Vimokkha Dhamma
ผู้เข้าชมหน้านี้: 1 คน
|
แลกลิงค์
|
|
|
|
|
Untitled Document
การบ้านภาวนาครั้งที่ ๓๐
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทด้วยการสำรวมใจ เพื่อขัดเกลากิเลส
หัวใจของการฝึกสำรวมใจเพิ่อขัดเกลากิเลส คือ อาตาปี สัมปชาโน สติมา มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ โดยให้มีสัมชัญญะอันเป็นไปทั้งภายนอกและภายในอย่างทั่วถึง แล้วก็มีสติรู้ความเป็นไปทั้งภายนอกและภายในอย่างทั่วถึงนั้น การมีสติรู้สัมปชัญญะอันเป็นไปทั้งภายในและภายนอกอย่างทั่วถึงนั้น ให้รู้ด้วยอาการปล่อยวาง สบาย ๆ เป็นธรรมชาติ ต่อจากนั้น ผู้ปฏิบัติก็เพียงสำรวมใจมีสติสัมปชัญญะรู้ทั้งกายและใจ คือรู้สึกถึงอิริยาบถการเคลื่อนไหวของกายพร้อม ๆ กับการรู้สึกอาการทางใจหรือกิเลสอารมณ์อันพลุ่งพล่านบ้าง ค่อย ๆ เปลี่ยนไปบ้าง สงบระงับบ้าง ด้วยอาการต่าง ๆ นานา ปัญญาก็จะเกิดขึ้นตรงที่มีสติรู้ความเป็นไปต่าง ๆ ของกายและใจอย่างทั่วถึงนั่นเอง เพราะการมีสติรู้ความเป็นไปต่าง ๆ จนเห็นอาการการปรุงแต่งกายเป็นกายสังขารและปรุงแต่งจิตเป็นจิตตสังขารค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปและสงบระงับไปนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทวนกระแสและการขัดเกลากิเลสไปโดยลำดับ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นไปโดยลำดับเช่นกัน การฝึกปฏิบัติสำรวมใจเพื่อทวนกระแสและขัดเกลากิเลสนี้ ข้อแนะนำคือ ให้เริ่มต้นจากการรู้กายไปสู่การรู้ใจ การรู้ใจไปสู่การรู้กาย และการรู้กายไปสู่การรู้ใจที่ละเอียด ประณีตยิ่งขึ้น ๆ จนเกิดการรู้ที่เป็นกลาง ๆ สามารถรู้ความเป็นไปทั้งกายและใจอย่างทั่วถึง จนเกิดการค่อย ๆ ขัดเกลากิเลสและละวางความยินดี - ยินร้ายอันเป็นไปในกายและความรู้สึกทางใจไปโดยลำดับ การฝึกสำรวมใจเพื่อขัดเกลากิเลสก็ต้องฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยการมีสติและสัมปชัญญะอันเป็นไปทั้งภายในและภายนอกที่ค่อย ๆ รู้ และรู้มากขึ้น จนค่อยๆละและละมากขึ้นไปโดยลำดับ ความก้าวหน้าในการปฏิบัติจึงต้องเริ่มจากการฝึกรู้สึกกายทั่วพร้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไปสู่การรู้ความรู้สึกทางใจทั่วพร้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือ ฝึกการเห็นกายไปสู่การเห็นใจอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือ เห็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในกายเพื่อเป็นฐานกำลังของสติเพื่อนำไปสู่การเห็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในภายในใจอย่างค่อยเป็นค่อยไป สบาย ๆ เป็นธรรมชาติ อันจะนำไปสู่กระบวนการขัดเกลากิเลส