Vimokkha Dhamma
ผู้เข้าชมหน้านี้: 1 คน
|
แลกลิงค์
|
|
|
|
|
Untitled Document
การบ้านภาวนาครั้งที่ ๓๖
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทด้วยการสำรวมใจ มีสติอยู่ทุกเมื่อ ไม่ไหลและไม่จม
ปกติ คนเรามักจะทำอะไรโดยความพลั้งเผลอขาดสติ เพราะเหตุไม่รู้จักประคับประคองสติหรือเจริญสติ โดยปล่อยให้สติไหลออกไปตามอายตนะทั้ง ๖ หรือไม่ก็ปล่อยให้สติจมอยู่ในกาย จมอยู่ในเวทนาความรู้สึกและจมอยู่ในความคิดนึกปรุงแต่ง หากเพียงผู้ปฏิบัติหมั่นเจริญสติไม่ให้ไหลและไม่ให้จมด้วยอาการดังกล่าว ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ อันเป็นทางดำเนินเข้าสู่อริยมรรคและอริยผลไปโดยลำดับ
สติไหลไปตามอายตนะทั้ง ๖ คือไหลไปกับตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส ใจปรุงแต่งเป็นความคิดนึกต่าง ๆ นานา ทำให้คนเราใช้ศักยภาพของตนเองได้ไม่ถึง ๑๐ % เพราะเหตุสติไหลไปตามอายตนะทั้ง ๖ อาทิ ตาเห็นรูป พอมองดูรูปแล้วก็ไหลไปจดจ่อยินดียินร้ายในรูปที่เห็นจนขาดความรู้สึกตัว อายตนะอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน คือ สติไหลออกทางอายตนะที่เกิดการกระทบสัมผัส จนขาดความรู้สึกตัว อายตนะที่สติไหลออกมากที่สุดก็คือ ใจ ทำให้ใจเกิดการปรุงแต่งเป็นจิตนึกคิดฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา สติไหลออกทางใจ ก็คือ สติไหลลงสู่ภวังค์ไปคุ้ยเอาสัญญาทางใจต่าง ๆ นานา อาทิ ความโลภ ความทะยานอยาก ความกังวล ความเป็นปลื้ม ความลุ่มหลง ความโกรธแค้น ฯลฯ แล้วปรุงแต่งเป็นจิตที่พลุ่งพล่านจนคิดนึกฟุ้งซ่าน เผลอ หลุด คิดนึกไปเรื่อย ยั้งไม่หยุด จนควบคุมความคิดนึกไม่ได้ อายตนะที่มักเผลอสติไหลออกโดยไม่รู้ตัว รองลงมาก็คือ ตา กล่าวคือ ตาเห็นรูป สติก็มักเผลอไหลไปกับตาเห็นรูปจนขาดความรู้สึกตัวอยู่เสมอ ๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะเหตุคนเราจะเคยชินกับการมองอะไร แล้วชอบจ้อง จดจ่อ จนขาดความรู้เนื้อรู้ตัว เมื่อเทียบระหว่างตาเห็นรูป กับหูได้ยินเสียง จะสังเกตได้ว่า สติไหลไปกับตาเห็นรูป มากกว่าหูได้ยินเสียง เพราะคนเราเห็นอะไรก็มักชอบจ้องมอง จดจ่อ หรือไม่ก็มองไป ปรุงแต่งคิดนึกไปโดยขาดความรู้เนื้อรู้ตัว เมื่อขาดความรู้เนื้อรู้ตัว ในที่สุด ใจก็ลอย ลอยไปลอยมา ปรุงแต่งคิดนึกฟุ้งซ่านเรื่อยไป จนบางครั้งใครมาสะกิดก็ไม่รู้ตัว หรือใครมาเรียกก็ไม่ได้ยิน ส่วนการไหลของสติผ่านทางหู นั้น ดูจะไหลน้อยกว่าทางตา ฉะนั้น ในการฝึกเจริญสติ หากเพียงเริ่มฝึกจากการมีสติอยู่กับการมอง คือ ตาเห็นรูปก็อย่าไปจดจ่อหรือจ้องมองจนหูไม่ได้ยินหรือกายไม่รู้สึก