Online ทั้งหมด : 4 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์



Untitled Document
การบ้านภาวนาหลวงพ่อวิโมกข์
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒๔
ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๒๕
ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๒๖
ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๒๗
ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๒๘
ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๒๙
ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๓๐
ครั้งที่ ๘ ครั้งที่ ๓๑
ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๓๒
ครั้งที่ ๑๐ ครั้งที่ ๓๓
ครั้งที่ ๑๑ ครั้งที่ ๓๔
ครั้งที่ ๑๒ ครั้งที่ ๓๕
ครั้งที่ ๑๓ ครั้งที่ ๓๖
ครั้งที่ ๑๔ ครั้งที่ ๓๗
ครั้งที่ ๑๕ ครั้งที่ ๓๘
ครั้งที่ ๑๖ ครั้งที่ ๓๙
ครั้งที่ ๑๗ ครั้งที่ ๔๐
ครั้งที่ ๑๘ ครั้งที่ ๔๑
ครั้งที่ ๑๙ ครั้งที่ ๔๒
ครั้งที่ ๒๐ ครั้งที่ ๔๓
ครั้งที่ ๒๑ ครั้งที่ ๔๔
ครั้งที่ ๒๒ ครั้งที่ ๔๕
ครั้งที่ ๒๓

การบ้านภาวนารวบรวมโดยคุณ ทะเลใจ


การบ้านภาวนา ครั้งที่ ๑๕
หลวงพ่อวิโมกข์ (wimoak@yahoo.com)

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF การบ้านภาวนาครั้งที่ ๑๕ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๘


การบ้านภาวนาครั้งที่ ๑๕
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทเริ่มจากการเห็นปฏิจจสมุปบาทด้วยความผู้เบิกบาน ความเป็นผู้ตื่น และความเป็นผู้รู้

     พุทโธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ใจที่เป็นพุทธะก็คือใจที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หัวใจของการภาวนาก็คือ ใจที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หากนักปฏิบัติทั้งหลายได้เข้าใจถึงประเด็นอันสำคัญนี้ ความแตกแยกที่มีอยู่ในหมู่นักปฏิบัติหลายๆ สาย หลายๆ สำนัก ก็จะมลายหายไปหมดสิ้น เพราะตัวภาวนาจริงๆ แล้ว ไม่ใช่ท้องพอง-ยุบ ลมหายใจเข้า-ออก คำบริกรรมพุทโธ หรืออื่นๆ แต่ตัวภาวนาที่แท้คือ ความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน การภาวนาด้วยวิธีไหน รูปแบบไหนก็แล้วแต่เป็นเพียงเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ให้จิตมีเครื่องอาศัยเพื่อเข้าถึงความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

     ความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เข้าถึงได้อย่างไร? นักปฏิบัติโดยมากพอได้ยินคำว่า "ผู้รู้" หรือ "ใจผู้รู้" ก็มีความปรารถนาอยากจะปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึง "ผู้รู้" หรือ "ใจผู้รู้" โดยตรงหรือทันที บางท่านก็ไปพยายามกำหนดรู้ อย่างตั้งใจเกินไป บางท่านก็เอาสติไปเพ่งหรือจรดจ่ออย่างหนักหน่วงเอาเป็นเอาตาย ปรากฏว่าสติอันมีอาการตื่น รู้ สดชื่นเบิกบาน อยู่บริเวณช่วงหน้าอกถึงใบหน้า ไหลลงไปรวมกับจิตที่ไปรับรู้กระทบสัมผัสเป็นความรู้สึกแบบประชิดและฝังตัวอยู่ในความรู้สึกนั้น (ธรรมชาติของจิต ก็คือ ความคิดนึก และ ความรู้สึก หรืออีกนัยหนึ่ง จิตก็อยู่ตรงที่คิดนึกหรือ รู้สึกกระทบสัมผัสนั่นเอง) เป็นเหตุให้สติดิ่งลงสู่ภวังค์อยู่เนืองๆ ภาวะตื่น รู้ สดชื่นเบิกบานของสติทึ่มีธรรมชาติอยู่ช่วงบริเวณช่วงหน้าอกถึงใบหน้า ก็อันตรธานหายไป (ปกติ คนเราตื่นอยู่ สดชื่นเบิกบานอยู่ ก็ตรงบริเวณร่างกายช่วงบน คือรู้สึกตื่นรู้ สดชื่นเบิกบาน ในความรู้สึกในอกจนเปล่งปลั่ง ผ่องใส ยิ้มแย้มออกมาที่ใบหน้า) เมื่อสติมีอาการดิ่งลงไปกำหนดย้ำกับจิตที่ไปรู้สึกกระทบสัมผัส หรือ ไปจิกความรู้สึกที่กระทบสัมผัส โดยไปเข้าใจว่าต้องรู้เท่าทันถึงกระทบสัมผัสอย่างละเอียดแบบจี้ประชั้นชิดให้รู้ชัดในขณะปัจจุบัน สิ่งที่จะสังเกตได้ชัด ก็คือ ผู้ปฏิบัติในลักษณะอาการเช่นนี้ นั่งภาวนาไป หน้าตาก็ไม่ผ่องใส กลับดูบึ้งตึงอยู่ภายใน หรือแม้แต่เดินจงกรมในลักษณะอาการเช่นนี้ ก็รู้สึกเกร็งๆ เดินแบบตึงๆ ไม่ผ่อนคลาย ไม่สบายเนื้อสบายตัว เดินไปก็หนักไป เมื่อยล้าไป หน้าตาก็ไม่ตื่น ไม่สดชื่น อุบายธรรมในการเข้าถึงความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่อยากจะให้นักปฏิบัติทุกท่านได้ลองพิจารณาดูคือ "ผู้รู้" ต้องเป็นไปเอง โดยไม่ต้องไปตั้งใจทำให้รู้ คำว่า "พุทโธ" คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แต่ในทางปฏิบัติ หนทางสู่ความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนั้น ต้องเริ่มจากการเป็นผู้เบิกบาน ผู้ตื่น อันนำไปสู่ผู้รู้ ซื่งเป็นผู้รู้ที่เกิดเอง และเป็นไปเองโดยไม่ต้องไปพยายามตั้งใจกำหนดรู้แต่อย่างใด สังเกตง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เวลาจิตใจของเราแจ่มใส ร่าเริง การเรียนรู้อะไร ก็เรียนรู้ง่าย เข้าใจง่าย จำง่ายไปเสียหมดทุกอย่าง แต่เวลาที่เครียด บึ้งตึง หรือกังวล การเรียนรู้อะไร รู้สึกทำไมมันยากไปเสียทุกเรื่อง เรียนเท่าไรก็ไม่เข้าใจ เรียนเท่าไรก็ไม่จำ อันนี้ อาตมาเองก็สังเกตได้จากเวลาเดินบิณฑบาต เดินบิณฑบาตแบบผ่อนคลาย สบายๆ รู้กาย รู้ใจ แบบสบายๆ ไม่ต้องไปจรดจ่ออะไรทั้งสิ้น ปรากฏว่า ความสดชื่นเค้าเกิดเองเมื่อเดินแบบสบายๆ มีสติสำรวมระวัง คือมีความรู้สึกอยู่กับเนื้อกับตัว มีความรู้สึกอยู่กับกายที่เคลื่อนไหว อยู่กับการเดิน พอก้าวเดินที ก็มีความรู้สึกตัวในการเดิน และมีความรู้สึกตื่นสดชื่นเบิกบานขึ้นมาช่วงบนตั้งแต่บริเวณช่วงอกจนถึงใบหน้า หรือท่านอาจจะสังเกตได้จาก ความตื่น สดชื่นเบิกบาน ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเช้าๆ ท่านวิ่งออกกำลังกาย หรือ ความตื่น สดชื่นเบิกบานเมื่อตอนที่ท่านกำลังออกกำลังกาย เล่นกีฬา รำไทเก็ก หรือเล่นฟิตเนส ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของทุกท่านอยู่ในอาการที่ผ่อนคลายสบายๆ ความตื่น สดชื่นเบิกบานก็เกิดขึ้นเอง หรือสังเกตได้ง่าย นักกีฬาที่เล่นกีฬาเมื่อตอนแข่งขันจะรู้สึกตึงเครียด ไม่ค่อยตื่นสดชื่นเบิกบานเหมือนตอนซ้อมสบายๆ ปรากฏว่า เวลาซ้อมสบายๆ ทำได้ดีไปทุกอย่าง แต่เวลาลงแข่ง มีความประหม่า กังวล เลยไม่มีความตื่น สดชื่น เบิกบานมาหล่อเลี้ยง จึงทำให้เล่นได้ไม่ดีเท่าที่ควร การนั่งภาวนาก็เช่นเดียวกัน อย่าไปตั้งท่าเหมือนว่าเราจะนั่งทำสมาธิ เพราะสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธินั้นเป็นความสงบอันเป็นผลจากการเจริญสติที่ชอบ และการเจริญสติที่ชอบก็คือการเจริญสติให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ดังที่ได้อธิบายมา และการเข้าถึงความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนั้น จะพบว่า ต้องเข้าถึงด้วยการเป็นผู้เบิกบาน ผู้ตื่น แล้วผู้รู้จะเกิดเองเป็นเอง เมื่อมีความรู้สึกสดชื่นเบิกบาน ความรู้สึกตื่นก็จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันไปด้วย และเพียงแค่ภาวนาหรือเดินจงกรมไปด้วยความสดชื่นเบิกบานสบายๆ ความตื่นก็จะเกิดขึ้นเอง เมื่อความตื่นเกิดขึ้น "ผู้รู้" หรือ "การรู้" ก็จะเกิดเองเป็นเองโดยไม่ต้องไปตั้งใจกำหนดรู้ หรือถ้าจะเรียกว่ากำหนดรู้ ก็เพียงการกำหนดหรือระลึกด้วยสติอยู่ที่ "การรู้" ที่เกิดขึ้นเอง เป็นเอง ไม่ใช่ไปกำหนดรู้เพื่อให้รู้ หรือกำหนดรู้เพื่อให้ทันปัจจุบัน ซึ่งจะมีอาการกึ่งเพ่งหรือกึ่งจรดจ่อ อันไม่เป็นไปอย่างธรรมชาติ ยิ่งตั้งใจกำหนดรู้ด้วยอาการเช่นนี้ โดยทั้งที่ความตื่นยังไม่เกิด อันเป็นเพราะความสดชื่นเบิกบานยังไม่เกิด การกำหนดรู้ก็จะตึงเกินไป หรือไม่ก็เกิดอาการเบลอๆ ไปพร้อมกับการกำหนดรู้ เพราะเหตุว่าสติไหลลงสู่ภวังค์นั่นเอง การตกสู่ภวังค์บ่อยๆ จะกลายเป็นนิสัยหรือความเคยชินที่ไม่ดี นักปฏิบัติหลายท่านโดยมากเจริญสมถวิปัสสนาแบบลงสู่ภวังค์แทบทั้งนั้น บางทีก็สงบ นิ่ง สุดท้ายก็ว่างเหมือนหายไปจากโลก มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนออกจากกรรมฐาน

