|
| |
ประสบการณ์ปฏิบัติธรรมบนภูกระดึง |
หลังจากอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ แม้บวชได้เพียงพรรษาเดียว หลวงพ่อกัสสปมุนี ได้ขออนุญาตอุปัชฌาย์อาจารย์ของท่านออกธุดงค์ ไปบำเพ็ญเพียรภาวนา อยู่บนยอดเขาภูกระดึง อันแสนจะหนาวเหน็บ (เดือน พ.ย. ๒๕๐๖) ในช่วงเวลานั้น ท่านได้เขียนหนังสือหนึ่งเล่มบรรยายถึงสิ่งอัศจรรย์ต่างๆที่ท่านได้ประสบ ชื่อว่า หกเดือนบนภูกระดึง |
หนึ่งในสิ่งอัศจรรย์ที่หลวงพ่อกัสสปมุนีได้ประสบบนภูกระดึง คือการได้พบกับเจ้าแม่วิสาขาแห่งภูกระดึง ซึ่งหลวงพ่อเรียกเจ้าแม่ว่าเป็นทิพย์อุปัฏฐาก ท่านพบเจ้าแม่ในเช้าวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๐๖ ขณะท่านกำลังเดินจงกรมบนพลาญหินกลางแจ้งหลังกุฎิ และคำนึงถึงปัญหาเกี่ยวกับเครื่องนอนป้องกันความหนาวที่เตรียมไปไม่เพียงพอ ท่านเขียนไว้ว่า
|
“วันนี้อาตมาภาพขึ้นเดินเริ่มแต่หัวจงกรม (หัวจงกรมเป็นหินนูนสูงราว ๑ ฟุต) ไปจนสุดทางจงกรม เดินไปก็คิดนึกไปว่า จะทนสู้ความหนาวบนนี้ต่อไปอีกไหวหรือ เพราะความหนาวเพิ่มรุนแรงขึ้นทุกวัน วันนี้ถามที่ทหารอากาศก็บอกว่า ลบ ๐ ลงมา ๕ แล้ว ถ้ามันลบลงมาถึง ๑๐ หรือ ๑๕ เรามิแข็งตายหรือ สงสารแต่สามเณร เพราะยังเด็กนัก จะทนได้สักกี่วัน เดินจงกรมแล้วก็ครุ่นคิดวิตกไป จนถึงหัวจงกรมรอบที่สอง พอหันตัวกลับจะลงเดินเป็นรอบที่สาม ก็ต้องชะงักงันอยู่กับที่ เพราะสิ่งที่มิได้นึกฝัน ไม่ได้คิดว่าจะเป็นไปได้ในชีวิต ก็ได้ปรากฏขึ้น อย่างที่ตัวเอง ก็บอกไม่ได้ อธิบายไม่ถูก คือ พออาตมาภาพหันตัวกลับ จะก้าวลงเดินรอบที่สาม ก็เห็นสตรีคนหนึ่งเดินผ่านหน้าในอาการก้าวเดินเนิบๆ แต่ลอยตัว สูงพ้นจากพื้นพลาญหินประมาณสันมือลอดได้ มือพนมอยู่หว่างอกที่ตึงอิ่ม หันหน้ามองมายังอาตมาภาพด้วยดวงตาอันดำขลับสุกใสเป็นประกาย อาตมาภาพยืนตะลึง มองตาม สองมือจับหัวไม้เท้ายันไว้ข้างหน้า จนเธอเดินมาหยุดยืนเยื้องมาทางขวามืออาตมาภาพเล็กน้อย (เธอเดินผ่านหน้าอาตมาภาพจากซ้ายมาขวา) ห่างกันราว ๒ วา ต่ำกว่าหัวจงกรมที่อาตมาภาพยืน เราคงยืนจ้องกันอย่างนั้นอยู่สัก ๒-๓ อึดใจ
|
ใบหน้า แววตา ริมฝีปาก ที่งามน่าพิศ แม้จะไม่มีอาการยิ้มอย่างคนธรรมดา แต่ก็แสดงให้เห็นว่ายิ้มอย่างละมุนละไม ทรวดทรงองค์เอว นิ้วเท้า นิ้วมือ ลำแขนดูเพรียวเต็มอิ่มไปด้วยผิวที่ผุดผ่องนวลกระจ่าง ขณะนั้นดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงกล้า เพราะเป็นเวลา ๑๐.