Vimokkha Dhamma
ผู้เข้าชมหน้านี้: 1 คน
|
แลกลิงค์
|
|
|
|
|
Untitled Document
การบ้านภาวนาครั้งที่ ๒๔
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทด้วยการสำรวมใจ เพื่อเพิกถอนอัตตา
จิตใจอุปมาเปรียบเสมือนเหรียญ ๒ หน้า พลิกไปพลิกมาระหว่างจิตกับใจ นัยหนึ่งจิตก็คือใจที่เผลอสติไหลไปเสวยอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ขณะที่รู้เท่าทันหรือไม่เผลอสติ จิตก็จะกลับไปเป็นใจที่บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส อารมณ์ หรือเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย การสำรวมใจก็คือการสำรวมความรู้สึกให้เป็นใจที่บริสุทธิ์หรือความสงบใจจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงอุปมาเพื่อให้เฃ้าใจความแตกต่างกันระหว่างจิตกับใจ การที่ใจเสวยอารมณ์หรือกิเลสกลายเป็นจิต จะมีความรู้สึกเหมือนกับมีตัวเราหรืออัตตาเข้าไปเสวยอารมณ์นั้น และการที่จิตปล่อยวางอารมณ์หรือกิเลสกลายเป็นใจนั้น ก็จะมีความรู้สึกเหมือนกับตัวอัตตาหรือตัวเราได้ถอยห่างจากการเสวยอารมณ์นั้น อัตตาเกิดขึ้นก็เพราะเราเอาตัวเราเข้าไปสอดรับอารมณ์นั้น อัตตาหายไปก็เพราะเราเอาตัวเราถอยห่างออกจากอารมณ์นั้น ขณะที่ตัวเราเข้าไปสอดจะมีความรู้สึกเหมือนพลุ่งพล่านอยู่ภายใน และขณะที่ตัวเราถอยห่างออกจะมีความรู้สึกเหมือนค่อยๆ สงบระงับลง พูดอีกนัยหนึ่ง อัตตาก็คือตัวรู้สึกที่เข้าไปแทรกอยู่ในความรู้สึกที่เป็นกลางๆ จนเสียความเป็นกลาง กลายเป็นตัวเราสุขใจหรือทุกข์ใจ ยินดีหรือยินร้าย ทำดีหรือทำชั่ว หรือเกิดความมีตัวเราเข้าไปนั่งภาวนาหรือทำบุญกุศลต่างๆ ด้วย เป็นต้น นักปฏิบัติพึงฝึกสังเกตความรู้สึกของตนเนืองๆ จนเห็นทั้งความรู้สึกและตัวรู้สึกที่แทรกอยู่ในความรู้สึกนั้น
ความรู้สึกที่มีอัตตาหรือไม่มีอัตตา อยู่ที่การเผลอสติหรือมีสติ หากเผลอสติ สติก็จะไหลไปกับจิตที่กระทบสัมผัสเป็นความรู้สึกต่างๆ นานา เกิดเป็นอัตตาหรือตัวรู้สึกที่ยึดความรู้สึกนั้นๆ หากเป็นผู้มีสติ จะเกิดการรู้ที่สติซึ่งไปรู้จิตหรือความรู้สึกกระทบสัมผัสนั้นๆ โดยที่ไม่ต้องมีอัตตาหรือตัวรู้สึกที่ยึดความรู้สึกนั้นๆ การที่สติจะมีกำลังไม่ไหลไปกับจิตได้ ก็โดยการพัฒนาสติให้เกิดการรู้อยู่ที่การรู้ที่เป็นกลางๆ การรู้ที่เป็นกลางๆ จะทำให้จิตไม่ไปยึดความรู้สึกต่างๆ ด้วยความมีอัตตาหรือตัวตน อันเป็นเหตุทำให้เกิดการละวางอัตตาจากความรู้สึกนั้นๆ และกลับไปเป็นใจผู้รู้ที่บริสุทธิ์อันเปรียบได้กับเหรียญ ๒ หน้าดังกล่าว นักปฏิบัติที่ฉลาดในอุบายก็จะพึงฝึกดูความรู้สึกจนเห็นทั้งความรู้สึกและตัวรู้สึกหรืออัตตาที่ยึดความรู้สึกนั้นๆ
การเห็นเป็นจุดเริ่มต้นของการละ เมื่อนักปฏิบัติเริ่มเห็นทั้งความรู้สึกและอัตตาหรือตัวรู้สึกที่สอดเข้าหรือถอยห่างออกจากความรู้สึกนั้นอยู่เนืองๆ จะทำให้สามารถเห็นทั้งความรู้สึกสุขทุกข์พร้อมๆ กับการเห็นตัวรู้สึกอันเป็นสมุทัยหรือเหตุแห่งสุขทุกข์นั้น การฝึกให้เห็นอัตตาหรือตัวรู้สึกก็พึงเริ่มฝึกหัดให้เห็นอัตตาหรือตัวรู้สึกที่เป็นไปในกายอันเป็นเหตุให้เกิดเวทนาต่างๆ นานา การฝึกให้เห็นทั้งความรู้สึกและตัวรู้สึกอันเป็นไปในกายจะนำไปสู่การเห็นทั้งความรู้สึกและตัวรู้สึกอันเป็นไปในเวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณไปโดยลำดับ เมื่อนักปฏิบัติเห็นทั้งความรู้สึกและตัวรู้สึกได้อยู่เนืองๆ อันเป็นไปในกายและใจอย่างทั่วถึง ก็จะสามารถถอยห่างหรือเพิกถอนอัตตาจากความรู้สึกนั้นๆ ไปโดยลำดับ
การสำรวมใจ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการฝึกเจริญสติระลึกรู้สัมปชัญญะหรือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในภายในและภายนอกอย่างทั่วถึง สัมปชัญญะอันมีสติระลึกรู้อยู่เนืองๆ ก็จะเกิดเป็นตัวปัญญาแจ่มแจ้งแก่นักปฏิบัติเอง ลำพังสัมปชัญญะโดยขาดสติระลึกรู้ ไม่อาจเกิดเป็นตัวปัญญาได้ และเช่นกันการเจริญสติโดยขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นฐานกำลังแก่สติ สติก็จะอ่อนกำลังและเผลอสติไหลไปกับจิตที่กระทบสัมผัสอารมณ์นั้น เกิดเป็นอัตตาหรือตัวรู้สึกที่ยึดอารมณ์หรือความรู้สึกนั้นๆ การสำรวมใจจะทำให้เกิดอินทรีย์สังวร คือ จิตไม่ไหลออกไปเสวยอารมณ์ทางอายตนะต่างๆ และตรงกันข้ามจิตจะน้อมเข้าสู่ภายในอันเป็นเหตุให้เห็นตัวรู้สึกหรืออัตตาที่ถอยห่างออกไปและสามารถเพิกถอนอัตตาไปโดยลำดับ ขณะที่สำรวมใจนั้น ผู้ปฏิบัติเพียงทำความรู้สึกสำรวมอยู่ภายใน สังเกตความรู้สึกต่างๆ ที่เป็นไปในภายใน เริ่มแรกจากความรู้สึกโปร่งเบาภายในอก และค่อยๆ แผ่ขยายไปเป็นความรู้สึกทั่วถึงแผ่ซ่านไปทั่วภายใน แต่หากผู้ปฏิบัติเผลอสติ คือสติไหลไปเสวยความรู้สึกโปร่งเบาภายในอกนั้น ก็จะกลายเป็นปีติและติดอยู่ในปีตินั้น แต่อย่างไร ในเบื้องต้นของการฝึก อาจจะติดอยู่ในปีติบ้างก็ถือว่าเป็นการดี เพราะเป็นความอิ่มเอิบใจอันเป็นกำลังให้แก่การปฏิบัติต่อไป ต่อจากนั้น ให้ผู้ปฏิบัติดึงสติให้อยู่เหนือปีตินั้น อาจจะใช้วิธีดึงสติขึ้นมาอยู่กับการมอง โดยมองสิ่งต่างๆ ไปรอบๆ แบบไม่เจาะจง มองแบบแลดูสิ่งต่างๆ รอบๆ ข้างอย่างสบายๆ สติก็จะกลับมาเป็นผู้ตื่น ไม่ยึดแม้กระทั่งปีติที่เกิดขึ้น ปีตินั้นก็จะขยายออก ค่อยๆ เป็นความรู้สึกทั่วถึงภายในมากขึ้นๆ ขณะที่เกิดความรู้สึกภายในทั่วถึงมากขึ้นๆ ๆ นั้น ยังคงมีสติอยู่กับการมองแบบสบายๆ จะพบว่าในความรู้สึกทั่วถึงภายในนั้น เหมือนได้สัมผัสอะไรบางอย่างที่แทรกอยู่ในความรู้สึกนั้น อาจจะเป็นอาการยื้อๆ ยุดๆ หรือรู้สึกอะไรที่คาอยู่ในใจอยู่นั้น ผู้ปฏิบัติก็ยังคงมีสติตื่นอยู่กับการมองอันเป็นสติรอบนอก