Online ทั้งหมด : 6 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์



Untitled Document
การบ้านภาวนาหลวงพ่อวิโมกข์
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒๔
ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๒๕
ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๒๖
ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๒๗
ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๒๘
ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๒๙
ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๓๐
ครั้งที่ ๘ ครั้งที่ ๓๑
ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๓๒
ครั้งที่ ๑๐ ครั้งที่ ๓๓
ครั้งที่ ๑๑ ครั้งที่ ๓๔
ครั้งที่ ๑๒ ครั้งที่ ๓๕
ครั้งที่ ๑๓ ครั้งที่ ๓๖
ครั้งที่ ๑๔ ครั้งที่ ๓๗
ครั้งที่ ๑๕ ครั้งที่ ๓๘
ครั้งที่ ๑๖ ครั้งที่ ๓๙
ครั้งที่ ๑๗ ครั้งที่ ๔๐
ครั้งที่ ๑๘ ครั้งที่ ๔๑
ครั้งที่ ๑๙ ครั้งที่ ๔๒
ครั้งที่ ๒๐ ครั้งที่ ๔๓
ครั้งที่ ๒๑ ครั้งที่ ๔๔
ครั้งที่ ๒๒ ครั้งที่ ๔๕
ครั้งที่ ๒๓

การบ้านภาวนารวบรวมโดยคุณ ทะเลใจ


 
การบ้านภาวนา ครั้งที่ ๔๒
หลวงพ่อวิโมกข์ (wimoak@yahoo.com)

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF การบ้านภาวนาครั้งที่ ๔๒


การบ้านภาวนาครั้งที่ ๔๒
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาท ด้วยการสำรวมใจ ฝึกยกจิตขึ้นอยู่เหนืออายตนะด้วยการรู้ “การ...”


     วันนี้ อาตมาจะได้ให้อุบายธรรมในการฝึกยกจิตขึ้นอยู่เหนืออายตนะให้เหมาะแก่ปุถุชนทั้งหลายที่ยังต้องดำเนินชีวิตและข้องเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ มากมายในชีวิตประจำวัน ก่อนอื่น อาตมาจะชี้ให้เห็นถึงทุกข์และปัญหาต่างๆ ที่มารุมเร้าชีวิตนั้น ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมาจาก ๒ ประการ คือ ๑. ไหล ๒. จม และความเนิ่นช้าในการปฏิบัติธรรมของนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายก็มีสาเหตุมาจากเหตุ ๒ ประการนี้เช่นกัน

     คำว่า “ไหล” คือ การรับรู้หรือเรียนรู้โลกภายนอก ด้วยการไหลออกทาง อายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หูจมูก ลิ้น กาย และใจ อาทิ ตาเห็นรูป เห็นด้วยอาการไหล คือ เห็นรูปและขาดความรู้เนื้อรู้ตัว เพราะเหตุไหลไปเพลิดเพลิน ยินดี ยินร้าย กับรูปที่มากระทบสัมผัส จนเกิดอาการเพ่ง จ้อง จดจ่อ เหม่อลอย เป็นต้น หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส ก็เช่นเดียวกัน คือ ฟัง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางกาย ด้วยอาการไหลไปเพลิดเพลิน ยินดี ยินร้าย กับเสียง กลิ่น รส กระทบสัมผัสทางกาย และตามมาด้วยการไหลของใจไปปรุงแต่งเป็นความนึกคิดฟุ้งซ่านในสมองต่างๆ นานา