๐๐ น. เศษ แต่ถึงกระนั้นก็ดูเหมือนทั่วร่างของเธอมีประกายระยิบออกมากระทบกับแสงอาทิตย์ อาภรณ์เครื่องแต่งตัว อาตมาภาพพอจะจดจำได้ คือ ผ้าที่นุ่งเป็นเหมือนฝ้ายลายทอง เป็นตารางคล้ายร่างแห ระหว่างช่องตารางดูคล้ายกับมีเพชรเม็ดสีต่างๆผนึกติดไว้เต็ม เชิงปลายผ้าคลุมสูงจากข้อเท้าในราว ๑ คืบ ข้อเท้าสวมกำไลเป็นเม็ดรอบ แวววาว สังเกตไม่ได้ว่าเป็นอะไร เชิงผ้าเป็นลวดลายกนกหนากว้างขึ้นมาราวคืบเศษ ดูระยิบระยับ ผ้าด้านหน้าพับซ้อน รัดด้วยเข็มขัดอ่อน ดูคล้ายแก้วปนทองเป็นประกายเลื่อมวาววับ หัวเข็มขัดนูนโต ตรงกลางหัวเข็มขัดฝังคล้ายบุษราคัม เม็ดขนาดหมากสง ท่อนตัวห่มสไบเฉียงสีเดียวกับผ้านุ่ง คือสีเขียวตองอ่อนปนทอง เป็นการห่มเฉียงอย่างแนบเนื้อ ไม่มีรอยย่นรอยจีบอะไร พราวระยับไปทั่วร่าง ข้อมือมีกำไลเช่นเดียวกับข้อเท้า ทั้งที่สวมที่ต้นแขน ตอนขลิบริมขอบบนและล่างของกำไลเป็นกนก คล้ายๆกนกเปลว คือเป็นหยักๆ ปลายแหลมงอนขึ้น เวลาถูกแสงแดดดูเป็นเงาวับๆ นิ้วที่เรียวงามสวมแหวนทั้งสี่นิ้วทั้งสองข้าง ปลายนิ้วเรียวจนถึงเล็บ งามมาก นิ้วเท้าก็เช่นเดียวกัน บนศีรษะประดับด้วยกรอบหน้าคล้ายละคร แต่เป็นชั้นซ้อนขึ้นไปตามลำดับ๓ ชั้น แต่ละชั้นเป็นกิ่งไหวแพรวพราว คล้ายเส้นลวดดอกไม้ไหว เวลาไหวกระเพื่อมดูพร่างพราวคล้ายฝนพรม ตัวกรอบหน้าคล้ายทองปนแก้ว ช้องหูที่ครอบรอบใบหู คล้ายเอาเส้นไหมทองคำที่เป็นเงางาม มาทำเป็นร่างแหอย่างหนาครอบติดเอาไว้ ดูงามประหลาดอย่างยิ่ง แต่ไม่เห็นเบื้องหลังของเธอว่าเส้นผมจะงามเพียงไร ได้จัดเกล้าไว้หรือปล่อยยาวประหลังก็ไม่ทราบ คงเห็นแต่ข้างหน้าเพราะยืนประจันหน้ากันอยู่ท่ามกลางแสงแดด เรือนร่างเพรียวระหงอวบอิ่ม ช่วงไหล่ผาย ต้นแขนอวบเต็ม เอวคอดกลม สะโพกผายกลม แล้วเรียวเรื่อยลงไปจนถึงข้อเท้า หลังเท้านูนงาม นิ้วเท้ากลมเรียงเป็นลำดับ ไม่มีปุ่มโปนหรือข้อต่อข้อกระดูกอย่างเราสามัญมนุษย์เลย
|
อาตมาภาพอธิบายไม่ถูกว่าเธองามเพียงไร สง่าอย่างมีอำนาจอย่างไร งามจริงๆ งามอย่างไม่มีอะไรในโลกมนุษย์จะเปรียบ งามอย่างสตรีอายุวัย ๒๕ กลิ่นหอมกระจายโชยมาถูกจมูก คล้ายกลิ่นกุหลาบอ่อนๆปนแป้งร่ำ ทำให้สดชื่นใจ อาตมาภาพใจเต้นระทึกตะลึงงันอยู่อย่างนั้น สายตาคงจับประสานกัน ดูเหมือนเธอจะยิ้มละไม ที่เห็นอาการกิริยาของอาตมาภาพเช่นนั้น ครั้นแล้วอาตมาภาพก็ต้องประหลาดอัศจรรย์ใจอีก ที่เห็นร่างเธอค่อยๆยอบต่ำลงๆ แต่มือคงพนม และสายตาคงจ้องมองอยู่เช่นนั้น การยอบต่ำลงนั้นไม่มีการเอนเอียงแต่อย่างใด ต่ำลงๆจนเป็นอาการในท่าคุกเข่า คือ เข่าซ้ายจรดพื้น (แต่ไม่ถึงพื้นหิน คงลอยอยู่เหนือพื้นพลาญหินขนาดสันมือลอด) เข่าขวายกชัน ผ้าที่นุ่งคงเป็นระเบียบ ไม่ย่น ไม่ถลก อย่างที่สามัญชนกระทำกัน อาตมาภาพคงจ้องมองนิ่งอยู่อย่างนั้น สองมือจับหัวไม้เท้าแน่น ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป ครั้นแล้วเสียงแว่ว แต่กังวานแจ่มใสน่าฟังจากเธอพูดขึ้นก่อนว่า
