Online ทั้งหมด : 4 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์



Untitled Document
การบ้านภาวนาหลวงพ่อวิโมกข์
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒๔
ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๒๕
ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๒๖
ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๒๗
ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๒๘
ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๒๙
ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๓๐
ครั้งที่ ๘ ครั้งที่ ๓๑
ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๓๒
ครั้งที่ ๑๐ ครั้งที่ ๓๓
ครั้งที่ ๑๑ ครั้งที่ ๓๔
ครั้งที่ ๑๒ ครั้งที่ ๓๕
ครั้งที่ ๑๓ ครั้งที่ ๓๖
ครั้งที่ ๑๔ ครั้งที่ ๓๗
ครั้งที่ ๑๕ ครั้งที่ ๓๘
ครั้งที่ ๑๖ ครั้งที่ ๓๙
ครั้งที่ ๑๗ ครั้งที่ ๔๐
ครั้งที่ ๑๘ ครั้งที่ ๔๑
ครั้งที่ ๑๙ ครั้งที่ ๔๒
ครั้งที่ ๒๐ ครั้งที่ ๔๓
ครั้งที่ ๒๑ ครั้งที่ ๔๔
ครั้งที่ ๒๒ ครั้งที่ ๔๕
ครั้งที่ ๒๓

การบ้านภาวนารวบรวมโดยคุณ ทะเลใจ


การบ้านภาวนา ครั้งที่ ๒๓
หลวงพ่อวิโมกข์ (wimoak@yahoo.com)

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF การบ้านภาวนาครั้งที่ ๒๓


การบ้านภาวนาครั้งที่ ๒๓
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทด้วยการสำรวมใจ น้อมไปสู่การเจริญปัญญา


     การสำรวมใจนับว่าเป็นอุบายที่สำคัญยิ่งในการปฏิบัติธรรม เพราะการสำรวมใจเป็นเครื่องช่วยให้นักปฏิบัติไม่ส่งจิตออกนอก นักปฏิบัติผู้สำรวมใจอยู่เนืองๆ จะถึงพร้อมด้วยศีล คือ มีความเป็นปกติของกาย วาจา ใจ มั่นคง ไม่หวั่นไหว และไม่แกว่งไปหากิเลส โดยจะเป็นศีลสังวร และด้วยการสำรวมใจทำให้นักปฏิบัติสามารถปฏิบัติธรรมได้ในทุกๆ อิริยาบทได้ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน และแม้แต่ที่สุดในการเจริญปัญญา การสำรวมใจเป็นบาทฐานของการเจริญภาวนามยปัญญา และมัคคสมังคี

     การสำรวมใจทำอย่างไร? เริ่มต้นของการฝึกสำรวมใจ ให้ผู้ปฏิบัติเริ่มต้นจากการเรียกสติสัมปชัญญะให้มาอยู่กับเนื้อกับตัวก่อน เพราะจากการรู้กายจะนำไปสู่การรู้ใจ เมื่อเริ่มรู้ใจคือรู้ความรู้สึกหรืออาการทางใจ ผู้ปฏิบัติจะเริ่มสัมผัสความรู้สึกโปร่งเบาภายในใจ ต่อจากนั้น ผู้ปฏิบัติสำรวมใจให้รู้ความรู้สึกโปร่งเบานั้นอย่างต่อเนื่อง การสำรวมใจอยู่กับความรู้สึกภายในนั้นก็คือการมีสัมปชัญญะภายใน เมื่อมีสัมปชัญญะภายในก็จะเกิดสติรอบในที่รู้ความเป็นไป และอาการทางใจหรือจิตตสังขารที่แปรเปลี่ยนไปต่างๆ นานา การมีสติรอบในเป็นพื้นฐานด้วยการสำรวมใจ จะช่วยพัฒนาให้สติมีความละเอียดจนสามารถรู้ความเป็นไปหรือการกระทบสัมผัสภายนอกทางตา หู จมูก ลิ้น กายได้อย่างทั่วถึง เป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เกิดขึ้นเอง และอีกนัยหนึ่งเมื่อมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปเองอย่างธรรมชาติเนืองๆ ก็จะพัฒนาสติอันเป็นสติรอบนอกให้สามารถรู้ได้ทั่วพร้อมทางอายตนะทั้ง ๕ อันเป็นไปในภายนอก สรุปได้ว่าจากการรู้กายนำไปสู่การรู้ใจ และเมื่อสำรวมใจหรือสำรวมความรู้สึกอยู่ภายในใจเนืองๆ การรู้ใจก็จะนำไปสู่การรู้กาย จนเกิดสัมปชัญญะอันเป็นไปทั้งภายในภายนอก และเกิดสติทั้งรอบในรอบนอก ที่ประสานสัมพันธ์ด้วยการสำรวมใจอยู่เนืองๆ เมื่อผู้ปฏิบัติฝึกสำรวมใจจนเกิดการรู้ทั่วถึงทั้งภายในกายนอกดังกล่าว ต่อไป นักปฏิบัติก็เพียงสังวรระวังและสังเกตดูว่า การกระทำ การเคลื่อนไหวไปต่างๆ นานา การพูด หรือแม้แต่การคิดนั้น มีการเผลอหรือหลุดจากการรู้ความรู้สึกภายในบ้างหรือไม่ เมื่อเริ่มฝึกใหม่ๆ ก็จะมีหลุดบ้าง หากหลุดหรือเผลอ ก็ให้ปฏิบัติเพียงรู้ตัวว่าหลุดหรือเผลอ และสำรวมใจต่อไป การหลุดหรือเผลอก็จะน้อยลงๆ ๆ และนักปฏิบัติจะพบว่า ตนสามารถรู้กายและรู้ใจได้อย่างทั่วถึงอยู่เนืองๆ

     สำรวมใจเป็นบาทฐานของการเจริญภาวนามยปัญญา เพราะการสำรวมใจจะทำให้นักปฏิบัติเห็นและรู้เท่าทันความคิดของตนเอง จากเดิมเคยต้องคิดนึกในเรื่องใดหลายๆ รอบและเกิดความฟุ้งซ่าน ก็จะเริ่มคิดนึกในเรื่องใดๆ ไม่ต้องไปวนเวียนอยู่หลายรอบ จนในที่สุด คิดนึกเรื่องนั้นๆ เพียงรอบเดียวแล้วลงไปที่ใจด้วยความมีสติ อันเป็นการพัฒนาจินตมยปัญญาไปสู่ภาวนามยปัญญา และเมื่อนักปฏิบัติผู้ฝึกสำรวมใจอยู่เนืองๆ ตลอดเวลา จะพบว่าจิตเริ่มเชื่องและเริ่มทำงานเป็นโดยไม่ต้องไปผ่านกระบวนการคิดนึกในสมอง แต่สามารถทำงานด้วยการน้อม อาการของการน้อมนี้ไม่ต้องไปผ่านกระบวนการคิดนึกในสมอง แต่ผ่านการกระบวนการของการระลึกด้วยสติ หรือ ใช้สติระลึกเบาๆ หรือ น้อมจิตไปสู่การงานใดๆ ตามความประสงค์ เรียกว่าทำงานด้วยใจ การฝึกการทำงานด้วยใจ นั้น ก็มีอุบายในการฝึกปฏิบัติสำหรับผู้เริ่มต้น คือ เวลาเห็น เมื่อก่อนเห็นแล้วไปสู่กระบวนการคิดนึกในสมอง บางครั้งก็ลงไปที่ใจบ้าง ไม่ลงไปที่ใจบ้าง การฝึกเห็นด้วยใจก็คือเมื่อเกิดการเห็น ก็ให้ใจรู้ตามความเห็นนั้น หากเกิดการเห็นแล้วเกิดความปรุงแต่งคิดนึกตาม ก็ให้ใจรู้ตามอาการความคิดปรุงแต่งนั้น เมื่อฝึกการเห็นด้วยใจรู้ตามอยู่เนืองๆ จะพบว่าความคิดนึกปรุงแต่งจะน้อยลงๆ แต่ความจำจะดีขึ้น เพราะเมื่อเห็น แล้วฝึกใจรู้ตามอยู่เนืองๆ ใจก็จะเปิด เมื่อใจเปิด การเห็นก็จะบันทึกลงไปสู่ใจได้โดยง่าย ความจดจำในสิ่งที่เห็นก็จะจำเองไปโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องไปตั้งใจจดจำแต่อย่างใด และเป็นการจดจำที่ไม่เกิดโทษ เหมือนกับการจดจำด้วยสมองอย่างเดียว จำมากๆ สมองจะแฮ๊งค์เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์มันแฮ๊งค์ ฉะนั้น การฝึกความจำให้มีความจำดีนั้น ไม่ใช่ไปจำในสมองอย่างเดียว เพราะความจำในสมองนั้นมีขีดจำกัด อาทิ เวลาปวดหัว หรือเครียดก็จะเริ่มจำอะไรเลอะเลือน การฝึกความจำที่ดีก็คือการฝึกใจรู้ตามในสิ่งที่สัมผัส กระทบภายนอกต่างๆ ทางอายตนะทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย เมื่อฝึกใจรู้ตาม ก็จะเกิดการเชื่อมต่อของการรับรู้ลงไปสู่ใจโดยตรง โดยที่ใจไม่ต้องวิ่งไปรับรู้ที่ตาที ที่หูที รู้ที่… กายที เหมือนกับการไหลออกไปยึดในสิ่งที่มากระทบสัมผัสนั้น แต่การฝึกใจรู้ตาม มีอุบายว่าให้ฝึกรู้อยู่ที่การรู้ที่เป็นกลางๆ จะพบว่าจะเกิดการรู้ได้ทั่ว และรู้ได้พร้อมๆ กัน คือรู้อยู่ที่การรู้ เพราะไม่ได้ไปแบ่งแยกว่า รู้ที่ตาที รู้ที่หู รู้ที่… กายที การรู้ที่การรู้ที่เป็นกลางๆ นี้ คือเป็นตัวภาวนามยปัญญาโดยตรงและจะเกิดยถาภูตญาณทัสสนะคือการเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง โดยไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ

