Vimokkha Dhamma
ผู้เข้าชมหน้านี้: 1 คน
|
แลกลิงค์
|
|
|
|
|
Untitled Document
การบ้านภาวนาครั้งที่ ๔๕
การทวนกระแสปฏิจจสมุปบาทด้วยการสำรวมใจ ฝึกยกจิตขึ้นอยู่เหนืออายตนะด้วย การปล่อยวาง
ความเนิ่นช้าในการปฏิบัติธรรมของนักปฏิบัติธรรมส่วนมากเกิดจากการยึด การมีอัตตา ไปจนถึงความหลงผิด ยิ่งนักปฏิบัติธรรมที่ปฏิบัติมานาน มีอภิญญา และมีคนนับหน้าถือตามาก ก็มักจะเผลอไหลไปกับความเก่งของตน คุณวิเศษของตนเอง คำสรรเสริญ ความนับหน้าถือตา จนยกตนข่มผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว เหตุเพราะความประมาทในธรรมที่ตนได้เคยบำเพ็ญปฏิบัติมานาน จนขาดความอ่อนน้อมถ่อมตน ยกตนข่มผู้อื่น และหลงตนเองว่า ตนอยู่เหนือผู้อื่น และมักพาหมู่คณะไปสู่ความแตกแยก แต่ทั้งนี้ นักปฏิบัติธรรมที่มีปัญญาและเข้าถึงธรรม ท่านจึงจะรู้เหตุอันควร ว่าการกระทำ การพูด การคิด อะไรควรหรือไม่ควร และท่านก็จะสอนธรรมด้วยความสำรวม ไม่โอ้อวด และไม่ข่มผู้อื่น อันจะเป็นเหตุให้เสื่อมจากหนทางมรรคผลอันชอบได้
อันว่าผู้มีฤทธิ์ มีอภิญญา หรือคุณวิเศษนั้น มีมามากมายตั้งแต่ครั้งก่อนพุทธกาล แต่หากเป็นผู้ประมาทในธรรมดังกล่าว ก็คงจะต้องเนิ่นช้าเนิ่นนานและเสื่อมจากการบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะไม่ได้พิจารณาธรรมเนืองๆดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอนแก่ภิกษุทั้งหลายให้เข้าถึงหัวใจของศาสนา คือ การละอัตตา หรือ ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ของตนทั้งหลาย ฉะนั้น ผู้มีฤทธิ์ มีอภิญญาทั้งหลาย หากยังเป็นผู้รู้สึกพอใจในการใช้อภิญญาโดยไม่รู้จักกาลอันควร ก็ถือว่ายังประมาทในธรรมอยู่ ความต่างกันระหว่างผู้มีอภิญญาฝ่ายโลกียะและฝ่ายโลกุตตระนั้น ต่างกันที่การรู้จักสำรวมใจและการปล่อยวาง กล่าวคือ ฝ่ายโลกียะนั้นจะมักใช้อภิญญาพร่ำเพรื่อ อยากรู้อยากเห็น จนเผลอไปเป็นผู้วิเศษ มีคนนับหน้าถือตาโดยไม่รู้ตัว และฝ่ายโลกุตตระนั้น จะสำรวมด้วยการปล่อยวาง ละวางความยึดมั่นแม้ในความมีอภิญญาของตน ด้วยตระหนักว่า ผู้มีฤทธิ์อภิญญาและไม่ใช้ฤทธิ์อภิญญานั้นประเสริฐกว่า ประเสริฐกว่าเพราะเป็นผู้ไม่ประมาทในธรรม
สิ่งที่อาตมาได้แสดงมาในเบื้องต้นนี้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้กับผู้ปฏิบัติ ไม่ให้มุ่งไปในเรื่องอภิญญา ๕ แต่ควรมุ่งอภิญญาข้อที่ ๖ คืออาสวักขยญาณ (ความหลุดพ้น) เสียก่อน เพราะเหตุว่าพระพุทธองค์เองก็มักจะติเตียนในเรื่องการใช้ฤทธิ์ว่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่ทรงสรรเสริญในเรื่องการแสดงธรรมให้ผู้อื่นฟังธรรมและรู้เห็นตามธรรมจน แจ่มแจ้งในธรรมนั้น แม้แต่ในการเทศนาธรรมสอนแก่ภิกษุทั้งหลาย