Vimokkha Dhamma
ผู้เข้าชมหน้านี้: 1 คน
|
แลกลิงค์
|
|
|
|
|
Untitled Document
การบ้านภาวนาครั้งที่ ๓๗
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาท ด้วยการสำรวมใจ มีสติเห็นความไหวไปสู่ความนิ่ง & เห็นความนิ่งไปสู่ความไหว
การเจริญภาวนาที่เนิ่นช้าของนักภาวนา โดยมากเกิดจากความไม่ละเอียดในการดูสภาวะธรรมและความที่ไม่เห็นตรงตามสภาวะที่เป็นจริง อาทิ ผู้ที่เจริญสมถะ ก็มักจะดูความนิ่งเป็นหลัก พอเกิดความไหวก็พยายามจดจ่อทำให้นิ่ง ส่วนผู้ที่เจริญวิปัสสนา ก็มักจะดูความไหว (หรือความเปลี่ยนแปลง) เป็นหลัก พอเกิดความนิ่งก็จะพยายามละความนิ่งมาสู่การเห็นความไหว ทำให้เกิดการแบ่งแยกในการปฏิบัติว่าสำนักนี้สอนสมถะหรือสำนักนี้สอนวิปัสสนาจนถึงกับเกิดความแตกแยกในหมู่นักปฏิบัติว่า ระวังจะติดความสงบบ้าง หรือระวังจะเป็นวิปัสสนึกบ้าง
นักภาวนาจึงควรเป็นผู้ที่ฉลาดในอุบาย ไม่ควรยึดติดรูปแบบในการภาวนาจนเกิดการแบ่งแยกดังกล่าว ทั้งนี้โดยเป็นผู้ฉลาดในการภาวนา ไม่ให้รูปแบบที่แตกต่างกัน มาบังความเหมือนหรือสอดคล้องกันในการภาวนาได้แก่ อาตาปี สัมปชาโน สติมา คือ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ และมีสติ กล่าวคือ หากนักภาวนาผู้เจริญภาวนาด้วยความเพียร สัมปชัญญะ และสติ จะพบว่าสมถะและวิปัสสนา ต้องเจริญไปพร้อมๆ กัน เพียงแต่ว่านักภาวนาต้องพยายามศึกษาให้เข้าใจถึงความหมายของสมถะและวิปัสสนาตรงตามหลักพระพุทธศาสนาให้ถูกต้อง
สมถะ คือ การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ
วิปัสสนา คือ การฝึกอบรมจิตให้เกิดความรู้แจ้งตามความเป็นจริง
ความเข้าใจผิดอันเป็นปัญหาที่สำคัญของนักภาวนา ซึ่งมักจะเข้าใจว่า สมถะคือ ความสงบนิ่ง จึงไปพยายามฝึกทำจิตให้สงบนิ่ง นิ่งแบบไม่ต้องไปทำการงานใดๆ หรือนิ่งแบบต้องปลีกตัวแปลกแยกจากสังคม โดยหารู้ไม่ว่า ความหมายของสมถะตามหลักพระพุทธศาสนานั้น คือ ความสงบจากการปรุงแต่ง ความกังวล เครื่องร้อยรัดทั้งหลาย อันทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตน หรือของตน กล่าวคือ หากเราทำการงานใดๆ โดยใจไม่ปรุงแต่ง พลุ่งพล่าน ไหลไปตามอารมณ์ต่างๆ ก็เรียกได้ว่าเกิดสมถะหรือสมาธิแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การทำงานใดๆ ด้วยใจที่ห่างไกลจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ความกังวล อารมณ์พลุ่งพล่านด้วยความยึดมั่นถือมั่นและสำคัญมั่นหมายผิดๆว่า เป็นตัวเรา ของเรา และความหมายของสมถะตามนัยที่ได้อธิยายนี้ จึงเป็นสมถะที่ไม่อาจจะแยกออกจากวิปัสสนาได้ กล่าวคือ สมถะและวิปัสสนาต้องอาศัยซึ่งกันและกันและต้องเจริญไปพร้อมๆ กัน
