Online ทั้งหมด : 6 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์



Untitled Document
การบ้านภาวนาหลวงพ่อวิโมกข์
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒๔
ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๒๕
ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๒๖
ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๒๗
ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๒๘
ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๒๙
ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๓๐
ครั้งที่ ๘ ครั้งที่ ๓๑
ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๓๒
ครั้งที่ ๑๐ ครั้งที่ ๓๓
ครั้งที่ ๑๑ ครั้งที่ ๓๔
ครั้งที่ ๑๒ ครั้งที่ ๓๕
ครั้งที่ ๑๓ ครั้งที่ ๓๖
ครั้งที่ ๑๔ ครั้งที่ ๓๗
ครั้งที่ ๑๕ ครั้งที่ ๓๘
ครั้งที่ ๑๖ ครั้งที่ ๓๙
ครั้งที่ ๑๗ ครั้งที่ ๔๐
ครั้งที่ ๑๘ ครั้งที่ ๔๑
ครั้งที่ ๑๙ ครั้งที่ ๔๒
ครั้งที่ ๒๐ ครั้งที่ ๔๓
ครั้งที่ ๒๑ ครั้งที่ ๔๔
ครั้งที่ ๒๒ ครั้งที่ ๔๕
ครั้งที่ ๒๓

การบ้านภาวนารวบรวมโดยคุณ ทะเลใจ


การบ้านภาวนา ครั้งที่ ๑๒
หลวงพ่อวิโมกข์ (wimoak@yahoo.com)

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF การบ้านภาวนาครั้งที่ ๑๒ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๘


การบ้านภาวนาครั้งที่ ๑๒
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทด้วยการมีสติรู้ความรู้สึก

