Online ทั้งหมด : 4 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์



Untitled Document
การบ้านภาวนาหลวงพ่อวิโมกข์
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒๔
ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๒๕
ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๒๖
ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๒๗
ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๒๘
ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๒๙
ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๓๐
ครั้งที่ ๘ ครั้งที่ ๓๑
ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๓๒
ครั้งที่ ๑๐ ครั้งที่ ๓๓
ครั้งที่ ๑๑ ครั้งที่ ๓๔
ครั้งที่ ๑๒ ครั้งที่ ๓๕
ครั้งที่ ๑๓ ครั้งที่ ๓๖
ครั้งที่ ๑๔ ครั้งที่ ๓๗
ครั้งที่ ๑๕ ครั้งที่ ๓๘
ครั้งที่ ๑๖ ครั้งที่ ๓๙
ครั้งที่ ๑๗ ครั้งที่ ๔๐
ครั้งที่ ๑๘ ครั้งที่ ๔๑
ครั้งที่ ๑๙ ครั้งที่ ๔๒
ครั้งที่ ๒๐ ครั้งที่ ๔๓
ครั้งที่ ๒๑ ครั้งที่ ๔๔
ครั้งที่ ๒๒ ครั้งที่ ๔๕
ครั้งที่ ๒๓

การบ้านภาวนารวบรวมโดยคุณ ทะเลใจ


 
การบ้านภาวนา ครั้งที่ ๔๓
หลวงพ่อวิโมกข์ (wimoak@yahoo.com)

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF การบ้านภาวนาครั้งที่ ๔๓


การบ้านภาวนาครั้งที่ ๔๓
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาท ด้วยการสำรวมใจ ฝึกยกจิตขึ้นอยู่เหนืออายตนะด้วยการสังเกตการณ์รับรู้ของใจ


     ปัญหาของนักภาวนาโดยมาก คือ มักจะส่งจิตออกนอกโดยไม่รู้ตัว ทำให้ไม่สามารถก้าวข้ามโลกียะไปสู่โลกุตตระได้ เพราะการส่งจิตออกนอกมีแต่เพิ่มการปรุงแต่งไปไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนการส่งจิตเข้าในอยู่เนืองๆ จะสามารถละการปรุงแต่งไปได้โดยลำดับ ก่อนที่นักภาวนาจะได้เข้าใจอุบายธรรมในการไม่ส่งจิตออกนอกและสามารถส่งจิตเข้าในกลับไปเป็นใจผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้นั้น นักภาวนาควรได้ศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้โลกภายนอกของใจ ดังนี้

     กระบวนการเรียนรู้โลกภายนอกของใจ เริ่มต้นจาก ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส ใจนึกคิด-รู้สึก เมื่อมีการกระทบสัมผัสทางตา หู....................ใจ ก็จะนำไปสู่การนึก การนึกก็จะตามมาด้วยการปรุงแต่งเป็นความคิดและความรู้สึกต่างๆนานา แต่หากนักภาวนารู้จักอุบายธรรมในการฝึกเจริญสติและสัมปชัญญะด้วยการสังเกต-รู้ การสังเกตเปรียบเสมือนสวิทช์ที่เปลี่ยนกระบวนการรับรู้จากการนึก-คิด ไปสู่การสังเกต-รู้ กล่าวคือเมื่อตาเห็นรูป หูกระทบเสียง........... ด้วยการมีสติเป็นผู้สังเกต การนึกก็จะเปลี่ยนไปเป็นการสังเกต เมื่อมีการสังเกต การคิดปรุงแต่งก็จะถอยห่างหรือจางคลายไป และในขณะที่มีการสังเกตนั้น ใจก็จะเปิด เกิดการรับรู้โดยตรงที่ใจ ใจเกิดความเข้าใจโดยไม่ต้องคิด หรือคิดเล็กน้อยก็เข้าใจได้ทันที เพราะไม่เผลอไหลหรือจมไปกับความคิด เกิดการปล่อยวาง ละวางความคิด และเกิดการรู้ที่ใจ เมื่อเกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยการสังเกต-รู้ รู้-สังเกต สังเกต-รู้.....อยู่เนืองๆ ก็จะเกิดความแจ่มแจ้งในใจ ซึ่งต่างจากกระบวนการเรียนรู้ด้วยการนึก-คิด และวนเวียนอยู่แต่ในความนึก-คิด โดยขาดการสังเกตด้วยสติและการรู้ด้วยใจ อันนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่ขาดความแจ่มแจ้งในใจ กระบวนการเรียนรู้ด้วยการนึก-คิดนั้น เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เรื่องทางโลก เรื่องทำมาหากิน หาเงินหาทอง และอื่นๆ แต่การเข้าถึงธรรมจนเกิดความแจ่มแจ้งในธรรมนั้น จำเป็นต้องใช้กระบวนการเรียนรู้ด้วยการสังเกต-รู้ รู้-สังเกต... ควบคู่ไปกับการนึก-คิด ไปจนถึงการสังเกต-รู้ให้มากและนึก-คิดให้น้อยไปโดยลำดับ ซึ่งเป็นการพัฒนาจิตไปสู่ใจผู้รู้อันถึงพร้อมด้วยญาณทัสสนะหรือปัญญาญาณเห็นโลกตามความเป็นจริงว่าทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์และไม่มีตัวตน จนเห็นสัพเพธัมมาอนัตตา คือ ทุกสิ่งล้วนไม่มีตัวตน แต่เป็นปรากฏการณ์ขณะหนึ่งๆๆ ของธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป อันปรุงแต่งไปด้วยเหตุปัจจัยอยู่เนืองนิจ ความแจ่มแจ้งในใจเพราะเห็นโลกตามความเป็นจริงเช่นนี้ ก็จะทำให้เกิดการจางคลาย การละวาง การสลัดคืน ถึงซึ่งความหลุดพ้นไปโดยลำดับ

     วันนี้ อาตมาจะได้ให้อุบายธรรมในการฝึกไม่ส่งจิตออกนอก หรือส่งจิตเข้าในเนืองๆ ด้วยการฝึกยกจิตขึ้นอยู่เหนืออายตนะด้วยการสังเกตการรับรู้ของใจทุกครั้งทุกขณะที่มีการกระทบสัมผัส อันจะทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ใจอยู่เหนือความครอบงำของโลกและกิเลสทั้งหลาย เมื่อนักภาวนาได้ศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้โลกภายนอก ต่อไปนักภาวนาจึงควรได้ศึกษาอุบายธรรมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้โลกภายนอกโดยไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของโลกและกิเลสทั้งหลาย บรรลุเป้าหมายและสำเร็จประโยชน์จากการเรียนรู้โลกภายนอกเกิดเป็นความรู้ความเข้าใจไปจนถึงความแจ่มแจ้งทางใจอันนำไปสู่ความหลุดพ้นโดยลำดับดังกล่าว ปกตินักภาวนาโดยมากฝึกปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้น โดยพยายามไม่รับรู้หรือหลีกหนีจากโลกภายนอก กล่าวคือ อยู่ในที่ทำงานหรือสังคม ก็พยายามปลีกตนเองออกจากสังคมจนแปลกแยกจากเพื่อนฝูง เพื่อระมัดระวังไม่ให้เกิดการส่งจิตออกนอก และมุ่งแต่รอว่าเมื่อไรจะถึงวันหยุด จะได้ไปฝึกปฏิบัติธรรมปลีกวิเวกที่วัด ผลที่ได้กลับเป็นไปว่า เมื่อเวลามาปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัด ก็กลับไปนึกถึงแต่เรื่องงาน เรื่องเพื่อนฝูงและสังคม เหตุเพราะไม่ได้ฝึกปฏิบัติธรรมให้ตรงสภาวะความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน กล่าวคือ เวลาอยู่กับโลกภายนอก ต้องให้มีสติอยู่กับการรับรู้โลกภายนอก ไม่ใช่พยายามปลีกตัวเองไม่รับรู้โลกภายนอก และเวลาบำเพ็ญจิตภาวนา ก็ต้องให้มีสติอยู่กับโลกภายในคือการภาวนาทางจิต หรืออีกนัยหนึ่ง ให้มีสติอยู่ทุกเมื่อพร้อมๆ กับการมีปัญญารู้จักเหตุ ผล ตน ประมาณ กาลเทศะ สถานที่ และบุคคล อันเหมาะอันควรในการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ว่า เวลาอยู่ที่ทำงานกลับนึกถึงวัด แต่เวลาอยู่ที่วัดกลับฟุ้งนึกถึงเรื่องที่ทำงาน การปฏิบัติธรรมที่ขาดการรู้จักกาลอันเหมาะในการปฏิบัติธรรมดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้การทำงานบกพร่องไม่เรียบร้อยและการงานคั่งค้าง เนื่องด้วยเวลาทำงาน กลับเอาแต่เงียบและนิ่งเฉยอยู่แต่ภายใน ทำให้เกิดความบกพร่องในการทำงานและกลายเป็นปลิโพธหรือเครื่องกังวลใจตามมาถึงที่วัด กลับทำให้เกิดความฟุ้งซ่านมาทำลาย