แต่ให้ฝึกเจริญสติกับการมอง ด้วยการตาดู หูฟัง กายรู้สึก ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อค่อย ๆ พัฒนาให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม หากนักภาวนาหัดเจริญสติด้วยตาดู หูฟัง กายรู้สึกไปพร้อม ๆ กัน กล่าวคือไม่รับรู้ส่วนใดส่วนหนึ่งอย่างเดียวจนเผลอไม่รู้สึกถึงส่วนอื่น ๆ นักภาวนาก็จะเริ่มสัมผัสกับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมมากขึ้นโดยลำดับ เพราะเมื่อฝึกเจริญสติด้วยตาดู หูฟังและกายรู้สึกไปพร้อม ๆ กัน ก็จะเกิดสิ่งหนึ่งพัฒนาขึ้นมา คือ การสังเกต และ การสังเกต นี่เองคือกุญแจสำคัญในการฝึกพัฒนาสติให้สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
นักปฏิบัติหลาย ๆ ท่านเที่ยวเสียเวลาค้นหาสติบ้าง ค้นหาผู้รู้ ค้นหาใจผู้รู้บ้าง ปรากฏว่ายิ่งค้นหาก็ยิ่งห่างไกล ไม่สามารถพบได้ แต่เพียงนักปฏิบัติกลับมาเริ่มต้นใหม่ที่ตรงรู้สึกตัวทั่วพร้อม ผ่อนคลายสบาย ๆ และฝึกหัดสิ่งที่เรียกว่า การสังเกต นักปฏิบัติก็จะพบหนทางสว่างได้ด้วยตนเองอย่างมหัศจรรย์ การสังเกตนี้ เป็นเหมือนกับคำที่สามารถสื่อความหมายในการฝึกเจริญสติได้อย่างพอเหมาะพอดี นักปฏิบัติโดยส่วนมากมักจะฝึกเจริญสติด้วยการกำหนดบ้าง กำหนดรู้บ้าง หรือสักแต่ว่ารู้บ้าง หรือรู้เป็นกลาง ๆ บ้าง แต่คำอธิบายด้วยคำดังกล่าวเกี่ยวกับการฝึกเจริญสติหรือเจริญวิปัสสนากรรมฐาน นักปฏิบัติหลาย ๆ ท่านโดยมากจะไม่ค่อยเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่า จริง ๆ แล้ว การเจริญสติที่เรียกว่ากำหนด กำหนดรู้ หรือรู้เป็นกลาง ๆ นั้นมีอาการอย่างไร ทำให้นักปฏิบัติหลายท่าน เจริญสติแบบตึงไปบ้าง เพ่งไปบ้าง ตั้งใจมากไปบ้าง หรือไม่ก็หย่อนไปบ้าง โดยหาความพอเหมาะพอดีของคำว่า เจริญสติ ไม่เจอ อันเป็นเหตุทำให้เสียเวลาเนิ่นช้าในการปฏิบัติธรรมเป็นแรมปีหรือหลาย ๆ ปี หากแต่นักปฏิบัติมาศึกษาทำความเข้าใจกับคำว่าการเจริญสติด้วยการกำหนดบ้าง กำหนดรู้บ้าง หรือรู้เป็นกลาง ๆ บ้าง นักปฏิบัติจะพบว่าอาการของการเจริญสติด้วยการกำหนดบ้าง กำหนดรู้บ้าง หรือรู้เป็นกลาง ๆ บ้าง นั้น รวมความแล้วก็คือ กำหนดโดยอาการ การสังเกต เมื่อนักปฏิบัติลองฝึกปฏิบัติกำหนดสติด้วยอาการ การสังเกต อย่างค่อยเป็นค่อยไป จะรู้สึกถึงการที่สามารถเจริญสติได้อย่างต่อเนื่องแบบสบาย ๆ และเมื่อฝึกเจริญสติด้วยการสังเกตอย่างค่อยเป็นค่อยไป สติก็จะมีความละเอียดมากยิ่ง ๆ ขึ้นเอง โดยอัตโนมัติ
ความมหัศจรรย์ในการเจริญสติด้วยการสังเกต นักปฏิบัติจะพบความก้าวหน้าอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน หลังจากการเจริญสติด้วยการสังเกต ก็ให้นักปฏิบัติเจริญสติด้วยการ รู้ และ ปล่อยวาง กล่าวคือ สังเกต รู้ รู้ สังเกต แล้วตามด้วยการปล่อยวาง นี้เป็นอุบายธรรมอันเป็นหัวใจในการปฏิบัติตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนในที่สุดแห่งการปฏิบัติว่า อาตาปี สัมปชาโน สติมา คือ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ หรืออีกนัยหนึ่ง สังเกต รู้ รู้ - สังเกต และปล่อยวาง ด้วยอาการเช่นนี้ จะทำให้นักปฏิบัติสามารถเจริญสติสัมปชัญญะได้อย่างต่อเนื่อง เป็นความเพียรที่เป็นไปเอง คือ เมื่อเกิดความพอเหมาะพอดีในการเจริญสติ ก็จะเกิดความเพียรที่ทำให้เกิดการเจริญสติได้อย่างต่อเนื่องสบาย ๆ เป็นไปเอง โดยไม่ต้องเพียรพยายามอย่างหักโหมหรือคร่ำเคร่งแต่อย่างใด
การเจริญสติด้วยการ สังเกต - รู้ รู้ - สังเกต และปล่อยวาง จะทำให้นักปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะได้อย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การมีสติอยู่เหนือขันธ์ ๕ หรือรูป - นาม นี้ โดยปกติ สติสัมปชัญญะของคนเราจะจมอยู่ใน ๓ สิ่ง คือ ๑. จมอยู่ในกายและอิริยาบถ ๒. อยู่ในเวทนาความรู้สึก ๓. จมอยู่ในความนึกคิดปรุงแต่ง อันเป็นเหตุให้คนเราจมอยู่ในกองกิเลสอย่างไม่รู้ตัว และกลับกลายเป็นความเพลิดเพลินลุ่มหลงอยู่กับกองกิเลสนั้น นักภาวนาหลาย ๆ ท่าน โดยส่วนมาก จะจมอยู่กับ ๓ สิ่งนี้ โดยไม่รู้ตัว อาทิ พอเริ่มนั่งหลับตาก็กำหนดลมหายใจทันที กำหนดพองยุบทันที และอื่น ๆ ทำให้เผลอสติจมอยู่ในกายและอิริยาบถที่กำลังนั่งภาวนาอยู่โดยไม่รู้ตัว เมื่อจมอยู่ในกายและอิริยาบถ ก็ชื่อว่าจมไปหมด จมทั้งในเวทนาความรู้สึกและจมอยู่ในความนึกคิดปรุงแต่ง แต่บางท่านเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่เหนือกายและอิริยาบถ แต่ก็ยังเผลอจมอยู่ในเวทนาความรู้สึกและความนึกคิดปรุงแต่ง อาทิ จมอยู่ในปีติสุขและนิมิตต่าง ๆ โดยไม่รู้ตัว แต่บางท่านเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่เหนือกาย - อิริยาบถ และอยู่เหนือเวทนาความรู้สึก แต่ก็ยังเผลอสติจมอยู่ในความนึกคิดปรุงแต่งเป็นความลังเลสงสัยหรือความพุ่งพล่านอยู่ภายในจิต
การฝึกเจริญสติไม่ให้จมอยู่ในกายและอิริยาบถ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่นักภาวนาควรหมั่นฝึกเจริญสติด้วยการสังเกตกายและอิริยาบถอยู่เนือง ๆ เมื่อเริ่มต้นฝึกเจริญสติด้วยการสังเกตกายและอิริยาบถที่เคลื่อนไหวไปมา ต่อมานักภาวนาจะเริ่มสังเกตเห็นความรู้สึกอันเป็นไปในกายและอิริยาบถที่เคลื่อนไหวไปมานั้น สำหรับผู้ฝึกใหม่ ให้ฝึกสังเกตโดยการยกสติให้อยู่ช่วงบนเสมือนหนึ่งมองลงมาดูกายที่กำลังเคลื่อนไหวไปมา เสมือนหนึ่งมี sense หรือภาวะรู้ที่เห็นกายและอิริยาบถของกายที่เคลื่อนไหวไปมาโดยไม่ต้องเพ่งจ้องแต่อย่างใด ใหม่ ๆ อาจจะรู้สึกว่าต้องคอยนึกหรือคอยกำหนดยกสติให้อยู่เหนือกายเพื่อดูกายและอิริยาบถที่เคลื่อนไหวไปมา และอาจจะมีการเผลออยู่บ้าง การเผลอมักจะเกิดจากการพยายามตั้งใจเกินไป นักภาวนาต้องรู้จักปรับโดยการค่อย ๆ คลายการเจริญสติจนไม่เกิดการเพ่งจ้องหรือความตั้งใจในการยกสติ เพื่อดูกายและอิริยาบถอย่างจริงจังเกินไป คือ ดูแบบรู้บ้างไม่รู้บ้าง เห็นกายและอิริยาบถเหมือนรู้สึกลาง ๆ ในความรู้สึก และเกิดการรู้การขยับ การเคลื่อน การไหวของกายแบบคร่าว ๆ เป็นองค์รวม โดยไม่เน้นจดจ่อกับกายในส่วนหนึ่งส่วนใด บางครั้งรับรู้กายและอิริยาบถได้มากส่วนบ้าง น้อยส่วนบ้าง จนเกิดการรู้ทั่วพร้อมที่ค่อยเป็นค่อยไป อย่างเป็นไปเอง ข้อสำคัญในการฝึกปฏิบัติ คือต้องไม่มีความพยายามตั้งใจจนเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดการเกร็งตึง และจะกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นการปฏิบัติ หรือกลายเป็นการสร้างอัตตาขวางการปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว แต่หากรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป รู้บ้าง เผลอบ้าง แต่พอเผลอก็กลับรู้ขึ้นมาใหม่ จนเผลอน้อยลงไปเอง โดยไม่ต้องไปพยายามตั้งใจกำหนดจดจ่อแต่อย่างใด กล่าวคือ ให้มองดูกายและอิริยาบถของกายอย่างผ่อนคลายสบาย ๆ โดยใช้กระบวนการ สังเกต - รู้ รู้ - สังเกต สังเกต - รู้ รู้ - สังเกต และปล่อยวาง ไปอย่างต่อเนื่องแบบสบาย ๆ สติก็จะค่อย ๆ เห็นกายเคลื่อนไหวไปมา และค่อย ๆ สังเกตเห็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในกายและอิริยาบถที่เคลื่อนไหวไปมานั้น การสังเกตแบบผ่อนคลายสบาย ๆ รู้ทั่วพร้อมบ้าง รู้ไม่ทั่วพร้อมบ้าง แม้กระทั่งรู้ว่าเผลอบ้าง จะทำให้สติค่อย ๆ พัฒนามีความละเอียดและว่องไวยิ่งขึ้นเองไปโดยลำดับ ต่อไปนี้ นักภาวนาก็เพียงหมั่นฝึกการสังเกตกายและอิริยาบถที่เคลื่อนไหวไปมา จนค่อย ๆ เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมมากขึ้น ๆ โดยเป็นไปเองอย่างสบาย ๆ และเกิดความเป็นกลาง ๆ ของใจ อันจะนำไปสู่การรับรู้ถึงความรู้สึกของลมหายใจเข้า ออกเป็นช่วง ๆ เป็นลมหายใจที่สม่ำเสมอ แผ่วเบาและประณีตมากขึ้นตามลำดับ โดยสามารถรับรู้ได้ไปพร้อม ๆ กับการรับรู้ความรู้สึกของอิริยาบถที่กำลังเคลื่อนไหวไปมานั้น ทั้งนี้ อย่าเผลอไปตั้งใจดูลมหายใจ อย่างเดียว