     ความรู้สึกเกิดจากอะไร ? ความรู้สึกเกิดจากการกระทบของสิ่ง ๒ สิ่ง ได้แก่อายตนะภายนอก กระทบกับอายตนะภายใน อาทิ ตากระทบกับรูป หูกระทบเสียง… กายกระทบสัมผัสทางกาย เราเคยสังเกตไหมว่า จากความรู้สึกกระทบสัมผัส ณ ที่ใดที่หนึ่ง จะนำไปสู่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปเองตามธรรมชาติ อาทิ การเดินจงกรม บางท่านเดินจงกรมโดยกำหนดที่เท้ายก ย่าง เหยียบ บางท่านกำหนดที่อาการเคลื่อนไหวของเท้าที่กำลังยก ย่าง เหยียบ การกำหนดทั้ง ๒ กรณีข้างต้น ยังยึดติดกับรูป คือ ดูรูปที่เคลื่อนไหว การกำหนดลักษณะนี้ จะกลายเป็นสมถะไป เพราะเป็นการกำหนดเฉพาะที่ อันได้แก่ ที่เท้าหรือที่อาการเคลื่อนไหวของเท้า แม้การกำหนดอาการเคลื่อนไหวดูเหมือนว่าน่าจะเป็นวิปัสสนา แต่ก็ไม่เป็นวิปัสสนา เพราะยังต้องประคองเท้าให้ค่อยๆเคลื่อนไหว อันเป็นเรื่องของการบังคับด้วยสมถะ แต่ถ้าหากนักปฏิบัติกำหนดรู้โดยการมีสติระลึกรู้ความรู้สึกของเท้าทึ่กำลังเคลื่อนไหว อันนี้จะเป็นธรรมชาติ เพราะไม่ต้องประคองเท้าให้ค่อยๆ เคลื่อนไหวแบบจิกอาการเคลื่อนไหวของเท้าทีละขยัก ทีละขยัก ทีละขยัก การไม่ประคอง ก็ไม่ได้หมายความว่าเดินจ้ำเอาจ้ำเอาเร็วเกินไป แต่เป็นการเดินช้าอย่างสบายๆ ด้วยความรู้สึกเบาสบายเป็นธรรมชาติ จนรู้สึกความรู้สึกของอาการเคลื่อนไหวของเท้าที่เคลื่อนไหวต่อเนื่องกันแบบนุ่มนวล เบาสบาย เสมือนหนึ่งคลื่นท้องทะเล ที่ผ่านเข้ามา และผ่านพ้นไป ระลอกแล้วระลอกเล่า โดยไม่ต้องไปหยุดทีละขยัก ทีละขยัก ทีละขยัก ทำให้ไม่รู้สึกของอาการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง หรือแทนที่จะรู้ความรู้สึกของอาการการเคลื่อนไหวของเท้าอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไปประคองยก ประคองย่าง ประคองเหยียบที่ตั้งใจเกินไป จนรู้สึกเมื่อยเท้า และเสียการทรงตัว ทั้งนี้ การดูความรู้สึกของอาการเคลื่อนไหวของเท้านั้นจะพบว่า จะผ่อนคลาย สบายๆ เป็นธรรมชาติ และจะค่อยๆ เกิดเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปเอง กล่าวคือ จากการดูความรู้สึก ณ ที่ใดที่หนึ่ง จะเกิดอาการความรู้สึกโปร่งเบาและเชื่อมโยงกันเกิดเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปเอง ตรงกันข้าม หากผู้ปฏิบัติกำหนดดูเฉพาะที่โดยยึดติดกับรูป กล่าวคือ กำหนดรู้เฉพาะเท้าที่เคลื่อนไหว หรือกำหนดรู้อาการความเคลื่อนไหวของเท้า โดยไม่สังเกตหรือระลึกรู้ความรู้สึกของเท้าที่กำลังเคลื่อนไหวนั้น จะเกิดเป็นการรู้เฉพาะที่ที่ยึดติดกับรูปหรือรูปแบบ อันเป็นอุปสรรคบังความรู้สึกของเท้าที่กำลังเคลื่อนไหว ผลก็คือเดินเท่าไรๆ ก็ไม่เคยโปร่งเบา และไม่เคยเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปเอง อาตมาขอย้ำอีกครั้งว่า หากผู้ปฏิบัติกำหนดรู้ด้วยการระลึกรู้ความรู้สึก ณ ที่ใดที่หนึ่งของกายที่เคลื่อนไหว จะผสานเชื่อมโยงทำให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปเอง หรือนัยกลับกัน หากผู้ปฏิบัติมีสติเป็นกลางๆ ระลึกรู้ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เนืองๆ ก็จะสามารถรู้สึกถึงความแตกต่างของสัมผัสหนักเบาของกายแต่ละส่วนที่เคลื่อนไหว หรือพูดให้เข้าใจง่าย ก็คือสามารถรู้ความรู้สึกเฉพาะที่ของการเคลื่อนไหวนั้นได้ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเช่นกัน จึงสรุปได้ว่า จากความรู้สึกเฉพาะที่นำไปสู่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และความรู้สึกตัวทั่วพรัอมก็ทำให้เห็นความรู้สึกเฉพาะที่ได้เช่นเดียวกัน และที่สำคัญก็คือ การกำหนดรู้ด้วยการระลึกรู้ความรู้สึก อันเป็นผลของสิ่ง ๒ สิ่งกระทบกัน (แม้การเคลื่อนไหวของเท้าขณะยก ขณะย่าง ก็เป็นการกระทบระหว่างเท้ากับอากาศ) จะทำให้ผู้ปฏิบัติเห็นสิ่ง ๒ สิ่งกระทบกัน (ผัสสะ) ด้วย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ถ้าผู้ปฏิบัติไปดูรูปที่กระทบตรงๆ จะไม่ค่อยเห็นความรู้สึกเบาๆ ที่เกิดจากการกระทบได้ชัด แต่หากผู้ปฏิบัติกำหนดรู้โดยการระลึกรู้ความรู้สึกที่เกิดจากการกระทบเนืองๆ ผู้ปฏิบัติจะสามารถรู้เห็นสิ่ง ๒ สิ่งที่กระทบกันอันเป็นไปเองโดยไม่ต้องไปตั้งท่าหรือตั้งใจดูแต่อย่างใด และการที่เห็นสิ่ง ๒ สิ่งกระทบกัน ก็จะทำให้ผู้ปฏิบัติรู้เห็นเองว่านั่นเป็นการกระทบระหว่างอายตนะภายนอก กับอายตนะภายใน และในที่สุดก็จะนำไปสู่การรู้เห็นรูปนาม แยกรูปแยกนาม เห็นว่ารูปกระทบกับรูป (อาทิ กายกระทบสัมผัสทางกาย) หรือรูปกระทบกับนาม (อาทิ รูปที่เห็นบาดตาบาดใจ) หรือนามกระทบกับนาม (อาทิ คิดนึกจนกลุ้มใจ) การเห็นรูปนาม หรือแยกรูปแยกนามในลักษณะนี้ เป็นการเห็นที่เกิดจากการกำหนดรู้ด้วยการระลึกรู้ในสัมปชัญญะหรือความรู้สึกอันเป็นผลจากสิ่ง ๒ สิ่งกระทบกัน แล้วทวนกระแสปฏิจจสมุปบาท จนไปเห็นผัสสสะ เห็นอายตนะภายนอกภายในกระทบกัน และเห็นรูปนาม เกิดการแยกรูปแยกนามที่เป็นไปเอง ไม่ใช่ไปทำให้แยกรูปแยกนามด้วยการไปตั้งใจกำหนดดูรูปนามด้วยสมถะ ฉะนั้น การกำหนดรู้ด้วยการมีสติระลึกรู้ความรู้สึกของการเคลื่อนไหวของเท้าในขณะเดินจงกรม จึงเป็นวิปัสสนา ด้วยเหตุว่าจะทำให้เกิดการทวนกระแสไปจนเห็นรูปนาม แยกรูปแยกนามที่เป็นไปเองดังกล่าว ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ ด้วยอาตาปี สัมปชาโน สติมา คือ มีสัปชัญญะหรือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปทั้งภายใน ภายนอก และภายในภายนอก และมีสติระลึกรู้ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนั้น เนืองๆ เสมอๆ จึงจะเป็นไปเพื่อวิปัสสนาด้วยนัยดังที่อาตมาได้อธิบายมาข้างต้น