ความเข้าใจผิดอันเป็นปัญหาที่สำคัญของนักภาวนา ซึ่งมักจะเข้าใจว่า สมถะคือ ความสงบนิ่ง จึงไปพยายามฝึกทำจิตให้สงบนิ่ง นิ่งแบบไม่ต้องไปทำการงานใดๆ หรือนิ่งแบบต้องปลีกตัวแปลกแยกจากสังคม โดยหารู้ไม่ว่า ความหมายของสมถะตามหลักพระพุทธศาสนานั้น คือ ความสงบจากการปรุงแต่ง ความกังวล เครื่องร้อยรัดทั้งหลาย อันทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตน หรือของตน กล่าวคือ หากเราทำการงานใดๆ โดยใจไม่ปรุงแต่ง พลุ่งพล่าน ไหลไปตามอารมณ์ต่างๆ ก็เรียกได้ว่าเกิดสมถะหรือสมาธิแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การทำงานใดๆ ด้วยใจที่ห่างไกลจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ความกังวล อารมณ์พลุ่งพล่านด้วยความยึดมั่นถือมั่นและสำคัญมั่นหมายผิดๆว่า เป็นตัวเรา ของเรา และความหมายของสมถะตามนัยที่ได้อธิยายนี้ จึงเป็นสมถะที่ไม่อาจจะแยกออกจากวิปัสสนาได้ กล่าวคือ สมถะและวิปัสสนาต้องอาศัยซึ่งกันและกันและต้องเจริญไปพร้อมๆ กัน
ประการหนึ่ง นักภาวนาพึงควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า การที่เรามาฝึกเจริญสมถะและวิปัสสนาที่วัดนั้น เปรียบเสมือนกับการมาเข้าโรงเรียนหรือเรียนหนังสือในโรงเรียน เพื่อเรียนรู้ให้รู้จักสภาวะว่า ความสงบเป็นอย่างไร มีอาการอย่างไร ความจางคลาย ความคลายออก ความสลัดคืน และความแจ่มแจ้งในธรรม ก็นัยเดียวกันว่า มีอาการ ลักษณะและสภาวะธรรมอย่างไร แต่หากการหลุดพ้นจริงๆ นั้น นักภาวนาจะต้องไปฝึกหัดเจริญสมถะและวิปัสสนาให้เกิดความหลุดพ้นในชีวิตประจำวันโดยลำดับ โดยการน้อมนำสิ่งที่ตนได้ศึกษาและปฏิบัติจากการมาฝึกสมถวิปัสสนาในท่านั่งหรือรูปแบบเดินจงกรมที่วัด ให้สามารถนำไปปรับประยุกต์จนเกิดเป็นการเจริญสมถวิปัสสนาได้ทุกๆ ขณะ อย่างสบายๆ เป็นธรรมชาติในชีวิตประจำวัน เรียกได้ว่าฝึกเจริญสมถวิปัสสนา ให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และมองเห็นโลกตามความเป็นจริงอยู่เสมอ อย่างกลมกลืนกับชีวิตประจำวัน
ในชีวิตประจำวันนั้น เราจะพบว่า ปรากฏการณ์ทั้งหลาย ล้วนแต่แสดงความไหว และความนิ่งอันไม่จีรังยั่งยืน คือ ความเคลื่อนไปมาระหว่างความไหว และความนิ่งอยู่ตลอดเวลา โดยจะเห็นปรากฏการณ์ทั้งหลายมีความไหว ไหวน้อยลงๆๆๆ จนเกิดความนิ่ง และความนิ่งก็ตั้งอยู่ได้ไม่นาน ก็คลายออกไปสู่ความไหว ไหวมากขึ้นๆๆๆ และในที่สุดก็เริ่มไหวน้อยลงๆๆๆ จนเกิดความนิ่ง และก็หมุนเวียนเปลี่ยนไปมาระหว่างความไหว และความนิ่งเช่นนี้อยู่เนืองๆ ปัญหาความเนิ่นช้าในการภาวนาของนักภาวนา ก็คือ มักติดนิ่งอยู่กับความนิ่ง หรือไม่ก็มักไหลไปกับความไหว เพราะขาดอุบายธรรมในการภาวนาในฐานะเป็นผู้ดู ไม่ใช่ผู้แสดงหรือร่วมแสดงกับสภาวะธรรมนั้นๆ อีกนัยหนึ่ง หากนักภาวนาจะไม่ติดนิ่งอยู่กับความนิ่ง หรือไม่ไหลไปกับความไหวนั้นๆ นักภาวนาจึงต้องหมั่นฝึกหัดเป็นผู้ดู ผู้เห็น จนเป็นผู้รู้สภาวะธรรมนั้นๆ อย่างสบายๆ เป็นธรรมชาติอยู่เสมอ เพราะพอเมื่อนักภาวนาฝึกเริ่มดู ก็จะเริ่มเห็น เมื่อเริ่มเห็นก็จะเริ่มรู้ เมื่อรู้ก็จะถอยห่างจากความยึดติดในความนิ่ง และสงบจากการไหลพลุ่งพล่านไปกับความไหวนั้น เมื่อไม่ติดอยู่กับนิ่งและไม่ไหลพลุ่งพล่านไปกับความไหว สติก็จะเริ่มตั้งมั่น หรือถึงพร้อมด้วยสัมมาสติและสัมมาสมาธิ ฉะนั้น อุบายธรรมสำหรับนักภาวนา ในการฝึกสติให้เห็นความไหวไปสู่ความนิ่ง และ เห็นความนิ่งไปสู่ความไหวนี้ จึงเป็นอุบายธรรมที่สำคัญอันจะนำไปสู่ความละเอียดยิ่งๆขึ้นไปในการเจริญภาวนาแก่นักภาวนา คือ ไม่เพียงแต่จะเห็นกายในฐานะเป็นกาย แต่จะเริ่มเห็นกายโดยความไหวไปสู่ความนิ่ง และความนิ่งไปสู่ความไหวของกาย การเห็นเวทนา จิต และธรรม ก็จะเห็นได้ละเอียดไนทำนองเดียวกัน
การดูความไหวไปสู่ความนิ่ง และความนิ่งไปสู่ความไหวของ กาย เวทนา จิต และธรรมนี้ จะเป็นอุบายธรรมที่ช่วยให้นักภาวนาได้เป็นตื่นอยู่เสมอ เมื่อตื่นก็จะเห็น เมื่อเห็นก็จะรู้ เมื่อรู้บ่อยๆ ก็จะเริ่มรู้ตรงตามสภาวะ และมีความละเอียดในการรู้สภาวะธรรมนั้นๆ และเกิดการพัฒนาในการรู้ จากเดิมที่รู้ยึดติดกับสมมติบัญญัติ ไปสู่การรู้ที่เป็นปรมัตถ์ เป็นการรู้โลกตามความเป็นจริงอันอยู่เหนือสมมติบัญญัติ จากการรับรู้เดิมที่ดูรูปกายและอิริยาบถของกาย แล้วเห็นแต่รูปกายโดยความเป็นกายที่เคลื่อนไหว ซึ่งยังเป็นสิ่งที่เนื่องด้วยสมมติบัญญัติ ก็จะพัฒนาไปสู่การดูรูปกายและอิริยาบถของกายโดยความเป็นความรู้สึกของความไหวไปสู่ความนิ่งและความนิ่งไปสู่ความไหว อันนี้จะพัฒนาให้การเจริญกายานุปัสสนาของนักภาวนาที่ยังติดอยู่ในสมมติบัญญัติได้เริ่มละสมมติบัญญัติไปสู่ปรมัตถ์ เช่นเดียวกัน การดูเวทนาโดยความเป็นเวทนาในฐานะเป็นความสุข-ทุกข์ ความยินดี-ยินร้าย ซึ่งยังเนื่องด้วยสมมติบัญญัติ ก็จะพัฒนาไปสู่การดูเวทนาโดยความเป็นความสุข-ทุกข์ ความยินดี-ยินร้ายที่เป็นความไหวไปสู่ความนิ่ง และความนิ่งไปสู่ความไหวของเวทนา อันนี้จะพัฒนาให้การเจริญเวทนานุปัสสนาของนักภาวนาที่ยังติดอยู่ในสมมติบัญญัติได้เริ่มละสมมติบัญญัติไปสู่ปรมัตถ์ เช่นเดียวกัน การดูจิตโดยความเป็นโลภะ โทสะและโมหะ ของจิต ซึ่งยังเนื่องด้วยสมมติบัญญัติ ก็จะพัฒนาไปสู่การดูโลภะ โทสะ และโมหะของจิตที่เป็นความไหวไปสู่ความนิ่ง และความนิ่งไปสู่ความไหวของอาการของจิตนั้นๆ อันนี้จะพัฒนาให้เกิดการเจริญจิตตานุปัสสนาของนักภาวนาที่ยังติดอยู่ในสมมติบัญญัติได้เริ่มละสมมติบัญญัติไปสู่ปรมัตถ์ ในที่สุด การดูความไหวไปสู่ความนิ่ง และความนิ่งไปสู่ความไหว จะทำให้นักภาวนาได้เห็นปรมัตถ์ความจริงของธรรมทั้งหลาย คือ ธรรมชาติของกาย เวทนา และจิตที่กำลังแสดงอาการของความไหวไปสู่ความนิ่งและความนิ่งไปสู่ความไหว อันแสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวตน ซึ่งเป็นธรรมดาหรือธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งหลาย เกิดเป็นธัมมานุปัสสนา ได้ในที่สุดแห่งสติปัฏฐาน ๔