     การสำรวมใจเป็นบาทฐานของมัคคสมังคี มัคคสมังคี ก็คือ มรรคทั้ง ๘ ข้อรวมเป็นหนึ่ง อันเป็นผลไปสู่การบรรลุอริยมรรคและอริยผลโดยลำดับ นักปฏิบัติโดยมากที่เจริญมรรคมีองค์ ๘ แต่ไม่เกิดมัคคสมังคี เป็นเพราะไปมุ่งเจริญเอาแต่ข้อใดข้อหนึ่งมาก และข้ออื่นๆ ก็ย่อหย่อน อาทิ นักทำสมาธิ ก็จะไปเจริญเอาแต่สมาธิมาก แต่ไม่สนใจเจริญสติ หรือ เจริญปัญญา ผู้ที่เจริญสติ ก็มุ่งเจริญสติ โดยไม่สนใจการเจริญสมาธิ หรือ เจริญปัญญา ส่วนผู้ที่เจริญปัญญา ก็มุ่งแต่การพิจารณาโดยไม่มีสมาธิและสติเป็นบาทฐาน ทำให้ไปติดอยู่ที่จินตมยปัญญาจนกลายเป็นความฟุ้งซ่าน มรรคมีองค์ ๘ ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ… สัมมาสติ สัมมาสมาธินั้น แต่ละข้อล้วนมีความสำคัญทุกข้อ และนักปฏิบัติพึงเจริญมรรคมีองค์ ๘ แต่ละข้อ ไปพร้อมๆ กัน เพราะแต่ละข้อนั้น ล้วนส่งเสริม สนับสนุน และเป็นบาทฐานให้แก่กันและกัน อุบายในการเจริญมรรคทั้ง ๘ ข้อนั้น ก็โดยการฝึกสำรวมใจ เพราะการเจริญมรรคทั้ง ๘ ข้อนั้นต้องเจริญที่ใจ ปัญหาของนักภาวนา ผู้เจริญสมาธิ เจริญสติ หรือเจริญปัญญา ก็คือ เจริญแล้วไม่ลงที่ใจ อาทิ เจริญสมาธิก็อาจไปติดอยู่ที่กายคือ ลมหายใจ หรือพอง-ยุบ เจริญสติก็อาจไปติดแค่กายหรืออิริยาบทที่เคลื่อนไหว หรือเจริญปัญญา ก็ไปติดอยู่ที่ความคิดนึก โดยไม่ไปลงที่ใจ เมื่อไม่ลงที่ใจ ใจก็ไม่เปิด เมื่อใจไม่เปิด ก็เป็นการเจริญเพียงแค่เปลือกหรือภายนอก เจริญไปก็มีแต่ความเนิ่นช้า เพราะไม่เกิดเป็นการรู้ทั่วถึงทั้งกายและใจไปพร้อมๆ กัน


[<< กลับไปหน้าแรก]