Online ทั้งหมด : 7 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์



Untitled Document
การบ้านภาวนาหลวงพ่อวิโมกข์
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒๔
ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๒๕
ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๒๖
ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๒๗
ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๒๘
ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๒๙
ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๓๐
ครั้งที่ ๘ ครั้งที่ ๓๑
ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๓๒
ครั้งที่ ๑๐ ครั้งที่ ๓๓
ครั้งที่ ๑๑ ครั้งที่ ๓๔
ครั้งที่ ๑๒ ครั้งที่ ๓๕
ครั้งที่ ๑๓ ครั้งที่ ๓๖
ครั้งที่ ๑๔ ครั้งที่ ๓๗
ครั้งที่ ๑๕ ครั้งที่ ๓๘
ครั้งที่ ๑๖ ครั้งที่ ๓๙
ครั้งที่ ๑๗ ครั้งที่ ๔๐
ครั้งที่ ๑๘ ครั้งที่ ๔๑
ครั้งที่ ๑๙ ครั้งที่ ๔๒
ครั้งที่ ๒๐ ครั้งที่ ๔๓
ครั้งที่ ๒๑ ครั้งที่ ๔๔
ครั้งที่ ๒๒ ครั้งที่ ๔๕
ครั้งที่ ๒๓

การบ้านภาวนารวบรวมโดยคุณ ทะเลใจ


 
การบ้านภาวนา ครั้งที่ ๔๔
หลวงพ่อวิโมกข์ (wimoak@yahoo.com)

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF การบ้านภาวนาครั้งที่ ๔๔


การบ้านภาวนาครั้งที่ ๔๔
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทด้วยการสำรวมใจ ฝึกยกจิตขึ้นอยู่เหนืออายตนะด้วย “การให้”


     นักภาวนาโดยมากมีความมุ่งมั่นในการเจริญภาวนา จนเข้าใจผิดไปว่า การภาวนาคือการนั่งหลับตาทำสมาธิหรือวิปัสสนา ผลปรากฏว่าฝึกสมาธิหรือวิปัสสนาในรูปแบบของการนั่งหลับตามาเป็นเวลานานหลายปี บางท่านก็หลายสิบปี แต่การปฏิบัติธรรมก็ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ความโลภ ความโกรธ และความหลง ก็เพียงแต่สงบลงไปชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ยังไม่สามารถละหรือทำให้เบาบางลงไปได้ ดังที่เราจะเห็นได้ว่า นักภาวนาหลายๆ ท่าน ยังอารมณ์ร้อน ระเบิดพุ่งพล่านได้ง่าย เวลาโกรธก็โกรธจัด เวลาทุกข์ ก็คร่ำครวญร้องไห้ หรือไม่ก็แบกความทุกข์จนข้ามวันข้ามคืน ก็ยังปล่อยวางไม่ได้เลย ดูจากนักภาวนาหลายๆ ท่าน ใบหน้ายังบึ้งตึงและขาดรอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติ อันแสดงถึงความสดชื่นเบิกบานอยู่ภายใน ทั้งนี้เพราะอะไร? เหตุเพราะไม่ได้ฝึกการภาวนาในชีวิตประจำวัน อะไรที่ยังยึดมั่นถือมั่น ก็ยังยึดมั่นถือมั่นเหมือนเดิม แม้ภาวนาไปจนกระทั่งเห็นความเกิด-ความดับ แต่ก็เป็นการเห็นด้วยกำลังของสมาธิ ไม่ได้เห็นด้วยปัญญาอันนำไปสู่การปล่อยวาง หรือจะปล่อยวางได้ก็เฉพาะช่วงหลับตานั่งภาวนา แต่พอลืมตา หากแหวนเพชรสักวงหรือของมีค่าที่ตนรักและหวงแหน ถูกขโมยหรือหายไปต่อหน้าต่อตา ก็แทบจะคุ้มคลั่ง เป็นลม โกรธจัด หรือไม่ก็ทุกข์ระทมจนไม่อาจข่มใจหรือละวางอารมณ์หรือความทุกข์ในขณะนั้นได้เลย สติที่เคยฝึกในขณะนั่งหลับตาภาวนา เป็นอันหลุดหมดอย่างไม่มีชิ้นดี ความเกิด-ดับที่เห็นในขณะนั่งภาวนา ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เพราะแหวนเพชรหรือของมีค่าหายไปต่อหน้าต่อตา สติที่เห็นเกิด-ดับหรืออนิจจังมาไม่ทัน การภาวนาที่เคยเห็นสภาวธรรมต่างๆ ในขณะภาวนาไม่สามารถมาช่วยอะไรได้เลย เหตุเพราะไม่เคยฝึกภาวนาโดยการอบรมใจในชีวิตประจำวันด้วย “การให้” อันเป็นพื้นฐานของการภาวนา ดังที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้เจริญ “ทาน ศีล ภาวนา” อันจะนำไปสู่ “ศีล สมาธิ ปัญญา” ที่แท้จริง เปรียบเสมือน นักภาวนาที่ได้แต่เรียนรู้สภาวธรรมต่างๆ จากการภาวนา จนเห็นความเกิด-ดับ หรือเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน แต่หากไม่เคยฝึก “การให้” ในชีวิตประจำวันจนจิตใจเกิดการละวางปล่อยวางไปโดยลำดับ เวลาประสบความทุกข์และความสูญเสีย จึงไม่สามารถทำใจหรือตั้งสติให้เกิดปัญญาที่จะอยู่เหนือความทุกข์นั้นๆ ได้ ฉะนั้น การฝึกเจริญภาวนาในรูปแบบของการนั่งหลับตาทำสมาธิหรือวิปัสสนา จึงเป็นเสมือนการมาเรียนหนังสือในโรงเรียน เรียนเพื่อให้รู้จักและเข้าใจสภาวธรรมต่างๆ ว่า ความสงบเป็นอย่างไร? ความเป็นกลางๆ ของใจเป็นอย่างไร? ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปของรูปธรรมนามธรรมเป็นอย่างไร? และอื่นๆ... ส่วนการหลุดพ้นนั้น นักภาวนาจะต้องมาฝึกภาวนาให้มากในชีวิตประจำวันด้วยการเป็นอยู่โดยชอบตามหลักมรรคมีองค์ ๘ โดยมีหลักธรรมพื้นฐาน คือ “การให้” และธรรมะอื่นๆ ในบารมีทั้ง ๑๐ ประการ ซึ่งนักภาวนาต้องหมั่นภาวนาให้มาก เสมือนหนึ่งเป็นแบบฝึกหัดในการภาวนาที่จะเป็นเครื่องทดสอบเลื่อนชั้นสภาวะจิตใจและภูมิจิตภูมิธรรมของนักภาวนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

