Vimokkha Dhamma
ผู้เข้าชมหน้านี้: 1 คน
|
แลกลิงค์
|
|
|
|
|
Untitled Document
การบ้านภาวนาครั้งที่ ๒๒
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทด้วยการสำรวมใจ เพื่อให้เห็นทั้งความรู้สึกและตัวรู้สึก
ธรรมบรรยายในวันนี้เป็นเสมือนบันไดก้าวแรกไปสู่การละวางสักกายทิฏฐิ อันนำไปสู่การเข้าถึงโสดาปัตติมรรคและโสดาปัตติผล
และดังที่อาตมาได้กล่าวอยู่เสมอว่า อาตมาคงเป็นเพียงผู้ชี้ทางหรือเป็นกัลยาณมิตรนำพาทุกท่านให้เข้าสู่ทางการปฏิบัติที่ชอบในมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น ส่วนการบรรลุมรรคผลนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับความเพียรปฏิบัติของแต่ละท่านเอง เสมือนพารถขึ้นสู่รันเวย์ แต่หากท่านจะขับรถต่อไปบนรันเวย์จนถึงจุดหมายปลายทาง หรือตกข้างทางซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น ย่อมขึ้นอยู่กับตัวของแต่ละท่านเอง เพราะหลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้น ลาด ลุ่ม ลึกซึ้ง ไปโดยลำดับ เปรียบเสมือนท้องทะเลที่ลาด ลุ่ม และลึกไปโดยลำดับ มิอาจที่จะหยั่งทีเดียวถึง ฉันใด หลักธรรมในพระพุทธศาสนาก็เฉกเช่นฉันนั้น กล่าวคือลาดด้วยศีล ลุ่มด้วยสมาธิ ลึกด้วยปัญญา และซึ้งด้วยวิมุตติ มิอาจที่จะหยั่งทีเดียวถึง เฉกเช่นท้องทะเลมหาสมุทร การที่บุคคลใดจะฝึกเจริญในธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว แบบข้ามขั้นตอน หรือเจริญในธรรมเพียงด้านใดด้านหนึ่ง คือเจริญไม่ครบถ้วน อาทิ เจริญมรรคมีองค์ ๘ ก็เจริญไม่ครบถ้วน ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ ไปจนถึงสัมมาสติ สัมมาสมาธิ เพราะไปยึดติดรูปแบบต่างๆ นานา ตามที่ได้ร่ำเรียนมา ก็เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ห่างไกลจากการบรรลุธรรม
ณ โอกาสนี้ อาตมาจะแนะนำให้ทุกท่าน วางความรู้ทั้งหลายที่มีอยู่ ไม่ติดยึดในรูปแบบใดๆ ตามที่ตนได้ร่ำเรียนมา เพื่อว่าท่านจะได้พบรูปแบบของการปฏิบัติธรรมที่เป็นรูปแบบของท่านเอง ตามเหตุปัจจัยที่แต่ละท่านได้เคยเพียรบำเพ็ญมาแต่ในอดีตชาติ ข้ามภพข้ามชาติมานับไม่ถ้วน อันหาประมาณมิได้ กล่าวคือ ไม่ต้องรีบร้อนไปกำหนดหรือวางรูปแบบใดๆ ของการปฏิบัติธรรม โดยเพียงแต่ให้ท่านสำรวมใจ จนเห็นความรู้สึกและตัวรู้สึกของแต่ละท่านเอง
