Vimokkha Dhamma
ผู้เข้าชมหน้านี้: 1 คน
|
แลกลิงค์
|
|
|
|
|
Untitled Document
การบ้านภาวนาครั้งที่ ๑๓
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทด้วยการมีสติอยู่เหนือความรู้สึก
ธรรมชาติเดิมแท้ของจิต นั้นประภัสสร คือ กระจ่าง ผ่องใส สว่างและบริสุทธ์ จนทำให้ผู้ที่ได้เข้าถึงจิตเดิมแท้ หรือแม้แต่ได้สัมผัสจิตเดิมแท้บ้าง จะมีอาการรู้ ตื่น เบิกบาน หากดูจากหน้าตาใบหน้าภายนอก ก็จะอิ่มเอม เบิกบาน ผ่องใส และเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ ทำให้เป็นผู้คล่องแคล่ว ว่องไว มีจิตอันควรแก่การงานทั้งปวง อันนี้ จึงเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า หากผู้ใดปฏิบัติธรรมแล้วไม่ผ่องใส ไม่เบิกบาน ไม่ตื่น อันเป็นจิตที่ควรแก่การงานแล้วไซร์ คือ ปฏิบัติธรรมแล้วกลายเป็นคนเชื่องช้า ช้าไปหมด ไม่ตื่น รู้ เบิกบาน ไม่คล่องแคล่ว ว่องไวอันเป็นลักษณะของจิตที่ควรแก่การทำงานทั้งปวง ก็สามารถสรุปได้ว่ากำลังเดินหรือปฏิบัติผิดทาง ผลก็คือปฏิบัติธรรมแล้วก็ตึงๆ หนักๆ หน่วงๆ เพราะผลพวงของการจรดจ่อ จรดจ้อง กำกับ บังคับจิตให้นิ่ง ให้ว่าง ให้ตั้งใจรู้แบบจรดจ่อ แบบจิกรู้ อันทำให้สภาพจิตใจเสียสมดุลไปโดยไม่รู้ตัว และเมื่อสภาพจิตเสียสมดุล ก็จะมีผลให้เห็นแสดงออกภายนอก คือ เริ่มผิดมนุษย์ การพูดการจา หรือการกระทำ หรือการงานก็เชื่องช้าไปหมด บางครั้งก็เบื่อกับการงานจนเห็นการงานเป็นสิ่งที่น่ารำคาญ หรือวุ่นวาย เริ่มแปลกแยกจากสังคมแวดล้อม เพราะเหตุว่าไม่รู้ว่าอะไรควรในสิ่งไม่ควร และอะไรไม่ควรในสิ่งที่ควร อันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายว่าหลายๆ ท่านที่มาศึกษาปฏิบัติธรรม จริงจังกับการปฏิบัติธรรม จนยึดติดในรูปแบบต่างๆ นานา เพราะเหตุไม่เข้าใจว่านั่นเป็นการฝึกหัดหรือเรียนรู้ในห้องเรียน เป็นเพียงการเรียนรู้สภาวะในช่วงที่มาปฏิบัติในชั้นเรียน หาได้เป็นการเข้าถึงไม่ แต่การเข้าถึงนั้นจะต้องเข้าถึงจากประสบการณ์ในชีวิตจริงๆ เป็นบทเรียนให้เราได้เข้าถึงสภาวะที่เป็นไปเอง จนหมดจด แจ่มแจ้ง และหลุดพ้นไปโดยลำดับ ดังคำกล่าวของปรมาจารย์จีนที่สอนแก่ลูกศิษย์ว่า การเรียนรู้จนเจนจบวิชาหรือวิทยายุทธนั้น ก็คือ "เมื่อเรียนจนสูงสุดแล้ว ต้องกลับสู่สามัญ" คือปรับกระบวนการฝึกปฏิบัติเข้าสู่วิถีชีวิตจริงๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ฝึกจนเชี่ยวชาญชำนาญ จนไร้รูปแบบหรือไม่ยึดติดในรูปแบบแต่อย่างใด