| วิโมกข์:
เบื้องต้นของการฝึก เราจะกำหนดสติไว้ที่ลมหายใจบ้าง พองยุบบ้าง กายบ้าง อิริยาบถการเคลื่อนไหวบ้าง ความนึกคิดบ้าง คำบริกรรมบ้าง แต่ผู้ปฏิบัติโดยมากยังไม่เข้าใจว่าจะพัฒนาสติอย่างไร? ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า อะไรคือตัวภาวนา? ตัวภาวนาคือลมหายใจหรือ? ตัวภาวนาคือพองยุบหรือ? คำบริกรรมหรือทั้งหมดที่ว่ามาเป็นเพียงอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการภาวนา แต่เป้าหมายของการภาวนาคือการพัฒนาสติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งตัวภาวนาก็คือสติ เมื่อเราทราบว่าตัวภาวนาคือสติ เราจึงต้องมารู้จักคำว่าสติว่าคืออะไร สติคือความระลึกได้ สติต้องพร้อมด้วยสัมปชัญญะ คือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม อาการของสติคือเมื่อระลักได้จะเกิดสภาวะรู้ ตื่น เบิกบาน การสอนเรื่องสติ บางสํานักสอนให้ใช้สติเฝ้าดูกายหรืออิริยาบถการเคลื่อนไหว บางสํานักสอนให้ใช้สติเฝ้าดูความรู้สึก บางสํานักสอนให้ใช้สติเฝ้าดูจิตหรือความคิด บางสํานักสอนให้ใช้สติเฝ้าดูลมหายใจ และอื่นๆ ถ้าเราไม่ยึดติดในสํานักใดสํานักหนึ่ง จะพบว่า เมื่อเราฝึกใช้สติเฝ้าดูกาย เราก็จะเห็นความรู้สึกและความคิดด้วย หรือเมื่อเราฝึกใช้สติเฝ้าดูความคิด เราก็จะเห็นกายและความรู้สึกด้วย ฉะนั้น กาย เวทนา จิต ธรรม จึงเป็นหนึ่งเดียว ในเบื้องต้นของการฝึกปฏิบัติ เราจําเป็นต้องฝึกปฏิบัติเฝ้าดูทีละอย่าง แต่เมื่อสติเริ่มตั้งมั่นแล้ว เราสามารถฝึกสติเฝ้าดูกาย เวทนา จิต และธรรมไปพร้อมๆ กัน ฉะนั้นผู้ที่ฝึกปฏิบัติมาพอสมควรแล้ว ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์ ว่าจะต้องกําหนดอะไรก่อนหลัง หรือมีกฎเกณฑ์ ว่ากําหนดแต่อิริยาบถอย่างเดียว หรือกําหนดเฝ้าดูจิตหรือความคิดอย่างเดียว แต่ควรจะได้พัฒนาสติให้สามารถรู้ตัวทั่วพร้อมจนถึงรู้ทั่วถึง คือให้รู้ทุกอย่างทั้งกาย เวทนา จิต และธรรมไปพร้อมๆ กัน เบื้องต้นเมื่อฝึกกําหนดรู้อยู่ที่อารมณ์เดียว ก็ได้สติในระดับหนึ่ง พอสามารถกําหนดรู้มากอย่างหรือหลายอย่างมากขึ้น สติก็จะยิ่งพัฒนาได้มากยิ่งขึ้น จนในที่สุดไม่ต้องกําหนด แต่ก็สามารถรู้ได้แบบทั่วถึง คือเห็นกาย เวทนา จิต และธรรมไปพร้อมๆ กัน นั่นแหละคือการพัฒนาสติให้เข้มแข็งและให้ว่องไว เมื่อเห็นได้ทั่วถึง จิตก็จะเข้าสู่ภาวะเป็นกลางๆ และเริ่มคลายความยึดมั่นหรือผูกพันในร่างกาย จิตเริ่มเป็นอิสระและเกิดภาวะตื่นรู้และเบิกบานอยู่เสมอ
|
| ความรู้ตัว:
อย่างนั้นแหละครับ คือการฝึกสติที่มีการพัฒนาจากเริ่มต้นรู้
จากการกำหนดอย่างเดียว จนกระทั่งมีสติรู้ ในการกำหนดหลายแบบหลายอย่างและสามารถสลับไปสลับมาได้
จนทำให้การรู้นั้นกว้างขวางขึ้นและเป็นธรรมชาติขึ้น จึงสามารถที่จะดำรงสติต่อเนื่องได้ง่ายในการดำเนินชีวิตประจำวัน
