Online ทั้งหมด : 6 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์



Untitled Document
การบ้านภาวนาหลวงพ่อวิโมกข์
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒๔
ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๒๕
ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๒๖
ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๒๗
ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๒๘
ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๒๙
ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๓๐
ครั้งที่ ๘ ครั้งที่ ๓๑
ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๓๒
ครั้งที่ ๑๐ ครั้งที่ ๓๓
ครั้งที่ ๑๑ ครั้งที่ ๓๔
ครั้งที่ ๑๒ ครั้งที่ ๓๕
ครั้งที่ ๑๓ ครั้งที่ ๓๖
ครั้งที่ ๑๔ ครั้งที่ ๓๗
ครั้งที่ ๑๕ ครั้งที่ ๓๘
ครั้งที่ ๑๖ ครั้งที่ ๓๙
ครั้งที่ ๑๗ ครั้งที่ ๔๐
ครั้งที่ ๑๘ ครั้งที่ ๔๑
ครั้งที่ ๑๙ ครั้งที่ ๔๒
ครั้งที่ ๒๐ ครั้งที่ ๔๓
ครั้งที่ ๒๑ ครั้งที่ ๔๔
ครั้งที่ ๒๒ ครั้งที่ ๔๕
ครั้งที่ ๒๓

การบ้านภาวนารวบรวมโดยคุณ ทะเลใจ


การบ้านภาวนา ครั้งที่ ๓๑
หลวงพ่อวิโมกข์ (wimoak@yahoo.com)

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF การบ้านภาวนาครั้งที่ ๓๑


การบ้านภาวนาครั้งที่ ๓๑
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทด้วยการสำรวมใจ เพื่อให้มองเห็นโลกตามความเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ)


     การภาวนาสำคัญอยู่ที่การตั้งจิตเป็นสำคัญ บางท่านเจริญวิปัสสนา กลายเป็นสมถะก็มี บางท่านเจริญวิปัสสนาเป็นวิปัสสนาก็มี ดังที่พระอานนท์ทรงทูลถามกับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สมถะเกิดก่อน หรือวิปัสสนาเกิดก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบพระอานนท์ว่า “ดูกร อานนท์ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐานเกิดก่อนก็มี หรือเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานเกิดก่อนก็มี หรือสมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานเกิดเจือกันหรือเกิดพร้อมกันก็มี”

     ความแตกต่างระหว่างของสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน นั้น สังเกตได้ว่า ถ้าเป็นการรู้ตามความเป็นจริงโดยที่เราไม่ไปจัดแจงหรือปรุงแต่งจึงเป็นวิปัสสนา แต่ถ้ารู้ไปตามที่เราต้องการหรือปรุงแต่งก็จะเป็นสมถะ อาการของการรู้ของสมถะและวิปัสสนาก็จะแตกต่างกันไป คือ อาการของการรู้ที่ไหลออกไปยึดติดกับสิ่งที่ถูกรู้อันเป็นการไปจัดการ จดจ่อ ทำหรือปรุงแต่งให้เป็นไปตามที่เราต้องการจะเป็นสมถะ ส่วนอาการของการรู้อยู่ที่การรู้เป็นกลาง ๆ รู้อยู่ที่ใจผู้รู้ รู้ที่เป็นไปเอง รู้ด้วยอาการปล่อยวาง หรือรู้ที่เป็นปัจจุบัน โดยไม่ได้ไปจัดการ จดจ่อ ทำหรือปรุงแต่งให้เป็นไปตามที่เราต้องการ จึงจะเป็นวิปัสสนา อันนำไปสู่การเห็นโลกตามความเป็นจริง

     การเห็นโลกตามความเป็นจริง หรือ ยถาภูตญาณทัสสนะ คือ การเห็นธรรมชาติของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปของสิ่งทั้งปวง เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวตนในสิ่งทั้งปวง และเห็นธรรมที่อาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งแล้วเกิดขึ้น การเห็นโลกตามความเป็นจริงจะทำให้เกิดการทวนกระแสเข้าไปสู่ใจ เพราะอาการของจิตปุถุชนทั่วไปจะไหลไปตามกระแสโลก คือ ใจพลิกไปเป็นจิตไปเสวยอารมณ์หรือสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบทางอายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้นและกาย แต่อาการของการทวนกระแสนั้น จิตจะพลิกกลับไปเป็นใจ คือ ไปรับรู้อยู่ที่การรู้ที่ใจ การรับรู้อยู่ที่ใจโดยมีสติเชื่อมต่อกับการกระทบสัมผัส และการเรียนรู้โลกภายนอก สติจะเห็นความเป็นไปและการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกทั้งหลาย ไปพร้อม ๆ กับเห็นความเป็นไปและการเปลี่ยนแปลงของโลกภายในคือจิตใจ ซึ่งได้แสดงสภาวะสังขารธรรมให้เห็นถึงการพลิกไปพลิกมาระหว่างจิตและใจตราบที่ยังไม่หมดสิ้นซึ่งอนุสัยกิเลส

