Online ทั้งหมด : 5 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์



Untitled Document
การบ้านภาวนาหลวงพ่อวิโมกข์
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒๔
ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๒๕
ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๒๖
ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๒๗
ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๒๘
ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๒๙
ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๓๐
ครั้งที่ ๘ ครั้งที่ ๓๑
ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๓๒
ครั้งที่ ๑๐ ครั้งที่ ๓๓
ครั้งที่ ๑๑ ครั้งที่ ๓๔
ครั้งที่ ๑๒ ครั้งที่ ๓๕
ครั้งที่ ๑๓ ครั้งที่ ๓๖
ครั้งที่ ๑๔ ครั้งที่ ๓๗
ครั้งที่ ๑๕ ครั้งที่ ๓๘
ครั้งที่ ๑๖ ครั้งที่ ๓๙
ครั้งที่ ๑๗ ครั้งที่ ๔๐
ครั้งที่ ๑๘ ครั้งที่ ๔๑
ครั้งที่ ๑๙ ครั้งที่ ๔๒
ครั้งที่ ๒๐ ครั้งที่ ๔๓
ครั้งที่ ๒๑ ครั้งที่ ๔๔
ครั้งที่ ๒๒ ครั้งที่ ๔๕
ครั้งที่ ๒๓

การบ้านภาวนารวบรวมโดยคุณ ทะเลใจ


การบ้านภาวนา ครั้งที่ ๒๕
หลวงพ่อวิโมกข์ (wimoak@yahoo.com)

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF การบ้านภาวนาครั้งที่ ๒๕


การบ้านภาวนาครั้งที่ ๒๕
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทด้วยการสำรวมใจ พลิกจิตให้เป็นใจ เพื่อปิดอบาย


     นักปฏิบัติหลายท่านต่างเพียรปฏิบัติเพื่อมุ่งความหลุดพ้น หรือ อย่างน้อยก็ปิดอบายให้ได้ในชาติปัจจุบันนี้ หากพิจารณาจากหลักคำสอนที่มีมาในพระไตรปิฎกแล้ว จะพบว่า พระโสดาบันสามารถปิดอบายได้ ด้วยเหตุที่ท่านละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส แต่หลายๆ ท่านก็ยังมีข้อสงสัยว่า การละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสนั้น สามารถปิดอบายได้อย่างไร? ต่อเมื่อนักปฏิบัติทั้งหลายได้หมั่นเพียรเจริญสติและสัมปชัญญะรู้ทั่วถึงกายและใจอย่างทั่วถึง เวลาเกิดการกระทบสัมผัสก็สักแต่ว่าใจรู้ในกระทบสัมผัสนั้น โดยใจไม่ไหลไปรับอารมณ์ที่กระทบสัมผัสนั้น ใจที่สักแต่ว่ารู้นี้ จะสะอาด สว่าง สงบที่ฐานใจตรงบริเวณกลางอก และเมื่อใจรับอารมณ์ก็จะถูกปรุงแต่งด้วยกิเลสกลายไปเป็นจิตไหลไปเสวยอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย จนเกิดการปรุงแต่งเป็นความคิดนึกต่างๆ นานา