     ทุกคนมีโอกาสฝึก “การให้” ได้ตลอดเวลา เสมอและเท่าเทียมกัน เพราะคำว่า “การให้” ไม่ได้หมายความว่าจะต้องให้เงินให้ทองอย่างเดียว แต่หมายความกว้างไปถึงการให้ที่เป็นการสละ แบ่งปัน เกื้อกูล อนุเคราะห์ช่วยเหลือ ต่างๆ นานา ทั้งรูปธรรมที่เป็นวัตถุสิ่งของและนามธรรมต่างๆ มากมาย อาทิ ให้คำแนะนำ ให้ความเอื้อเฟื้อ ให้ความอนุเคราะห์ ให้กำลังใจ ไปจนถึงการให้ความรู้อันเป็นปัญญาเพื่อให้บุคคลนั้นๆ ได้ประพฤติปฏิบัติตามด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการให้ความรู้หรือธรรมทานนี้ พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่า “การให้ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง” เพราะเหตุธรรมทานอันบุคคลผู้ได้รับจะสามารถไปพัฒนาตนให้เป็นผู้มีปัญญาในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความเจริญก้าวหน้าและความสำเร็จในชีวิตทุกๆ ประการ ในที่สุด “การให้” จะเป็นการฝึกขัดเกลาความยึดมั่นถือมั่น ให้จางคลาย ละวาง ปล่อยวาง สลัดคืน ไปจนถึงซึ่งความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งหลายไปโดยลำดับ คำว่า “การให้” ฝึกเมื่อไร ก็ได้ผลเดี๋ยวนั้น เพราะให้ผลเป็นการค่อยๆ ลด ละตัวตน ของตนไปโดยลำดับ ทุกคนจึงมีโอกาสฝึก “การให้” เสมอและเท่าเทียมกัน ตามกำลัง ความรู้ ความสามารถของตน โดยฝึกการให้เพื่อละตัวตน ของตน และคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ได้รับจะได้รับ และการให้ที่ไม่จำเพาะเจาะจง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง โดยเฉพาะให้แก่สาธารณะหรือมหาชน นับเป็นการให้ที่สูงส่งและเป็นกุศลอย่างยิ่ง