     การฝึกไม่ส่งจิตออกนอก หรือส่งจิตเข้าในเนืองๆ จึงต้องรู้จักอุบายธรรมในการฝึกให้เหมาะสม ให้เกิดความพอดีและความเหมาะสมในการปฏิบัติธรรม และต้องระมัดระวังความเข้าใจที่ผิดๆ ว่า ให้รับรู้แต่ภายใน โดยไม่สนใจสังคมและผู้คนรอบข้าง ทั้งนี้ นักภาวนาต้องเข้าใจหลักในการเจริญภาวนาด้วยสติอันเป็นทั้งภายในและภายนอก (สติรอบในและสติรอบนอก) กล่าวคือ ขณะเวลาอยู่กับการทำงานในชีวิตประจำวัน ก็ต้องฝึกให้มีสติอันเป็นไปในภายนอกมากกว่าภายใน โดยการฝึกเจริญสติอยู่กับการพูด การคุย การเห็น การได้ยิน ...............(อันเป็นไปในภายนอก)อย่างทั่วพร้อม พร้อมๆ กับการสำรวมใจน้อยๆ อยู่ภายใน และขณะนั่งภาวนาก็ต้องฝึกให้มีสติอันเป็นไปในภายในมากกว่าภายนอก โดยการฝึกเจริญสติอยู่กับการภาวนาด้วยความรู้สึกตื่นรู้อยู่ภายในจนเป็นความรู้สึกภายใน (สัมปชัญญะภายใน) ทั่วพร้อม พร้อมๆ กับการรับรู้ภายนอกสักแต่ว่ารู้อย่างปล่อยวาง ซึ่งต่างจากการเพ่งให้อยู่ในองค์บริกรรมหรืออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอย่างเดียวโดยการดับการรับรู้ภายนอกทั้งหมด ความต่างกันอยู่ที่ว่า การเข้าสู่ความสงบโดยการมีสติตื่นรู้อยู่ภายในนั้น สติยังสามารถรับรู้ภายนอก แต่ไม่รำคาญเพราะไม่รับมาเป็นอารมณ์ นอกจากไม่รับมาเป็นอารมณ์แล้ว สติยังค่อยๆ หยิบอารมณ์ปรุงแต่งภายในใจออกไปทีละน้อยๆ จนคลายจากอารมณ์ปรุงแต่งทั้งหลาย คงเหลือแต่การรับรู้ในการภาวนาตั้งมั่นเป็นเอกกัคคตา ไม่ใช่แน่นิ่งเป็นเอกกัคคตาอันเกิดจากการพยายามเพ่งในองค์บริกรรมดังกล่าว