ปัญหาของผู้ปฏิบัติ ก็คือไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของจิต ไม่เข้าใจเกี่ยวกับการดูความรู้สึกและดูตัวรู้สึก และ ไม่สามารถดูความรู้สึกได้ต่อเนื่อง เมื่อไม่ต่อเนื่องก็ยากที่จะเห็นตัวรู้สึก การที่ผู้ปฏิบัติจะเข้าใจและสามารถดูความรู้สึก จนเห็นทั้งความรู้สึกและตัวรู้สึกอย่างแจ่มแจ้งนั้น ผู้ปฏิบัติต้องพึงฝึกพัฒนาจิต วิญญาณ และกายไปพร้อมๆ กัน คนเรานั้น ประกอบด้วยจิต วิญญาณและกาย แต่ทุกวันนี้ นักปฏิบัติฝึกเจริญภาวนาโดยไม่ได้พัฒนาจิต วิญญาณและกาย ให้เกิดความสมดุลไปพร้อมๆ กัน อาทิ การนั่งภาวนาโดยการกำหนดลมหายใจ พอง-ยุบ พุทโธ การเจริญสติโดยการเคลื่อนไหวมือ หรือการดูจิต นักปฏิบัติจะไปตั้งใจจดจ่อกับลมหายใจเข้า-ออก พอง-ยุบ พุทโธ การเคลื่อนไหวมือ หรือการดูจิต โดยขาดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ธรรมชาติของจิต ก็คือ ๑. ความคิดนึก ๒. ความรู้สึก ฉะนั้น การภาวนาที่ถูกต้องจึงเพียงใช้ความรู้สึกไปรู้ความรู้สึกของลมหายใจเข้า-ออก พอง-ยุบ พุทโธ การเคลื่อนไหวมือ หรือ อาการของจิต อย่างเบาๆ ผ่อนคลาย สบายๆ เป็นธรรมชาติ ความรู้สึกไปรู้ความรู้สึกนั้น หมายถึงอย่างไร กล่าวคือ ความรู้สึกอันแรก หมายถึง ความรู้สึกอันเป็นสัมปชัญญะ หรือ ความรู้สึกตัวทั่วถึงอันเป็นไปทั้งภายในภายนอก ความรู้สึกอันหลัง หมายถึง ความรู้สึกของลมที่กำลังเคลื่อนไหวผ่านเข้า-ผ่านออก ท้องที่กำลังค่อยๆ พองและค่อยๆ ยุบ มือที่กำลังเคลื่อนไหวไปตามจังหวะ หรือการไหวไปมาของจิตตามที่จิตกำลังปรุงแต่งต่างๆ นานาอันเป็นอาการของจิต
ปัญหาความเข้าใจผิดของนักปฏิบัติ อาทิ...
๑. ลมหายใจเข้า-ออก ก็ไปเข้าใจว่าไปดูลมที่กำลังเข้า-ออก แต่หารู้ไม่ว่า ให้ดูจิตคือความรู้สึกของลมที่กำลังผ่านเข้า-ผ่านออกว่า ยาว-สั้น หนัก-เบา หยาบ-ละเอียดประณีตอย่างไร
๒. พอง-ยุบ ก็ไปดูท้องที่กำลังพอง-ยุบ แต่หารู้ไม่ว่า ให้ดูจิตคือความรู้สึกการเคลื่อนไหวของท้องที่กำลังค่อยๆพอง-ค่อยๆ ยุบที่เป็นไปเอง
๓. การเคลื่อนไหวของมือ ก็ไปดูมือที่กำลังเคลื่อนไหว ให้ถูกต้องตามจังหวะ จนกระทั่งค่อยๆ ทำให้สวยงาม หรือ ตั้งใจแกว่งหรือยกให้แรงๆ เร็วๆ แต่หารู้ไม่ว่า ให้ดูจิตคือความรู้สึกการเคลื่อนไหวของมือไปอย่างสบายๆ เป็นธรรมชาติ
๔. ดูจิตตรงๆ โดยไปโฟกัสจิตว่าอยู่ตรงกลางอกบ้าง หน้าผากบ้าง ใกล้หทัยหรือหัวใจบ้าง กลางลิ้นปี่บ้าง เหนือสะดือบ้าง เป็นต้น แต่หารู้ไม่ว่าให้ดูจิต คือ ดูความรู้สึกการไหวไป การไหลไปของจิต หรือ การปรุงแต่งของจิตต่างๆ นานา โดยไม่ต้องไปตั้งจิตไว้ตรงนั้นตรงนี้ กล่าวคือ รู้สึกหรือรู้ชัดตรงไหน จิตก็อยู่ตรงที่รู้สึกหรือรู้ชัดนั้น
ฉะนั้น ไม่ว่าจะปฏิบัติในรูปแบบไหน หากนักปฏิบัติไม่ยึดติดในรูปแบบ จะพบว่าเป้าหมายการปฏิบัติทุกรูปแบบก็คือการดูจิตหรือความรู้สึกนั่นเอง หาใช่ไปดูอุปกรณ์ หรือ เครื่องอาศัยของจิต อาทิ ลมหายใจ ท้องพอง-ยุบ มือที่กำลังเคลื่อนไหว หรือดูจิตตรงๆ โดยไปจินตนาการว่าจิตมีขนาด รูปร่าง และตำแหน่งที่อยู่อาศัย โดยหารู้ไม่ว่าจิตไม่มีขนาด รูปร่างและตำแหน่งทีอยู่อาศัย เพราะจิตมนุษย์ย่อมไหลไปเสมอ หาใช่ว่าไปทำให้จิตมีขนาด รูปร่าง ที่อยู่อาศัยถาวร อันเป็นอัตตา หรือเที่ยงแท้ อย่างที่หลายท่านเข้าใจกัน คือ นักปฏิบัติชอบไปปรุงแต่งสิ่งที่ไม่เที่ยงให้เที่ยง สิ่งที่ไม่มีตัวตนให้มีตัวตน