อันนี้จึงถือได้ว่าเป็นผู้รู้จักปรับการเรียนรู้การฝึกปฏิบัติ อันเป็นการเรียนรู้สภาวะในชั้นเรียน ไปสู่การเข้าถึงสภาวะนั้นๆ ในชีวิตจริง จนเกิดความแจ่มแจ้งไปตามลำดับโดยอาศัยประสบการณ์ในชีวิตจริงๆ ในชีวิตประจำวันเป็นบทเรียน เป็นเครื่องทดสอบ ขัดเกลา ค่อยๆ เลื่อนชั้น หรือภูมิจิตภูมิธรรมไปโดยลำดับ ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่า นักปฏิบัติธรรมในยุคสมัยนี้มักด่วนได้ คือ เรียนรู้สภาวะจนแจ่มแจ้ง เห็นรูปนาม จนแยกรูปแยกนาม และเห็นไตรลักษณ์ ก็เลยประมาทนึกว่าตัวเองรู้ธรรมหรือใกล้หลุดพ้นแล้ว แต่ในที่สุดก็มาหลุดในชีวิตประจำวัน แต่แทนที่จะมาหลุดพ้น กลายเป็นมาหลุดหรือโพล่งไปด้วยความโกรธบ้าง ความโลภบ้าง ความหลงบ้าง ความอยากอันพัวพันไปด้วยกามทั้งหลายบ้างโดยเผลอสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่ทันยั้งคิด บางครั้งเผลอสติมากๆ ก็หลุดโลกไปเลย จนผิดมนุษย์ หรือไม่ก็หลงตัวเองคิดว่า ตัวเองใกล้จะหลุดพ้นหรือหลุดพ้นแล้วบ้าง เป็นผู้ที่มีอะไรวิเศษเหนือมนุษย์บ้าง จนอวดอุตริเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องอวดแก่ชาวโลก
เหตุที่เป็นดังนี้ ก็เพราะธรรมชาติของจิตมนุษย์ชอบไหล ชอบท่องเที่ยวไป คือ ไหลท่องเที่ยวไปกับความคิดนึกบ้าง ไหลท่องเที่ยวไปกับความรู้สึกบ้าง ทำให้เรารู้จัก "จิต" ได้โดยการรู้ถึง "อาการของจิต" คือ "ความคิดนึกและความรู้สึก" นั่นเอง แต่ก็นับว่ายังโชคดี ที่จิตยังมีเครื่องมือที่มีอุปการะมาก นั่นก็คือ สติ แต่น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ นักปฏิบัติหลายๆ ท่านฝึกเจริญภาวนา จะเป็นสมถกรรมฐานก็ดี วิปัสสนากรรมฐานก็ดี แต่ก็ยังไม่เข้าใจในการเจริญสติและพัฒนาสติเพื่อให้เป็นอุปการะคุณอันยิ่งแก่การเจริญสมถและวิปัสสนากรรมฐานนั้น กล่าวคือ ยังคงเจริญสมถะด้วยการปล่อยให้สติไหลไปกับจิตที่เสวยคลอเคลียกับอารมณ์ความนิ่งบ้าง จนสติถอยกำลัง ไม่พัฒนาต่อ ทำให้ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร? หรือ เจริญวิปัสสนาโดยการปล่อยให้สติไหลไปกับจิตที่รู้สึกเคลื่อนไหว กระทบ สัมผัส ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรืออายตนะทั้ง ๖ โดยขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ธรรมชาติของจิตนั้นชอบไหลและท่องเที่ยวไป ฉะนั้นจิตจึงต้องมีพระเอกขี่ม้าขาวคือสติอันเป็นเจตสิกหรือเครื่องมือของจิตเพื่อเป็นตัวเหนี่ยวรั้งจิตไม่ให้ไหลไปกับอารมณ์ต่างๆ รวมทั้งอารมรณ์ของความสงบนิ่งในสมถะ และรวมทั้งอารมณ์ของจิตที่เข้าไปเห็นรูปนามในวิปัสสนาด้วย การที่เราปล่อยให้สติไหลไปแช่นิ่งอยู่ในความสงบ หรือ ปล่อยสติให้ไหลไปกับรูปนามที่เรากำหนดรู้สึกเคลือนไหว กระทบ สัมผัส ทำให้สติไม่อาจจะอยู่เหนืออารมณ์สมถะของความสงบนิ่งและอารมณ์วิปัสสนาที่จิตกำลังรู้สึกเคลื่อนไหว กระทบ สัมผัสในรูปนามนั้น กล่าวคือ สติก็ตกไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของอารมณ์สมถะของความสงบนิ่งหรืออารมณ์วิปัสสนาที่จิตกำลังรู้สึกเคลื่อนไหว กระทบ สัมผัสในรูปนามนั้น อาทิ การเดินจงกรม ขณะยก ย่าง เหยียบ จิตก็ไหลไปเป็นความรู้สึกเคลื่อนไหว กระทบ สัมผัสของอาการยก อาการย่าง อาการเหยียบ ปรากฏว่าผู้ปฏิบัติโดยส่วนมากจะพยายามตั้งใจให้สติไปแนบแน่นกับจิตที่รู้สึก เคลื่อนไหว กระทบ สัมผัสอาการยก ย่าง เหยียบอย่างกระชั้นชิดนั้น ผลที่ได้แทนที่จะเป็นวิปัสสนาก็กลายเป็นสมถะ และที่ร้ายไปกว่านั้น ก็คือสติซึ่งเป็นภาวะตื่น รู้ เบิกบาน นั้น ไหลลงไปสู่เท้า พอภาวะของสติที่เป็นภาวะตื่น รู้ เบิกบาน ไหลลงเบื้องล่างไปสู่เท้ามากๆ ผลที่ตามมาก็คือ จิตตกภวังค์และวนเวียนอยู่ในภวังคจิต ทำให้การเดินจงกรมไม่สดชื่น ไม่โปร่งเบา แทนที่จะเดินแล้วเบา กลายเป็นยิ่งเดินยิ่งหนัก เพราะเหตุเอาสติไปจิกกับการเดินจงกรมทีละขยักๆ พอเดินจงกรมเสร็จแล้วไปนั่งภาวนาต่อ จะพบว่า ผู้ปฏิบัติโดยส่วนมากจะนั่งภาวนาแล้วตกภวังค์โดยไม่รู้ตัว เพราะเหตุที่ขณะเดินจงกรมไปพยายามตั้งใจเดินจงกรมแบบให้สติไหลไปแนบแน่นกับความรู้สึกเคลื่อนไหว กระทบ สัมผัสที่เท้า ทำให้ภาวะของสติที่รู้ ตื่น เบิกบานแต่เดิม ซึ่งรู้สึกตื่นรู้ชัดและสดชื่นเบิกบานบริเวณช่วงบนของร่างกายคือตั้งแต่ช่วงเหนืออกขี้นไปหรือเหนือไหล่ขึ้นไป อันปรากฏความสดชื่น ตื่นรู้ เบิกบานอยู่บริเวณใบหน้าแต่เดิมนั้น ผลกลับกลายเป็นว่าภาวะตื่นรู้ สดชื่น เบิกบานได้หายไปจากความรู้สึกในใจอันอิ่มเอมเบิกบานในทรวงอกขึ้นไปจนปรากฏความรู้สึกตื่น รู้ เบิกบานอันปรากฏให้รู้สึกได้ชัดบริเวณใบหน้านั้นอันตรธานหายไป เพราะเหตุภาวะตื่นรู้เบิกบานนี้ ไหลไปกับสติที่ไปพยายามตั้งใจรู้สึก เคลื่อนไหว กระทบ สัมผัสการยก การย่าง การเหยียบอย่างแนบแน่นเอาจริงเอาจังเกินไปนั่นเอง ข้ออุทาหรณ์เตือนใจง่ายๆ ขอให้ถามตนเองว่า คนเรารู้ ตื่น เบิกบาน บริเวณหน้าอกจนถึงใบหน้า หรือ คนเรารู้ตื่น เบิกบาน บริเวณท้องลงมาไปจนถึงเท้า???