     คำว่า “จม” คือ จมไปกับอารมณ์ปรุงแต่งทางมโนหรือใจ เป็นความรู้สึก อารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง หวง ห่วง เยื่อใย อาลัย อาวรณ์ หรือความพุ่งพล่านทางอารมณ์เป็นอาการทางใจ (จิตตสังขาร) ที่ปรุงแต่งหยาบและละเอียดประณีตต่างๆ นานา อันเป็นผลมาจากการไหลไปรับรู้หรือเรียนรู้โลกภาย นอกดังกล่าว หรือแม้แต่การจมในการภาวนา คือ จมลงไปกับองค์บริกรรม อาทิ จมลงไปกับลมหายใจเข้า-ออก ท้องพอง-ยุบ อันเนื่องมาจากการเพ่งจ้องในองค์บริกรรมนั้น จนในที่สุดจมลงไปในปีติสุขอันเกิดจากการภาวนานั้น เพราะเหตุเผลอสติจมไปตั้งแต่เริ่มต้นในการภาวนาด้วยการเพ่ง จ้อง จดจ่อ องค์บริกรรมดังกล่าว

     การไหล-การจม นั้นเกิดจากการเผลอสติ สติเปรียบเสมือนพ่อ เมื่อพ่อคือสติเผลอไปสู่การไหล-การจม ลูกคือจิต ก็จะไหลไปกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่มากระทบ และจมไปกับการปรุงแต่งเป็นความนึกคิด-อารมณ์ความรู้สึกพุ่งพล่านทางใจต่างๆ นานา และเมื่อคนเราเผลอสติบ่อยๆ จนเป็นเหตุให้ลูกคือจิต ไหล-จมไปกับการปรุงแต่งเป็นความนึกคิดฟุ้งซ่านและอารมณ์ความพุ่งพล่านสะสมหมักหมมในใจอยู่เนืองๆ ลูกก็จะเริ่มป่วยทางจิตเกิดความพุ่งพล่าน เร่าร้อน คลั่งไคล้ทางอารมณ์จนเป็นสัญญาหรือความเคยชินฝังอยู่ในใจ ต่อไป พอมีการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ลูกคือจิตก็จะคลั่งไคล้ไปเสวยอารมณ์ ฉุดลากพ่อคือสติให้หลุดแล้วหลุดอีก จนไม่รู้สึกตัวเองว่า สติได้เผลอหลับไหลไปกับความนึกคิด-อารมณ์ปรุงแต่งต่างๆ นานา อยู่เป็นนิจ ถึงกับไม่มีการเว้นวรรคให้สติได้ตื่นจากการหลับไหลนั้นบ้าง และก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่าการรับรู้ เรียนรู้ และเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโลกภายนอกด้วยความมีสติหรือความตื่นนั้นมีอาการอย่างไร และเมื่อสติไม่ตื่นอยู่เนืองๆ เช่นนี้ จิตก็ไม่ตื่น และในที่สุดทั้งจิตและสติก็จะหลับไหลตกภวังค์ อันเป็นเหตุให้รับรู้ เรียนรู้ และเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโลกภายนอกด้วยความครอบงำของอารมณ์และความปรุงแต่ง (จิตตสังขาร) หรือกิเลสทั้งหยาบ ละเอียด ประณีต เคล้าคลออยู่ในกองกิเลสเช่นนี้อยู่ร่ำไป อันหมายถึง จมอยู่ในกองทุกข์ไปทุกขณะ ทุกเวลา โดยไม่รู้สึกตัว