แต่ยังคงดูกายและอิริยาบถของกายเป็นองค์รวมแบบคร่าว ๆ อันจะนำไปสู่การสังเกตรับรู้ทั่วถึงกายที่กำลังเคลื่อนไหวไปมาพร้อม ๆ กับการสังเกตรับรู้ทั่วถึงอาการและความรู้สึกของลมหายใจเข้า - ออก จนเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปเองอย่างสบาย ๆ เป็นธรรมชาติ อนึ่งในการฝึกสังเกตโดยการยกสติให้อยู่ช่วงบนนั้น เป็นเพียงเบื้องต้นของการฝึกเพื่อให้นักภาวนาสามารถเห็นสภาวะรูป นามที่ซ้อน ๆ กันอยู่ พร้อม ๆ กับสามารถเข้าใจสภาวะอาการ ความเป็นไป และความรู้สึกอันเนื่องด้วยรูป นามนั้นได้ง่าย และเมื่อหมั่นฝึกจนชำนาญ ต่อไปนักภาวนาจะเกิดทักษะในการเจริญสติด้วยการ สังเกต - รู้ รู้ - สังเกต ไปทั่วความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปทั้งภายนอกและภายใน นักปฏิบัติจะสามารถแยกสภาวะ รู้ และ รู้สึก ได้ จน รู้ อยู่ไปทั่ว รู้สึก แบบไม่ไหลปะปนกันเสมือนหนึ่งน้ำและน้ำมันซึ่งแม้จะเทผสมรวมกัน แต่ก็จะแยกส่วนกันเอง เกิด ภาวะรู้ รู้ ความรู้สึกอันเป็นไปทั่วพร้อมทั้งกายและใจ โดยไม่ต้องใช้สมถะพยายามยกสติให้อยู่ช่วงบนดังที่ได้ให้อุบายในเบื้องต้น
การฝึกเจริญสติไม่ให้จมอยู่ในเวทนาความรู้สึก นักภาวนาโดยมากมักจะเจริญภาวนา ด้วยการเผลอสติจมอยู่ในปีติสุขเป็นเวลาเนิ่นนาน ทำให้เกิดวิปัสสนูกิเลสต่าง ๆ นานา มาครอบงำจิตใจ หรือแม้แต่การดำเนินชีวิตในชีวิตประจำวัน เวลาเกิดความยินดี ยินร้าย ความสุข ทุกข์ ก็มักจะจมไปกับความยินดี ยินร้าย ความสุข ทุกข์ โดยไม่รู้ตัวอยู่เนือง ๆ อุบายในการฝึกดูเวทนา เพื่อไม่ให้จมไปกับเวทนาความรู้สึกนั้น คือ ไม่ไปดูเวทนาตรง ๆ โดยขาดความรู้สึกตัวอันเป็นไปในกายและอิริยาบถอันเนื่องด้วยกาย อีกนัยหนึ่ง ให้ดูกายและอิริยาบถจนทะลุเห็นถึงเวทนาเอง หรือดูกายและอิริยาบถด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม จนสัมผัสรับรู้เวทนาความรู้สึกได้เองไปพร้อม ๆ กับการรับรู้ความรู้สึกทางกายและอิริยาบถของกายที่เคลื่อนไหวไปมา จนเกิดเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปทั้งภายนอกคือความรู้สึกทางกายและอิริยาบถ และความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในภายใน คือ เวทนาความรู้สึกทางใจ การที่นักภาวนาเผลอสติจมอยู่ในกายและอิริยาบถนั้น ก็จะเป็นเหตุให้เผลอสติจมอยู่ในเวทนาความรู้สึกไปด้วยโดยปริยาย หากนักภาวนาที่ฝึกเจริญสติไม่ให้เผลอจมอยู่ในกายและอิริยาบถ โดยฝึกเจริญสติให้เห็นกายและอิริยาบถที่เคลื่อนไหวไปมาอยู่เนือง ๆ นั้น ต่อมาก็จะสามารถเห็นทะลุกายไปจนรู้ทั่วถึงเวทนาความรู้สึกด้วย และเมื่อมีสติรู้ทั่วถึงเวทนาความรู้สึก