ที่ค่อย ๆ ละและห่างไกลจากกิเลสไปโดยลำดับ ปัญหาในการฝึกปฏิบัติ ก็คือ นักปฏิบัติโดยมากมักจะสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง คือ เห็นกายก็มักจะจดจ่อตั้งใจจนเกร็งทื่อ เป็นหุ่นยนต์ เห็นใจก็มักเฝ้าดูแบบประชั้นชิดจนลืมความรู้สึกตัวทางกาย เรียกว่าสติมักจะจดจ่อจนไหลไปรู้กายมากไป จนไม่รู้ใจ หรือไหลไปรู้ใจมากไป จนไม่รู้กาย ฉะนั้น นักปฏิบัติพึงฝึกปฏิบัติโดยเริ่มจากการรู้กายไปสู่การรู้ใจ เพราะความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในกายอย่างทั่วพร้อมจะเป็นเครื่องอาศัยหรือฐานแก่สติให้มีกำลังไปรู้อาการทางใจ อารมณ์หรือกิเลสที่ปรุงแต่งจิต หรือจิตตสังขารได้มากขึ้น ละเอียดขึ้น อย่างค่อยเป็นค่อยไป จนเกิดการกระบวนการขัดเกลากิเลสเพื่อความเบื่อหน่าย ความจางคลาย ความคลายออก การสลัดคืน และวิมุตติความหลุดพ้นไปโดยลำดับ
ในการศึกษาเพื่อให้เข้าใจถึงกระบวนการขัดเกลากิเลสนั้น นักปฏิบัติพึงศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเจริญสมาธิซึ่งมีความต่างกัน ๒ ประการ คือโลกียสมาธิหรือโลกียฌาน และโลกุตตรสมาธิหรือโลกุตตรฌาน ความต่างกันของการปฏิบัติ มีนัยพอจะแสดงได้ดังนี้ โลกียสมาธิหรือโลกียฌาน กระแสจิตของความสงบนิ่งและกระแสวิญญาณของการรับรู้อารมณ์ทางอายตนะ จะขนานกันไปแบบแนบแน่น คือ สมาธิและสติแนบแน่นกัน เพราะเหตุสติไหลไปแช่นิ่งอยู่กับความสงบนิ่งของจิตอย่างแนบแน่น ทำให้กระแสจิตยังอยู่ภายใต้การครอบงำของวัฏฏแห่งวิญญาณทั้ง ๖ หรือวิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจที่ไปเสวยอารมณ์ที่มากระทบสัมผัสอย่างเหนียวแน่น ส่วนโลกุตตรสมาธิหรือโลกุตตรฌานนั้น กระแสจิตของความสงบนิ่ง และกระแสวิญญาณของการรับรู้อารมณ์ทางอายตนะ จะขนานกันไปแบบถอยห่างกัน และถอยห่างกันมากขึ้น จนกระแสจิตเริ่มอยู่เหนือความครอบงำของวัฏฏแห่งวิญญาณทั้ง ๖ คือ อยู่เหนืออารมณ์หรือสมมติบัญญัติที่มากระทบสัมผัสผ่านอายตะทั้ง ๖ นั้น ความต่างกันในการเจริญสมาธิทั้ง ๒ แบบนี้ จึงเป็นอุธาหรณ์แก่นักปฏิบัติว่า การที่จะหลีกหนีให้พ้นไปจากการครอบงำของวิญญาณทั้ง ๖ ได้นั้น นักปฏิบัติพึงหมั่นฝึกเจริญสติให้รู้อยู่ที่การรู้เป็นกลางๆ และมีกำลังที่จะรู้อยู่ที่การรู้ที่เป็นกลาง ๆ นั้นได้นานขึ้น ๆ จนเป็นความตั้งมั่นอยู่กับการรู้ที่เป็นกลาง ๆ นั้น เรียกว่าเป็นการเจริญสมาธิอยู่ที่การรู้ที่เป็นกลางหรือใจผู้รู้อันเป็นหนทางเบื้องต้นของวิปัสสนาเพื่อดำเนินไปสู่โลกุตตรสมาธิ แค่การเจริญสมาธิของนักปฏิบัติหลาย ๆ ท่านนั้น โดยมากจะเจริญสมาธิอยู่กับสิ่งที่ถูกรู้หรือองค์บริกรรมต่าง ๆ อาทิ ลมหายใจ ท้องพอง - ยุบ หรือพุทโธ ซึ่งถือว่าเป็นเบื้องต้นของการฝึกเจริญสมาธิโดยการกำหนดรู้อยู่กับองค์บริกรรม เมื่อนักปฏิบัติชำนาญในการเจริญสมาธิอยู่กับสิ่งที่ถูกรู้หรือองค์บริกรรมแล้ว นักปฏิบัติพึงฝึกพัฒนาการเจริญสมาธิของตนเองต่อไปด้วยการปรับการเจริญสติให้ได้ส่วนกับสมาธิ คือมีทั้งความสงบนิ่งและความตื่นรู้อยู่ภายในควบคู่กันไป โดยเปลี่ยนการกำหนดรู้อยู่กับองค์บริกรรมหรือสิ่งที่ถูกรู้ ให้สติมารู้อยู่ที่ใจผู้รู้หรือภาวะรู้ที่รู้เป็นกลาง ๆ หรือรู้อยู่ที่การรู้ที่เป็นกลาง ๆ หรือรู้สักแต่ว่ารู้ด้วยความเป็นกลาง ๆ ด้วยอาการของการค่อย ๆ วางไปโดยลำดับ จนเกิดความตั้งมั่นในการรู้ที่เป็นกลาง ๆ หรือรู้อยู่ที่ใจผู้รู้นั้น ใหม่ ๆ เวลาปรับการเจริญสมาธิจากการกำหนดรู้สิ่งที่ถูกรู้มาสู่การเจริญสมาธิกำหนดรู้อยู่ที่การรู้ที่เป็นกลาง ๆ หรือใจผู้รู้นี้ นักปฏิบัติจะรู้สึกเหมือนด้นหน้าด้นหลัง คือ บางครั้งก็ไปรู้อยู่ที่สิ่งที่ถูกรู้บ้าง บางครั้งก็กลับมารู้อยู่ที่ใจผู้รู้หรือการรู้ที่เป็นกลาง ๆ บ้าง แต่เมื่อฝึกไปสักระยะหนึ่ง นักปฏิบัติจะเริ่มเห็นความก้าวหน้าคือ มีความสงบและมีความตื่นอยู่ภายใน หรืออีกนัยหนึ่ง ในความสงบนั้นยังมีภาวะสติตื่นรู้อยู่ภายใน สติจะเห็นอาการด้นหน้าด้นหลังไปมาระหว่างการรู้อยู่กับสิ่งที่ถูกรู้และการรู้อยู่กับการรู้ที่เป็นกลาง ๆ หรือเห็นอาการปรุงแต่งที่คอยแกว่งไปมาระหว่างการรู้อยู่กับสิ่งที่ถูกรู้บ้าง แล้วบางครั้งก็มารู้ชัดอยู่ที่การรู้ที่เป็นกลาง ๆ บ้าง อุบายในการค่อย ๆ ปล่อยวางจากสิ่งที่ถูกรู้มาสู่การรู้ที่เป็นกลาง ๆ หรือใจผู้รู้นั้น นักปฏิบัติพึงใช้อุบายทำในใจว่าสิ่งที่ถูกรู้นั้นล้วนแต่เป็นอาการทางใจซึ่งควรค่อย ๆ ละวางไปตามลำดับ อุบายในการละวางอาการทางใจนั้น นักปฏิบัติพึงสำเหนียกในใจว่าสิ่งที่ถูกรู้ทั้งหลายนั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา และการปล่อยวางสิ่งที่ถูกรู้อันเป็นอาการทางใจนั้น นักปฏิบัติก็ไม่ต้องไปพยายามหรือตั้งใจเพิกถอนอาการทางใจแต่อย่างใด เพราะความพยายามหรือตั้งใจนั้น กลับจะยิ่งเพิ่มอัตตาอันเป็นอาการทางใจซ้อนขึ้นไปอีก ข้อแนะนำคือ นักปฏิบัติเพียงมีสติอยู่กับปัจจุบันรู้อยู่กับสิ่งที่ถูกรู้อันเป็นอาการทางใจบ้าง พร้อม ๆกับรู้อยู่ที่ใจผู้รู้หรือการรู้ที่เป็นกลาง ๆ บ้าง เมื่อมีสติอยู่กับปัจจุบันรู้ภาวะความเป็นไปทั้งสองด้านดังกล่าว นักปฏิบัติจะเริ่มค่อย ๆ ปล่อยวางสิ่งที่ถูกรู้อันเป็นอาการทางใจไปโดยลำดับเอง และพร้อมกันนั้นจะค่อย ๆ รู้ชัดอยู่ที่การรู้ที่เป็นกลาง ๆ มากขึ้น จนสามารถปล่อยวางสิ่งที่ถูกรู้อันเป็นอาการทางใจได้นานขึ้น ๆ และเริ่มตั้งมั่นอยู่ที่การรู้ที่เป็นกลาง ๆ ชัดขึ้น นานขึ้น