     อุปมาเปรียบเสมือนเหรียญ ๒ หน้า พลิกไปพลิกมาระหว่างจิตกับใจ นัยหนึ่งจิตก็คือใจที่เผลอสติไหลไปเสวยอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ขณะที่รู้เท่าทันหรือไม่เผลอสติ จิตก็จะกลับไปเป็นใจที่บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส อารมณ์ หรือเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย อยู่ที่ฐานของใจบริเวณกลางอก การสำรวมใจก็คือการสำรวมความรู้สึกให้เป็นใจที่บริสุทธิ์หรือความสงบใจจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ผลที่ตามมาก็คือความสดชื่นเบิกบานในใจ หรือเสมือนยิ้มน้อยๆ เบิกบาน สดชื่นอยู่ในใจ ผู้ปฏิบัติพีงรักษายิ้มน้อยๆ ด้วยความสดชื่น เบิกบานในใจเนืองๆ ก็จะเป็นเครื่องช่วยให้สามารถสำรวมใจหรือสำรวมความรู้สึกภายในใจได้ตลอดเวลา โดยไม่เบื่อที่จะสำรวมใจ เพราะเหตุมีความสดชื่นเบิกบานเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจนั่นเอง ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงอุปมาเพื่อให้เข้าใจความแตกต่างกันระหว่างจิตกับใจ การที่ใจเสวยอารมณ์หรือกิเลสกลายเป็นจิต จะมีความรู้สึกเหมือนกับมีตัวเราหรืออัตตาเข้าไปเสวยอารมณ์นั้น พร้อมๆ กับมีอกุศลค่อยๆ ก่อตัวเกิดขึ้นในจิต และการที่จิตปล่อยวางอารมณ์หรือกิเลสกลายเป็นใจนั้น ก็จะมีความรู้สึกเหมือนกับตัวอัตตาหรือตัวเราได้ถอยห่างจากการเสวยอารมณ์นั้น พร้อมๆกับกุศลหรือความสดชื่นเบิกบานอันเป็นกำลังให้กุศลธรรมทั้งหลายเจริญขึ้นภายในใจ จนเป็นใจที่สะอาด สว่าง สงบ สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ทั้งหลายผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย โดยไม่ต้องไหลไปเป็นจิตไปรับรู้ที่ตาหรือหนักไปกว่านั้นก็คือหลุดไปเสวยอารมณ์ที่รูปมากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย… ก็ทำนองเดียวกัน แต่การรับรู้ของใจที่สำรวมหรือมีความสดชื่นเบิกบานนั้นจะสามารถรับรู้ได้ที่ฐานของใจตรงที่สดชื่น เบิกบานนั้น โดยไม่ต้องไปเที่ยวค้นหาว่ารับรู้ตรงกลางอกตรงไหนแน่? แต่นักปฏิบัติจะรู้ด้วยตนเองว่ารับรู้ที่ฐานของใจตรงที่สดชื่น เบิกบานนั้น ฉะนั้น หากนักปฏิบัติที่ไม่ต้องการความเนิ่นช้า เพราะเหตุที่ภาวนาแบบแห้งๆ ก็ควรเลิกละความเป็นคนมักหงุดหงิด มักโกรธ มักเสียอารมณ์ แล้วก็มาหัดฝึกยิ้มน้อยๆ ตรงที่รู้สึกหงุดหงิดนั้น คนเรามักหงุดหงิดหรือมักโกรธ ก็เพราะเราไปฝึกตนเองให้ไหลไปกับอารมณ์ที่ก่อให้เกิดความหงุดหงิดหรือความโกรธเนืองๆ จนเคยชิน เป็นสัญญาความจำได้หมายรู้บันทึกอยู่ในใจ พอมีอารมณ์กระทบนิดหน่อย ความเคยชินนั้นๆ ก็จะพาให้ใจไหลไปเป็นจิตที่คอยแต่จะหงุดหงิดอยู่ร่ำไป แต่หากเราฝึกปรับเปลี่ยนความเคยชินเสียใหม่ ให้เป็นผู้ที่มองโลกในแง่ดี และยิ้มน้อยๆ ด้วยความสดชื่นเบิกบานอยู่เนืองๆ ก็จะเปลี่ยนสัญญาความจำได้หมายรู้ในความหงุดหงิดมาเป็นความสดชื่นเบิกบานด้วยการยิ้มน้อยๆ ที่เป็นไปเอง สบายๆ สดชื่น อย่างเป็นธรรมชาติ ใหม่ๆ อาจจะต้องฝึกยิ้มน้อยๆบ้าง (ที่มุมปาก) น้อยๆ จากฝืนยิ้มแรกๆ ก็จะเป็นยิ้มน้อยๆ ที่เป็นธรรมชาติไปได้เอง เพราะในเมื่อความหงุดหงิดบ่อยๆ ก็เหตุเพราะเราฝึกหงุดหงิดบ่อยๆ ความสดชื่นเบิกบานด้วยการยิ้มน้อยๆ ก็เพราะเราฝึกยิ้มน้อยๆ ได้เช่นกันนั่นเอง ผลของการฝึกยิ้มน้อยๆ จนสามารถยิ้มด้วยใจที่เบิกบานอยู่เนืองๆ ใจก็จะเปิด การรับรู้สิ่งต่างๆ ทั้งหลายผ่านอายตนะทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย ก็จะสามารถรับรู้ได้โดยตรงที่ฐานของใจ ที่ตรงบริเวณกลางอกที่รู้สึกสดชื่นเบิกบานนั้น โดยที่ใจไม่ต้องพลิกกลับไปเป็นจิตไหลไปเสวยอารมณ์ดังกล่าว