ก็พึงรู้เวทนาความรู้สึกโดยมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั่วกายเป็นพื้นฐานไปพร้อม ๆ กัน เพื่อจะได้ไม่เผลอสติให้ไหลจมไปอยู่กับเวทนาความรู้สึกนั้น อันจะเป็นเหตุให้แทนที่จะเป็นเพียง ผู้ดู แต่กลับกลายเป็นผู้เสวยเวทนาว่าตนเองสุข ทุกข์ หรือยินดี ยินร้าย ไปด้วย การจะมีสติอยู่เหนือเวทนาความรู้สึกได้อย่างปลอดภัยนั้น นักภาวนาพึงหมั่นเจริญสติไม่ให้จมอยู่ในกายและอิริยาบถเป็นพื้นฐาน โดยการรู้เวทนาความรู้สึกด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในกายและอิริยาบถอยู่เนือง ๆ กล่าวคือ มีสติรู้เห็นเวทนาความรู้สึก พร้อม ๆ กับการมีสติรู้เห็นกายและอิริยาบถไปพร้อม ๆ กันด้วย โดยการ สังเกต รู้ รู้ สังเกต ความเป็นไปของกายและอิริยาบถที่เคลื่อนไหวไปมาอยู่เนือง ๆ การสังเกต รู้ รู้ สังเกต กายและอิริยาบถอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้ จะทำให้สติพัฒนาไปบนพื้นฐานของสัมปชัญญะหรือความรู้สึกอันเป็นไปทั่วกายและอิริยาบถอย่างทั่วพร้อม ในที่สุดสติก็จะพัฒนาละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนรู้ทั่วถึงเวทนาความรู้สึกภายใน จนเกิดเป็นสัมปชัญญะหรือความรู้สึกทั่วถึงภายในพร้อม ๆ กับมีสติรู้ความรู้สึกทั่วถึงภายในอย่างค่อยเป็นค่อยไปละเอียดมากยิ่งขึ้น และสติจะมีทั้งความละเอียดและมีพละกำลังรู้ทั่วถึงเวทนาความรู้สึกโดยเป็น ผู้ดู อยู่เหนือเวทนาความรู้สึกนั้น กล่าวคือ รู้เห็นเวทนาความรู้สึกโดยไม่จมไปกับเวทนาความรู้สึกนั้น อาทิ เห็นความสุข ทุกข์ ความยินดี ยินร้าย ฯลฯ ที่แปรเปลี่ยนไปมา โดยไม่จมไปกับความสุข ทุกข์ ความยินดี ยินร้าย นั้น ๆ เมื่อไม่จมไปกับเวทนาความรู้สึก สติก็จะมีกำลังค่อย ๆ เพิกถอนอัตตาตัวตนที่มักเผลอไหลไปจมและไปร่วมสุข ทุกข์ ยินดี ยินร้าย ฯลฯ นั้นได้โดยลำดับ
การฝึกเจริญสติไม่ให้จมอยู่ในความนึกคิดปรุงแต่ง การปรุงแต่งนั้นเริ่มต้นที่จิตปรุงแต่งเป็นจิตตสังขาร ปรุงแต่ง พุ่งพล่านไหวไปมาภายในจิต แล้วจึงไหลไปสู่การนึกคิดปรุงแต่งเป็นความฟุ้งซ่านในสมอง นักภาวนาโดยมากมักจะเผลอสติไหลลงสู่ภวังค์ ไปคุ้ยสัญญาทางใจปรุงแต่งเป็นนิมิตภาพและเสียงแว่วไปต่าง ๆ นานา เพราะเหตุตั้งใจจดจ่อ หรือเจริญภาวนาด้วยการทำสมาธิทำจิตให้นิ่งโดยขาดความตื่นรู้อยู่ภายใน มีแต่กำลังของสมาธิที่ขาดกำลังของสติที่จะรู้เท่าทันหรืออยู่เหนือการปรุงแต่งของจิตนั้น หรือบางท่านก็เฝ้าดูจิตโดยขาดการรู้กายและอิริยาบถการเคลื่อนไหวไปมาเป็นพื้นฐาน กลายเป็นการเฝ้าดูจิตอย่างจดจ่อจนไหลแนบแน่นไปกับอาการปรุงแต่งของจิตนั้น อุบายในการดูจิต