     จิตเป็นพลังงานซึ่งมีอาการไหลไปเสวยอารมณ์อยู่เนืองๆ ถ้าหากเราเจริญภาวนา โดยให้สติไหลตามจิตไปด้วย อันนี้ ก็จะขาดความรู้สึกตัว หรือ เผลอสติและขาดสัมปชัญญะนั่นเอง ฉะนั้น ข้อแนะนำของอาตมาก็คือ จิตไหลไปสู่ความคิดนึกก็ดี ไหลไปสู่รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ภายนอกก็ดี หรือ ไหลไปสู่อารมณ์ความรู้สึกหรือธรรมารมณ์ในใจก็ดี แต่สติคืออาการตื่น รู้ เบิกบาน ต้องไม่ไหลตามจิตไปด้วย โดยที่สติให้เป็นผู้เบิกบาน ผู้ตื่นอยู่เสมออยู่ช่วงบนตั้งแต่อกถึงใบหนัา เสมือนหนึ่งกำลังยิ้มน้อยๆ แบบเบิกบาน "ผู้รู้" หรือ "การรู้" ก็จะเกิดเองเป็นเอง

     การยิ้มน้อยๆ จะช่วยให้เกิดความสดชื่น ตื่น เบิกบานได้ง่าย แต่ไม่ใช่ไปฉีกยิ้มที่ใบหน้า โดยใจไม่ยิ้ม กล่าวคือ ต้องเริ่มจากการยิ้มจากใจ จนรู้สึกสดชื่นเบิกบาน แสดงสีหน้ายิ้ม ผ่องใส แจ่มใสให้เห็นบนใบหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ การฝึกใจยิ้มน้อยๆ นี้ ก็มีประโยชน์มาก เพราะนอกจากจะทำให้รู้สึกสดชื่น ตื่น เบิกบานแล้ว ยังเป็นการฝึกเปิดใจตัวเองด้วย ทุกวันนี้ คนโดยมากใจไม่เปิด เวลาทำ พูด คิด ก็ทำด้วยสมองหรือความคิด คือ รับข้อมูลมาก็มัวแต่ประมวลผล process ในสมองแล้วไม่ลงที่ใจ พอรับข้อมูลมามากๆ สมองก็แฮ๊งค์เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์เวลาแฮ๊งค์ แต่ถ้าเราทำ พูด คิดด้วยสมองและด้วยใจ คือ ออกจากใจจริงๆ… ทำ พูด คิด ให้ออกจากใจจริงๆ หรือจากความรู้สึกจากใจจริงๆ อันนี้ เมื่อทำทุกอย่างด้วยใจ ใจก็จะเปิด เมื่อใจเปิด สมองก็ไม่แฮ๊งค์ เพราะใจของคนเราก็เหมือน hard disk คือ รับข้อมูลได้อย่างมหาศาล ถ้ารู้จักพัฒนา ก็รับได้โดยไม่มีขีดจำกัด แต่สมองก็เปรียบเสมือน ram ที่เมื่อรับข้อมูลมากๆ มันก็แฮ็งค์ ฉะนั้น เบื้องต้นการฝึกเปิดใจให้รู้จักทำงาน ก็คือฝึกใจยิ้มน้อยๆ อยู่เรื่อยๆ และเวลาทำ พูด คิด ก็ให้ใจรู้สึกด้วย ก็เสมือนได้กระตุ้นใจหรือ activate ใจตนเองอยู่เสมอ บางครั้งเราเกิดความโลภ โกรธ หลง หรือกิเลสมารุมเร้า เราก็ฉกฉวยวิกฤตให้เป็นโอกาส คือ ไหนๆ ก็ต้องโกรธ ก็ให้ใจรู้ตามด้วย ไหนๆ ก็ต้องอยาก ก็ให้ใจรู้ตามด้วย เป็นต้น จะพบว่าเมื่อใจรู้ตาม ในที่สุดใจก็จะเห็นความโลภ ความโกรธ ความหลง และอื่นๆ ถึงจุดสูงสุดแล้วก็เริ่ม down ลง เราก็จะเห็นแจ้งด้วยใจของตนเองว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือกิเลส ทั้งหลาย ก็ล้วนไม่เที่ยงคือแสดงสภาวะอนิจจังเช่นเดียวกัน คือ ไม่มีใครในโลกจะโกรธ จะรัก จะหลง ไปตลอดข้ามวันข้ามคืนร่ำไป โดยไม่มีการพัก หรือหยุดโกรธ หยุดรัก หยุดหลง จนในที่สุดหายโกรธ หายรัก หายหลงไปเอง เมื่อใจของเราเห็นเช่นนี้ ต่อไป ความโลภ ความโกรธ ความหลง และกิเลสอื่นๆ ก็ไม่สามารถทำให้ใจของเราเสียได้ ในที่สุดใจก็จะเกิดความเป็นกลางๆ เองชั่วขณะหนึ่ง ฉะนั้น ฝึกดูจิตดูใจของตนเอง คือ เบื้องต้นดูอาการทางใจที่เป็นเวทนา มีความสุขบ้าง มีความทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง มีความยินดีพอใจบ้าง ยินร้ายไม่พอใจบ้าง รู้สึกเฉยๆ บ้าง เมื่อเห็นอาการทางใจอยู่เนืองๆ ต่อไปสติก็จะมีกำลังและมีความละเอียดไปเห็นจิตหรือจิตตสังขาร อาทิ จิตกำลังมีราคะบ้าง จิตกำลังมีโลภะบ้าง จิตกำลังมีโมหะบ้าง พอดูไปดูไป สติถอยกำลัง กลับมารู้ที่เวทนาบ้าง หรือ ถอยกลับไปรู้ที่กายบ้าง เพื่อเป็นการชาร์จเพิ่มกำลังสติด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในภายนอกคือมีความรู้เนื้อรู้ตัว พอสติมีกำลัง สติก็จะเคลื่อนไปรู้เวทนาเอง และเมื่อสติรู้เวทนา โดยรู้เท่าทันความสุข ความทุกข์ จนไม่ไปเสวยอารมณ์ในความสุขความทุกข์นั้น สติก็จะมีกำลังแล้วเคลื่อนไปรู้จิตหรือจิตตสังขารเอง สรุปแล้ว การจะเห็นกายก็ดี เวทนาก็ดี หรือ จิตก็ดี ก็รู้เท่าที่จะรู้ คือ ให้สติรู้เองเห็นเอง คือ สติเคลื่อนไปสู่การรู้เอง แต่ไม่ใช่สติเข้าไปเสวยการรับรู้นั้นด้วยกันกับจิตที่กำลังเสวยการรับรู้ทางกาย เวทนา และจิต นั้น เมื่อสติเคลื่อนไปสู่การรู้ แต่มิใช่ไปเสวยอารมณ์การรู้นั้น สติก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของกาย ไปสู่การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของเวทนา ไปสู่การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของจิต หรือหาสติอ่อนกำลังลง สติก็จะถอยกำลังจากการรู้ความเป็นไปของจิตมาสู่การรู้ความเป็นไปของเวทนา และมาสู่การรู้ความเป็นไปของกายเพื่อเป็นการชาร์จกำลังให้แก่สติด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมหรือกายคตาสติ ข้อสำคัญการเคลื่อนไปของการรับรู้ของสติในอาการทำนองนี้ พึงระวังไม่ให้สติไหลเข้าไปเสวยอารมณ์ในการรับรู้นั้นๆ กล่าวคือ แม้จิตจะไปเสวยอารมณ์ทางกาย เวทนา หรือของจิตเอง (เป็นจิตตสังขาร) แต่สติก็รู้ ตื่น เบิกบาน โดยไม่ไหลไปเสวยอารมณ์การรับรู้ของจิตนั้น ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในการเจริญอานาปานสติว่า ภิกษุทั้งหลาย นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก …(ม.