|
“มีอะไรบอกโยมเถอะ ดูมาหลายวันแล้ว รักเหมือนลูกของโยมจริงๆ”
เสียงที่ออกมานั้น แม้จะรู้ว่าผ่านออกมาจากริมฝีปาก แต่ก็เห็นริมฝีปากเผยอนิดๆเท่านั้น อาตมาภาพได้สติเมื่อได้ฟังคำพูดที่ได้พูดนำขึ้นก่อน ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะแสดงออกถึงความเมตตา แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไร เธอก็พูดอีกว่า
“มีอะไรบอกโยมเถอะ จะจัดการให้”
อาตมาภาพระงับความระทึกใจเป็นปกติแล้ว ก็ตอบเธอว่า “อากาศหนาวทนไม่ไหวจริงๆ คุณโยม อาตมาทนไม่ไหว”
คราวนี้ใบหน้าและริมฝีปากยิ้มละไมอิ่มเอิบ ดวงตาที่มองจ้องจับเป็นประกายสดใสกระจ่าง เสียงเธอพูดย้ำอีกว่า “มีอะไรบอกโยมก็แล้วกัน”
|
อาตมาภาพรู้สึกตัว ได้คิด จึงอนุโมทนาที่เธอให้ความเมตตา แล้วถามว่า “อาตมาจะเรียกคุณโยมว่าอย่างไร”
“เรียกโยมว่า วิสาขา โยมอยู่ปกครองที่นี่มาหมื่นปีเข้านี่แล้ว ขอให้ท่านจงปฏิบัติต่อไปตามเวลาที่กำหนด โยมขอนมัสการลาท่าน”
พูดแล้วเธอก็ลุกขึ้น แต่เป็นการลุกขึ้นอย่างลอยตัว คือ ค่อยๆเคลื่อนตัวขึ้นจนยืนตรง มือยังคงพนมอย่อย่างนั้น งามมาก งามจริงๆ ใบหน้ายิ้มย่องผ่องใสกระจ่างทั้งเรือนร่าง อาตมาภาพได้แต่กล่าวพึมพำ อนุโมทนาให้พรเธอเบาๆ ขอให้เธอมีความอิ่มเอิบสุขสำราญในทิพยสมบัติและทิพยอำนาจตราบเท่าพระนิพพาน ที่ได้มีเมตตากุศลจิตอนุเคราะห์อาตมาภาพครั้งนี้ อาตมาภาพเพ่งพินิจมองดูเห็นเรือนร่างอันงามล้ำเฉิดฉาย ค่อยๆจางหายไปในท่ามกลางแสงแดด เป็นการเลือนหายจางลงๆ แต่ยังคงอยู่ในอาการเดิม สายตาอันดำขลับเป็นประกายเงางาม คงจ้องจับจนหายลับไป ...
|
เวลาล่วงไปในราว ๑๐ นาที อาตมาภาพถือว่าเป็นเวลาอันมีคุณค่า อย่างไม่มีอะไรมาแลกเปลี่ยนกันได้ในชีวิตนี้ นับแต่เกิดจากครรภ์มารดา จนกระทั่งมาบวชเป็นภิกษุจนถึงวันนี้ ความสุขใจ ความอิ่มใจ ความผ่องใส มันเต็มเพียบพร้อมอย่างบริบูรณ์ในขณะนั้น คงยืนพินิจอยู่กลางแสงแดด โดยไม่รู้สึกร้อนหรือหนาว อย่างที่เป็นอยู่เมื่อแรก คงมองไปเบื้องหน้า ที่ร่างของคุณโยมวิสาขาได้เลือนหายไปอยู่อย่างนั้น ไม่ทราบว่านานเท่าไร...”
ภายในบ่ายวันเดียวกันนั้นเอง คนงานป่าไม้ได้นำเสื่อ ที่นอน และผ้า
ห่มมาให้หลวงพ่อกัสสปมุนีอย่างพอเพียง |
เจ้าแม่วิสาขายังเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทในการช่วยเหลือหลวงพ่อกัสสปมุนีในการสร้างวัดปิปผลิวนาราม อ.บ้านค่าย จ.ระยอง โดยได้มอบหมายให้เจ้าแม่จำปากะสุนทรี ซึ่งเป็นน้องสาวของท่าน ได้ช่วยให้หลวงพ่อกัสสปมุนีสร้างวัดจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
|
| |
|
| |