ขณะเดียวกันเมื่อสัมผัสถึงอะไรบางอย่างที่คาอยู่ในใจลึกๆ นั้น อันเนื่องด้วยอุปาทานในใจที่ยังกังวลหรือครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ลึกๆ ผู้ปฏิบัติก็เพียงแต่สังเกตอาการความเป็นไปของสิ่งที่คาอยู่ในใจนั้น โดยเพียงส่งความรู้สึกไปลูบหัว หรือไปแตะอาการที่คาใจอยู่ลึกๆ นั้น แล้วเพียงมีสติรู้ความรู้สึก หรือ มีสติรู้สัมปชัญญะอันเป็นไปในภายในที่ไปสัมผัสอาการที่คาใจนั้น พร้อมๆ กับใช้ปัญญา ให้สติอบรมจิต ยิงคำถามสั้นๆ อาทิ ว่า ยังแบกอะไรอยู่อีกหรือ ยังไม่พออีกหรือ ยังไม่เข็ดอีก หรือ คำถามที่กระตุ้นเตือนจิตเพื่อให้เกิดสำนึกและคลายจากความยึดมั่นถือมั่นในทำนองนี้ สติยิงคำถามสั้นๆ นี้เข้าไปสะกิดใจลูกคือจิต เหมือนเตือนสำนึกให้แก่จิต จะเห็นว่าเมื่อสติอบรมจิตในลักษณะดังกล่าว จิตจะวางหรือค่อยๆ วางสิ่งที่คาใจนั้นไปโดยลำดับ เมื่อจิตปล่อยวางสิ่งที่คาใจนั้น จะเกิดความรู้สึกภายในที่ขยายออก แล้วค่อยๆ รวมตัวสงบลงไปโดยลำดับ แต่พอสงบไปสักระยะหนึ่ง ผู้ปฏิบัติก็จะไปสัมผัสอะไรบางอย่างที่คาอยู่ในใจอีก ก็ให้มีสติอบรมจิตดังที่อธิบายมาข้างต้นไปเรื่อยๆ ความสงบอันเป็นความสงบจากเครื่องร้อยรัดคืออุปาทานของใจ ก็จะสงบระงับเป็นความสงบล้ำลึกที่มีสติเห็นความเป็นไปของความสงบนั้น การละอุปาทานของใจลึกๆ นั้น ลำพังสมาธิหรือการปล่อยวางอย่างเดียวไม่สามารถละได้หมด จำเป็นที่ผู้ปฏิบัติต้องใช้สติน้อมเอาปัญญาเข้าไปอบรมจิตเป็นระยะๆ จนจิตเกิดการคลายออกเพราะเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา จนสามารถละวางและสลัดคืนอาการทางใจนั้นจนเกิดความแจ่มแจ้งและหลุดพ้นจากเครื่องร้อยรัดทั้งหลายไปโดยลำดับ
อาการทางใจก็คืออุปาทานทางใจหรืออัตตาที่เสมือนมหาโจรที่คอยแทรกเข้ามาในความรู้สึกในขณะที่เผลอสติ แต่ในขณะที่มีสติรู้เท่าทัน อัตตานั้นก็จะถอยห่างไป เกิดเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั้งภายในและภายนอกประสานกันเป็นหนึ่งเดียวกัน คือ รู้ความรู้สึกอันเป็นไปทางกายและใจอย่างทั่วถึง โดยรู้อยู่ที่การรู้ที่เป็นกลางๆ ไม่ไหลไปยึดติดกาย และไม่ไหลไปยึดติดอาการทางใจแต่อย่างใด เป็นมัชฌิมาปฏิปทาคือสติอยู่กลางๆ ระหว่างรูปและนามเพราะเหตุเห็นรูปและนามคือกายและใจนั้นอย่างทั่วถึงตามความเป็นจริง โดยไม่ไหลไปยึดติดในข้างใดข้างหนึ่ง หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การฝึกความรู้สึกตัวทั่วพร้อมด้วยอาการสำรวมใจจะค่อยๆ เพิกถอนความยึดติด ซึ่งนักปฏิบัติโดยมากมักจะยึดติดเอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าไม่ยึดติดกายอันเป็นอาการจดจ่อรู้เฉพาะที่ใดที่หนึ่งทางกาย อาทิ การเดินก็ไปจดจ่ออยู่กับการรู้กระทบสัมผัสที่เท้าอย่างเดียว แทนที่จะสามารถรู้ทั่วพร้อมกายแบบสบายๆ เป็นธรรมชาติ โดยรู้แบบเบาๆ สบาย