มู ๑๒/๑๐๗/๑๐๒ ฉบับมหาจุฬาฯ) คำว่า "ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า" คือสติไม่ต้องไหลไปแนบแน่นกับจิตหรือความรู้สึกที่รู้สึกถึงลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เพราะการที่สติไหลไปแนบแน่นกับจิตหรือความรู้สึก ในที่สุดก็จะเป็นเหตุให้สติถอยกำลังและตกภวังค์ได้ แต่หากสติก็เห็นจิตหรือความรู้สึกของลมหายใจ แบบถอยห่าง มีอาการตื่น รู้ เบิกบาน ทุกครั้งที่หายใจเข้า หายใจออก เมื่อสติเป็นอิสระอยู่เหนือจิต สติก็สามารถทรงไว้ซึ่งกำลังของสติได้ อันนี้ สติก็จะอยู่เหนือจิต (นาม) และอยู่เหนือลมหายใจ (รูป) ทำให้สติเห็นความเป็นไปของรูปนามคือลมหายใจและความรู้สึกของลมที่กระทบสัมผัสในขณะที่หายใจเข้า-หายใจออก หรือสติเห็นจิตว่าไม่ท่องเที่ยวไปในที่อื่น เห็นความเป็นไปของจิตโดยตลอด รู้ว่าจิตมีลมหายใจเป็นเครื่องอาศัยหรือวิหารธรรม อันนี้ ก็เป็นแนวทางในการอานาปานสติด้วยการเจริญสติและเจริญสมาธิควบคู่ขนานกันไป หรือ ผู้ที่บริกรรมพุทโธ จิตก็รู้พุทโธอยู่ในความรู้สึกก้องอยู่ในกลางอก และสติก็ตื่น รู้ เบิกบานอยู่เฉพาะหน้า สติก็เห็นจิตที่บริกรรมพุทโธ เห็นว่าจิตไม่ท่องเที่ยวไปที่อื่น หรือเห็นจิตว่ามีคำบริกรรมพุทโธเป็นเครื่องอาศัยหรือวิหารธรรมพร้อมกับเห็นความโล่งเบา ปล่อยวาง จางคลาย คลายกำหนัดของจิตในขณะที่จิตรู้คำบริกรรมพุทโธนั้น การเจริญภาวนาแบบพอง-ยุบ ก็เช่นกัน จิตก็รู้สึกอยู่ที่ความรู้สึกของความเคลื่อนไหวของท้องที่กำลังพอง-กำลังยุบ ส่วนสติก็รู้ ตื่น เบิกบาน เฉพาะหน้า เห็นจิตหรือความรู้สึกที่รู้สึกถึงอาการของท้องพอง-ยุบเป็นเครื่องอาศัยหรือวิหารธรรม โดยที่สติไม่ต้องมาจ้องจรดจ่อหรือเพ่งกำกับจิตที่รู้สึกถึงอาการพอง-ยุบของท้องนั้น การเจริญภาวนาแบบดูความรู้สึกของการเคลื่อนไหวของมือก็เช่นกัน จิตก็รู้สึกอยู่ที่ความรู้สึกของมือที่กำลังเคลื่อนไหว แต่สติก็รู้ ตื่น เบิกบานอยู่เฉพาะหน้า เห็นความเป็นไปของจิตที่รู้สึกถึงความรู้สึกเคลื่อนไหวของมือ หรือถ้าจิตเผลอเข้ามาสู่ความคิดนึก สติก็เห็นจิตว่ากำลังเผลอมาสู่ความคิดนึกนั้น สติก็รู้เท่าทัน จิตก็จะกลับมาสู่ที่ความรู้สึกอาการของมือที่กำลังเคลื่อนไหวเป็นเครื่องอาศัยหรือวิหารธรรม โดยที่สติไม่ต้องไหลไปสัมทับกำหนดจรดจ่ออยู่กับจิตที่รู้สึกความรู้สึกการเคลื่อนไหวของมือนั้น การเดินจงกรมก็เช่นกัน จิตก็รู้สึกถึงความรู้สึกอาการการเคลื่อนไหวของเท้าที่กำลังเคลื่อนไป คือ รู้การก้าวไป รู้การถอยกลับ รู้การเหลียวดู รู้การคู้เข้า รู้การเหยียดออก คือ ทำความรู้สึกตัวในการเดินนั้น (ม.มู ๑๒/๑๐๙/๑๐๕ ฉบับมหาจุฬาฯ) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เพียงรู้ความรู้สึกถึงการเดิน หรือรู้สัมผัสการเดินด้วยความรู้สึก โดยที่สติรู้ ตื่น เบิกบานอยู่เฉพาะหนัา คือสติไม่ไหลตามจิตหรือความรู้สึกในการก้าวเดินนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ มีความรู้สึกตัวของการเดินอย่างสบายๆ เป็นธรรมชาติ และมีความรู้สึกตื่นของสติ อันมีอาการตื่น รู้ เบิกบาน ทุกครั้งที่มีการขยับ การไหวและการก้าวเดินนั้น

