Online ทั้งหมด : 3 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์



Untitled Document
การบ้านภาวนาหลวงพ่อวิโมกข์
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒๔
ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๒๕
ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๒๖
ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๒๗
ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๒๘
ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๒๙
ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๓๐
ครั้งที่ ๘ ครั้งที่ ๓๑
ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๓๒
ครั้งที่ ๑๐ ครั้งที่ ๓๓
ครั้งที่ ๑๑ ครั้งที่ ๓๔
ครั้งที่ ๑๒ ครั้งที่ ๓๕
ครั้งที่ ๑๓ ครั้งที่ ๓๖
ครั้งที่ ๑๔ ครั้งที่ ๓๗
ครั้งที่ ๑๕ ครั้งที่ ๓๘
ครั้งที่ ๑๖ ครั้งที่ ๓๙
ครั้งที่ ๑๗ ครั้งที่ ๔๐
ครั้งที่ ๑๘ ครั้งที่ ๔๑
ครั้งที่ ๑๙ ครั้งที่ ๔๒
ครั้งที่ ๒๐ ครั้งที่ ๔๓
ครั้งที่ ๒๑ ครั้งที่ ๔๔
ครั้งที่ ๒๒ ครั้งที่ ๔๕
ครั้งที่ ๒๓

การบ้านภาวนารวบรวมโดยคุณ ทะเลใจ


 
การบ้านภาวนา ครั้งที่ ๓๙
หลวงพ่อวิโมกข์ (wimoak@yahoo.com)

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF การบ้านภาวนาครั้งที่ ๓๙


การบ้านภาวนาครั้งที่ ๓๙
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาท ด้วยการสำรวมใจ ก้าวข้ามโคตรภูมิ โดยการเจริญสุญญตสมาธิ


     นับตั้งแต่สมัยยังเด็กๆ ได้เคยศึกษาเรื่องจิตว่างหรือสุญญตาตามทรรศนะของท่านพุทธทาส ภิกขุ แต่ก็ยังไม่มีความเข้าใจว่าจิตว่างนั้นมีอาการและลักษณะอย่างไร? และทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดจิตว่างตรงตามหลักของพระพุทธศาสนา ตอนนั้นมีความเข้าใจว่า การทำให้จิตว่าง คือ การทำจิตไม่ให้ไปรับรู้เรื่องภายนอกใดๆทั้งสิ้น หรืออีกนัยหนึ่งทำจิตให้ว่างจริงๆ ว่างจากการรับรู้ เกี่ยวข้อง ปฏิสัมพันธ์กับเรื่องต่างๆ ภายนอก ทั้งหลาย ซึ่งปรากฏผลว่าได้รับประโยชน์เพียงแค่ความสงบหรือพักจิตเพียงชั่วขณะ แต่ไม่เกิดปัญญาแต่อย่างใด และการพักจิตโดยการทำจิตให้ว่างโดยไม่ไปสนใจรับรู้เรื่องใดๆ ภายนอกนั้น กลับมีผลเสียคือ ทำให้กลายเป็นคนหลีกเร้นตัวเองออกห่างจากเพื่อนฝูงและสังคม เพราะกลัวว่าสิ่งภายนอกจะทำให้จิตของเราไม่สงบจนเป็นจิตไม่ว่างอยู่เสมอ และผลจากการหลีกเร้นตัวเอง ก็กลับทำให้ตนเป็นคนเคร่งขรึม ดูสีหน้าขาดรอยยิ้ม และความสดชื่นเบิกบาน ทำให้ขาดมนุษยสัมพันธ์ที่ดีงาม กลายเป็นคนแปลกแยกจากสังคม ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ จะเป็นกันมากในหมู่นักปฏิบัติธรรม เพราะเหตุนักปฏิบัติธรรมไม่รู้จักประยุกต์การปฏิบัติธรรมให้กลมกลืนเข้าสู่การดำเนินชีวิตในชีวิตประจำวัน ให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อยู่เสมอในสังคม อันเป็นตัวอย่างแบบแผนของนักปฏิบัติที่ดีงามแก่ผู้พบเห็นได้มีศรัทธาเห็นประโยชน์คุณค่าของการปฏิบัติธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจให้ถึงพร้อมด้วยความเจริญก้าวหน้าทั้งในทางโลกและทางธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป

     ความหมายของคำว่าสุญญตาสามารถพิจารณาได้จากข้อความในจุฬสุญญตสูตร ดังนี้... “ภิกษุรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในความสำคัญว่าป่า ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าบ้าน ไม่มีความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่ามนุษย์ มีอยู่เพียงความกระวนกระวายเพราะอาศัยความสำคัญว่าป่าอย่างเดียว” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในความหมายของคำว่าสุญญตาหรือความว่างนั้น ยังมีการรับรู้ แต่เป็นการรับรู้ในสิ่งที่เป็นปัจจุบัน จึงเป็นความกระวนกระวายรับรู้หรือเรียนรู้ที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีโทษแต่อย่างใด เปรียบเสมือนภิกษุอยู่ในป่า ก็พึงรู้ว่าอยู่ในป่าและรับรู้การอยู่ในป่าเพียงอย่างเดียว โดยวางความคิดปรุงแต่งเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการอยู่ในป่า อาทิ ความคิดปรุงแต่งเรื่องคน เรื่องบ้านและอื่นๆ เช่นเดียวกัน หากเรากำลังทานอาหารอยู่ เราก็รับรู้ปฏิสัมพันธ์อยู่แต่เรื่องการทานอาหาร โดยวางการปรุงแต่งนึกคิดเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทานอาหาร...เรากำลังนั่งประชุมอยู่ในห้องประชุม เราก็รับรู้ปฏิสัมพันธ์อยู่แต่เรื่องการพูดคุยกันในห้องประชุม โดยวางการปรุงแต่งนึกคิดเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประชุมในขณะนั้น เรากำลังเล่นกีฬา กำลังอาบน้ำ กำลังดูภาพยนตร์ และอื่นๆ เราก็รับรู้ปฏิสัมพันธ์อยู่แต่เรื่องการเล่นกีฬา อาบน้ำ ดูภาพยนตร์ โดยวางการปรุงแต่งนึกคิดเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเล่นกีฬา การอาบน้ำ ดูภาพยนตร์ เป็นต้น เมื่อเรารู้จักอุบายในการวางใจให้รับรู้ปฏิสัมพันธ์อยู่แต่เรื่องที่เรากำลังกระทำในปัจจุบันขณะนั้น โดยวางการปรุงแต่งนึกคิดเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังกระทำในขณะนั้น...สุญญตาหรือความว่างก็เกิดขึ้น อันเป็นสภาวะจิตว่างที่เป็นความสงบใจจากเรื่องการปรุงแต่งนึกคิดเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด แต่ที่ไม่ว่างมีอยู่เพียงอย่างเดียวคือการรับรู้ปฏิสัมพันธ์กับการกระทำในเหตุการณ์ปัจจุบันในขณะนั้นๆ การเกี่ยวข้องปฏิสัมพันธ์กับเรื่องต่างๆ ในขณะนั้นๆ ก็จะเป็นการปฏิสัมพันธ์ด้วยสติสัมปชัญญะ คือการปฏิสัมพันธ์ทั้งการพูด การกระทำ และการนึกคิด ก็จะเป็นการพูด การกระทำและการนึกคิดด้วยสติและสัมปชัญญะ

     นักปฏิบัติธรรมโดยมากรู้จักแต่การนั่งสมาธิในรูปแบบของการหลับตานั่งสมาธิ แต่ไม่รู้จักวิธีการเจริญสมาธิในรูปแบบของการลืมตาและการเคลื่อนไหว ทั้งนี้เป็นเพราะไปแปล “สมาธิ” ว่า “เป็นความสงบนิ่ง” ซึ่งเป็นสมาธิแบบโยคีฤๅษีที่มีมาแต่ก่อนพุทธกาล คือ ฝึกความสงบนิ่งแบบยืนท่าเดียว นั่งท่าเดียว เป็นเวลานานๆ อันไม่ใช่สมาธิซึ่งเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นตามหลักพระพุทธศาสนา กล่าวคือ สมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิตามหลักพระพุทธศาสนานั้น เป็นความสงบใจ สงบจากิเลส อารมณ์ เครื่องปรุงแต่ง เครื่องร้อยรัดทั้งหลาย กล่าวคือสงบจากการปรุงแต่งและความยึดมั่นถือมั่น ความสงบใจเช่นนี้จึงต่างจากสงบนิ่ง คือเป็นความสงบใจที่เป็นเหตุให้เกิดความ ตั้งใจมั่นชอบ ซึ่งเป็นคำแปลของสัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ) ตามหลักพระพุทธศาสนา ส่วนความสงบนิ่งอย่างที่หลายท่านเข้าใจนั้น มักจะเป็นความสงบนิ่งแบบสบายและไม่อยากจะเรียนรู้หรือทำอะไรๆ อันไม่ใช่ความตั้งใจมั่นชอบตามหลักพระพุทธศาสนาดังกล่าว

     นักปฏิบัติโดยมากไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสมาธิที่เป็นความตั้งใจมั่นชอบ แต่มักจะสนใจทำสมาธิเพื่อให้เกิดความสงบนิ่งแบบนั่งตัวแข็งทื่อและพยายามดับความรู้สึกและการรับรู้สิ่งต่างๆ ภายนอกทั้งหมด จึงมักทำสมาธิโดยการพยายามทำจิตให้สงบนิ่งโดยอาการเพ่งจิตให้จดจ่อนิ่งอยู่เฉพาะองค์บริกรรมนั้นๆ ซึ่งทำให้เกิดอาการเกร็ง ตึง จนถึงตัวแข็งทื่อ เพราะเหตุความมุ่งมั่นพยายามทำจิตให้สงบนิ่ง โดยการสะกดความคิดนึกและความรู้สึกบ้าง บังคับจิตไม่ให้คิดนึกบ้าง พยายามดับความรู้สึกและการรับรู้เรื่องต่างๆ บ้าง เป็นต้น เพื่อที่จะบังคับจิตให้เพ่งจนสงบนิ่งอยู่ในอารมณ์เดียว ซึ่งเป็นอาการของการทำสมาธิเพื่อให้มีอำนาจจิต แต่ไม่สามารถหลุดพ้นได้ อันเป็นโลกียสมาธิ ซึ่งเป็นการทำสมาธิที่มีมาก่อนแต่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ภายหลังพระพุทธองค์เห็นทรงตระหนักว่าการทำสมาธิลักษณะเช่นนี้ไม่อาจจะถึงซึ่งวิมุตติความหลุดพ้นได้ จึงได้ทรงหันมาเจริญสมาธิตามหลักมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คือ ถึงพร้อมด้วยปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ถึงพร้อมด้วยศีล คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ และถึงพร้อมด้วยสมาธิ คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ฉะนั้น สมาธิตามหลักมีองค์ ๘ จึงเป็นสัมมาสมาธิและเป็นโลกุตตระสมาธิ คือ เป็นไปเพื่อความปล่อยวาง ความจางคลาย ความสลัดคืน ความแจ่มแจ้งแทงตลอด วิมุตติความหลุดพ้นไปจนถึงการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ให้หมดสิ้น

     การสอนสมาธิของพระพุทธองค์แก่ภิกษุทั้งหลาย จึงเริ่มต้นด้วยการน้อมใจภิกษุทั้งหลายด้วยปัญญาเพื่อให้เกิดการปล่อยวางดังที่ทรงตรัสสอนแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง เวทนา...วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง” ภิกษุทรงทูลตอบว่า “ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า” แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงตรัสสอนต่อไปว่า “เมื่อรูป...วิญญาณ ไม่เที่ยง จึงเป็นทุกข์ เมื่อเป็นทุกข์จึงไม่มีตัวตนที่เราควรจะเข้าไปยึดมั่นถือมั่น...ด้วยอาการสอนสมาธิเช่นนี้ แล้วก็จะสามารถน้อมใจภิกษุทั้งหลายให้ปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ ทั้งหลาย จากนั้นก็จะทรงสอนให้ภิกษุเจริญสมาธิเข้าสู่ปฐมฌานไปตลอดจนถึงจตุตถฌานไปโดยลำดับ การสอนสมาธิของพระพุทธองค์จึงเป็นโลกุตตระสมาธิเพราะเนื่องด้วยปัญญาอันเป็นไปเพื่อความปล่อยวางไปตั้งแต่ต้นและถึงซึ่งความจางคลาย ความสลัดคืนและความหลุดพ้นไปโดยลำดับตั้งแต่ขณิกสมาธิ อุปจาระสมาธิ และอัปปนาสมาธิ (ปฐมฌานไปจนถึงจตุตถฌาน) จนถึงซึ่งความหลุดพ้นในที่สุด และในชีวิตประจำวันของการดำเนินชีวิตยังชีพของภิกษุทั้งหลาย พระพุทธองค์ก็ได้ทรงสอนภิกษุทั้งหลายให้เจริญสุญญตาเป็นสุญญตวิหารธรรม ดังพระสูตรที่ได้กล่าวอธิบายมาข้างต้น

     ในเรื่องของสุญญตานั้น พระพุทธองค์ได้ทรงให้แนวทางในการปฏิบัติดังที่ปรากฏในพระไตรปิฎกมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่มที่ ๑๔ ซึ่งกล่าวถึงแนวทางปฏิบัติ ๕ ข้อ คือ ๑. ภิกษุตั้งจิตไว้ในภายใน ทำจิตให้สงบ ทำจิตให้มีธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งจิตให้มั่นคือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม และอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน...ทุติยฌาน...ตติยฌาน...จตุตถฌาน...
     ๒. ภิกษุนั้นใส่ใจในสุญญตาภายใน และฝึกฝนจนมีสัมปชัญญะในสุญญตาในภายใน
     ๓. ภิกษุนั้นใส่ใจในสุญญตาภายนอก และฝีกฝนจนมีสัมปชัญญะในสุญญตาในภายนอก
     ๔. ภิกษุนั้นใส่ใจสุญญตาทั้งภายในและภายนอก และฝึกฝนจนมีสัมปชัญญะในสุญญตาทั้งภายในและภายนอก
     ๕. ภิกษุนั้นใส่ใจอาเนญชสมาบัติ (อรูปสมาบัติ) และฝึกจนมีสัมปชัญญะในอาเนญชสมาบัติ

     และในในพระสูตร ขุททกนิกาย มหานิทเทส พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้เจริญสุญญตาโดยการพิจารณาเบญจขันธ์ หรือขันธ์ ๕ ว่าเป็นของ ว่างเปล่า คือ “กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา หรือสิ่งนี้ของคนอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นเมื่อไม่ได้มีความยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของ ๆ เราไม่มี” นอกจากนั้น สารัตถะสำคัญของสุญญตา หรือ การเป็นอยู่ด้วยจิตว่างนี้ ยังมีปรากฏอยู่ในพระสูตรอื่นๆ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระพาหิยทารุจริยะว่า

     “พาหิยะ เมื่อเธอเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น, ฟังเสียงก็สักแต่ว่าฟัง, รับรู้อารมณ์ที่ได้รับรู้ก็สักแต่ว่ารับรู้, รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งก็สักแต่ว่ารู้แจ้ง เมื่อนั้นเธอก็จะไม่มี เมื่อใดเธอไม่มี เมื่อนั้น เธอก็จะไม่ยึดติดในสิ่งนั้น เมื่อใดเธอไม่ยึดติดในสิ่งนั้น เมื่อนั้นเธอจักไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่น ไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้เป็นที่สุดแห่งทุกข์”

     จากพุทธพจน์ดังกล่าวมานี้ชี้ให้เห็นว่าการเป็นอยู่ด้วยจิตว่างหรือสุญญตา คือ ให้สักแต่ว่าเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส และสักแต่ว่ารู้สึกในธรรมารมณ์นั้นๆ และไม่ให้สำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวตน เมื่อทำได้เช่นนี้ จิตก็จะคลายจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ และเข้าถึงสุญญตาหรือความเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ดังที่กล่าวว่า เมื่อนั้นเธอก็จะไม่มี และเห็นถึงผลของความว่างนี้ว่าเป็นที่สุดแห่งทุกข์ หรือที่สุดของพรหมจรรย์คือวิมุตติและความหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส

     ความสำคัญของสุญญตาธรรม เห็นได้ชัดจากในจุฬสุญญตสูตร ที่ว่าด้วยสุญญตวิหารของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า ทั้งเมื่อก่อนและบัดนี้ พระองค์ทรงอยู่ด้วยสุญญตวิหารธรรมโดยมาก ดังที่ท่านพุทธทาส ภิกขุได้ให้คำอธิบายไว้อย่างชัดเจน ดังนี้ว่า...

     พระพุทธเจ้าท่านทำหน้าที่ในแต่ละวัน ๆ ตลอดเวลา ต้องพบปะกับบุคคลมากมาย ทั้งพุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งพระราชามหากษัตริย์ ทั้งเศรษฐี ทั้งคฤหบดี แม้แต่เดียรถีร์อื่น ซึ่งตามปกติเป็นคู่แข่งกันอยู่ เป็นคู่ปฏิปักษ์กันอยู่ ก็ยังมาหาพระพุทธเจ้า ในฐานะที่เป็นมิตรก็มี มาทำลายก็มี ล้วงเอาธรรมเอาประโยชน์ก็มี มากทั้งจำนวนและมากมายด้วยข้อคิดที่มาไต่ถาม มีการหักล้าง มีการโต้วาทะก็มีมาก พระองค์ต้องประสบกับสิ่งเหล่านี้ แต่ก็ทรงยืนยันว่าตลอดเวลานั้น ตถาคตอยู่ด้วยสุญญตวิหาร