     การสำรวมใจเพื่อให้เห็นโลกตามความเป็นจริง หรือ ยถาภูตญาณทัสสนะ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทวนกระแสกิเลส ในภาคของการฝึกปฏิบัติทวนกระแสด้วยการสำรวมใจเพื่อให้เห็นโลกตามความเป็นจริงนั้น อุบายในการฝึกสำหรับผู้เริ่มฝึกปฏิบัติใหม่ คือ ให้ฝึกรู้การสัมผัสของสิ่งทั้งหลายผ่านอายตนะทั้ง ๖ แบบเป็นองค์รวม อีกนัยหนึ่งด้วยการฝึกรู้คร่าว ๆ ทั่ว ๆ แบบไม่จำเพาะเจาะจง การฝึกรับรู้โลกภายนอกแบบองค์รวมนี้จะทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถฝึกหัดยกจิตอยู่เหนืออายตนะหรืออยู่เหนือสมมติบัญญัติทั้งหลายอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้ผู้ปฏิบัติจะสามารถยกจิตอยู่เหนืออายตนะหรือสมมติบัญญัติได้เองโดยไม่ต้องคิดหรือพยายามจะยกแต่อย่างใด เพราะการเห็นทุกอย่างเป็นองค์รวมจะทำให้เกิดการเรียนรู้เพื่อศึกษาโลกภายนอกโดยไม่เผลอจิตให้ไหลไปกับเนื้อหาสาระของโลกภายนอกอันเป็นสมมติบัญญัติ เมื่อจิตไม่ไหลไปกับเนื้อหาสาระของโลกภายนอก ผู้ปฏิบัติจะพบว่า สติจะค่อย ๆ พัฒนาไป เห็นสภาวะธรรมของการเปลี่ยนแปลงที่ซ่อนตัวอยู่ในเนื้อหาสาระนี้ แต่เพราะความเผลอสติหรือขาดการสำรวมใจ จึงเป็นเหตุให้จิตมักจะเผลอไปแปลค่าหรือตีค่าการเปลี่ยนแปลงในขณะหนึ่ง ๆ ให้เป็นเนื้อหาสาระต่าง ๆ นานา จนสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเรา ของเรา

     กระบวนการในการฝึกเพื่อให้เข้าถึงการเห็นโลกตามความเป็นจริง หรือเกิดยถาภูตญาณทัสสนะ พึงศึกษาและฝึกปฏิบัติไปตามลำดับดังนี้ คือ