     เมื่อทุกท่านฝึกใจยิ้มเป็น หน้าตาของท่านก็จะยิ้มแย้ม ผ่องใส เบิกบาน ตื่นรู้ ไปด้วย อันนี้เป็นอุบายธรรมที่อาตมาแนะนำโดยให้เริ่มจากการเป็นผู้เบิกบาน ไปสู่การเป็นผู้ตื่น และไปสู่การเป็นผู้รู้ ที่รู้เองเป็นเองโดยลำดับ กล่าวโดยสรุป กรรมฐานนั้นอยู่ที่จิต ไม่ใช่ไม่ยึดที่รูปแบบ และกรรมฐานนั้น อยู่ที่การตั้งจิตเป็นสำคัญ ถ้านักปฏิบัติทั้งหลายหากรู้จักปรับในเบื้องต้นให้ใจยิ้มไปพร้อมกับการเจริญกรรมฐาน ใจก็จะเปิด ความรู้สึกสดชื่น เบิกบานก็จะเกิดขึ้นเอง (ไม่ใช่ยิ้มแต่หน้า แต่ใจไม่ยิ้มด้วย หรือบึ้งตึงอยู่ในใจ ซึ่งทำให้ใจปิด ความตื่นก็ไม่เกิด ผู้รู้ก็ไม่เกิด หรือกลายเป็นผู้หลงไป ไม่มีวันตื่นตลอดทั้งชาตินี้)


[<< กลับไปหน้าแรก]