     ฉะนั้น แม้พระพุทธองค์เองก็ยังต้องทำหน้าที่ในแต่ละวันๆ และพบปะผู้คนมากมาย ดังกล่าว นักปฏิบัติธรรมจึงควรจะรู้จักดำเนินรอยตามพระพุทธองค์ โดยการฝึกเจริญสมาธิอันหมายถึงความสงบใจ ว่างจากกิเลส ตัณหา อุปทาทาน เครื่องกังวล เครื่องร้อยรัดทั้งหลาย เพื่อให้เกิดสัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่นชอบดังกล่าว โดยใช้หลักปฏิบัติสุญญตาดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้ข้างต้น ในที่สุด ก็จะไม่มีการแบ่งแยกว่าจะนั่งสมาธิตอนไหน หรือเจริญสติเวลาไหน กล่าวคือ นักปฏิบัติจะมีความเข้าใจและรู้จักฝึกเจริญสติอันถึงพร้อมด้วยสัมมาสมาธิ(ความตั้งใจมั่นชอบ) และฝึกเจริญสมาธิอันถึงพร้อมด้วยสัมมาสติ (ความระลึกชอบ) ได้ตลอดทุกเวลาทั้งนั่งหลับตาหรือลืมตาทำงานพบปะเกี่ยวข้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากมาย หรือจะใช้อุบายธรรมของหลวงพ่อว่า “ภายนอก ยิ่งวุ่นๆๆๆๆ เท่าไร ภายในฝึกให้ยิ่งว่างๆๆๆๆเท่านั้น” แล้วจะรู้สึกสนุกและมีความสุขกับการปฏิบัติธรรม และทุกท่านก็จะตระหนักได้เองว่า การมาวัดปฏิบัติธรรมนั่งภาวนาในรูปแบบของการนั่งนั้น เปรียบเสมือนกับการมาโรงเรียนเรียนหนังสือเพื่อมาเรียนรู้สภาวะธรรมว่า ความสงบเป็นอย่างไร? มีอาการอย่างไร? ความตื่น สดชื่น เบิกบาน เป็นอย่างไร? มีอาการอย่าง? และเป็นการฝึกเรียนรู้แสวงหาและเติมเต็มความสงบสุขแก่ตนเองด้วยการปลีกวิเวก แต่ความหลุดพ้นนั้น นักปฏิบัติต้องรู้จักนำไปฝึกปฏิบัติเจริญสติเจริญสมาธิในชีวิตประจำวัน ว่า เราสามารถฝึกให้เกิดความสงบใจ และข้ามพ้นความทุกข์ ท่ามกลางความวุ่นวายและความทุกข์ทั้งหลายได้หรือไม่และอย่างไร? เมื่อนักปฏิบัติทั้งหลายได้เรียนรู้เรื่องสุญญตาและรู้จักฝึกเจริญสมาธิให้เป็นสุญญตสมาธิดังกล่าว จะพบว่าการเจริญสมาธินั้นสามารถทำได้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวันโดยการฝึกทำจิตให้ว่างตามหลักสุญญตาข้างต้น เพราะในความว่างหรือจิตว่างตามหลักสุญญตานั้น เป็นความว่างหรือจิตว่างที่ถึงพร้อมด้วยสติและสัมปชัญญะอันสมบูรณ์ พร้อมที่จะเผชิญทุกข์ ปัญหาและเหตุการณ์ต่างๆ จนสามารถก้าวล่วงทุกข์และปัญหาต่างๆ ได้ด้วยจิตว่างอันถึงพร้อมด้วยสติและสัมปชัญญะ ผลที่ตามมาก็คือ ความตั้งใจมั่นชอบ ตามหลักสัมมาสมาธิในมรรคมีองค์ ๘ อันสมบูรณ์ด้วยสัมมาสติ ไปตลอดจนสมบูรณ์ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิ เกิดเป็นมัคคสมังคี อันจะนำพาให้ผู้ปฏิบัติสามารถก้าวข้ามโคตรภูมิจากโลกียะไปสู่โลกุตตระ ถึงซึ่งความหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสได้ในที่สุด


[<< กลับไปหน้าแรก]