     นักภาวนาผู้หวังความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมโดยแท้จริง จึงต้องเริ่มฝึกปฏิบัติธรรมโดยเป็นผู้ให้ สละ แบ่งปัน เกื้อกูล อนุเคราะห์ เอื้อเฟื้อ แนะนำ ไปจนถึงฝึกเป็นผู้ให้แสงสว่างอันเป็นปัญญาแก่ผู้อื่นอยู่เนืองๆ นักภาวนาที่มุ่งแต่ฝึกภาวนาในรูปแบบของการนั่งสมาธิหรือวิปัสสนา โดยไม่ได้ฝึก “การให้” ดังที่ได้กล่าวมา จะทำให้การฝึกสมาธิหรือวิปัสสนาเป็นโลกียะ เพราะเหตุมีอัตตาคือตัวตนของตนมานั่งสมาธิหรือวิปัสสนาด้วย กลายเป็นการเจริญสมาธิหรือวิปัสสนาที่มีอัตตาไปโดยไม่รู้ตัว เรียกได้ว่า พอนั่งหลับตา ก็มีอัตตาหรือตัวตนของตนไปทำสมาธิหรือไปทำวิปัสสนาด้วย กลายเป็นสมาธิหรือวิปัสสนาที่เป็นการเพ่ง การจ้อง หรือจดจ่อโดยไม่รู้ตัว อีกนัยหนึ่ง กลายเป็นการไปทำสมาธิหรือไปทำวิปัสสนาจริงๆ คือ มีตัวตนของตนไปพยายามทำสมาธิหรือไปทำวิปัสสนานั้น แทนที่จะวางใจเป็นกลางๆ เพื่อให้รู้และเห็นสภาวธรรมต่างๆ ที่เกิดจากการระลึกรู้ของใจเองอย่าง เป็นธรรมชาติ โดยรู้อยู่ที่ “รู้” ด้วยใจเป็นกลางๆ และไม่เผลอไหลไปจดจ่อและจมอยู่ในองค์บริกรรม หรือจมไปกับสภาวธรรมต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นในขณะนั้นๆ ทั้งนี้ หากดูสีหน้าในขณะนั่งภาวนา อันขรึมหรือคร่ำเคร่ง ของนักภาวนาหลายๆท่าน ก็จะบอกได้ว่า กำลังเผลอไหลหรือจมไปกับองค์บริกรรม อาทิ ไหลหรือจมพุ่งไปจดจ่อกับท้องพอง-ยุบ ลมหายใจเข้า-ออก การเคลื่อนไหวมือ และอื่นๆ โดยไม่รู้ตัว โดยจะสังเกตได้ว่าการไหลและการจมในภารภาวนา จะเป็นการภาวนาที่รู้เฉพาะในสิ่งที่กำลังบริกรรม ตั้งใจหรือจดจ่อ โดยขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม หากแต่ว่านักภาวนาที่รู้จักอุบายในการเจริญภาวนาไม่ให้ไหลและไม่ให้จมในการภาวนา จะระลึกรู้การหายใจเข้า-การหายใจออก การพอง-การยุบ ( มีคำว่า “การ” ข้างหน้า ) คำว่า “การ” นำหน้านี้ นักภาวนาจะระลึกรู้ถึงอาการความรู้สึกของลมหายใจเช้า-ออก และท้องพอง-ยุบ พร้อมๆ กับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันทำให้เกิดความเบิกบาน แจ่มใส และตื่นรู้อยู่ในการรับรู้ด้วยใจที่เป็นกลางๆ อย่างเป็นธรรมชาติ โดยการระลึกรู้จะเป็นกลางๆ อยู่ที่การรู้ที่ใจผู้รู้ (ในท่ามกลางอก ตรงที่รู้สึกปลอดโปร่งและเบิกบานใจ) ไม่ใช่ไหลไปจดจ่อ เพ่งจ้องแนบแน่นกับสิ่งที่ถูกรู้โดยขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เหตุที่นักภาวนาผู้เคยชินกับการเพ่งจ้องและพยายามแล้วพยายามอีกว่าจะไม่เพ่งจ้อง แต่ก็ยังเผลอเพ่งจ้องอีก เป็นเพราะฝึกภาวนา แบบจะเอาสมาธิ เอาวิปัสสนา เพราะเข้าใจผิดว่าต้องไปทำความสงบ โดยหารู้ไม่ว่า ความสงบนั้น เกิดเองเป็นเอง และเป็นผลจากการมีสติ ทั้งนี้อาการของสตินั้นเอาไม่ได้ ทำไม่ได้ แต่ต้องฝึกปล่อยวาง การฝึกปล่อยวางจึงต้องฝึกเจริญ สติด้วยอาการสังเกต หากจะเรียกกำหนด ก็กำหนดโดยอาการสังเกต ซึ่งจะทำให้เกิดการสักแต่ว่ารู้หรือการระลึกรู้ของสติได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ การฝึก “การให้” ในชีวิตประจำวันอยู่เนืองๆ จึงเป็นอุบายธรรมหนึ่งที่จะทำให้การภาวนาเป็นการภาวนาที่เป็นโลกุตระ คือ ภาวนาด้วยอาการปล่อยวาง เมื่อวาง ก็จะรู้ เมื่อรู้ ก็จะละ เมื่อละก็จะสงบ เมื่อสงบก็จะเกิดปัญญาผุดรู้ขึ้นในใจเจ้าของเอง