     การฝึกเจริญสติด้วยการสังเกตการรับรู้ของใจจึงเป็นอุบายธรรมหนึ่งในการฝึกไม่ส่งจิตออกนอกและให้สามารถส่งจิตเข้าในเนืองๆ กระบวนการในการฝึกเริ่มต้นจากฝึกเจริญสติสังเกตอิริยาบถและความรู้สึก (สัมปชัญญะ) ในอิริยาบถที่เปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวไปมา โดยไม่กำหนดจำเพาะเจาะจงให้รู้ชัดในส่วนใดส่วนหนึ่งของกาย แต่ให้สังเกตอิริยาบถและความรู้สึกในอิริยาบถที่เปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวไปมานั้นเป็นองค์รวมอย่างคร่าวๆ จนเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และรู้สึกเป็นความโปร่งเบาสบายกายทั่วพร้อมในอิริยาบถนั้นๆ เมื่อมีความรู้สึกโปร่งเบาสบายทั่วพร้อมทางกาย ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกปลอดโปร่งและคลายอารมณ์ภายในใจไปโดยลำดับจนเกิดเป็นความสงบใจ ความว่างและความปลอดโปร่งภายใน เกิดเป็นสัมปชัญญะหรือความรู้สึกทั่วพร้อมภายในที่จะค่อยๆ พัฒนาไปเป็นความสงบใจ ความว่าง ความปลอดโปร่งที่ค่อยๆ เติมเต็มด้วยรอยยิ้มเบิกบานน้อยๆ อยู่ภายในจนอิ่มเอมเบิกบานใจทั่วพร้อมภายในใจ อนึ่ง สำหรับผู้ที่เคยชินกับการเป็นคนช่างหงุดหงิด ช่างหดหู่ มักโกรธ และอื่นๆ ที่ทำให้ใจไม่สดชื่นเบิกบาน หรือเรียกได้ว่ายิ้มไม่เป็นหรือไม่เคยยิ้มสดชื่นเบิกบานใจมาเป็นเวลานานนับสิบปี คงต้องเริ่มจากการฝึกใจให้เริ่มหัดเป็นผู้ปล่อยวาง อันจะทำให้ค่อยๆ สัมผัสความสงบใจ ความว่าง ความปลอดโปร่ง จนเกิดรอยยิ้มน้อยๆ ไปโดยลำดับ หรือแม้จะยังไม่เกิดรอยยิ้มน้อยๆ หากแต่ว่ารู้จักเป็นผู้ปล่อยวาง ก็จะเริ่มสัมผัสกับความสงบใจและความว่างได้ในไม่ช้า