     ๑. การฝึกมีสติรู้กายเป็นกายคตาสติ รู้ทั้งอิริยาบถ และสัมปชัญญะ หรือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในอิริยาบถนั้น หากเรามาพิจารณาเกี่ยวกับการฝึกเจริญสติบนฐานกายอันเป็นกายคตาสติซึ่งถือว่าเป็นฐานใหญ่ที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นฐานที่สำคัญเบื้องต้นในการพัฒนาสติให้มีความละเอียดและมีพละกำลัง อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในการทวนกระแสด้วยสติสัมปชัญญะอันเป็นไปในภายใน เพื่อให้มีสติรอบในและสัมปชัญญะรอบในไปลูบหัว แตะหัวกิเลส และเครื่องร้อยรัด รวมทั้งสิ่งคาใจเล็กๆน้อยๆทั้งหลายที่ยังแบกเอาไว้ อันเนื่องมาจากจิตตสังขารที่ยังปรุงแต่งอยู่ด้วยอำนาจของอนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ การเจริญกายคตาสติเริ่มจากการฝึกให้มีสติและสัมปชัญญะอันเป็นไปในภายนอก จนผู้ปฏิบัติเริ่มรู้สึกถึงความปลอดโปร่ง หรือโปร่งเบาภายในจิตใจ อันเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงสัมปชัญญะหรือความรู้สึกอันเป็นไปในภายในที่เริ่มพัฒนาไปสู่สัมปชัญญะอันเป็นไปในภายในอย่างทั่วพร้อม จนเกิดความรู้สึกตัวทั่วถึงอันเป็นไปทั้งภายในและภายนอกโดยปราศจากการยึดติดกับร่างกายมาขวางกั้นและแบ่งแยกความรู้สึกนั้น เสมือนหนึ่งกายไม่มี มีแต่สัมปชัญญะหรือความรู้สึกล้วน ๆ ที่รู้สึกไปทั่วถึงทั่วทั้งภายนอกและภายใน เมื่อมีสัมปชัญญะอันเป็นไปทั้งภายในและภายนอก ด้วยการเจริญสติรู้ความรู้สึกหรือสัมปชัญญะอันเป็นไปทั้งภายในและภายนอกอย่างทั่วถึงนั้น ปัญญาก็จะเริ่มเกิดขึ้นและพัฒนาไปเป็นความแจ่มแจ้งโดยลำดับ เพราะเหตุมีการทวนกระแสและเกิดกระบวนการขัดเกลากิเลสด้วยการมีสติรู้ความรู้สึกหรือสัมปชัญญะอันเป็นไปทั้งภายในและภายนอกอย่างทั่วถึง ข้อที่จะชี้ให้เห็นถึงการทวนกระแสและกระบวนการขัดเกลากิเลสนั้น จะสังเกตได้จากการมีสติค่อย ๆ เห็นอาการและความเป็นไปของกิเลสเครื่องร้อยรัดปรุงแต่งจิตหรือจิตตสังขารอย่างค่อยเป็นค่อยไป อันนำไปสู่ความเบื่อหน่าย (นิพพิทา) ความคลายออกหรือจางคลาย (วิราคะ) และวิมุตติความหลุดพ้นไปโดยลำดับ
     ๒. การฝึกมีสติรู้การมอง ปกติทั่วไป เวลามีการมองรูปใด ๆ คนเรามักจะมองรูปที่มากระทบ แต่จะเผลอสติขาดการรู้การมองรูปนั้น กล่าวคือ มองรูป แต่ไม่รู้การมองรูป ทำให้เผลอสติและใจพลิกไปเป็นจิตไหลไปเสวยอารมณ์อันเนื่องด้วยรูปที่มากระทบนั้น การฝึกรู้การมองไปพร้อม ๆ กับการมองรูปนับว่าเป็นอุบายที่ดีมากเพื่อฝึกเจริญสติให้เรียนรู้โลกภายนอกผ่านการมองโดยจิตไม่ไหลไปยึดกับรูปที่มากระทบ อีกนัยหนึ่ง มีจิตอยู่เหนือสาระหรือสมมติบัญญัติอันเนื่องด้วยการมองนั้น เพราะเหตุคนเราต้องเปิดตาหรือลืมตาอยู่ตลอดเวลาเกือบทั้งวัน การพูดก็ลืมตาพูด การคิดก็ลืมตาคิด การสั่งงานก็ต้องลืมตาสั่งงาน การเก็บเงินเก็บทองก็ลืมตาเก็บเงินเก็บทอง ในเมื่อคนเรามีปกติลืมตาเกือบตลอดทั้งวันในอิริยาบถต่าง ๆ การฝึกรู้การมองจะเป็นการฝึกพัฒนาสติให้มีความละเอียดอ่อนจนสามารถมองเห็นความเป็นไปและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นานา ของรูปภายนอกที่มากระทบ หากผู้ปฏิบัติเพียงแค่ฝึกให้มีสติรู้การมองไปพร้อม ๆ กับการมองรูปที่มากระทบทางตา จะพบว่า สติจะพัฒนาไปเป็นภาวะรู้ที่แยกส่วนจากการมองนั้น ทำให้สติพัฒนาไปเป็นภาวะรู้ที่มีความละเอียด แยกส่วนจากการมองและสามารถรู้การมองรูปไปพร้อม ๆ กับการมองเห็นรูปนั้น
     ๓. การฝึกมีสติรู้การได้ยิน ปกติคนทั่วไป จะไม่ค่อยได้สังเกตฟังเสียงต่าง ๆ รอบ ๆ ข้าง ซึ่งมีหลากหลาย ตั้งแต่เสียงนก เสียงใบไม้ไหว เสียงลม เสียงอากาศ เสียงแห่งความว่าง อันแวดล้อมด้วยความสดชื่น เบิกบาน แจ่มใสของธรรมชาติรอบข้าง อุบายในการฝึกให้มีสติรู้การได้ยิน จึงเป็นการถ่วงดุลการมอง ซึ่งปุถุชนทั่วไป มักจะเผลอสติไหลไปกับการมองมากที่สุด คือ มองอะไร ก็มักชอบมองจดจ่อ พอมองจดจ่อหรือจ้องนาน ๆ ก็จะเริ่มเกิดการปรุงแต่งเป็นอารมณ์ต่าง ๆ ตามมา เช่น เห็นเพศตรงข้าม ถ้ามองแบบกว้าง ๆ ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อการมอง ปรุงแต่งเป็นความรักความใคร่ แต่ถ้ามองแบบจดจ่อหรือจ้องมอง จะพบว่าสติจะค่อย ๆ ถอยกำลัง และจิตไหลไปเสวยอารมณ์ความรักความใคร่โดยไม่รู้ตัว ฉะนั้น อุบายในการเจริญสติกับการได้ยินพร้อม ๆ กับการมอง จึงเป็นเหมือนเครื่องถ่วงดุล ไม่ให้เผลอสติ ปล่อยจิตให้ไหลไปกับอารมณ์หรือรูปที่มากระทบทางตา เรียกอีกนัยหนึ่ง ก็คือ ฝึกทั้งตาดู หูฟัง กายรู้สึก ไปพร้อม ๆ กัน ผู้ปฏิบัติจะพบว่า สติจะมีการพัฒนาการทั้งความละเอียดและมีพละกำลังไปพร้อม ๆ กัน เรียกได้ว่า เป็นสติพละ และสตินทรีย์