     นักภาวนาผู้หวังความไม่เนิ่นช้าจึงควรตระหนักถึง “คุณค่า” ของ “การให้” และพยายามฝึกพัฒนาตนด้วย “การให้” เป็นเบื้องต้น ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงแนะนำในเรื่อง “ทาน ศีล ภาวนา” โดยเฉพาะการให้ที่เป็น “ธรรมทาน” นี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จะเจริญให้มีปัญญายิ่งๆ ขึ้นไป เพราะเมื่อเรายิ่งเป็นผู้ให้ปัญญาแก่ผู้อื่น ปัญญาก็จะยิ่งเกิดขึ้นแก่ผู้ให้ปัญญาแก่ผู้อื่นอยู่เนืองๆ เสมือนหนึ่ง ขณะให้ปัญญาในธรรมแก่ผู้อื่น เราก็ได้มีโอกาสฝึกทบทวนให้เกิดปัญญาเข้าไปถึงจิตถึงใจของเราได้อย่างแจ่มแจ้งแทงตลอดในธรรมมากยิ่งๆ ขึ้นไปโดยลำดับ อันเป็นการขัดเกลากิเลสที่นอนเนื่องในขันธสันดานให้ค่อยๆ เบาบางและละวางไปได้ในที่สุด อาตมาจึงเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการให้ธรรมทาน โดยเฉพาะการให้ธรรมแก่สาธารณชนผ่านอินเตอร์เน็ตนี้ ไม่ใช่อยากเด่น อยากดัง หรืออวดภูมิปัญญา แต่เพื่อเป็นการบำเพ็ญทานบารมี ไปจนถึงปัญญาบารมี อันจะเป็นการอบรมปัญญาในทางธรรมแก่ตนเองไปพร้อมๆ กัน อาตมาจึงตั้งใจว่าจะเผยแผ่ธรรมปฏิบัติให้เต็มกำลังความรู้ความสามารถเท่าที่ตนเองจะพึงกระทำได้ เพราะได้ตระหนักถึงความแจ่มแจ้งในธรรมไปโดยลำดับ อันเป็นผลจากการให้ธรรมทานแก่สาธารณชน นี้

     แม้กระนั้น “การให้” จึงเป็นเสมือนเพียงจุดเริ่มต้นในการสร้างบารมี นักภาวนาจึงควรให้ความสำคัญในการเจริญภาวนาในชีวิตประจำวันด้วยการฝึกบำเพ็ญบารมีทั้ง ๑๐ ประการ ด้วยสติและสัมปชัญญะให้ยิ่งๆ ขึ้นไป อันจะเป็นการยกจิตขึ้นอยู่เหนืออายตนะ อยู่เหนือสมมติบัญญัติของโลกและนำไปสู่ความแจ่มแจ้งในธรรมและวิมุตติความหลุดพ้น ในที่สุด


[<< กลับไปหน้าแรก]