Vimokkha Dhamma
ผู้เข้าชมหน้านี้: 1 คน
|
แลกลิงค์
|
|
|
|
|
Untitled Document
การบ้านภาวนาครั้งที่ ๑๔
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทเริ่มจากการเห็นปฏิจจสมุปบาทด้วยความรู้สึกตัว-ความรู้สึกตื่น
การละสิ่งใด ต้องเริ่มจากการเห็นสิ่งนั้น การละกิเลส ก็ต้องเริ่มจากการเห็นกิเลส เปรียบเหมือน มือจับสิ่งของอยู่ ถ้าใจลอยไม่รู้ไม่เห็นสิ่งของหรือการจับสิ่งของนั้น ก็ยังคงใจลอยจับสิ่งของนั้นร่ำไป แต่พอเมื่อมีความรู้สึกตัว-ความรู้สึกตื่น ก็จะเห็นมือจับสิ่งของนั้น การวางก็จะเกิดขึ้นเอง ความรู้สึกตัว-ความรู้สึกตื่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเห็น เมื่อมีความเห็น ก็มีความรู้ เมื่อมีความรู้ก็เบิกบานใจ สมกับคำที่ว่าพุทโธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั่นเอง การทวนกระแสวงจรปฏิจจสมุปบาทก็ต้องเริ่มจากการเห็นปฏิจจสมุปบาท เพราะพอเมื่อเริ่มต้นเห็นเท่านั้น กระบวนการการทวนกระแสก็จะเริ่มต้นขึ้นเอง การพยายามทวนกระแสโดยที่ยังไม่เกิดการเห็น ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่วาดภาพในอากาศ จึงล่องลอยอยู่ในกระแสของปฏิจจสมุปบาท เพราะขาดการเห็นนั่นเอง การศึกษาธรรมทั้งหลายจึงต้องเริ่มที่การเห็น เมื่อเห็นก็รู้ เมื่อรู้ก็ละเอง เมื่อละได้ ก็ถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน การทวนกระแสก็ดี การละกิเลสก็ดี ก็ต้องเริ่มต้นที่การเห็น จึงจะละกิเลสและทวนกระแสได้สำเร็จ
ปกติคนทั้งหลายโดยมาก ขาดความรู้สึกตัว-ความรู้สึกตื่น เพราะมัวท่องเที่ยวไปกับการนึก-การคิด จนลืมความรู้สึกตัว หรือไม่ก็ไหลไปกับการกระทบ สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือไม่ก็มัวหลับไหลตกอยู่ในห้วงแห่งภวังค์อันถูกรุมล้อมด้วยกิเลส ความรู้สึกตัว-ความรู้สึกตื่นจึงเป็นบันไดขั้นแรกของการเดินเข้าสู่หนทางการปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ เพราะเมื่อมีความรู้สึกตัว-ความรู้สึกตื่น ก็จะทำให้เกิดยถาภูตญาณทัสนะ คือ การเห็นโลกตามความเป็นจริง อันเป็นเหตุให้เกิดสัมมาทิฏฐินั่นเอง นักปฏิบัติธรรมโดยส่วนมากขาดความรู้สึกตัว-ความรู้สึกตื่น หลายๆ ท่านเจริญสมถวิปัสสนา แล้วไม่มีความก้าวหน้า ก็เพราะขาดความรู้สึกตัว-ความรู้สึกตื่น