     การสำรวมใจหรือสำรวมความรู้สึกอยู่ในใจ ด้วยการรักษาใจให้เป็นใจผู้รู้ และหมั่นพลิกจิตให้กลับเป็นใจผู้รู้อยู่ที่ฐานของใจที่ความสดชื่นเบิกบานนั้น เป็นการปฏิบัติลัด ตรง ไปสู่การปิดอบายได้ในชาติปัจจุบันนี้ นักปฏิบัติทั้งหลายมักชอบปฏิบัติแบบอ้อมๆ ไปเที่ยวแวะชมดอกไม้ต่างๆ นานา เพราะเหตุทำให้การปฏิบัตินั้นเพลิดเพลิน มีรสชาติ และเสมือนหนึ่งว่าหากเป็นการปฏิบัติที่ยากๆ ซับซ้อน เป็นรูปแบบหรือพิถีพิถันจะชวนให้น่าติดตามเรียนรู้เพื่อปฏิบัติมากกว่าการปฏิบัติที่ดูเรียบง่าย หรือไม่ค่อยมีรูปแบบ เพราะกิเลสปรุงแต่งนำพาคนเราให้มักชอบทำของง่ายให้เป็นของยากสลับซับซ้อน แต่หากสตินั้นจะนำพาคนเราให้รู้จักทำของยากให้เป็นของง่าย เรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อน ไม่เสียเวลา ไม่เนิ่นช้ากับการเที่ยวเด็ดดมดอกไม้ข้างทางด้วยความพึงพอใจของกิเลสชักนำไปต่างๆ นานา เมื่อนักปฏิบัติเพียรปฏิบัติเรียบง่ายด้วยการสำรวมใจ รักษาใจให้เป็นใจผู้รู้ หรือหมั่นพลิกจิตให้เป็นใจผู้รู้อยู่ที่ฐานของใจที่มีความสดชื่นเบิกบานอยู่เนืองๆ อกุศลธรรมทั้งหลายก็จะเกิดได้น้อยลงๆ จนปิดช่องทางของการเกิดอกุศลธรรมทั้งหลายได้โดยสิ้นเชิง มีเพียงกุศลธรรมทั้งหลายที่จะเจริญงอกงามมากขึ้นภายในใจ ดังพุทธพจน์ที่ทรงตรัสแนะนำใน “สัมมัปปธาน ๔” อันว่าด้วยการเพียรระวังหรือปิดกั้นอกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึ้น การเพียรละหรือเพียรกำจัดอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว การเพียรเจริญกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น และการเพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งๆ ขึ้นไป