การเจริญสติในหมวดสัมปชัญญะบรรพนั้น พระพุทธเจ้าทรงเพียงแต่แนะนำในหมวดอิริยาบถ ว่า "ภิกษุ เมื่อเดินก็รู้ว่าเราเดิน เมื่อยืนก็รู้ชัดว่าเรายืน เมื่อนั่งก็รู้ชัดว่าเรานั่ง เมื่อนอนก็รู้ชัดว่าเรานอน ภิกษุนั้น เมื่อดำรงกายอยู่โดยอาการใด ก็รู้ชัดกายที่ดำรงอยู่โดยอาการนั้น" (ม.มู ๑๒/๑๐๘/๑๐๔ ฉบับมหาจุฬา) และในหมวดสัมปชัญญะ ก็ได้ทรงแนะนำว่า "ภิกษุ ทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยกลับ ทำความรู้สึกตัวในการแลดู การเหลียวดู ทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า การเหยียดออก ทำความร้สึกตัวในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ทำความรู้สึกตัวในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การนอน การดื่ม การพูด การนิ่ง" (ม.มู ๑๒/๑๐๙/๑๐๕
ซึ่งเป็นอาการที่รู้สึกตัวอย่างสบายๆ เป็นธรรมชาติ ยกตัวอย่าง ขณะที่ท่านกำลังอ่านการบ้านภาวนานี้ อาตมาถามท่านว่าท่านรู้สึกถึงปลายเท้าของท่านที่สัมผัสกับพื้นได้ไหม โดยที่ไม่ต้องไปจรดจ่อหรือตั้งใจรู้สึกที่ปลายเท้า ท่านรู้สึกถึงกายของท่านได้ไหม โดยที่ไม่ต้องไปจรดจ่อหรือตั้งใจรู้ที่กาย ทุกท่านจะพบว่า พอแค่เพียงระลึกถึงปลายเท้าก็สามารถรู้สึกได้ถึงปลายเท้าทันที พอแค่เพียงระลึกถึงกายก็รู้สึกได้ถึงกายทันที พอกายโยกไปมา ก็รู้สึกถึงการโยกไปมาของกายได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องไปจรดจ่อหรือตั้งใจรู้แต่อย่างใด กล่าวคือ จิตไปรู้สึกถึงปลายเท้าหรือกายได้ โดยที่สติไม่ต้องไหลแนบแน่นไปกับจิตหรือความรู้สึกเคลื่อนไหว กระทบ สัมผัสนั้นๆโดยตรง แต่ขณะเดียวกันสติหรือภาวะรู้ ตื่น เบิกบาน นั้น จะรู้ ตื่น เบิกบานได้ที่ใจผู้รู้จนเกิดเป็นความโปร่งเบาสบายตั้งแต่เหนืออกไปจนถึงเหนือไหล่ จนแสดงอาการสดชื่น อิ่มเอม ผ่องใสบริเวณใบหน้า เป็นอาการของสติที่ตื่นรู้เอง เป็นเองทีละว๊าบๆ โดยไม่ต้องไปเพ่ง จรดจ่อหรือตั้งใจทำให้เกิดแต่อย่างใด และเมื่อสติเกิดขึ้นเองทีละว๊าบๆ ในขณะที่รู้สึกถึงอิริยาบถต่างๆที่เคลื่อนไป เปลี่ยนแปลงไป ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปเอง พร้อมๆกับเกิดสำนึกรู้จนเกิดเป็นใจผู้รู้ที่เป็นไปเอง เหมือนดังที่ทรงแนะนำในการเจริญอานาปานสติว่า "ภิกษุนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก" (ม.มู ๑๒/๑๐๗/๑๐๒ ฉบับมาจุฬา)