พระองค์จะทรงเริ่มต้นด้วยการให้ภิกษุทั้งหลายรู้จักปล่อยวาง โดยน้อมใจภิกษุทั้งหลายในเบื้องต้นให้เห็นด้วยปัญญาว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้น ไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยง จึงเป็นทุกข์ เมื่อเป็นทุกข์ จึงไม่มีตัวตนใดๆที่เราจะพึงไปยึดมั่นถือมั่น ต่อจากนั้นก็จะทรงสอนให้ภิกษุสลัดจากความยินดีในกาม และปลีกวิเวกเพื่อสัมผัสความสงบอันประณีตในสมาธิหรือองค์ฌานไปโดยลำดับ ซึ่งเป็นโลกุตตระสมาธิหรือโลกกุตตระฌาน อันถึงพร้อมด้วยปัญญาเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์และไม่มีตัวตนไปตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่มุ่งทำฌานโดยขาดปัญญาอย่างที่เป็นอยู่โดยมากในหมู่นักปฏิบัติธรรม ในปัจจุบัน ซึ่งสุดท้ายผู้มีฤทธิ์อภิญญาทั้งหลายหากจะปรารถนาความหลุดพ้น ก็ต้องวางฤทธิ์อภิญญาของตน จึงจะเข้าสู่กระแสของมรรคผลได้ เพราะการเข้าสู่มรรคผลนั้น ต้องเริ่มจาก การให้ กล่าวคือ การให้ อัตตาออกไปจากใจของตน และบุคคลจะเป็นผู้ให้อันชอบโดยแท้ได้นั้น ต้องเริ่มต้นจาก การปล่อยวาง ไม่ใช่ การให้ เพื่อจะ เอา แต่จะต้องเป็น การให้ เพื่อขัดเกลากิเลสในใจของตน
การปล่อยวาง จะทำให้เกิด จิตว่าง ตามหลักพระพุทธศาสนา คือ เมื่อวาง ก็จะว่าง เมื่อว่างก็จะรู้ เมื่อรู้ก็จะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และผลสุดท้าย ก็คือปัญญา ความแจ่มแจ้งและความหลุดพ้นไปโดยลำดับ นักปฏิบัติธรรมโดยมาก ปฏิบัติธรรมแบบไม่ปล่อยวาง และก็ไม่รู้ว่าการปฏิบัติธรรมแบบปล่อยวางเป็นอย่างไร เพราะเหตุตั้งจิตไว้ผิดตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวคือ เริ่มต้นปฏิบัติธรรม ก็มีอัตตาแฝงไปตั้งแต่ต้น เช่น พยายามทำจิตให้นิ่ง ตั้งใจ หรือมุ่งให้ได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่ง แทนที่จะปฏิบัติด้วยการฝึกปล่อยวาง คือ ค่อยๆวางไปตั้งแต่ท่านั่งหรือร่างกายที่ตึงเกร็ง จนไปถึงการปล่อยวางความพยายามหรือความตั้งใจใดๆที่ต้องการให้เกิดให้เป็นขึ้น ไปจนถึงการค่อยๆปล่อยวางความคิดนึก และความรู้สึกอันเป็นอาการทางใจไปโดยลำดับ
การที่นักภาวนาโดยมากเจริญภาวนาแบบไม่ปล่อยวาง จึงทำให้ทำความสงบได้เฉพาะในขณะนั่งหลับตา แต่ไม่สามารถทำความสงบได้ในขณะลืมตาในชีวิตประจำวัน นักภาวนาจึงไม่ควรประมาท และควรฝึกเจริญภาวนาในชีวิตประจำวันให้มาก การฝึกเจริญภาวนาในชีวิตประจำวันนั้น ต้องเริ่มจากการฝึกสำรวมใจ ยกจิตขึ้นอยู่เหนืออายตนะด้วย "การปล่อยวาง" อุบายอันแยบคายที่พระพุทธองค์ให้ฝึกสำรวมใจ ก็คือ การให้มองตัวเอง ไม่ใช่ไปเพ่งมองผู้อื่น มองตัวเอง ก็คือ มองกายและใจของตน
