Vimokkha Dhamma
ผู้เข้าชมหน้านี้: 1 คน
|
แลกลิงค์
|
|
|
|
|
Untitled Document
การบ้านภาวนาครั้งที่ ๑๗
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทด้วยอิทธิบาทภาวนา
เรื่องอิทธิบาทภาวนานี้ เป็นเงื่อนงำที่สำคัญในการเดินทางเข้าถึงธรรม เพราะทุกวันนี้ นักปฏิบัติธรรมโดยมากจะปฏิบัติธรรมหรือนั่งภาวนาแบบแห้งๆ คือขาดความสดชื่นเบิกบานเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงและเป็นกำลังแก่การภาวนา ดูจากการนั่งภาวนา จะสังเกตได้ว่า ใบหน้าไม่ผ่องใส หน้าตาในขณะนั่งดูบึ้งๆ ตึงๆ จริงจัง เคร่งขรึม แบบจะเค้นภาวนาให้บรรลุหรือจ้องหาทางบรรลุธรรมให้ได้ ยิ่งเดินจงกรมด้วยแล้ว เดินกันจนเป็นหุ่นยนต์ไปหมดแล้ว คือ เดินแบบตึงๆ กำหนดแบบจดจ่อ แบบกดๆ จิกการเดิน จนสติที่เคยตื่นอยู่บนใบหน้าเมื่อตอนก่อนเดิน ไหลลงสู่ปลายเท้าจนใบหน้าเริ่มหมอง ความตื่น สดชื่น เบิกบานบนใบหน้าหายไป ยิ่งเดินก็ยิ่งหนัก พอเดินหนักๆ สักพัก ก็เริ่มเพลีย เริ่มล้า ในที่สุดก็เริ่มง่วง เคลิ้ม ค่อยๆ ไหลลงสู่ภวังค์ พอเปลี่ยนอิริยาบถจากเดิน ไปสู่การนั่ง ก็นั่งได้ไม่นาน จะเริ่มรู้สึกเคลิ้ม ง่วงและสัปหงก หรือไม่ก็หลับในโดยไม่รู้ตัว อาการที่ว่ามานี้ จะเป็นกันมาก โดยเฉพาะเมื่อตอนเริ่มต้นนั่งภาวนา และรีบหลับตากำหนดองค์บริกรรม โดยขาดการทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม จนรู้สึกโปร่ง เบา สดชื่น เบิกบาน โดยหารู้ไม่ว่า สมาธิไม่ต้องไปทำ หรือรีบร้อนไปเอาสมาธิ เพราะสมาธิไม่ใช่ไปทำให้นิ่งอย่างที่เข้าใจ สมาธิที่ถูกต้องที่เป็นสัมมาสมาธินั้นเป็นความสงบ ที่เกิดจากกายสังขารสงบระงับ จิตตสังขารสงบระงับ การที่กายสังขารจะสงบระงับได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักปรับผ่อนคลายร่างกายให้เกิดความสดชื่น สบายเนื้อสบายตัว ไม่เกร็ง จนรู้สึกโปร่งเบา ผ่อนคลาย สบายๆ เกิดการปล่อยวาง ทำให้ใจมีความเบิกบานและเกิดความเป็นกลางๆ เอง อันจะทำให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปเอง และรู้ความรู้สึกของลมหายใจที่แผ่วเบา ขณะหายใจออก หายใจเข้าที่รู้ได้เอง เป็นไปเอง โดยไม่ต้องไปตั้งใจรู้ หรือ กำหนดรู้แต่อย่างใด ในที่สุดกายสังขารก็จะเริ่มสงบระงับลง เมื่อกายสังขารสงบระงับ สติก็จะไปรู้ความเป็นไปของเวทนา ที่เป็นความรู้สึกอันเป็นไปในภายในที่เบาสบาย ปีติ อิ่มเอิบ ปราโมทย์ จนจิตตสังขาร อันได้แก่ ความกำหนัด ความลุ่มหลง หรืออาการที่ประทุเป็นเชื้อ ยื้อๆ ยุดๆ อยู่ในใจ ด้วยหวง ห่วง เยื่อใย อาลัยอาวรณ์ ค่อยๆ จางคลาย สลัดหายไป และสงบระงับในที่สุด