     อนึ่ง ทุกข์เป็นสิ่งที่พึงกำหนดรู้ ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงอธิบายไว้ในอริยสัจ ๔ การกำหนดรู้ทุกข์ บางครั้งเราก็กำหนดรู้ทุกข์ตรงๆ แต่บางครั้ง ทุกข์ไม่เกิดหรือไม่เห็นทุกข์ เราก็สามารถกำหนดรู้ทุกข์ได้โดยการไปกำหนดรู้ความสุขแทน เพราะเหตุเมื่อความสุขหายไป นั่นก็หมายถึงว่าทุกข์กำลังมาเยือน กล่าวคือ เราสามารถกำหนดรู้ทุกข์ได้ในความสุขเช่นกัน หรือบางครั้งไม่สุขไม่ทุกข์ (อทุกขมสุขเวทนา) เราก็สามารถกำหนดรู้ทุกข์ได้ในความไม่สุขไม่ทุกข์เช่นกัน เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะคงอยู่ได้นาน เปรียบได้กับอารมณ์ของมนุษย์ที่เปลี่ยนไปอยู่ทุกเมื่อตลอดเวลา บางครั้ง อารมณ์ของมนุษย์ก็แกว่งไปทางซ้ายบ้าง แกว่งผ่านตรงกลางบ้าง และแกว่งไปทางขวาบ้าง และก็กลับมาตรงกลางบ้าง แล้วตีกลับไปทางซ้ายอีกบ้าง… อันแสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน ตามหลักไตรลักษณ์นั่นเอง คำว่า "ตรงกลาง" นี้ เป็นเรื่องที่น่าพิจารณาว่า "ตรงกลาง"นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมก็ทำให้เกิดตรงกลาง ความสงบอันเกิดจากสมาธิก็ทำให้เกิดตรงกลาง ความว่างหรือสุญญตาก็ทำให้เกิดตรงกลาง และสัมมาทิฏฐิ อันเป็นตัวปัญญา คือ เห็นความทุกข์ในความไม่เที่ยง และเห็นความไม่เที่ยงในความเป็นทุกข์ ในที่สุดก็จะเห็นอนัตตา คือความไม่มีตัวตน เมื่อไม่มีตัวตนก็จะไม่มีคำว่าซ้ายสุด หรือ ขวาสุด ภาวะกลางๆ หรือ "ตรงกลาง" ก็จะเกิดขึ้นเองด้วยปัญญาคือสัมมาทิฏฐินี้ อันเป็นไปเอง เพราะเมื่อเห็นแจ้งแก่ใจเจ้าของในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และความไม่มีตัวตนแล้ว ก็จะทำให้มีสติรู้เท่าทันและเกิดการปล่อยวาง ภาวะกลางๆ หรือ "ตรงกลาง" ก็จะเกิดขึ้นเอง และเป็นไปเอง ซึ่งต่างจากภาวะกลางๆ หรือ "ตรงกลาง" อันเกิดจากการตั้งใจ จงใจทำ หรือทำให้เกิดด้วยสมถะ หรือ แม้แต่ภาวะกลางๆ หรือ "ตรงกลาง" อันเกิดจากความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ซึ่งก็มีได้ ๒ ประการเช่นเดียวกัน คือ ประการแรกเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเกิดจากการตั้งใจ จงใจทำ หรือทำให้เกิดด้วยการทำจิตให้ว่าง หรือด้วยสมถะ และความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเกิดจากการมีสติรู้เท่าทันและเกิดการปล่อยวาง ซึ่งเป็นผลจากการมีปัญญาหรือสัมมาทิฏฐิเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวตน อันเป็นการทวนกระแสด้วยปัญญาจนเกิดภาวะกลางๆ ซึ่งเป็นไปเอง เรียกได้ว่าเป็นการเข้าถึงภาวะกลางๆ อย่างแท้จริง อันเป็นไปเพื่อวิมุตติความหลุดพ้นโดยลำดับ


[<< กลับไปหน้าแรก]