     ก่อนที่นักภาวนาจะฝึกยกจิตขึ้นอยู่เหนืออายตนะด้วยการรู้ “การ.....”นั้น นักภาวนาพึงศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจ ว่าการมีสติอยู่กับ “การ.........” คือ การมีสติอยู่กับปัจจุบัน และนอกเหนือจากความรู้ความเข้าใจให้ถูกต้องเช่นนี้แล้ว ความสำเร็จในการฝึกจิตให้อยู่เหนืออายตนะ จึงเกิดจากความสำเร็จในการฝึกสติให้อยู่กับ “การ..…….” และความสำเร็จในการฝึกสติให้อยู่กับ “การ…….” นั้น ลำพังความรู้ความเข้าใจนั้นยังไม่อาจสำเร็จได้ แต่นักภาวนาต้องเห็นคุณและประโยชน์จากการฝึกสติให้อยู่กับ “การ..….” ว่า มีความสุขอันประณีตและทำให้เกิดปัญญาได้อย่างไร อันจะทำให้เกิดฉันทะคือความพึงพอใจในการฝึกสติให้อยู่กับ “การ....” อยู่ทุกเมื่อทุกขณะ และฉันทะคือความพึงพอใจนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของอิทธิบาท ๔ อันเป็นเครื่องช่วยทำให้เกิดความสำเร็จในทุกสิ่งทุกประการ กล่าวคือ การฝึกสติให้อยู่กับ “การ……” จะทำให้การภาวนาเป็นอิทธิบาทภาวนา คือ ภาวนาด้วยใจที่รักในการภาวนา เพราะเหตุเห็นคุณและประโยชน์ในการภาวนา ซึ่งการภาวนาในที่นี้ก็คือ การฝึกสติอยู่กับ “การ.....” อันจะทำให้เกิดการฝึกเจริญสติอยู่กับ “การ…….” ซึ่งทำให้สำเร็จประโยชน์จากการมีสติอยู่กับปัจจุบัน โดยแท้จริง

     คนไทยโชคดีเพราะมีภาษาไทย ที่เป็นภาษาซึ่งออกมาจากใจ และสามารถถ่ายทอดธรรมะได้อย่างลึกซึ้ง กล่าวคือ ในภาษาไทย มีคำว่า “การ” และ “ความ” หากเรามีสติอยู่กับ “การ…..” “ความ”ที่เป็นอกุศลทั้งหลายก็จะแทรกได้ยาก กล่าวคือ เมื่อมีสติอยู่กับ “การ.......” อยู่ทุกๆ ขณะ ในชีวิต ประจำวัน กล่าวคือ มีสติในการยืน หรือระลึกรู้การยืน มีสติในการเดิน หรือระลึกรู้การเดิน....การนั่ง การนอน อันเป็น ๔ อิริยาบถหลักนี้ ในเบื้องต้น ต่อไปนักภาวนาจะเริ่มระลึกรู้ได้เองถึง “การ......” ในอิริยาบถย่อยอื่นๆ มากมาย อาทิ การจับ การยก การขยับ การก้ม การเงย การกิน การดื่ม การพูด การคุย ฯลฯ จนต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อๆ กัน และการระลึกรู้ถึงอิริยาบถย่อยอื่นๆ นี้ เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่า นักภาวนาจะค่อยๆ ระลึกได้เองมากขึ้นไปโดยลำดับ โดยไม่ต้องไปตั้งใจกำหนดแต่อย่างใด ซึ่งจะแตก ต่างจากการไปตั้งใจกำหนดโดยสิ้นเชิง เพราะการมีสติระลึกรู้ถึง “การ.....” โดยเริ่มจากการดูรูปกายเป็นหลัก ว่ากายอยู่ในรูปยืน ก็ระลึกรู้ถึงการยืน กายอยู่ในรูปนั่ง ก็ระลึกรู้ถึงการนั่ง ……การเดิน การนอน ระลึกรู้ทำนองเดียวกัน เมื่อเริ่มระลึกรู้ได้ในอิริยาบถหลักๆ ต่อไปสติก็จะเริ่มระลึกรู้ได้ในอิริยาบถย่อยๆ อื่นๆ ได้เอง อย่างค่อยเป็นค่อยไป สบายๆ เป็นธรรมชาติ จนในที่สุด ตัวชี้วัดว่านักภาวนารู้ ”การ.....” ได้อย่างทั่วพร้อม ก็คือ จะเกิดการรับรู้อย่างเป็นกลางๆ อย่างผ่อนคลายสบายๆ เป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องไปตั้งใจไปพยายามกำหนดแต่อย่างใด แต่ใจผู้รู้จะกำหนดรู้ได้เองด้วยอาการค่อยๆ รู้ชัด และสติก็จะกำหนดรู้ได้เองด้วยอาการสังเกต กล่าวคือ ใจที่เป็นกลางๆ ใจจะเกิดการกำหนดรู้ด้วยอาการค่อยๆ ระลึกรู้จนรู้ชัดเองพร้อมๆ กับการสังเกตของสติที่ค่อยๆ สังเกตในสิ่งที่ใจระลึกรู้นั้น และเมื่อสติกำหนดด้วยอาการสังเกตอย่างค่อยเป็นค่อยไป สบายๆ เป็นธรรมชาตินี้ ใจก็จะสามารถระลึกรู้ได้มากขึ้นๆ ด้วยอาการค่อยๆ รู้ทั่วพร้อมและรู้ทั่วถึง ซึ่งทำให้เกิดการค่อยๆ รู้ชัดขึ้นมาเองโดยลำดับ