ความรู้สึกตัว-ความรู้สึกตื่นเป็นอย่างไร? ยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่าย เช่น การเดินจงกรม หลายๆ ท่านมักเดินจงกรม โดยการกำหนดการเดินอย่างตั้งใจเกินไป คือ เอาจิตไปตั้งไว้ที่ความรู้สึกของเท้าที่เคลื่อนไหว กระทบ สัมผัส พร้อมๆกับเอาสติไปกำกับแนบแน่นกับจิตหรือความรู้สึกของเท้าที่กำลังเคลื่อนไหว กระทบ สัมผัส เพื่อให้กำหนดการเดินได้ชัด ปรากฏว่า ได้เพียงแค่ความรู้สึกตัว แต่ความรู้สึกตื่นหายไป เหตุเพราะสติ อันเป็นอาการของการตื่น รู้ เบิกบาน ไหลลงไปสู่ที่เท้าแนบแน่นกับจิตหรือความรู้สึกที่เท้า อย่างชนิดเอาเป็นเอาตาย คือเพียรแบบตึงเกินไป พยายามกำหนดให้ชัดเจน ทำให้เดินจงกรมไป หน้าตาก็ไม่มีอาการสดชื่น ผ่องใส เพราะความตื่น รู้ เบิกบานเคลื่อนลงไปแนบแน่นกับจิตหรือความรู้สึกที่เท้า เดินเท่าไรก็เคยพบสภาวะความเบาสบายในขณะเดิน มีแต่เดินไปหนักไป เมื่อยไป ล้าไป จนอ่อนกำลัง บางครั้งเดินไปก็ง่วงไป เลยไม่ได้สัมผัสอาการตื่น รู้ เบิกบานในขณะเดินแต่อย่างใด เพราะเหตุที่สติไหลลงต่ำสู่เท้าเนืองๆ อันเป็นการดึงสติตกภวังค์โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง การเดินจงกรมในลักษณะเช่นนี้ พอเดินจงกรมเสร็จ แล้วเปลี่ยนมาสู่การนั่งภาวนา ผลที่ได้ก็คือ นั่งไปไม่ถึง ๕ นาที ๑๐ นาที ก็ตกภวังค์ คือโงกง่วง หรือ หลับในภวังค์หายไปจากโลกนี้เลย
การเดินจงกรมที่ถูกต้องเป็นอย่างไร? การเดินจงกรมที่ถูกต้อง ท่านให้กำหนดรู้ ไม่ใช่กำหนดอย่างเดียว "กำหนดรู้" กับ "กำหนด" นั้นต่างกัน เพราะกำหนดเป็นการเพ่งจรดจ่อในสิ่งที่ตั้งใจกำหนดมากไปค่อนข้างจะยึดติดกับรูปแบบหรือรูปธรรม แต่กำหนดรู้นั้นจะกำหนดอยู่ที่ "รู้" จะเป็นนามธรรม เป็นความโปร่งเบาสบาย และเป็นธรรมชาติมากกว่า การกำหนดอยู่ที่ "รู้" นั้น จะมีอาการรู้ชัดในอาการเดินหรือความรู้สึกตัวในการเดินพร้อมๆ กับความรู้สึกตื่นในขณะก้าวเดินด้วย กล่าวคือ เมื่อก้าวเท้าก็มีความรู้สึกตัวในการก้าวเท้า พร้อมๆ กับความรู้สึกตื่นในขณะก้าวเท้าด้วย การจะมีความรู้สึกตื่นในขณะก้าวเท้า แน่นอนที่สุดสติต้องไม่ไหลลงล่าง เพราะการที่สติไหลลงล่างสู่เท้าไปกำหนดอยู่ที่ความรู้สึกการย่างก้าวแล้ว จะเป็นเหตุให้สติไหลลงสู่ภวังค์ด้วย การเดินจงกรมที่ถูกต้องนั้น ต้องตื่นจากภวังค์ การที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านแนะนำให้เดินจงกรมสลับกับการนั่งภาวนา ก็เพราะเหตุต้องการเพิ่มความเพียร การเดินเป็นการเพิ่มความเพียรอย่างไร? การเดินจงกรมประการแรกสุดทำให้หายง่วงนอน เพราะบางครั้งนั่งนานๆ มันล้า เมื่อล้าก็เลยถูกความง่วงครอบงำ ทำให้ความเพียรหายไปพร้อมๆกับความง่วง แต่พอเราเดินจงกรมจะเป็นการฉุดให้จิตที่เกิดภาวะง่วง เซื่องซึม เพราะเหตุตกอยู่ในภวังค์นั้น หลุดจากภวังค์หรือตื่นจากภวังค์ได้ อย่างที่ในอภิธรรมกล่าวไว้ว่า จิตขึ้นสู่วิถี หรืออย่างที่ฝรั่งเรียกว่า Conscious หรือ จิตสำนึก คือ ให้จิตมีกำลังอยู่เหนือจิตใต้สำนึก (sub-consciuos) ขึ้นสู่วิถีเพื่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกผ่านทางอายตนะทั้ง ๖ เป็นจิตสำนึก (หรืออาตมามักใช้คำว่าสำนึกรู้) จนเกิดเป็น Super-conscious หรือ จิตเหนือสำนึก (หรืออาตมามักใช้คำว่าใจผู้รู้) อาการที่จิตขึ้นสู่วิถี นั้น ก็คืออาการตื่นขึ้นจากภวังค์นั่นเอง
"ดิ่งลง หรือ ดิ่งขึ้น"
"ดิ่งลง" คือการไหลลงภวังค์ เป็นความหลับ ง่วง เซื่องซึม ไม่ผ่องใส ดิ่งลงสู่โลกมายาแห่งภวังค์ อันเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยวน ภาพลวงตา อหังการ์ มมังการ์ ที่ปรุงแต่งด้วยกิเลส จนเป็นความมืดมิดอยู่ในห้วงของอวิชชา
"ดิ่งขึ้น" ก็คือจิตขึ้นสู่วิถี (ด้วยสติ) เป็นสำนึกรู้ที่ตื่น รู้ เบิกบาน มีอาการเหมือนค่อยๆ ผงะตี่นขึ้น จากความหลับ (การตื่นขึ้นในสมาธิมีอาการคล้ายๆ ค่อยๆ ผงะตื่นขึ้นในสมาธิ เหมือนกับความรู้สึกที่เซื่องซึมหลับในภวังค์มานานค่อยๆ ผงะหรือโงหัวขึ้นสู่โลกแห่งความผ่องใสภายใน อันเป็นการตื่น รู้ เบิกบาน ผ่องใส แจ่มแจ้ง เคลื่อนตัวไปเองด้วยกำลังของสติ ท่ามกลางความสงบนิ่งอันเป็นสมาธิแน่วแน่นั้น) ตื่นขึ้นในโลกแห่งความผ่องใส โลกแห่งความรู้ โลกแห่งความปราโมทย์เบิกบานของผู้รู้ที่อยู่เหนือสมมติบัญญัติ และแม้แต่เหนือความนิ่งสงบนั้นด้วย แต่นักปฏิบัติโดยมากนิ่งอยู่ในความสงบโดยขาดความรู้สึกตื่นภายใน ทำให้ไม่สามารถยกจิตอยู่เหนือความสงบนิ่งได้ ทั้งนี้ก็เพราะเข้าสู่ความสงบนิ่งอย่างประมาทโดยขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นกำลังแก่สติ เมื่อเข้าสู่ความสงบนิ่งด้วยกำลังของการเพ่งในอารมณ์เดียวล้วนๆ โดยที่สมาธิและสติไม่ได้ส่วนหรือไม่สมดุลกัน ทั้งนี้เพราะรีบร้อน หลับตา ทำสมาธิเข้าไปสู่ความนิ่งโดยขาดการพัฒนาสติให้มีกำลังไปพร้อมๆกันตั้งแต่เริ่มต้น การพัฒนาสติให้มีกำลังก็โดยอาศัยการทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั่วสรรพางค์กายหรือกายคตาสติ เป็นตัวปลุกธาตุรู้หรือสร้างสติให้มีกำลัง เมื่อสติมีกำลังก็เริ่มอยู่เหนือสัญญาที่หยาบคือกายนี้ โดยค่อยๆ วางความรู้สึกทางกายไปตามลำดับและเป็นไปเอง