Online ทั้งหมด : 5 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์



Untitled Document
การบ้านภาวนาหลวงพ่อวิโมกข์
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒๔
ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๒๕
ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๒๖
ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๒๗
ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๒๘
ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๒๙
ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๓๐
ครั้งที่ ๘ ครั้งที่ ๓๑
ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๓๒
ครั้งที่ ๑๐ ครั้งที่ ๓๓
ครั้งที่ ๑๑ ครั้งที่ ๓๔
ครั้งที่ ๑๒ ครั้งที่ ๓๕
ครั้งที่ ๑๓ ครั้งที่ ๓๖
ครั้งที่ ๑๔ ครั้งที่ ๓๗
ครั้งที่ ๑๕ ครั้งที่ ๓๘
ครั้งที่ ๑๖ ครั้งที่ ๓๙
ครั้งที่ ๑๗ ครั้งที่ ๔๐
ครั้งที่ ๑๘ ครั้งที่ ๔๑
ครั้งที่ ๑๙ ครั้งที่ ๔๒
ครั้งที่ ๒๐ ครั้งที่ ๔๓
ครั้งที่ ๒๑ ครั้งที่ ๔๔
ครั้งที่ ๒๒ ครั้งที่ ๔๕
ครั้งที่ ๒๓

การบ้านภาวนารวบรวมโดยคุณ ทะเลใจ


 
การบ้านภาวนา ครั้งที่ ๓๘
หลวงพ่อวิโมกข์ (wimoak@yahoo.com)

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF การบ้านภาวนาครั้งที่ ๓๘


การบ้านภาวนาครั้งที่ ๓๘
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาท ด้วยการสำรวมใจ พัฒนาสติและความรู้สึกตัวทั่วพร้อมไปสู่จิตอันเกษม


     ความเนิ่นช้าในการปฏิบัติธรรมประการหนึ่งของนักปฏิบัติโดยมาก คือ การฝึกภาวนาที่ไปไม่ถึงที่สุด ภาวนาแบบครึ่งๆ กลางๆ ทดลองทำตามๆ กันบ้าง ภาวนาแบบลองทำตามๆ กันบ้าง และลองปฏิบัติแบบนั้นบ้าง แบบนี้บ้าง สุดท้ายก็ไปไม่ถึงที่สุดของการภาวนาของกรรมฐานที่ตนได้อุตส่าห์สนใจฝึกปฏิบัติ อาทิ การภาวนาพุทโธ ก็ด่วนทิ้งคำภาวนาพุทโธเอง โดยที่ยังไม่ถึงที่สุด การเจริญอานาปานสติ ก็มักจะรีบทิ้งลมหายใจก่อนที่ลมหายใจละเอียดประณีตและวางลมหายใจเอง เพราะความด่วนอยากได้ฌานบ้าง หรืออัปปนาสมาธิบ้าง โดยที่ไม่เข้าใจในการวางคำบริกรรมหรือองค์บริกรรมว่า คำบริกรรมหรือองค์บริกรรมต้องวางเอง คือ แม้จะเจริญคำบริกรรมหรือองค์บริกรรมนั้นๆ ต่อไปก็บริกรรมต่อไปไม่ได้ เพราะบริกรรมจนเกิด “ตัวรู้หรือใจผู้รู้” หรือรู้อยู่ที่รู้ จนคำบริกรรมหรือองค์บริกรรมละวางไปเอง... คำว่า “รู้อยู่ที่รู้” นี้สำคัญมาก เพราะเป็นการฝึกไม่ให้ส่งจิตไหลไปรับรู้สภาวะธรรมหรืออาการทางใจใดๆ ภายนอก แต่สามารถรู้สภาวะธรรมหรืออาการทางใจทั้งหลายตรงสภาวะที่เป็นจริงในขณะนั้นได้ที่ฐานของการรู้อยู่ที่รู้คือฐานของสติตรงที่ความคิดเกิดและความคิดดับ หรือรู้อยู่ที่รู้อยู่ตรงฐานของใจตรงที่รู้สึกรู้ชัดอยู่ภายในท่ามกลางระหว่างอกลึกๆ ภายในใจ อันนำไปสู่การทวนกระแสเข้าสู่ภายในหรือเดินเข้าสู่อริยมมรรค ส่วนรู้อยู่ที่คำบริกรรม หรือองค์บริกรรมนั้นเป็นอุบายเครื่องอาศัยของจิตให้สามารถทวนกระแสเข้าสู่ “การรู้อยู่ที่รู้” อันเป็นไปในภายในจนเกิด “ตัวรู้หรือใจผู้รู้” ไปโดยลำดับ พร้อมๆ กับเกิดการปล่อยวางคำบริกรรม หรือองค์บริกรรมนั้นๆ ไปเอง แม้นิมิต ปีติ สุข ความสงบ แสงสว่าง ความว่าง อื่นๆ ก็เป็นสภาวะธรรมหรืออาการทางใจ ที่นักปฏิบัติพึงอาศัยเป็นกำลังและเครื่องอาศัยในเบื้องต้น ต่อจากนั้นนักปฏิบัติก็พึงค่อยๆ ละวางสภาวะธรรมทั้งหลายอันตนเข้าใจว่าละเอียดประณีตแล้ว เพื่อไประลึกรู้สัมผัสสภาวะธรรมอื่นๆ ที่ละเอียดประณีตยิ่งๆ ขึ้นไปโดยลำดับ โดยนักปฏิบัติพึงเข้าใจว่าสภาวะธรรมต่างๆ ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นเพียงอาการทางใจอันละเอียดไปจนถึงประณีตที่ถูกกิเลสในก้นบึ้งของใจปรุงแต่งและครอบงำจิตให้เกิดอาการและสภาวะธรรมต่างๆ ข้างต้น อันจัดว่าเป็น “วิปัสสนูกิเลส” ซึ่งทำให้สติของนักภาวนาโดยมากมักจมหรือไหลเคลิบเคลิ้มไปกับสภาวะธรรมทั้งหลายเหล่านั้นอันเป็นการส่งจิตออกนอก เมื่อนักภาวนารู้จักอุบายธรรมในการเจริญสติให้รู้อยู่ที่รู้ในท่ามกลางสภาวะธรรมทั้งหลายเหล่านั้น จนเห็นความไหวไปมาหรือความเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปของสภาวะธรรมทั้งหลายเหล่านั้น จิตก็จะเกิดการละวางและสามารถทวนกระแสเข้าสู่ภายในอันนำไปสู่อริยมรรคหรือหนทางแห่งความหลุดพ้น จนเกิดเป็นจิตอันเกษมที่ไม่เผลอไหลไปยินดีกับสภาวะธรรมและอาการทางใจใดๆ ภายนอกและเกิดอิทธิบาทภาวนาอันนำไปสู่อริยผล ข้ามโคตรภูมิจากโลกียะไปสู่โลกุตตระไปโดยลำดับ

     การเจริญสติ(ความระลึกได้) และสัมปชัญญะ (ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม) เป็นหัวใจสำคัญในการเจริญภาวนาเพื่อเข้าไปสู่การรู้อยู่ที่รู้ หรือใจผู้รู้ อันถึงพร้อมด้วยจิตอันเกษม ดังจะเห็นได้จากพุทธพจน์ที่ว่า “อาตาปี สัมปชาโน สติมา” คือ “มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง หัวใจของการเจริญสติปัฏฐาน ๔ และสัมมาสมาธินั้น ต้องถึงพร้อมด้วยสติและสัมปชัญญะ ดังจะเห็นได้ชัดในมรรคมีองค์ ๘ สัมมาสมาธิเป็นข้อที่ ๘ และสัมมาสติเป็นข้อที่ ๗ อันหมายถึงสมาธิชอบต้องเกิดจากการมีสติชอบ และเมื่อมีสติชอบ สมาธิที่เกิดจากการมีสติชอบจึงเรียกว่าความตั้งใจมั่นชอบ อันเป็นคำแปลของสัมมาสมาธิ ซึ่งแปลว่า ความตั้งใจมั่นชอบ กล่าวคือความตั้งใจมั่นชอบในสัมมาทิฏฐิหรือความเห็นชอบ หมายถึงความมีใจตั้งมั่นหรือมั่นคงในความเห็นชอบเนืองๆ ความตั้งใจมั่นชอบในสัมมาสังกัปปะหรือความดำริชอบ หมายถึงความมีใจตั้งมั่นหรือมั่นคงในความดำริชอบเนืองๆ ความตั้งใจมั่นชอบในสัมมาวาจาหรือวาจาชอบ หมายถึงความมีใจตั่งมั่นหรือมั่นคงในการพูดชอบเนืองๆ ความตั้งใจมั่นชอบในสัมมากัมมันตะ หมายถึงความมีใจตั้งมั่นหรือมั่นคงในการกระทำชอบเนืองๆ ความตั้งใจมั่นชอบในสัมมาอาชีวะ หมายถึงความมีใจตั้งมั่นหรือมั่นคงในการงานชอบหรืออาชีพชอบเนืองๆ ความตั้งใจมั่นชอบในสัมมาวายามะ หมายถึงความมีใจตั้งมั่นหรือมั่นคงในความเพียรชอบเนืองๆ ความตั้งใจมั่นชอบในสัมมาสติ หมายถึงความมีใจตั้งมั่นหรือมั่นคงในความระลึกชอบเนืองๆ ฉะนั้น เครื่องตรวจสอบในการเจริญสมาธิชอบหรือสัมมาสมาธิ ก็คือ ผู้นั้นมีใจตั้งมั่นหรือมั่นคงในความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การกระทำชอบ การงานชอบ ความเพียรชอบ และความระลึกชอบอยู่เนืองๆหรือไม่ ผลของการมีสัมมาสมาธิหรือสมาธิชอบดังกล่าวก็คือ สัมมาญาณและสัมมาวิมุตติ โดยลำดับ และคำว่าสัมมาญาณในทางพระพุทธศาสนานั้น ก็คือ อาสวักขยญาณ หรืออภิญญาข้อที่ ๖ ไม่ใช่อภิญญาข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๕ อย่างที่หลายท่านเข้าใจ และไปยึดติดเอาอภิญญาข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๕ เป็นตัวชี้วัดความเป็นโลกุตตระหรือความหลุดพ้น (อภิญญา ๕ ได้แก่ ๑. อิทธิวิธี คือการมีฤทธิ์หรือแสดงฤทธิ์ต่างๆได้ ๒. ทิพพโสต คือ หูทิพย์ ๓. เจโตปริยญาณคือการกำหนดใจผู้อื่นได้ ๔. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ระลึกชาติได้ ๕. ทิพพจักขุ คือ ตาทิพย์ ) และอภิญญาข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๕ นี้ มีมาก่อนแต่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ การได้อภิญญาข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๕ ก่อน อภิญญาข้อที่ ๖ ต้องระมัดระวังในเรื่องมานะ เพราะมานะ คือ ความถือตน หรือ หลงตนเองว่ามีคุณวิเศษในอภิญญาข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๕ นี้ เป็นสังโยชน์อันละเอียดที่จะร้อยรัดบุคคลผู้ได้คุณวิเศษนี้ให้เกิดความหลงตน จนกลายเป็นเครื่องกางกั้นทำให้เนิ่นช้าไม่บรรลุถึงซึ่งอภิญญาข้อที่ ๖ คือ อาสวักขบยญาณ (ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป) ได้ ฉะนั้น การสอนธรรมของพระพุทธเจ้าจึงทรงมุ่งเน้นอาสวักขยญาณเป็นอันดับแรก ดังจะเห็นได้จากแนวการสอนธรรมของพระพุทธองค์ที่สอนภิกษุทั้งหลาย โดยการน้อมใจภิกษุทั้งหลายให้เห็นด้วยปัญญาว่า รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง สังขารเที่ยงหรือไม่เที่ยง วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง จนตระหนักแก่ใจภิกษุทังหลายว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยง จึงเป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน จากนั้นจึงสอนภิกษุทั้งหลาย ให้ละความยินดีในกามราคะ แล้วจึงแนะนำภิกษุทั้งหลายเข้าสู่การเจริญกรรมฐาน บรรลุปฐมฌาณ ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถญาน ไปโดยลำดับ กล่าวโดยสรุปทรงสอนปัญญาแก่ภิกษุทั้งหลายก่อน เพื่อให้เกิดการปล่อยวางและละวาง อันเป็นบาทฐานไปสู่โลกุตตรฌาน

     การข้ามโคตรภูมิจากโลกียะไปสู่โลกุตตระ นั้น จึงต้องเจริญมรรค ๘ ให้เป็นมัคคสมังคี(มรรคทั้ง ๘ มาประชุมพร้อมกัน) ในชีวิตประจำวันเนืองๆ ด้วยความตั้งใจมั่นชอบในมรรคข้อที่ ๑ ถึงมรรคข้อที่ ๗ ลำพังการเจริญมรรค ๘ ให้ถึงพร้อมด้วยมัคคสมังคีในรูปแบบของการนั่งภาวนาจะเป็นไปได้ยากและเนิ่นช้า หากผู้ปฏิบัติไม่รู้จักหมั่นเจริญมรรค ๘ ให้เป็นมัคคสมังคีในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุว่าการที่ท่านทั้งหลายมาฝึกเจริญกรรมฐานในรูปแบบของการนั่งหรือเดินจงกรม นั้น เปรียบเสมือนกับการมาโรงเรียนเพื่อเรียนรู้สภาวะ สัมผัสและเข้าใจสภาวะธรรมต่างๆ ในขณะฝึกนั่งเจริญภาวนา ส่วนการหลุดพ้นนั้นจำเป็นที่นักปฏิบัติทั้งหลายจะต้องนำไปฝึกปฏิบัติภาวนาให้เห็นผลของการปฏิบัติในชีวิตประจำวันด้วย การฝึกเจริญภาวนาในชีวิตประจำวัน อาทิ เมื่อมีทุกข์ ปัญหา ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ นักภาวนาต้องรู้จักสงบ ใจเย็น และสำรวมใจให้ตั้งมั่นในการแก้ไขทุกข์ และปัญหาต่างๆ นั้นๆ ด้วยสติและปัญญาตามหลักมรรคมีองค์ ๘ หากนักภาวนารู้จักเจริญภาวนาในชีวิตประจำวันให้มาก ก็จะเห็นความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมได้อย่างรวดเร็ว เพราะประสบการณ์ในการเจริญภาวนาในชีวิตประจำวันจะทำให้นักภาวนามีความเข้าใจ ความเชี่ยวชาญชำนาญ จนถึงความแจ่มแจ้งในการรู้จักทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางไปสู่ความดับทุกข์ ตามหลักอริยสัจจ์ ๔ ได้อย่างตรงประเด็นและเห็นผลของการปฏิบัติได้ในทันที จนเกิดเป็นปัญญาทุกๆครั้งที่สามารถอยู่เหนือทุกข์หรือปัญหาต่างๆนั้นๆได้ และจะเกิดเป็นความแช่มชื่นใจ ความเบิกบานใจขึ้นทีละน้อยๆ ไปจนถึงจิตอันเกษม เพราะเหตุเมื่อมีจิตอยู่เหนือทุกข์หรือปัญหาต่างๆนั้น ก็จะเกิดปัญญาหยั่งรู้และมองเห็นโลกตามความเป็นจริงได้ ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า เมื่อมีความปราโมทย์เบิกบานใจ ก็จะเกิดยถาภูตญาณทัสสนะ (การเห็นโลกตามความเป็นจริง) เกิดนิพพิทา (ความเบื่อหน่าย) วิราคะ (ความจางคลาย ความปล่อยวาง) ไปจนถึงความสลัดคืน และเกิดวิมุตติความหลุดพ้นไปโดยลำดับ

     การเจริญสติ (ความระลึกได้) และสัมปชัญญะ (ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม) คือ หัวใจสำคัญในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ โดยพระพุทธองค์ได้ทรงให้อุบายในการเจริญสติและสัมปชัญญะ ให้เป็นทั้งภายนอก ให้เป็นทั้งภายใน และให้เป็นทั้งภายในภายนอก กล่าวคือ เมื่อมีความรู้สึกอันเป็นไปภายนอกคือทางกาย ก็ระลึกรู้ความรู้สึกอันเป็นไปในภายนอกทางกายนั้น (กระทบ สัมผัส และเวทนาทางกาย) อย่างทั่วพร้อม เมื่อมีความรู้สึกอันเป็นไปในภายในคือทางใจ ก็ระลึกรู้ความรู้สึกอันเป็นไปในภายในทางใจนั้น (กระทบ สัมผัส เวทนาทางใจ เป็นอารมณ์และอาการทางใจต่างๆ นานา) อย่างทั่วพร้อม เมื่อมีความรู้สึกอันเป็นไปทั้งภายในและภายนอก ก็ระลึกรู้ความรู้สึกอันเป็นไปทั้งภายใน(ทางใจ)และภายนอก(ทางกาย) นั้น อย่างทั่วพร้อมและทั่วถึงไปพร้อมๆ กันทั้งทางกายและทางใจ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นเมื่อมีสติระลึกรู้สัมปชัญญะอันเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั้งภายในและภายนอกนั้น นอกจากปัญญาอันเกิดจากการมีสติระลึกรู้ความรู้สึกหรือสัมปชัญญะอันเป็นไปในภายในและภายนอกนั้น นักภาวนาก็จะมีปัญญาเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกหรือสัมปชัญญะอันเป็นไปในภายในและภายนอกว่ามีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร อาทิ กายผ่อนคลาย ใจก็ผ่อนคลาย เมื่อใจผ่อนคลายมากขึ้น กายก็ผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อกายผ่อนคลายมากขึ้นจนเกิดการปล่อยวางทางกาย ใจก็จะผ่อนคลายมากขึ้นไปสู่ความสงบทางใจ ความสงบทางใจ ก็จะทำให้ลมหายใจเข้า-ออกแผ่วเบา ราบรื่น สม่ำเสมอ ลมหายใจที่แผ่วเบา ราบรื่น สม่ำเสมอ ก็จะทำให้เกิดความสงบทางใจอันประณีตยิ่งขึ้น ความสงบทางใจอันประณีตยิ่งขึ้น ก็จะทำให้ลมหายใจละเอียดและประณีตยิ่งขึ้น... ใจที่สงบประณีต ก็จะเกิดปีติ สุข ไปจนถึงอุเบกขา อันถึงพร้อมด้วยจิตอันเกษม

     ปัญหาของการพัฒนาสติและสัมปชัญญะ เกิดจากนักภาวนาขาดความรู้ความเข้าใจ ทำให้เจริญสติโดยขาดสัมปชัญญะ หรือเจริญสัมปชัญญะโดยขาดสติ ทั้งนี้เป็นเพราะเจริญสติและสัมปชัญญะโดยการกำหนดตึงไปบ้าง หย่อนไปบ้าง การเจริญสติโดยขาดสัมปชัญญะ ทำให้การเจริญสติสัมปชัญญะตึงเกินไป จนทำให้เกิดการเกร็ง จนถึงตั้งใจจ้อง จดจ่อ จนสติพุ่งจมไปกับองค์บริกรรม ความรู้สึกหรือสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นขณะภาวนานั้น อาทิ จมไปกับอิริยาบถของการนั่งภาวนา (นั่งแบบห่อๆ ไม่สดชื่น) จมไปกับการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก จมไปกับการกำหนดท้องพอง-ยุบ จมไปกับความคิดฟุ้งซ่าน และอื่นๆ จนขาดการตื่นรู้ของสติ สังเกตได้จากใบหน้าบึ้งตึง ไม่สดชื่นผ่องใส ส่วนการเจริญสัมปชัญญะโดยขาดสติ ทำให้การเจริญสติสัมปชัญญะหย่อนเกินไป จนทำให้เกิดการเคลิบเคลิ้มหรือเพลิดเพลินไหลไปกับองค์บริกรรม ความรู้สึกหรือสภาวะธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะภาวนานั้น อาทิ ติดอยู่กับสภาวะร่างกายโยกโคลงบ้าง เพลิดเพลินกับแสงสี นิมิตต่างๆ บ้าง ติดแช่อยู่ในปีติสุขบ้าง และอื่นๆ สังเกตได้จากใบหน้าเคลิบเคลิ้ม หรือจ้องมองพุ่งไปข้างหน้า จนร่างกายเสียการทรงตัว

     การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเจริญสติและสัมปชัญญะ เกิดจากนักภาวนาไม่เข้าใจสภาวะและอาการที่ถูกต้องของการเจริญสติและสัมปชัญญะ ทำให้ไม่ทราบว่าการเจริญสติด้วยการกำหนดรู้นั้น กำหนดอย่างไร? มีอาการอย่างไร? และการเจริญสัมปชัญญะด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนั้นรู้สึกอย่างไร? มีอาการอย่างไร? อาตมาขออธิบายพอสังเขป ดังนี้.... การเจริญสติด้วยการกำหนดรู้นั้น คือ การระลึกรู้ และสังเกต ไม่จดจ่อจนแนบแน่นกับสิ่งที่กำลังกำหนด และต้องเป็นไปด้วยอาการปล่อยวาง ผ่อนคลาย สบายๆ อาทิ เรานั่งอยู่ ก็ระลึกรู้ว่านั่งอยู่ เมื่อระลึกรู้ว่านั่งอยู่ ก็สังเกตอาการนั่งต่อไปว่ามือวางอย่างไร ตั้งกายอย่างไร ตึงไป หรือหย่อนไป หากตึงไป ก็รู้จักใช้ปัญญาคลี่คลายความตึงของร่างกายโดยการขยับและผ่อนคลายร่างกาย เมื่อนั่งอยู่ก็รู้ว่านั่งอยู่ และระลึกรู้ต่อไปว่า...เมื่อนั่งอยู่และกำลังหายใจเข้า-หายใจออกอยู่นี้ มีอาการหายใจเข้า-หายใจออกอย่างไร? ก็สังเกตอาการหายใจเข้า-หายใจออกว่า สม่ำเสมอ ราบรื่น หนักเบา อย่างไร? เคล็ดลับสำคัญในการสังเกตนั้น อยู่ตรงที่ต้องให้สติรู้อยู่ที่ฐานของการรู้คือสติ โดยสติไม่เผลอไหลไปรู้แบบแนบแน่นกับสิ่งที่ถูกรู้ และการรู้อยู่ที่ฐานของการรู้คือสตินี้ ก็จะทำให้เกิดการรู้สิ่งที่ถูกรู้คือลมหายใจเข้า-ออกก็ดี ท้องพอง-ยุบก็ดี โดยจะสามารถรู้ไปได้พร้อมๆ กับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเป็นไปเองอย่างสบายๆ ไม่มีอาการ เกร็ง ตึง จ้อง เพ่งแต่อย่างใด ในเรื่องของการสังเกตนี้ นักภาวนาอาจจะลองฝึกให้เข้าใจง่าย โดยแกล้งทำเป็นคนตาบอด อาทิ ลองแกล้งหลับตาเดินเหมือนคนตาบอด แล้วลองเดินค่อยๆ คลำทางด้วยความรู้สึก ก็จะเข้าใจได้เองว่า เดินด้วยการสังเกตค่อยๆ คลำทางเดินหรือค่อยๆ เดินอย่างคนตาบอดนั้น เดินด้วยอาการอย่างไร? รู้อาการเดินได้อย่างไร? และใช้การสังเกตจากสติ (ตาใจ) แทนตาเนื้อได้อย่างไร? การภาวนาก็เช่นกัน ให้เจริญสติด้วยการสังเกตจากสติ (ตาใจ) ซึ่งอยู่ถอยเข้าไปข้างในหลังตาเนื้อ ตรงบริเวณหลังกลางหน้าผากเข้าไปข้างในตรงที่รู้การมอง หรือรู้ความนึกคิด อีกนัยหนึ่ง ตรงที่ความนึกคิดเกิดและความนึกคิดดับไปนั่นเอง (ลองฝึกคิดนึกคิดอะไรก็ได้ แล้วลองสังเกตความนึกคิดไปด้วย จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการสังเกตความนึกคิด ความนึกคิดก็จะค่อยๆ ห่างไป คลายออกไป จนในที่สุดเมื่อสังเกตความนึกคิดอย่างต่อเนื่อง ความนึกคิดจะหยุดไปเอง) การฝึกเจริญสติด้วยการสังเกตจึงเป็นอุบายที่สำคัญมากเพราะจะทำให้สติระลึกรู้ได้อย่างต่อเนื่อง สบายๆ เป็นธรรมชาติ (กรุณาดูการบ้านภาวนาบทก่อน ว่าด้วย การเจริญสติด้วยการสังเกต-รู้ รู้-สังเกต สังเกต-รู้)

     การเจริญสติด้วยการสังเกต จะเปลี่ยนกระบวนการรับรู้และเรียนรู้โลกภายนอกผ่านทางอายตนะทั้ง ๕ ไปสู่การรู้ที่ใจได้โดยตรง ปกติ เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง..... ก็จะเกิดการนึก และการนึกก็ทำให้เกิดการคิด แต่หากนักภาวนาเจริญสติด้วยการสังเกตไปพร้อมๆ กับการเห็นรูป การได้ยินเสียง........ การนึกจะเปลี่ยนไปเป็นการสังเกต หรือเกิดการนึกไปพร้อมๆ กับการสังเกต เมื่อมีการสังเกต ใจก็จะเปิด และเกิดกระบวนการรับรู้ที่ใจได้โดยตรงโดยไม่ต้องไปเสียเวลากับการคิด หรือหากมีทั้งการนึกและการสังเกต ก็จะเกิดทั้งการคิดด้วยสมองและการรู้ที่ใจไปได้ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งต่างจากการนึกคิดที่สมองโดยขาดการสังเกต จะทำให้เกิดการนึกคิดที่วนเวียนอยู่แต่ในสมองและไม่ลงไปรู้ที่ใจ บางครั้งนึกคิดวนเวียนอยู่แต่ในสมองๆหลายๆ รอบจนเกิดความฟุ้งซ่านและไม่ลงไปรู้ที่ใจ ทำให้คิดนึกเท่าไร ก็ไม่เข้าใจ เพราะมัวแต่คิดนึกฟุ้งซ่านในสมองโดยไม่ลงไปรู้ที่ใจ เมื่อไม่ลงไปรู้ที่ใจ ใจก็จะปิด ทุกวันนี้ คนเราใจปิด ทำให้ไม่ได้ทำงานด้วยใจ เพราะเหตุวนเวียนอยู่แต่ความนึกคิดในสมองจนฟุ้งซ่าน ฉะนั้น การเจริญสติด้วยการระลึกรู้และการสังเกต จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ใจเปิด เพราะอาการนึกคิดนั้นเป็นอาการที่เกิดขึ้นในสมอง ส่วนการระลึกรู้นั้นเป็นอาการที่เกิดขึ้นที่ใจ และยิ่งเพิ่มการระลึกรู้ให้ละเอียดด้วยการสังเกต ใจก็จะเปิดมากขึ้นๆๆๆ จนใจยิ้ม และเบิกบาน เมื่อใจเริ่มยิ้มและเบิกบานนั้น การเห็นธรรมจึงจะเกิดขึ้น เพราะเมื่อใจยิ้มและเบิกบาน ก็จะทำให้เกิดการภาวนาลงที่ใจ เกิดสติและสัมปชัญญะภายใน เมื่อมีสติและสัมปชัญญะภายใน ก็จะทำให้เกิดการรู้ที่ใจ (จิตดูจิต และจิตรู้จิตได้เอง) เมื่อมีสติรู้ความรู้สึกอันเป็นไปในภายในใจ ก็จะทำให้สามารถรู้ความรู้สึกอันเป็นไปภายนอกทางกายได้เอง และเมื่อมีสติรู้ความรู้สึกอันเป็นไปในภายในใจละเอียดประณีตมากขึ้น ใจก็จะเริ่มสงบ และเป็นกลางๆ เมื่อใจเป็นกลางๆ ก็จะเกิดการรู้ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมภายนอกและภายในอย่างทั่วถึงได้เองไปพร้อมๆ กันอย่างเป็นธรรมชาติ ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในภายในและภายนอกนี้ ก็จะมีน้ำหนักหนัก-เบาในการรับรู้กระทบสัมผัสสิ่งที่มากระทบเป็นอาการและความรู้สึกทางกาย-ใจต่างๆ นานา น้ำหนักหนัก-เบาในการรับรู้กระทบสัมผัสสิ่งที่มากระทบต่างๆ ทั้งทางกาย-ใจนี้ ก็จะแสดงพฤติของจิตให้เห็นถึงการวิ่งไปรับอารมณ์กระทบสัมผัสของจิตเป็นความพุ่งพล่าน ไหวไปมา และรับรู้ได้ถึงความเกิด-ดับจากการรับรู้กระทบสัมผัสอาการหรืออารมณ์หนึ่งไปสู่การรับรู้กระทบสัมผัสอาการหรืออารมณ์อันอื่น เกิด-ดับเป็นสันตติเรื่อยไป อาการหรืออารมณ์นี้ที่ไปกระทบสัมผัสรับรู้นี้ บางครั้งก็เป็นความยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง ปีติบ้าง สุขบ้าง ความสงบ ความว่างบ้าง บางครั้งเกิดความว่างนานบ้าง สั้นบ้าง จนตระหนักแก่ใจตนเองได้ว่าความว่างก็ไม่เที่ยง เมื่อสังเกตด้วยสติอันละเอียดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก็จะพบว่าในท่ามกลางความว่างนั้น จะเริ่มมีรอยยิ้มกระหยิ่มๆๆ ขึ้นมาทีละน้อย รอยยิ้มที่กระหยิ่มๆๆ ขึ้นมานี้ ก็มีอาการยิ้มเบิกบานมากบ้าง น้อยบ้าง จนเป็นรอยยิ้มที่กระหยิ่มๆๆ มากขึ้นๆๆ จนเป็นจิตอันเกษม เมื่อถึงจิตอันเกษมนี้ สติและใจผู้รู้ก็เริ่มเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตรงที่ฐานของใจท่ามกลางระหว่างอก จิตก็จะเริ่มดูจิตเอง และเกิดการดูจิตจนทวนกระแสเข้าไปในจิตลึกๆ เสมือนหนึ่งมีรอยยิ้มที่กระหยิ่มๆๆ เป็นจิตอันเกษมพาไปให้เห็นความเป็นไปของสิ่งคาใจหรือกิเลสอันละเอียดประณีตอันครอบงำปรุงแต่งจิต (จิตตสังขาร) เป็นสมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) สะสมนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานเป็นปัญจธรรม หรือกิเลสเครื่องเนิ่นช้าที่ละเอียดประณีตและยึดยื้ออยู่ในใจมานานแสนนาน และรอยยิ้มที่กระหยิ่มๆๆ นี้ จะเป็นเสมือนเครื่องอาศัยหรือวิหารธรรมแก่ผู้เจริญภาวนาให้ถึงพร้อมด้วยจิตอันเกษมเกิดเป็นอิทธิบาทภาวนาพาผู้ปฏิบัติข้ามโคตรภูมิจากโลกียะไปสู่โลกุตตระ เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา (ความเบื่อหน่าย) วิราคะ (ความจางคลาย ความคลายออก) ความสลัดคืน ไปจนถึงวิมุตติและความหลุดพ้นไปโดยลำดับ ด้วยประการ ฉะนี้


[<< กลับไปหน้าแรก]