     ความสำเร็จในการฝึกยกจิตขึ้นอยู่เหนืออายตนะด้วยการรู้ “การ.....” นี้ มีเคล็ดอยู่ที่การรู้ “การ.........” ได้อย่างทั่วพร้อม และรับรู้ด้วยใจที่เป็นกลางๆ อย่างผ่อนคลายสบายๆ เป็นธรรมชาติ โดยในเบื้องต้น นักภาวนาจะสังเกตได้ว่าจะรู้ “การ.....” ได้แค่อย่างสองอย่าง แต่เมื่อนักภาวนาเจริญสติด้วยความเป็นกลางๆ และผ่อนคลายสบายๆ ต่อไป นักภาวนาจะเริ่มมีการรับรู้ที่เป็นกลางๆ มากขึ้น และเริ่มรับรู้ได้มากอย่างเพิ่มขึ้น จนเกิดเป็นการรับรู้ได้ทั่วสรรพางค์กายไปพร้อมๆ กันอย่างทั่วพร้อม เสมือนหนึ่งรับรู้อย่างคร่าวๆ เป็นองค์รวมโดยไม่มีความตั้งใจจำเพาะเจาะจงในการรับรู้ส่วนใดส่วนหนึ่งของกายแต่อย่างใด กล่าวคือ รับรู้ได้ทั้งเท้าก้าว ตัวที่ขยับไปมา ท่วงทีในการเดินที่ผ่อนคลาย สัมผัสอากาศรอบกายที่สบายๆ จนบางครั้งสามารถรับรู้การหายใจได้ไปพร้อมๆ กัน เป็นระยะๆ บ้าง หรือ ต่อเนื่องบ้าง เกิดการผ่อนคลายทางกาย เป็นความรู้สึกที่อิ่มใจอยู่ภายใน และรู้สึกภายในปลอดโปร่งและเบิกบานใจ จนเป็นความรู้สึกตัวทั่วถึงทั้งภายนอกและภายในประสานกัน อย่างเป็นไปเอง ทั้งนี้ บางครั้งก็รู้สึกทั่วถึงน้อย บางครั้งก็รู้สึกทั่วถึงมาก บางครั้งก็รู้สึกผ่อนคลายทางกายมาก บางครั้งก็รู้สึกผ่อนคลายทางใจมาก บางครั้งก็รู้สึกผ่อนคลายทั้งกายและใจ มีน้ำหนักหนักเบาในความรู้สึกของการรับรู้แบบสบายๆ ไม่ใช่เกิดจากการพยายามรับรู้ให้ชัดหรือรับรู้ให้ทั่วถึงแต่อย่างใด ซึ่งนักภาวนาจะสังเกตได้ถึงการรับรู้ซึ่งมีน้ำหนักหนักเบาในการรับรู้ ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง ทั่วถึงบ้าง ไม่ทั่วถึงบ้าง จนค่อยๆ รู้สึกทั่วถึงภายนอกทางกายบ้าง ภายในทางใจบ้าง หรือบางขณะก็ทั่วถึงทั้งภายใน-ภายนอกไปพร้อมๆ กัน อันเป็นลักษณะของจิตที่แสดงอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป กล่าวคือ บางครั้งจิตก็ไปเกิดเป็นความรู้สึกรู้ทั่วทางกายบ้าง ไม่รู้ทั่วทางกายบ้าง บางครั้งจิตก็ดับจากความรู้สึกรู้ทั่วทางกายบ้าง ดับจากความไม่รู้ทั่วทางกายบ้าง บางครั้งจิตก็ไปเกิดเป็นความรู้สึกรู้ทั่วทางใจบ้าง ไม่รู้ทั่วทางใจบ้าง......