเห็นในด้วยไปพร้อมๆ กัน อันนี้เป็นอุทาหรณ์ให้นักปฏิบัติภาวนาหลายๆ ท่าน พึงวางนิมิตที่เห็น ด้วยการมองด้านในให้เห็นใจหรืออาการทางใจ (จิตตสังขาร) ที่ไปสร้างตัวตนเป็นนิมิตอันเป็นเพียงมายาของจิตเท่านั้น เมื่อมองด้านในดังกล่าวนิมิตนั้นก็จะหายไป และอาจจะไปเจอนิมิตที่เป็นมายาที่แยบยลกว่าแทน ก็พึงให้สำนึกรู้หรือใจผู้รู้มองด้านในเนืองๆ จนเค้าหยุดเล่นกับเราเพราะเรารู้เท่าทัน แต่หากเรามัวหลงเพลินยินดีปราโมทย์กับนิมิตต่างๆ ที่เห็นนั้น เราก็จะรู้ไม่เท่าทันในมายาของจิต จนผู้รู้สูญเสียความเป็นผู้รู้โดยที่เราไม่ทันเฉลียวใจ ฉะนั้น นักปฏิบัติหลายๆ ท่าน พึงไม่ควรประมาท เพราะความไม่ประมาทเท่านั้น ที่จะทำให้ท่านถอยกลับมาก้าวหนึ่งแล้วตรวจสอบความเป็นผู้รู้ของตนอยู่เนืองๆ ด้วยความไม่ประมาทนั่นเอง ขอให้ท่านทั้งหลายพึงรักษาผู้รู้ให้เป็นผู้รู้ยิ่งๆ ขึ้นไป


[<< กลับไปหน้าแรก]