     ในเบื้องต้นที่ผู้ปฏิบัติฝึกเจริญสติสังเกตอิริยาบถและความรู้สึก (สัมปชัญญะ) ในอิริยาบถ นั้น การรับรู้ของใจยังไหลออกไปรับรู้เฉพาะส่วนที่กระทบสัมผัสตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เสมือนหนึ่งสลับไปรับรู้อาการกระทบสัมผัสตามส่วนต่างๆ ของกาย เหตุเพราะความเคยชินของการไหลของใจไปเสวยอารมณ์ตรงที่กระทบสัมผัสชัด แต่เมื่อผู้ปฏิบัติได้ฝึกเจริญสติด้วยการสังเกตอิริยาบถและความรู้สึก (สัมปชัญญะ) ในอิริยาบถด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม จะปรากฏว่าการรับรู้จะเริ่มปรับการรับรู้จากที่เคยไหลไปรับรู้ตรงที่กระทบสัมผัสมาสู่การรับรู้ที่ใจท่ามกลางภายในอก (ตรงที่รู้สึกภายใน) กล่าวคือ การมอง การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส กายสัมผัส จะมารับรู้ตรงที่ใจหรือมโนทวาร แต่ในเบื้องต้น ผู้ฝึกปฏิบัติใหม่อาจจะยังรับรู้แบบไหลไปจดจ่อรู้เฉพาะส่วนบ้าง รับรู้แบบรู้ทั่วพร้อมบ้าง ไม่ทั่วพร้อมบ้าง..... จึงทำให้การรับรู้ที่ใจหรือมโนทวารยังมีอาการพุ่งพล่านไหลออกไปรับรู้ภายนอกบ้าง กลับมาสู่การรับรู้เป็นกลางๆ ที่ใจหรือมโนทวารบ้าง ..... ทั้งนี้ ในการฝึกปฏิบัติเบื้องต้น ผู้ปฏิบัติยังมีความพยายามหรือตั้งใจฝึกด้วยการฝึกให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ซึ่งยังเป็นสมถะคือเกิดจากการตั้งใจฝึกฝน ผู้ปฏิบัติก็ควรเริ่มปรับให้เป็นธรรมชาติด้วยการทำการงาน ขยับเคลื่อนไหว พูดคุย แบบสบายๆ ด้วยความสงบใจ ปลอดโปร่งและเบิกบานอยู่ภายใน ใจก็จะเป็นกลางๆ เอง และเกิดการรับรู้อยู่ที่การรู้ที่ใจ โดยไม่ไหลออกหรือไหลออกก็น้อยลง และรู้เท่าทันการไหลออกของใจเพื่อไปเรียนรู้โลกภายนอกและรับอารมณ์ต่างๆ นานา การเผลอสติปล่อยใจไหลไปรับอารมณ์ และคอยมีสติรู้การไหลของใจ กล่าวคือเผลอสติและรู้ว่าได้เผลอสติ เมื่อรู้ว่าเผลอสติ ก็จะมีสติมากขึ้น ในที่สุดใจก็จะค่อยๆ เกิดความตั้งมั่นและกลับไปสู่การรับรู้อยู่ที่ใจได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ในกรณีของผู้ฝึกใหม่และค่อนข้างจะเป็นคนเจ้าอารมณ์และฟุ้งซ่านมาก การเจริญสติด้วยการสังเกตการรับรู้ของใจอาจจะสามารถปล่อยวางอารมณ์อย่างหยาบได้ในระดับหนึ่ง แต่อารมณ์ละเอียดหรือสิ่งที่เป็นสิ่งคาใจมานาน ผู้ปฏิบัติไม่สามารถที่จะละวางได้ด้วยการเจริญสติ หรือแม้แต่จะข่มใจด้วยสมถะ ก็ข่มได้บ้างในบางขณะ และมักจะเผลอจมไปกับอารมณ์ละเอียดหรือสิ่งที่คาใจอยู่บ่อยๆ จึงจำเป็นที่ผู้ปฏิบัติจะต้องฝึกอบรมจิตด้วยปัญญาอยู่เนืองๆ โดยฉกฉวยโอกาสที่ได้สยบอารมณ์ไปได้ในระดับหนึ่งด้วยการข่มใจและ/หรือการเจริญสติ แล้วตามด้วยการใช้สติน้อมปัญญาอบรมจิตในทันทีทันใด การอบรมจิตด้วยสตินั้น ให้อบรมด้วยคำพูดสั้นๆ ที่แทงใจดำ เช่น เข็ดหรือยัง? แบกพอหรือยัง?.........โดยไม่ต้องอบรมด้วยคำพูดยาวๆ ซึ่งเป็นการอบรมด้วยการนึกคิดอันเป็นเรื่องของจินตมยปัญญา แต่ให้อบรมด้วยสติด้วยคำพูดสั้นๆ ที่แทงใจดำ เพื่อให้จิตเกิดการเข็ดหลาบและคลายออกจากอารมณ์ได้ในทันทีทันใดที่สติสังเกตอาการของจิตว่ากำลังไหลเข้าไปจมอยู่ในอารมณ์หรือปัญหาต่างๆ โดยไม่รู้ตัว การอบรมด้วยสติไปอบรมจิตตรงๆ ขณะที่จมอยู่ในอารมณ์หรือปัญหานั้นๆ จึงเป็นภาวนามยปัญญา โดยแท้..... ทั้งนี้นักปฏิบัติธรรมส่วนมากมักจะมองการเจริญภาวนามยปัญญาในแง่ของการนั่งภาวนาเท่านั้น โดยไม่ได้ตระหนักว่า การเจริญภาวนามยปัญญาที่ได้ผลดีที่สุด ก็คือ การเจริญภาวนามยปัญญาในขณะที่จิตกำลังจมในอารมณ์หรือปัญหา โดยการใช้สติสังเกตการณ์รับรู้ของใจที่เผลอพลิกไปเป็นจิตไหลและจมไปกับอารมณ์หรือปัญหานั้นๆ และเมื่อสติสังเกตเห็นอาการของจิตดังกล่าว สติก็จะสามารถอบรมจิตในทันทีทันใด อันจะนำไปสู่การปล่อยวาง การจางคลาย การสลัดคืน และความหลุดพ้นจากทุกข์ และปัญหาทั้งปวงไปโดยลำดับ

     ฉะนั้น สมาธิมีกำลังขนาดไหน สมาธิก็เพียงแต่ได้ข่มจิต แต่ไม่สามารถเทตะกอนคือกิเลสในใจออกไปจากใจได้ สติจึงมีกำลังมากกว่าสมาธิ ตรงที่สติรู้จักละวาง และสามารถหยิบออกหรือสาดเทตะกอนใจคือกิเลสในใจออกไปจากใจได้ แต่แม้จะใช้ทั้งสมาธิและสติ กิเลสอันละเอียดอันเป็นสิ่งคาใจอยู่เนิ่นนาน ก็ยังไม่สามารถขจัดออกไปได้ ปัญญาเท่านั้นจึงเป็นกำลังอันสูงสุดที่จะขุดรากถอนโคนกิเลสทั้งหลายออกไปจากใจได้ ด้วยประการฉะนี้


[<< กลับไปหน้าแรก]