     เมื่ออกุศลธรรมไม่มีช่องว่างได้เกิด และมีแต่กุศลธรรมที่เจริญฝ่ายเดียว เพราะเหตุที่นักปฏิบัติหมั่นสำรวมใจ รักษาใจให้เป็นใจผู้รู้ หรือ พลิกจิตให้เป็นใจผู้รู้ด้วยความสดชื่นเบิกบานอยู่เนืองๆ ก็เท่ากับว่านักปฏิบัตินั้นได้เข้าสู่หนทางแห่งอริยมรรค และเกิดความแจ่มแจ้งในใจ โดยไม่ต้องให้ใครมาพยากรณ์ว่า บัดนี้เราปิดอบายได้แล้ว หนทางข้างหน้ามีแต่ความเจริญแห่งกุศลธรรมอันนำไปสู่ความหมดจดและความสิ้นไปแห่งกิเลสอาสวะทั้งหลาย เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งการไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารอีกต่อไป เมื่อนักปฏิบัติสามารถปิดกั้นอกุศลธรรมทั้งหลาย และยังกุศลธรรมทั้งหลายให้เจริญเช่นนี้ ก็จะพึงละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส เพราะเหตุเมื่ออกุศลธรรมไม่เกิด ก็จะไม่มีความหลงผิดในเรื่องการยึดถือผิดๆในเรื่องตัวตนอันเป็นสักกายทิฏฐิ เมื่ออกุศลธรรมไม่เกิด ก็จะไม่มีความลังเลสงสัยในพระธรรมอันพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ชอบแล้ว เมื่ออกุศลธรรมไม่เกิด ก็จะไม่มีความเชื่อผิดๆ หรือทำในสิ่งต่างๆ ไปด้วยความหลงงมงาย

     ด้วยประการดังที่ได้บรรยายมานี้ จึงเป็นอุทาหรณ์ให้นักปฏิบัติทั้งหลาย ทั้งผู้เริ่มสนใจในการปฏิบัติธรรมก็ดี และผู้ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมมานาน ได้พึงพินิจพิจารณาแนวทางการปฏิบัติที่เรียบง่ายด้วยการสำรวมใจ อันเป็นที่มาแห่งอธิสีลสิกขา ทั้งศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็รวมอยู่ที่การสำรวมใจนี้ เมื่อถึงพร้อมด้วยอธิสีลสิกขาด้วยการสำรวมใจ อธิจิตตสิกขา คือ การฝึกอบรมจิตเพื่อให้เกิดสมาธิอันเป็นความสงบระงับจากการปรุงแต่งด้วยกิเลส เครื่องร้อยรัดทั้งหลายก็จะเกิดขึ้น เมื่อถึงพร้อมด้วยอธิจิตตสิกขาด้วยการสำรวมใจ อธิปัญญาสิกขา คือ การฝึกอบรมปัญญาเพื่อให้เกิดปัญญาอันยิ่งและความรู้แจ้งก็จะเกิดขึ้นเองไปโดยลำดับ การปฏิบัติและการบรรลุธรรมจึงสมเหตุสมผลดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงแนะนำตรัสไว้ในเรื่องปฏิปทา ๔ อันเป็นแนวปฏิบัติ หรือ ทางดำเนินไปให้ถึงจุดมาย คือความหลุดพ้นหรือความสิ้นไปแห่งอาสวะ ดังนี้คือ

     ๑.ทุกขา ปฏิปทา ทันธาภิญญา คือ การปฏิบัติลำบาก การบรรลุก็ยาก
     ๒.ทุกขา ปฏิปทา ขิปปาภิญญา คือ การปฏิบัติลำบาก แต่บรรลุได้เร็ว
     ๓.สุขา ปฏิปทา ทันธาภิญญา คือ การปฏิบัติสบาย แต่บรรลุได้ยาก
     ๔.สุขา ปฏิปทา ขิปปาภิญญา คือ การปฏิบัติสบาย การบรรลุก็ง่าย

     ฉะนั้น การสำรวมใจหรือสำรวมความรู้สึกอยู่ในใจ ด้วยการรักษาใจให้เป็นใจผู้รู้ และหมั่นพลิกจิตให้กลับเป็นใจผู้รู้อยู่ที่ฐานของใจที่ความสดชื่นเบิกบานนั้น เป็นการปฏิบัติลัด ตรง ไปสู่การปิดอบายได้ในชาติปัจจุบันนี้ จึงเป็นหลักปฏิบัติหรือปฏิปทาในข้อที่ ๔ กล่าวคือ การปฏิบัติสบาย การบรรลุก็ง่าย และสามารถปฏิบัติได้อย่างกลมกลืนตลอดเวลาในชีวิตประจำวันโดยแท้


[<< กลับไปหน้าแรก]