ความสงบอันเกิดจากกายสังขารสงบระงับและจิตตสังขารสงบระงับ ก็จะเกิดเอง เป็นเอง ทั้งนี้ เป็นผลจากการมีสติรู้เท่าทันกายสังขารและจิตตสังขาร จนกายสังขารและจิตตสังขารสงบระงับไปในที่สุด หากไปพยายาม ตั้งใจ ทำให้นิ่งสงบ เหมือนเข้าไปพยายามนิ่ง แบบสะกด กด หรือข่ม โดยไม่ได้เจริญสติให้รู้เท่าทันความเป็นไปของกายสังขารและจิตตสังขารจนรู้ทั่วถึง และสามารถกำราบหรือทำกายสังขารและจิตตสังขารให้สงบระงับได้ดังกล่าว ก็จะยังมีเชื้อประทุอยู่รอบด้าน คอยรุมเร้าและพร้อมที่จะประทุออกมาได้ทุกเมื่อ เพราะเหตุไม่ได้เจริญสติกำราบให้อยู่หมัด หรือสาดทิ้งเชื้อประทุอันเป็นตะกอนที่นอนนิ่งอยู่ก้นบึ้ง สาดเททิ้งไป ดังนั้น เมื่อนักปฏิบัติที่มุ่งแต่ทำสมาธิอย่างเดียวโดยไม่ได้เจริญสติด้วยอุบายดังกล่าว ก็จะพบความสงบนิ่งแบบหินทับหญ้า คือ เมื่อยกหินออก หญ้าคือเชื้อประทุในใจก็จะฟูขึ้นออกมาเช่นเดิน ต่างจากผู้ที่เข้าสู่สมาธิด้วยการเจริญสติรู้เท่าทันอารมณ์และกิเลสต่างๆ จนกายสังขารและจิตตสังขารสงบระงับ อันนี้ จะเป็นความสงบที่มีความผ่องใสภายใน คือ สงบนิ่ง แบบ รู้ ตื่น เบิกบาน อยู่ภายใน เพราะด้วยเหตุการณ์เจริญสติแบบเททิ้งตะกอนทางใจหรือล้างอาการทางใจไปโดยลำดับ
การเจริญสติแบบเททิ้งตะกอนทางใจหรือล้างอาการทางใจไปโดยลำดับนั้น ก็ต้องเริ่มปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้นทำสมาธิด้วยการเจริญฉันทสมาธิและปธานสังขาร ปธาน คือ ความเพียร ๔ ประการได้แก่
๑. สังวรปธาน คือ เพียรระวังไม่ให้บาปหรืออกุศลที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น
๒. ปหานปธาน คือ เพียรละบาปหรืออกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว
๓. ภาวนาปธาน คือ เพียรให้กุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
๔. อนุรักขนาปธาน คือ เพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วไม่ให้เสื่อม คือ ให้กุศลที่เกิดแล้ว เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
ส่วนฉันทะนั้น ก็เป็นข้อแรกของอิทธิบาท ๔ คือ ธรรมเครื่องให้สำเร็จความประสงค์ หมายถึงหลักธรรมที่เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติตามถึงซึ่งความสำเร็จสมประสงค์ มี ๔ ประการ คือ
๑.ฉันทะ คือ ความพอใจในสิ่งที่กระทำ
๒.วิริยะ คือ เพียรหมั่นประกอบในสิ่งนั้น
๓.จิตตะ คือ เอาใจจดจ่อในสิ่งที่ทำด้วยสติที่มั่นคง
๔.วิมังสา คือ หมั่นสอดส่องใคร่ครวญพิจารณาในสิ่งที่ทำอุบายธรรมในการเจริญฉันทสมาธิและปธานสังขาร