คำว่าดำรงสติไว้เฉพาะหน้าหมายถึงสติไม่ไหลไปกับลมหายใจ หรือ อีกนัยหนึ่ง จิตรู้สึกเคลื่อนไหว กระทบ สัมผัสของลมหายใจเข้า หายใจออก ว่ายาว-สั้นอย่างไร หนัก-เบาอย่างไร หยาบ-ละเอียดอย่างไร แต่สติยังคงตื่น รู้ เบิกบานอยู่เฉพาะหน้าจริงๆ คือไม่ไหลไปกับความรู้สึกเคลื่อนไหว กระทบ สัมผัสของลมหายใจนั้น เช่นเดียวกันการภาวนาพุทโธ จิตอยู่กับคำภาวนาพุทโธ โดยที่สติตื่นรู้ เบิกบาน อยู่เฉพาะหน้า (คำว่าเฉพาะหน้าไม่ได้หมายความว่าไปตั้งใจตั้งสติไว้ตรงบริเวณหน้า แต่เพียงให้รู้ ตื่น เบิกบาน จนรู้สึกโปร่งเบา สดชื่น อยู่ช่วงบนตั้งแต่เหนือจิตใต้สำนึกบริเวณฐานจิตตรงหทัยหรือกลางอก ขึ้นไปจนถึงบริเวณใบหน้าหรือศีรษะ อันเป็นภาวะของจิตที่ขึ้นสู่วิถีเป็นวิถีจิตหรือจิตสำนึกที่มาทำงานสัมพันธ์กับสมอง แต่หากการที่นักปฏิบัติพยายามตั้งใจให้สติไปแนบแน่นกับจิตที่รู้สึกเคลื่อนไหว กระทบ สัมผัสของอารมณ์กรรมฐานนั้นๆ จะเป็นลมหายใจก็ดี พองยุบก็ดี พุทโธก็ดี หรือการเดินจงกรมก็ดี จะทำให้สติที่เป็นจิตสำนึกที่ขึ้นสู่วิถีถูกดึงลงกลับสู่ภวังคจิตเนืองๆ อันเป็นอาการของการตกภวังค์เนืองๆ ทำให้นั่งหลับ โงกไปมา รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง และไปเจอภาพหลอนหรือหูแว่วในภวังคจิตต่างๆ นานา ทำให้เป็นผลเสียแก่การปฏิบัติทั้งเนิ่นช้า หรือหลงทางในการปฏิบัติ ฉะนั้น การเจริญอานาปานสติก็ดี พอง-ยุบก็ดี พุทโธก็ดี รวมทั้งการเดินจงกรม ก็มีเคล็ดอยู่ตรงที่ให้จิตรู้สึกการเคลื่อนไหว กระทบ สัมผัสของอารมณ์กรรมฐานนั้น โดยที่สติไม่ต้องไหลลงไปแนบแน่นกับจิตที่รู้สึกการเคลื่อนไหว กระทบ สัมผัสนั้น หรือแม้แต่การภาวนาพุทโธ ก็ให้จิตภาวนาพุทโธก้อง นุ่ม เบาอยู่ในความรู้สึกในกลางอก (ไม่ใช่ก้องอยู่ในสมองอันเป็นอาการนึกคิดพุทโธ) แต่สติเพียงสักแต่ว่ารู้ความเป็นไปของจิตที่ภาวนาพุทโธนั้น ด้วยอาการที่รู้ ตื่น เบิกบานอยู่เหนือจิตนั้น จนเกิดภาวะรู้ ตื่น เบิกบาน โปร่งเบา สบายๆ อยู่กับจิตสำนึกที่เป็นสำนึกรู้ที่อาตมาได้เคยให้อุบายในการพัฒนาสติในการภาวนาด้วยการพัฒนาสติให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและสำนึกรู้ และการพัฒนาสติในการภาวนาด้วยการพัฒนาสำนึกรู้ให้เป็นใจผู้รู้ ดังที่อาตมาได้เปิดอบรมอย่างต่อเนื่องในทุกๆ วันอาทิตย์
อนึ่ง ในรายละเอียดเกี่ยวกับการทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทด้วยการมีสติอยู่เหนือความรู้สึก ที่เป็นธรรมะในส่วนละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไปนั้น ยังมีรายละเอียดอีกมาก ซึ่งอาตมาจะทะยอยบรรยายให้ความรู้ในโอกาสต่อๆ ไป
|
|
|
|
|