     การฝึกเจริญสติให้มีความละเอียดและมีพละกำลังอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการฝึกตาดู หูฟัง กายรู้สึก ด้วยความมีสติและสัมปชัญญะ นั้น ให้ผู้ปฏิบัติเริ่มฝึกจากฐานกาย คือ การฝึกให้มีสติรู้กายเป็นกายคตาสติอยู่เนือง ๆ เป็นบาทฐาน จากนั้น ผู้ปฏิบัติพึงค่อย ๆฝึกเพิ่มความละเอียดในการเจริญสติด้วยการมีสติรู้การมอง และมีสติรู้การได้ยินไปโดยลำดับ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติเริ่มสัมผัสถึงความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไปสบาย ๆ เป็นธรรมชาติ และมีสติรู้ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนั้น ไปจนถึงเกิดเป็นความรู้สึกทั่วถึงอันเป็นไปทั้งภายในและภายนอกอันเป็นฐานให้เกิดการพัฒนาสติรอบในและสติรอบนอกไปพร้อมๆกับสัมปชัญญะอันเป็นไปทั้งภายในและภายนอกนั้น ซึ่งจะเป็นกำลังนำพาผู้ปฏิบัติไปสู่การทวนกระแสและกระบวนการขัดเกลากิเลสจนสามารถเพิกถอนอัตตา และเป็นผู้ห่างไกลจากกิเลสแบบค่อย ๆ ห่าง และถอยห่างไป ๆ จนเหมือนกับว่าเราและกิเลสยืนอยู่กันคนละขั้วโลก ดังที่ท่านทั้งหลายจะเคยได้ยินคำแปล “พระอรหันต์” ว่าเป็นผู้ห่างไกลจากกิเลส

     การฝึกเจริญสติ ตาดู หูฟัง กายรู้สึก อันเป็นสติสัมปชัญญะอันเป็นไปในภายนอก จะเกิดเป็นความปลอดโปร่งหรือความโปร่งเบาอันเป็นความรู้สึกหรือสัมปชัญญะภายใน เมื่อมีสติสัมปชัญญะอันเป็นไปทั้งภายในและภายนอก ความเป็นกลาง ๆ และความรู้สึกตัวทั่วพร้อมก็จะเป็นไปเองอย่างสบาย ๆ เป็นธรรมชาติ ทำให้สติมีความละเอียดมากขึ้นและพัฒนาไปสู่การเห็นความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นานา อันเป็นไปทั่วทั้งกายและใจ อย่างค่อยเป็นค่อยไป เกิดเป็นญาณทัสสนะที่แผ่กว้างขวางออกไปจนรู้ทั่วถึงโลกและธรรมชาติทั้งหลายตามความเป็นจริง ฉะนั้น จึงสามารถให้อุบายเป็นหลักปฏิบัติในการฝึกมองให้เห็นโลกตามความเป็นจริงว่า ให้สรุปรวมความอยู่ที่การมองเห็นโลกและธรรมชาติทั้งหลายโดยความเปลี่ยนแปลง หรืออีกนัยหนึ่ง การเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์และไม่มีตัวตน ก็สรุปอยู่ที่การเห็นการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นข้อสรุปอันเป็นหลักปฏิบัติที่ง่ายสำหรับนักปฏิบัติเพื่อน้อมเข้าไปสู่การฝึกปฏิบัติในชีวิตประจำวัน การฝึกเจริญสติให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกและธรรมทั้งหลาย หรือการเจริญสติตั้งอยู่บนการเห็นความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ อยู่เนือง ๆ ก็จะนำไปสู่การมองเห็นโลกตามความเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ) ได้ในที่สุด


[<< กลับไปหน้าแรก]