ในเชิงของการฝึกปฏิบัติ นักภาวนาก็ควรเริ่มฝึกปฏิบัติไปโดยลำดับ คือ เริ่มจากการฝึกดูกายโดยความเป็นกาย ไปสู่การดูกายโดยความเป็นความเคลื่อนไหวของอิริยาบถทางกาย ไปสู่การดูกายโดยความเป็นความรู้สึกของกายและอิริยาบถการเคลื่อนไหวของกาย ไปสู่การดูกายโดยความเป็นความรู้สึกของความไหวไปสู่ความนิ่ง และความนิ่งไปสู่ความไหวของกาย การดูเวทนา และการดูจิต ก็ควรฝึกดูในลักษณะทำนองเดียวกัน กล่าวคือ ค่อยๆ ฝึกดูจากสิ่งที่สัมผัสได้ชัดง่ายและตรงตามสภาวะ และก็ค่อยๆ ฝึกเพิ่มความละเอียดในการดูไปตามลำดับ ไม่ใช่ไปฝึกดูความละเอียดก่อน โดยที่ขาดฐานของสติในการดูสิ่งที่หยาบกว่าและสัมผัสได้ชัดง่ายกว่า การฝึกเริ่มจากการดูสิ่งที่หยาบไปสู่สิ่งที่ละเอียด จะทำให้นักภาวนาดูและรู้ได้อย่างทั่วถึงของความเป็นกาย เวทนา จิตและธรรมนั้น และรู้ได้อย่างสบายๆ เป็นธรรมชาติ เป็นไปเองและแทงตลอดไปโดยลำดับ
ปัญหาความเนิ่นช้าของนักภาวนา โดยมากเกิดจากความใจร้อน รีบร้อนในการภาวนา หรือเจริญภาวนาแบบไม่เป็นไปตามลำดับ กล่าวคือ กายยังรู้ได้ไม่ทัน รู้ไม่ชัด ตรงตามสภาวะ ก็มักจะรีบร้อนดูเวทนา และดูจิต โดยขาดการเจริญสติในกายจนเกิดเป็นสติและความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกาย ทำให้การดูเวทนาและการดูจิตนั้น ขาดฐานของสติและสัมปชัญญะทางกายอันเป็นกำลังที่จะขับเคลื่อนสติให้มีทั้งกำลังและความละเอียดสามารถรู้ได้แทงคลอดในกาย ไปสู่การรู้แทงตลอดในเวทนา ไปสู่การรู้แทงตลอดในจิต ไปสู่การรู้แทงตลอดในธรรม อย่างค่อยเป็นค่อยไป และเป็นไปเองอย่างธรรมชาติ อีกนัยหนึ่ง คือ ดูกายจนทะลุไปเห็นทั้งกายและเวทนา ดูกายจนทะลุไปเห็นทั้งกาย เวทนา และจิต และ ดูกายจนทะลุไปเห็นทั้งกาย เวทนา จิต และธรรมได้ไปพร้อมๆ กันบ้าง ไม่พร้อมกันบ้าง รู้ทั่วถึงบ้าง รู้ไม่ทั่วถึงบ้าง และมีน้ำหนัก หนักเบาในการรับรู้กาย เวทนา จิตต่างกันไป และเมื่อสติมีกำลังและความละเอียดจนไปรู้จิต จนเป็นสติอันเป็นไปในภายในที่ตั้งอยู่บนการรับรู้จิตได้เองอยู่เนืองๆ สติก็จะดูจิต ทะลุออกมาเห็นเวทนา และเห็นกายได้ไปพร้อมๆ กันบ้าง ไม่พร้อมกันบ้าง รู้ทั่วถึงบ้าง รู้ไม่ทั่วถึงบ้าง และมีน้ำหนัก หนักเบาในการรับรู้จิต เวทนา และกายต่างกันไป เพราะเหตุบางครั้งสติรู้อย่างเป็นกลางๆ บ้าง อันเป็นเหตุให้สามารถรู้กาย เวทนา จิต และธรรมได้ไปพร้อมๆ กัน และรู้ได้ทั่วถึง และบางครั้งสติรู้อย่างไม่เป็นกลางๆ บ้าง คือ มีการไหลของสติไปรับรู้แนบแน่นกาย เวทนา และจิตต่างกันไป เกิดเป็นสัมผัสรับรู้ด้วยน้ำหนัก หนักเบาในการรับรู้ของกาย เวทนา และจิต ต่างกันไป ทั้งนี้ นักภาวนาก็เพียงเป็นผู้มีสติรู้ตามความเป็นจริงและตรงตามสภาวะในขณะนั้นๆ ก็จะได้รับประโยชน์จากการฝึกเจริญสติให้มีความละเอียดเห็นความไหวไปสู่ความนิ่ง และเห็นความนิ่งไปสู่ความไหวของกาย เวทนา จิต และธรรม ดังกล่าว
|
|
|
|
|