จนสามารถระงับจิตตสังขารที่แกว่งไปมาหรือไหลไปรับรู้ยึดอยู่กับอาการทางใจนั้นได้ในที่สุด สมาธิ คือ ความตั้งมั่นในการรู้อยู่ที่ใจผู้รู้หรือการรู้ที่เป็นกลางๆ ซึ่งเป็นโลกุตตรสมาธินี้ จึงต่างกับสมาธิ คือ ความตั้งมั่นในการรู้อยู่กับสิ่งที่ถูกรู้อันเป็นอาการทางใจ ซึ่งเป็นโลกียสมาธิ การที่เป็นโลกุตตรสมาธิก็ด้วยเหตุที่สติจะเป็นตัวขัดเกลากิเลสคือความทะยานอยากและความยึดมั่นถือมั่นในอาการทางใจทั้งหลายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไปโดยลำดับ และกระบวนการขัดเกลากิเลสนั้น สติจะค่อย ๆขัดเกลาไป ค่อย ๆละวาง ปล่อยวาง และสลัดคืน ไปโดยลำดับ พร้อม ๆ กับการเกิดขึ้นของปัญญาหรือความแจ่มแจ้งมากขึ้น ๆ เสมือนหนึ่งใจผู้รู้ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น และค่อย ๆเห็นความเป็นไปทั้งหลายโดยรอบอย่างทั่วถึงมากขึ้น พร้อม ๆ กับการถอยห่างจากกิเลสหรืออาการทางใจนั้น หรือ อีกนัยหนึ่ง เหมือนกับว่ากิเลส ที่เกาะกินจิตใจมานาน ค่อย ๆ ถอยห่างออกไป ๆ ห่างออกไปมากขึ้นจนเหมือนอยู่กันคนละซีกโลก ดังที่ทรงตรัสไว้ว่า พระอรหันต์คือผู้ที่ห่างไกลจากกิเลส กล่าวคือ ท่านรู้ทั่วถึงกองกิเลส กองสังขาร และท่านอยู่ห่างไกลจากกิเลส การกระทำของพระอรหันต์จึงเป็นกิริยา เพราะท่านไม่ใช้กิเลสในการกระทำใด ๆ ทั้งกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรม
อุบายภาคปฏิบัติในการฝึกละวางสิ่งที่ถูกรู้ซึ่งล้วนแต่เป็นอาการทางใจมาสู่การรู้ที่ใจผู้รู้นั้น ให้นักปฏิบัติสังเกตว่า ในภาวะความสงบอันเนื่องด้วยสิ่งที่ถูกรู้ซึ่งเป็นอาการทางใจนั้น จะมีภาวะของความสักแต่ว่ารู้หรือการรู้ที่เป็นกลาง ๆ ในท่ามกลางของอาการทางใจหรือจิตตสังขารที่ยังปรุงแต่งและแกว่งไปมานั้น นักปฏิบัติอาจจะใช้อุบายช้อนความรู้สึกเข้าไปสู่ภายในตรงที่สักแต่ว่ารู้หรือรู้เป็นกลางๆ หรืออาจจะใช้วิธีถอยความรู้สึกที่เป็นสำนึกรู้นี้ไปทางด้านหลังสักพัก พอให้ความรู้สึกคลายตัวจากการเพ่งหรือกำหนดแบบตั้งใจหรือตึงเกินไป โดยการดึงสำนึกรู้ไปด้านหลังตรงที่รู้สึกคลายตัวนั้น หรืออาการตึงตรงหน้าผากหายไป โดยถอยสำนึกรู้ไปข้างหลังชั่วครู่สักนาทีสองนาทีพอรู้สึกผ่อนคลายหรือคลายตัว เพื่อเป็นอุบายในการเปลี่ยนทิศทางการพุ่งของกระแสจิตที่มักพุ่งไปข้างหน้า เหตุเพราะเรามักจะติดอยู่กับการคิดที่พุ่งไปข้างหน้า ให้เปลี่ยนทิศทางการพุ่งไปสู่ด้านหลังบ้าง วิธีนี้ก็จะสามารถดึงสติที่ไปแนบแน่นอยู่กับสิ่งที่ถูกรู้ให้กลับมารู้อยู่ที่การรู้ที่เป็นกลางๆหรือใจผู้รู้ได้โดยไม่ยากนัก เมื่อเกิดภาวะรู้ที่เป็นกลางๆในท่ามกลางของอาการทางใจทั้งหลายซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ของใจแล้ว ต่อจากนั้น นักปฏิบัติก็เพียงรู้อยู่ที่การรู้ที่เป็นเป็นกลาง