เพื่อไม่ให้เผลอสติไหลไปกับอาการปรุงแต่งของจิตนั้น คือ ไม่ไปดูจิตตรง ๆ หรืออีกนัยหนึ่ง ให้ฝึกดูกายและอิริยาบถจนทะลุไปรู้เห็นเวทนาความรู้สึกและการปรุงแต่งของจิตอย่างผ่อนคลายสบาย ๆ ไปโดยลำดับ เรียกได้ว่าจากการดูกายจะพาไปสู่การรู้เห็นจิตเอง โดยต่างกับการดูจิตตรง ๆ ซึ่งขาดพื้นฐานการเจริญสติบนฐานกายให้สติมีกำลังและเกิดการขับเคลื่อนไปรู้เห็นเวทนาความรู้สึกและการปรุงแต่งของจิตซึ่งจะทำให้นักภาวนาสามารถเห็นอาการความเป็นไปของเวทนาความรู้สึกและการปรุงแต่งของจิตไปตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวคือ เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป ของจิตมีราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ฯลฯ จนเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในภายใน เกิดสิ่งที่เรียกว่า รู้สึกภายในและสำรวมภายใน อันเป็นฐานกำลังแก่สติอันเป็นไปในภายในเห็นจิตตสังขารและอบรมจิตจนเกิดการเบื่อหน่าย จางคลาย และสลัดคืนไปโดยลำดับ ในที่สุด สติจะพัฒนาไปสู่การรู้ที่เป็นกลาง ๆ คือ รู้อยู่ที่รู้ ไม่เผลอสติไหลไปกับความยินดีในรูปเป็นรูปราคะ(ความยินดีในรูป) และยินดีในเวทนาความรู้สึกเป็นอรูปราคะ(ความยินดีในนาม) อันเป็นเบื้องต้นของการละสังโยชน์เบื้องสูง
อนึ่ง ในการฝึกสังเกตโดยการยกสติให้อยู่ช่วงบนเสมือนหนึ่งมองลงมาดูกายที่กำลังเคลื่อนไหวไปมา จนทะลุเห็นเวทนา จิต และธรรม(ธรรมคือความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของกาย เวทนาและจิต) ไปโดยลำดับนั้น ให้ผู้ฝึกปฏิบัติหมั่นเจริญสติด้วยการทำจิตให้ว่าง ปลอดโปร่ง จนเกิดความสดชื่นเบิกบานอยู่เนือง ๆ เมื่อผู้ปฏิบัติได้ฝึกหัดยกสติจนเห็น สัมผัสและเข้าใจสภาวธรรมต่าง ๆ อันเนื่องด้วยกาย เวทนา จิตและธรรมต่าง ๆ จนชำนาญพอสมควร พร้อม ๆ กับการฝึกเจริญสติด้วยการทำจิตให้ว่าง ปลอดโปร่ง จนเกิดความสดชื่นเบิกบานดังกล่าว ในที่สุด สติที่ผู้ฝึกปฏิบัติได้ฝึกหัดยกสติเพื่อให้เห็นกาย เวทนา จิต และธรรมพร้อม ๆ กับจิตที่ว่าง ปลอดโปร่งและสดชื่นเบิกบานนั้น จะค่อย ๆ ปรับเข้าสู่การเป็นสัมมาสติที่ไม่ต้องคอยยกสติ ตั้งสติหรือตั้งใจทำให้เกิดสติแต่อย่างใด เพราะเหตุสติที่ได้รับการฝึกดีแล้วจะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่สติที่รู้ทั่วพร้อมสัมปชัญญะอันเป็นทั้งภายนอกและภายในจนเกิดเป็นสติที่รู้เท่าทันจิตและอบรมจิตได้เองโดยอัตโนมัติ สติที่รู้เท่าทันจิตและอบรมจิตจะทำให้เกิดกระบวนการขัดเกลากิเลสซักฟอกจิตให้เกิดความเบื่อหน่าย การจางคลาย และการสลัดคืน จนถึงวิมุตติความหลุดพ้นไปโดยลำดับ
|
|
|
|
|