เริ่มต้นด้วยการฝึกหัดเปิดใจตนเอง ปกติคนโดยมากจะทำอะไร พูดอะไร หรือ คิดอะไร ก็ทำไปโดยอาการที่เกิดจากการปรุงแต่งนึกคิดในสมอง โดยสั่งการจากกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานหรือสัญญาที่จดจำเอาไว้ในจิตใต้สำนึก ภายในจิตใต้สำนึกนั้นก็มีทั้งสิ่งดี และสิ่งไม่ดี สิ่งไม่ดีก็คือบาปอกุศลและกิเลสทั้งหลาย สิ่งที่ดีก็คือ คุณงามความดี บุญกุศล สติ ปัญญา ความรู้ ที่สั่งสมมาข้ามภพข้ามชาติ ด้วยคนเราปล่อยให้บาปอกุศลครอบงำจิตมาเนิ่นนาน เวลาจะทำอะไร พูดอะไร หรือคิดอะไร บาปอกุศลที่สั่งสมในสัญญานี้ ก็จะเป็นเชื้อประทุที่คอยสั่งการให้เกิดความคิดปรุงแต่งในสมอง ทั้งรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง แต่มักจะเผลอทำไปตามความเคยชิน หรือ ความทะยานอยากเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยขาดการยั้งคิดด้วยสติ ทำให้สติไม่สามารถพัฒนาต่อไปเป็นสำนึกรู้หรือจิตสำนึกที่มีกำลังและเป็นอิสระอยู่เหนือการครอบงำของบาปอกุศลหรือกิเลสที่สั่งสมอยู่ในจิตใต้สำนึกได้ อันนี้ เรียกว่าใจปิด เพราะปิดมืดมิดด้วยบาปอกุศลทั้งหลาย หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่ง จิตของปุถุชนโดยมากไหลลงสู่ภวังค์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบาปอกุศลที่สั่งสมอยู่ในจิตใต้สำนึก อวิชชาหรือโมหะจึงครอบงำจิตมนุษย์ไปถ้วนหน้า เปรียบเหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ ร่างกายส่วนใหญ่จมอยู่ใต้ผิวน้ำ มีเพียงศีรษะที่ลอยคออยู่เหนือน้ำเพียงเพื่อพอให้หายใจเอาตัวรอดได้ เปรียบกับสำนึกรู้หรือจิตสำนึกของปุถุชน ที่ลอยคออยู่เหนือน้ำพอให้หายใจเอาตัวรอดไปได้ เป็นลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่พยายามหายใจให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่รอดได้ด้วยสติที่ทำให้มนุษย์ยังพอมีจิตสำนึกหรือสำนึกรู้ในการดำรงชีวิตอยู่ต่อไป สติที่ทำให้เกิดสำนึกรู้หรือจิตสำนึกนี้ บางครั้งก็หมดกำลังไหลลงสู่ใต้ผิวน้ำ แต่บางครั้งก็ยังพอมีกำลัง พอจะทะยานสู่พ้นเหนือน้ำให้สามารถหายใจเพื่อยังชีวิตอยู่ได้ ขึ้นอยู่กับว่ากำลังในการประคองตัวลอยคออยู่เหนือน้ำของบุคคลนั้นจะมีมากน้อยแค่ไหน เปรียบเหมือนปธานหรือความเพียร ๔ ประการ ซึ่งหล่อเลี้ยงด้วยฉันทะ คือ ความพอใจในการละอกุศลทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและยังไม่เกิด และยินดีในการเจริญกุศลหรือคุณความงามความดีทั้งหลายที่เพิ่งเกิดหรือที่มีอยู่แล้วให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