ปัญหาเรื่องการดูความรู้สึกไม่ต่อเนื่อง เกิดจากการที่นักปฏิบัติขาดฉันทะ ในการภาวนา นักปฏิบัติทุกวันนี้ส่วนมาก จะภาวนาแบบแห้ง ไม่สดชื่น เมื่อไม่สดชื่น ก็ทำให้ขาดฉันทะหรือความพึงพอใจในการปฏิบัติ อันเป็นเหตุให้ไม่สามารถดูความรู้สึกได้ต่อเนื่อง เมื่อดูความรู้สึกไม่ต่อเนื่อง ก็ไม่อาจจะเห็นความรู้สึกและเห็นตัวรู้สึกที่ยึดอยู่ในความรู้สึกนั้นได้
การฝึกดูความรู้สึก ก็คือ เริ่มต้นจากการฝึกรู้ความรู้สึกเนื้อรู้สึกตัว คือ ฝึกรู้กายไปสู่การรู้ใจ และ รู้ใจไปสู่การรู้กายตามรายละเอียดการบ้านภาวนาครั้งที่ ๒๑ Key การเปิดประตูใจหรือเปิดประตูห้องความรู้สึกของใจนั้น ขอให้นักปฏิบัติเริ่มต้นจากรู้กายไปสู่การรู้ใจและรู้ใจไปสู่การรู้กายดังกล่าว เมื่อรู้ได้ดังนี้ ขั้นต่อไปก็ฝึกสำรวมใจ หรือ ฝึกสำรวมรู้ความรู้สึกอันเป็นไปในภายใน ค่อยๆ ทั่วถึง จนเป็นสัมปชัญญะที่รู้ทั่วถึงอันเป็นไปในภายในเนืองๆ และในที่สุดสัมปชัญญะอันเป็นไปในภายในและภายนอกก็จะประสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งนี้ ยังมีอุบายต่อไปว่าสติต้องเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ และการรู้สัมปชัญญะอันเป็นไปในภายนอกและภายในอย่างทั่วถึงนั้น ก็รู้ตรงที่ตื่น หรือ รู้ตรงที่มีสติชอบ สติชอบก็คือเป็นสติที่ไม่ไหลออก หรือ แม้แต่ไม่ไหลเข้าไปในมโนวิญญาณ มโนวิญญาณในที่นี้ก็คือ ภาวะความรู้สึกตัวทั่วถึงอันเป็นไปในภายในและภายนอกดังกล่าว Key ของการดูความรู้สึกจนสามารถเห็นความรู้สึกและเห็นตัวรู้สึกไปพร้อมๆ กันได้นั้น ก็คือ การมีสติที่ตื่น อยู่เหนือความเป็นไปของจิต และความรู้สึกดังกล่าว ส่วนในการฝึกปฏิบัติให้เป็นผู้มีสติชอบ คือ ตื่นและอยู่เหนือความเป็นไปของจิตและความรู้สึก เพื่อสามารถทำจิตตสังขารให้สงบระงับได้ในที่สุดนั้น อาตมาจึงได้เพียรพยายามให้คำแนะนำฝึกอบรมพัฒนาสติในการภาวนาไปโดยลำดับ คือ การฝึกพัฒนาสติให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม การฝึกพัฒนาความรู้สึกตัวทั่วพร้อมให้เกิดสำนึกรู้ และการฝึกพัฒนาสำนึกรู้ให้เกิดใจผู้รู้ ซึ่งเป็นอุบายธรรมในการปฏิบัติที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติไปตามขั้นตอน อย่างเป็นกระบวนการ และสามารถสัมผัสสภาวะดังกล่าว อันเป็นไปเอง อย่างสบายๆ เป็นธรรมชาติ
|
|
|
|
|