ๆ นี้ ต่อไป จนเกิดสมาธิอันเป็นความตั้งมั่นในการรู้ที่ เป็นกลาง ๆ นี้ โดยลำดับ แต่ในช่วงแรก อาจจะรู้อยู่ที่การรู้ที่เป็นกลาง ๆ นี้ได้นานบ้าง ไม่ได้นานบ้าง ก็ไม่เป็นไร คือ บางครั้งสติก็ยังด้นหน้าด้นหลังไหลไปเสวยอาการทางใจหรือสิ่งที่ถูกรู้บ้าง แล้วก็มารู้อยู่ที่การรู้ที่เป็นกลาง ๆ บ้าง จนในที่สุดสติจะเริ่มมีกำลังและสามารถรู้อยู่ที่การรู้ที่เป็นกลาง ๆ ได้นานขึ้น ๆ จนสติเกิดความตั้งมั่นคือมีสมาธิหรือความตั้งมั่นอันเป็นไปในสติที่รู้เป็นกลาง ๆ นั้น อันนี้ เป็นอุบายในการเจริญสติและสมาธิควบคู่กันไป อันเป็นโลกุตตรสมาธิ ผลก็คือ มีความสงบตั้งมั่นและมีความตื่นรู้อยู่ภายใน เพราะเหตุว่ากิเลสได้ถูกขัดเกลาไปโดยลำดับจนระงับไปในที่สุด และเป็นความสงบระงับด้วยปัญญาคือเห็นกระบวนการขัดเกลากิเลสไปจนถึงเห็นความเบื่อหน่าย (นิพพิทา) ความจางคลายหรือความออก (วิราคะ) จนถึงความสลัดคืน และความหลุดพ้น (วิมุตติ) ไปโดยลำดับ ส่วนโลกียสมาธิซึ่งสติแนบแน่นอยู่กับความสงบ เสมือนหนึ่งแช่นิ่งอยู่ในความสงบโดยสติจะค่อย ๆ ถอยกำลังและหลับไหลลงสู่ภวังค์ หรือแม้นไม่หลับไหลลงสู่ภวังค์ ก็มีแต่ความสงบนิ่ง ได้แต่สกัดอารมณ์หรือสะกดอาการทางใจให้สงบระงับไปได้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่สามารถขัดเกลากิเลส ชำระล้าง หรือสาดเทกิเลส อารมณ์ หรืออาการทางใจออกไปจากใจได้โดยสิ้นเชิง เพราะสติแนบแน่นแช่อยู่ในความสงบนิ่ง ทำให้มีแต่ความสงบนี่ง นิ่งแน่วแน่ โดยขาดความตื่นรู้อยู่ภายในซึ่งจะทำให้เกิดการรู้ที่เป็นกลาง ๆ ให้ดำเนินไปสู่การละวางอันเป็นไปเพื่อปัญญาความแจ่มแจ้งและความหลุดพ้นต่อไปได้ ทำให้สติไม่สามารถขัดเกลากิเลสอันเนื่องด้วยอาการทางใจทั้งหลายออกไปได้ตามลำดับโดยสิ้นเชิง ปัญญาก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะเหตุขาดความตื่นรู้หรือสติที่เป็นตัวรู้ ตัวเห็นและตัวน้อมนำปัญญาเข้ามาสู่ใจ โลกียสมาธิอันเกิดจากความตั้งมั่นในสิ่งที่ถูกรู้จึงมีอาการเหมือนข่ม หรือ สะกดอาการทางใจหรือจิตตสังขารให้สงบระงับไปได้ชั่วขณะ พอเผลอสติหรือกำลังสมถะถดถอย อาการทางใจก็พร้อมที่จะแกว่งไปมาหรือพลุ่งพล่านไปได้ทุกขณะ ความสงบระงับของจิตตสังขารด้วยอำนาจของสมถะหรือโลกียสมาธิจึงไม่เป็นไปเพื่อปัญญา ความเบื่อหน่าย ความจางคลาย ความคลายออก ความสลัดคืน หรือความแจ่มแจ้งแต่อย่างใด จึงเป็นความต่างกันของโลกุตตรสมาธิ อันเป็นความสงบที่มีความตื่นอยู่ภายใน เป็นสมาธิ ความสงบ หรือความตั้งมั่นในการมีสติรู้อยู่ที่การู้เป็นกลาง ๆ อันนำไปสู่กระบวนการขัดเกลากิเลส เกิดเป็นปัญญา ความแจ่มแจังและวิมุตติความหลุดพ้นไปโดยลำดับดังกล่าว
|
|
|
|
|