รู้ทั่วทั้งการเดิน คือ รู้กระทบสัมผัสที่เท้าไปพร้อมๆ กับรู้การเดิน รู้รูปเดิน รู้อิริยาบถและสัมปชัญญะอันเป็นไปในขณะเดินอย่างทั่วพร้อมแบบสบายๆ ส่วนการไปยึดติดอาการทางใจ ก็คือไปจดจ่อกับอาการทางใจแบบประชั้นชิด จนลืมความรู้สึกตัวทางกายไป เหตุนี้ นักปฏิบัติจึงไม่สามารถละความยินดีในรูปอันเป็นรูปราคะ และละความยินดีในนามอันเป็นอรูปราคะได้ การปฏิบัติตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ผู้ปฏิบัติพึงฉลาดในอุบายดูเป้าหมายหรือการเดินให้ถึงเป้าหมายนั้น โดยให้การปฏิบัติแม้ในเบิ้องต้นให้สัมพันธ์กับการปฏิบัติในท่ามกลางและที่สุด อุปมาได้ว่าการปฏิบัติในเบื้องต้นก็คือ การเจริญศีล สมาธิ ปัญญา การปฏิบัติในท่ามกลางก็คือการละสังโยชน์เบื้องต้น คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ และปฏิฆะ และการปฏิบัติในที่สุดก็คือการละสังโยชน์เบื้องสูงคือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา กล่าวโดยสรุปก็คือ การปฏิบัติในเบื้องต้นต้องสัมพันธ์กันอย่างเป็นกระบวนการกับการปฏิบัติในท่ามกลาง และในที่สุดอันนำพาไปสู่เป้าหมายคือวิมุตติความหลุดพ้น
การสำรวมใจจึงเป็นอุบายในการปฏิบัติธรรมที่มีความสำคัญมาก ผู้ที่ยังทำความสดชื่นเบิกบานหรือยิ้มน้อยๆ ด้วยใจไม่เป็น เมื่อฝึกสำรวมใจไปสักระยะหนึ่ง จะเริ่มรู้สึกสดชื่น และเริ่มยิ้มน้อยๆ ด้วยใจได้ ข้อพึงสังเกต การสำรวมใจนั้น ก็คือการสำรวมความรู้สึกอยู่ภายใน ไม่ให้ความรู้สึกไหลไปรับอารมณ์ที่มากระทบทางอายตนะภายนอก จนเกิดความรู้สึกตัวทั่วถึงอันเป็นไปในภายในหรือสัมปชัญญะภายในอย่างทั่วถึง เมื่อเกิดสัมปชัญญะภายใน ก็จะเกิดสติที่เป็นไปในภายในโดยมีสัมปชัญญะภายในเป็นฐานกำลังให้แก่สติที่เป็นไปในภายในนั้น ความรู้สึกตัวทั่วถึงอันเป็นไปในภายในนั้นละเอียดประณีตกว่าความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในภายนอก ฉะนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติหมั่นสำรวมใจหรือสำรวมความรู้สึกอันเป็นไปในภายในเนืองๆ ผู้ปฏิบัติจะสังเกตว่าสามารถรู้ถึงความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในภายนอกทั่วสรรพางค์กายตั้งแต่ศีรษะจนจดปลายเทัาที่มีการกระทบสัมผัสได้เอง โดยรู้ได้อย่างสบายๆ เป็นธรรมชาติ จนความรู้สึกอันเป็นไปในภายในและความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในภายนอกประสานกันกลมกลืนกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเป็นความรู้สึกทั่วถึวที่เบาสบายและค่อยๆ สงบระงับโดยการใช้สติน้อมนำปัญญาเข้าไปอบรมจิตต่อไปตามนัยที่ได้อธิบายมาข้างต้น ความจางคลาย ความคลายออก ความคลายกำหนัด ความสลัดคืน และความหลุดพ้นก็จะเป็นไปโดยลำดับจนเกิดความแจ่มแจ้งถึงที่สุดแห่งธรรม ด้วยประการฉะนี้
|
|
|
|
|