การจะมองให้เห็นกายและใจของตนเองนั้น นักภาวนาต้องรู้จักเจริญสติสัมปชัญญะด้วยการปล่อยวาง ทุกวันนี้ คนโดยมากเห็นแต่กายของตน แต่ไม่อาจเห็นใจของตน ทั้งนี้เพราะไม่รู้จักการปล่อยวาง หากแต่นักภาวนาได้ฝึกการปล่อยวาง และหัดเป็นผู้รุ้จักปล่อยวางไปโดยลำดับ ก็จะเห็นทั้งกายและใจด้วยความรู้ทั่วถึงได้ และการฝึก "การปล่อยวาง"จะทำให้นักภาวนามีสติระลึกรู้ได้ถึงความเป็นไปในภายในที่เป็นอิสระจากความเป็นไปในภายนอก เพราะเหตุการปล่อยวางจะทำให้เกิดการทวนกระแสเข้าสู่ภายใน ทำให้การรับรู้ภายในสามารถทวนกระแสการรับรู้ภายนอกได้ อาทิ การรับรู้ภายนอกรับรู้เป็นสมมติบัญญัติ ในขณะที่การรับรู้ภายในจะรับรู้แบบเหนือสมมติบัญญัติ ดังเช่น นักเปียโน บางครั้งมือขวาที่เล่นโน๊ต มือซ้ายที่เล่นคอร์ด ก็เล่นไปในทางทิศทางเดียวกันบ้าง สวนทางกันบ้าง คร่อมกันบ้าง กล่าวคือการเล่นของมือซ้ายสามารถเป็นอิสระจากการเล่นของมือขวาอย่างสิ้นเชิง หากนักภาวนาจะสามารถพัฒนาการรับรู้ความเป็นไปในภายในให้ทวนกระแสความเป็นไปในภายนอกอันเนื่องด้วยสมมติบัญญัติได้ นักภาวนาจะต้องเริ่มฝึกเจริญภาวนาด้วยการเป็นผู้รู้จัก การปล่อยวาง เพราะเมื่อปล่อยวาง ใจก็จะเป็นอิสระจากการครอบงำของความเป็นไปของสมมติบัญญัติทั้งหลาย ใจก็จะเริ่มเรียนรู้จนรู้จักการทวนกระแสความหน่วงเหนี่ยวของการรับรู้โลกภายนอกได้โดยลำดับจนสั้นเชิง ใจที่เป็นอิสระก็คือบันไดขั้นแรกหรือก้าวแรกของการหลุดพ้น คือ หลุดพ้นเบื้องต้นจากสมมติบัญญัติของโลกไปโดยลำดับ เมื่อใจเป็นอิสระ ใจก็จะสามารถทวนกระแสได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ เหตุเพราะใจที่เป็นอิสระ จะเกิดการระลึกได้ภายใน คือ เกิดสติและสัมปชัญญะอันเป็นไปในภายใน การมีสติและสัมปชัญญะอันเป็นไปใน หากกล่าวให้เข้าใจง่าย ก็คือ รู้สึก ภายใน นักภาวนาที่จะสามารถทำความสงบได้ในขณะลืมตา จึงต้องรู้จักสำรวมใจ จนมี รู้สึก ภายในเนืองๆ รู้สึก ภายในนี้ จะทำให้นักภาวนาไม่เผลอหลุดง่าย และนอกจากจะไม่เผลอหลุดง่ายแล้ว ยังสามารถทรงสภาวะความสงบที่เป็นไปเองด้วยสติและสัมปชัญญะได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องพยายามทำความสงบแต่อย่างใด กล่าวคือ ความสงบจะเกิดขึ้นเอง เมื่อมี รู้สึก ภายใน ในที่สุดเมื่อมี รู้สึก ภายใน การรู้ภายในก็จะค่อยแยกส่วนจาก รู้สึกภายในนี้ เป็นการรู้ที่เกิดจากสติที่เกิดเองเป็นเองอย่างเป็นธรรมชาติ จนทำให้เกิดสติที่รู้ได้เอง โดยไม่ต้องพยายามระลึกรู้แต่อย่างใด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง รู้ โดยไม่ต้องพยายามระลึกรู้นี้ ก็คือ สภาวะรู้ที่สามารถรู้ จิตผู้รู้ ได้ และเห็นความไม่มีตนใน จิตผู้รู้ นี้
|
|
|
|
|