หรือบางครั้งจิตก็ไปเกิดเป็นความรู้สึกรู้ทั่วทางกายและใจบ้าง ไม่รู้ทั่วทางกายและใจบ้าง เป็นต้น เมื่อนักภาวนาเห็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปด้วยอาการเช่นนี้ โดยไม่พยายามหน่วงไว้แต่อย่างใด การรับรู้ก็จะเริ่มเป็นกลางๆ มากขึ้น และการรับรู้ที่มักไหลไปกับการรับรู้ชัดตรงที่กระทบสัมผัสแรงๆ โดยการเผลอสติบ้างหรือตั้งใจบ้าง ก็จะเริ่มทวนกระแสกลับมาสู่การรับรู้ที่ใจ มากขึ้นๆ ใจก็จะเป็นกลางๆ มากขึ้น ในขณะใจเป็นกลางๆ ไปโดยลำดับนั้น นักภาวนาจะสังเกตได้ว่า ใจสามารถรับรู้การหายใจเช้า-การหายใจออก (ไม่ใช่ลมหายใจเข้า-ลมหายใจออก) ไปพร้อมๆ กับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปเองอย่างสบายๆ เป็นธรรมชาติ จนนักภาวนาสามารถดำเนินชิวิตอยู่ด้วยอานาปานสติเป็นวิหารธรรม อีกประการหนึ่ง นักภาวนาจะสังเกตได้ว่า ขณะที่ใจรับรู้อย่างเป็นกลางๆ นั้น ใจจะว่าง เสมือนหนึ่ง มีการรับรู้สิ่งต่างๆ ด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม โดยมีความว่างเป็นฐานรองรับ เสมือนหนึ่งยืนอยู่บนความว่าง โดยไม่จมหรือแช่ไปในความว่าง ซึ่งกลายเป็นความว่างที่ไม่มีการรับรู้ อาทิ... ฤๅษีที่ทรมานกายอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานๆ โดยไม่รับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น ซึ่งไม่ใช่เป็นความว่างตามหลักพระพุทธศาสนา อันหมายถึงความว่างจากกิเลสเครื่องร้อยรัด เครื่องกังวล และสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย หรือว่างจากความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา คือ ว่างจากความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกูนั่นเอง ความว่างนี้จึงเป็นความว่างที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา คือ เป็นความว่างที่มีการรับรู้ แต่เป็นการรับรู้ที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นดังกล่าว

     การรับรู้บนความว่าง โดยยืนอยู่บนความว่าง หรืออาศัยความว่างเป็นฐาน และไม่เผลอสติจมหรือแช่อยู่ในความว่าง นักภาวนาจะเริ่มสัมผัสการรับรู้ถึง “การ........” ตามที่ได้กล่าวมา คือ เป็นการรับรู้ถึงสภาวธรรมที่ปรากฏในขณะปัจจุบัน นั้นๆ ไม่มีชื่อสมมติบัญญัติแต่อย่างใด อาทิไม่มี คำว่า ฉันกิน ฉันดื่ม ฉันทำ ฉันพูด .........คงจะมีแต่เพียง “การกิน การดื่ม การทำ การพูด.........” โดยไม่มีฉัน และไม่มีของฉัน เสมือนหนึ่งการพูด การกระทำของบุคคลนั้น เริ่มเป็นกิริยามากขึ้น โดยไม่มีตัวเราไปเป็นผู้พูดหรือผู้กระทำแต่อย่างใด


[<< กลับไปหน้าแรก]