นักปฏิบัติทั้งหลายจึงควรน้อมนำเอาอิทธิบาทภาวนานี้ไปปฏิบัติในการเจริญภาวนาและบูรณาการให้กลมกลืนเข้าสู่การดำเนินชีวิตในชีวิตประจำวัน ดังอุบายที่อาตมาได้แนะนำให้ทุกท่านฝึกใจยิ้มน้อยๆ เพื่อให้เกิดความสุขสดชื่น ปราโมทย์ เบิกบานใจอยู่เสมอ เพราะเมื่อมีความสดชื่นเบิกบานใจ ความตื่นก็จะเกิดขึ้นเอง เมื่อมีความตื่นและสดชื่นเบิกบานใจ "รู้" ก็จะเกิดเอง เป็นไปเอง โดยไม่ต้องไปพยายาม "รู้" ด้วยอาการขวนขวาย ตั้งใจ จดจ่อแต่อย่างใด "รู้" ที่เป็นไปเอง ก็จะยิ่งทำให้ใจเข้าสู่สภาวะความเป็นกลางๆ มากขึ้น ความรู้ตัวทั่วพร้อมก็จะเกิดเองเป็นเอง การฝึกยิ้มน้อยๆ เพียงให้เกิดความสุขสดชื่นอยู่ในใจ ก็จะเป็นกำลังทำให้เกิดความตื่น ความตื่นก็จะทำให้เกิดการเห็น เหมือนเปิดตาเห็น (แต่เป็นความรู้สึกหรือตาภายใน) การเห็นก็จะทำให้เกิดการรู้ การรู้ก็จะทำให้เกิดการละ ฉะนั้น คำว่า "พุทโธ" หรือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จะเข้าถึงได้ไม่ใช่ด้วยการไปพยายามเพียรรู้ เพราะการเพียรรู้ โดยที่ยังไม่เคยสัมผัสกับความตื่นและความเบิกบาน การเพียรรู้ก็จะหมดกำลัง หรือ หากยังพอมีกำลัง ก็จะไปพยายามเรียนรู้แบบไขว่คว้าหาอนาคตคือสิ่งที่ยังมาไม่ถึงบ้าง และย้อนหาอดีตคือสิ่งที่ล่วงไปแล้วบ้าง อุบายธรรมในการเจริญภาวนาให้เป็นอิทธิบาทภาวนานี้ จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เฉกเช่นดังที่ได้ทรงตรัสว่า "ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะเจริญอิทธิบาท ๔" ( ต้องขออนุโมทนาคุณความรู้ตัวที่ช่วยค้นจากพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พุทธสูตร ข้อ ๑๑๑๘ ซึ่งมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง )
การฝึกใจยิ้ม ด้วยความสดชื่น เบิกบานที่ออกมาจากใจ เป็นอุบายสำคัญในการเจริญฉันทะ บางท่านอาจจะสงสัยว่าการฝึกใจยิ้มดังกล่าว จะไม่เป็นการไปปรุงแต่งหรือเป็นการฝืนทำด้วยสมถะหรือ? กรณีนี้ ท่านก็ต้องลองมองในมุมกลับว่า ระหว่างการยิ้มกับหน้าบื้อๆ แห้งๆ แบบหดหู่ ไม่มีชีวิตชีวา อย่างไหนจะเป็นการปรุงแต่งที่ทำให้การสังวรระวังบาปอกุศลไม่ให้เกิด และยังกุศลให้เกิด เจริญยิ่งขึ้นไปตามหลักสัมปธาน ๔ ดังที่อาตมาได้อธิบายไว้ข้างต้น การฝึกใจยิ้มจะทำให้เกิดสัมปชัญญะคือความรู้สึกตัวทั่วถึงอันเป็นไปในภายใน และผนวกกับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในภายนอก ก็จะประสานกันเป็นกำลังให้นักปฏิบัติสามารถล้วงลึกเข้าไปสู่ก้นบึ้งของจิตใจจนสามารถทำจิตตสังขาร ให้สงบระงับไปได้ในที่สุด อาตมาจึงอยากจะแนะนำว่า หลายท่านที่ฝึกการเจริญสติรู้เท่าทันความเป็นไปของจิต ดังที่หลายท่านเรียกว่า "ดูจิต" นั้น หากท่านฝึกเจริญสติควบคู่ไปกับสัมปชัญญะ จนเป็นสัมปชัญญะที่เป็นความรู้สึกตัวทั่วถึงอันเป็นไปทั้งภายในและภายนอกที่ประสานกันเป็นหนึ่งและมีกำลัง ต่อไปนักปฏิบัติก็สามารถน้อมตัวสัมปชัญญะหรือความรู้สึกตัวทั่วถึงที่มีกำลังนี้ ทวนกระแสเข้าไปสัมผัสหรือล้วงลึกจนถึงก้นบึ้งของจิตและกำราบเชื้อประทุในจิตใจหรือทำจิตตสังขารให้สงบระงับได้ อุบายธรรมในการปฏิบัติขณะนั่งภาวนา ก็คือ เมื่อฝึกใจยิ้มสดชื่น เบิกบาน และเกิดความรู้สึกตัวทั่วถึงอันเป็นไปในภายใน จนเริ่มปล่อยวางร่างกายไปโดยลำดับ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในภายนอกทั่วสรรพางค์กาย ก็จะประสานเข้าไปสู่ความรู้สึกตัวทั่วถึงอันเป็นไปในภายใน ซึ่งนักปฏิบัติจะรู้สึกถึงอาการโปร่งเบาสบาย เกิดปีติ ปราโมทย์ เบิกบานอยู่ภายใน พอให้นักปฏิบัติได้พักเป็นกำลังอยู่กับปีติปราโมทย์นี้ แล้วก็วางปีติปราโมทย์นี้ พร้อมกับน้อมความรู้สึกตัวทั่วถึงที่มีกำลังนี้ เข้าไปสัมผัสเชื้อประทุลึกๆ ในจิตใจ หรืออาการไหวน้อยๆ ซึ่งอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจแล้วมีสติรู้ความรู้สึกอันเป็นสัมปชัญญะที่เข้าไปสัมผัสหรือล้วงลึกธรรมารมณ์ในก้นบึ้งของจิตใจนั้นจนจิตตสังขารสงบระงับไปในที่สุด อุบายธรรมในการใช้สัมปชัญญะนำ แล้วใช้สติตาม จะทำให้ท่านไม่ต้องคอยเฝ้าระวังมาก เพราะตัวสัมปชัญญะจะสามารถแทรกซึมเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจได้เองเสมือนรดน้ำต้นไม้ น้ำก็จะแทรกซึมลงสู่ผิวดินไปจนถึงรากของต้นไม้ได้เองในที่สุด ทั้งนี้ เมื่อใช้สัมปชัญญะนำ นักปฏิบัติก็จะรู้สึก "รู้" ได้เอง โดยไม่ต้องออกแรงหรือพยายามกำหนดรู้เพื่อให้รู้เท่าทันจิตแต่อย่างใด เพราะมีสัมปชัญญะเป็นแรงขับเคลื่อนนั่นเอง และลำพังสติโดยขาดสัมปชัญญะเป็นกำลังส่งหรือฐานกำลังแก่สตินั้น จะรู้เท่าทันกิเลสได้ยาก หากแต่ท่านผนวกสติเข้ากับสัมปชัญญะ ไม่เพียงแต่จะรู้เท่าทันกิเลสแบบรู้ได้เอง สบายๆ คือ รู้ได้โดยไม่ต้องพยายามหรือตั้งใจรู้ เพราะสัมปชัญญะหรือความรู้สึกตัวทั่วถึงนี้แผ่ซ่านไปถึงไหน สติก็จะรู้ได้เอง ณ ที่นั้น และไม่เพียงแต่จะรู้เท่าทันกิเลส หรือ กองสังขารนี้เท่านั้น หากแต่จะสามารถรู้ได้ทั่วถึงกองกิเลสหรือกองสังขารนี้ ด้วย ดังที่ ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งได้กล่าวกับอาตมาว่า การละกิเลส ความจริงไม่ได้ละกิเลสอะไรหรอก เพียงแต่มีสติรู้เท่าทันและรู้ทั่วกองสังขาร เมื่อรู้ทั่วกองสังขาร ก็วางสังขาร และไม่ใช้บาปอกุศลและกิเลสเท่านั้นเอง ตรงกันข้าม สติจะเลือกใช้แต่กุศลและยังกุศลอื่นๆให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป ( ดังความในสัมปธาน ๔ ข้างต้น)
|
|
|
|
|