แล้วสติเข้าไปตื่นรู้อยู่ในสัญญาที่ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป คือ ไปตื่นรู้อยู่ภายในด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในภายใน คือรู้ความรู้สึกของลมหายใจที่ละเอียดแผ่วเบา (ลมหายใจก็คือรูปหรือกายในกาย) พร้อมๆ กับรู้ความรู้สึกอาการทางใจที่เป็นไปในภายในอย่างทั่วถึง (อาการทางใจก็คือนาม) การรู้ทั้งรูปและนามไปพร้อมๆ กันนี้ (อันเป็นเบื้องต้นของการละสังโยชน์เบื้องต่ำคือละสักกายทิฏฐิ) จะทำให้สติเป็นกลางๆ อันเป็นเบื้องต้นของการดำเนินจิตไปอย่างเป็นกลางๆ เป็นมัชฌิมาปฏิปทา คือ เห็นทั้งรูปและนาม ที่ซ้อนๆ กันแต่แยกส่วนกัน โดยไม่หลงไหลหรือพึงพอใจในรูปราคะและอรูปราคะ (อันเป็นเบื้องต้นของการละสังโยชน์เบื้องสูง) แม้ความรู้สึกของลมหายใจที่ละเอียดแผ่วเบาหายไป แต่ว่าความรู้สึกของอาการทางใจที่ละเอียดหรือจิตตสังขารยังมีคงอยู่ สติก็จะไปรู้เท่าทันความเป็นไปของจิตตสังขารนั้นๆ จนจิตตสังขารค่อยๆ สงบรำงับในที่ แต่ทั้งนี้คำว่ากายสังขารหริอจิตตสังขารสงบรำงับไปในขณะภาวนานั้น สำหรับนักภาวนาที่มาทางสมถะล้วนๆ โดยขาดการพัฒนาสติให้มีกำลังควบคู่กันไปกับสมาธิ หรืออีกนัยหนึ่ง ไม่ได้เจริญสติและสมาธิให้ดำเนินไปตั้งแต่ต้น หรือบางท่านที่เจริญภาวนาด้วยการเจริญสติและสมาธิไปตั้งแต้ต้น แต่พอไปสู่ภาวะความสงบนิ่งก็ไม่ได้พัฒนาสติต่อไปให้เห็นความสงบนิ่ง โดยการเจริญสติให้คู่ขนานไปกับความนิ่ง แบบถอยห่าง แต่ขนานกันไป ไม่ใช่อย่างขนานกันไปแต่สุดท้ายสติไปแนบแน่นกับสมาธิ เสมือนกับว่าตื่นในช่วงแรกก็จริง แต่สุดท้ายก็ไปนอนพักนิ่งอยู่ในสมาธิ แต่ทั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการพักผ่อน เป็นพละกำลัง ที่มีประโยชน์ เหมือนพักพอสบายหายเหนื่อย ก็เจริญสติแบบถอยห่างโดยดูความนิ่งนั้นว่าความนิ่งนั้นไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ความนี่ง หรืออาจจะถอนจากสมาธิมาเล็กน้อยเพื่อให้สติและสมาธิได้ส่วนกันโดยการน้อมขึ้นสู่ความรู้สึกตัวที่ส่วนใดส่วนหนี่งของกาย อาจจะเป็นลมหายใจหรือผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หรือเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปทั่วสรรพางค์กายก็ได้ แล้วยกจิตขึ้นสู่การเห็นไตรลักษณ์ อันเป็นเบื้องต้นของวิปัสสนา
วันนี้ หากจะอธิบายต่อไป ก็คงจะยืดยาวเกินไป เกรงคนอ่านจะตกภวังค์เสียก่อน ไว้สัปดาห์หน้าอาตมาจะได้อธิบายต่อไปในการบ้านภาวนาครั้งที่ ๑๕
|
|
|
|
|