เทคนิคของการสลับไปสลับมาของสติ จึงควรนำไปฝึกเพื่อให้สติตั้งมั่นและพัฒนาขึ้น
ต่อเนื่องขึ้น และใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
การกำหนดในการฝึกสติ คือสมาธิ และการกำหนดในการฝึกสมาธิ คือสติ
ปัญญาเกิดจากการรอบรู้ และรู้รอบของสติ
|
| ZEN:
ขออนุญาตแลกเปลี่ยนประสบการณ์นะครับ ความเห็นส่วนตัวผมก็คล้ายๆ กันครับ
คือผมเห็นว่ากาย เวทนา จิต และธรรมนั้น รับรู้ได้ที่จิตทั้งหมด
จะแตกต่างกันก็คงจะในส่วนของปัจจัยที่ทำให้เกิด แต่ที่สำคัญที่สุด
คือความละเอียดและหยาบต่างกัน รับรู้ได้ด้วยประสิทธิภาพของสติที่ต่างกัน
หากสติละเอียดรวดเร็วพอ เราจะสามารถรับรู้ทั้งหมดได้ในขณะเดียวกัน
มิใช่เป็นการรับรู้สลับไปมาอย่างรวดเร็ว แต่เป็นการรับรู้มันไปด้วยกันทั้งหมด
เพราะทั้งหมดนี้มันเกิดอยู่ในที่เดียวกัน ในกายเห็นเวทนา ในเวทนาเห็นจิต
ในจิตเห็นธรรม ไม่มีความจำเป็นต้องแยกมันออกจากกัน เพียงแต่สติเราในขณะใดๆ
จะรับรู้ได้ถึงในระดับใดเท่านั้น และที่เกี่ยวกับขันธ์ทั้งห้านั้น
ผมก็รับรู้ได้ในลักษณะเดียวกัน ทั้งหมดเป็นองค์ประกอบของจิตที่ถูกปรุงแต่งขึ้นทั้งนั้น
เหมือนกับที่เราจำแนกองค์ประกอบของขนมปังชิ้นหนึ่งว่า มันประกอบด้วยไขมัน
โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้รวมกันก็คือขนมปังชิ้นเดียวกันนั่นเอง
ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ
|
| วิโมกข์:
ขอบคุณคุณความรู้ตัว
และคุณ ZEN มากครับ ที่ได้กรุณาเสนอความคิดเห็นที่มีประโยชน์ซึ่งผมพอจะสรุปได้
๒ ประเด็น คือ
๑. ความเห็นของคุณความรู้ตัว คือ การฝึกสติที่มีการพัฒนาจากเริ่มต้นรู้
จากการกำหนดอย่างเดียว จนกระทั่งมีสติรู้ในการกำหนดหลายแบบหลายอย่าง
และสามารถสลับไปสลับมาได้
๒. ความเห็นของคุณ ZEN คือ
หากสติละเอียดรวดเร็วพอ เราจะสามารถรับรู้ทั้งหมดได้ในขณะเดียวกัน
มิใช่เป็นการรับรู้สลับไปมาอย่างรวดเร็ว
ความเห็นของผมต่อสองประเด็นนี้ ผมเห็นด้วยกับทั้ง
๒ ท่าน เพราะมองกันคนละมุม ซึ่งผมก็ได้เคยทดลองทั้ง ๒ แบบ คือ
ดูสลับไปสลับมาอย่างรวดเร็วตามแต่สภาวะว่าอารมณ์อันใดชัด และดูไปทีเดียวทั้งหมดพร้อมๆ กัน
เหมือนเวลาเราไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ ตาก็ดูหนังไป หูก็ฟังเสียงไป
แล้วขณะเดียวกันก็อ่านบทบรรยายภาษาไทยด้วย จากเหตุผลดังกล่าว ผมก็มาวิเคราะห์เองว่า
ผลจากการทำทั้ง ๒ แบบ จะสามารถพัฒนาสติไปได้อย่างไร? และแตกต่างกันอย่างไร?
การทำสติแบบดูสลับไปมาของคุณความรู้ตัวจะพบว่าสตินี้ไวขึ้น
ส่วนการทำสติแบบ คุณ ZEN คือรู้แทงตลอดพร้อมกันไปหมด ทั้งกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นหนึ่งเดียว
เหมือนสติเป็นตัวเชื่อมประสาน ให้จิต วิญญาณ และกาย เป็นหนึ่งเดียว
ซึ่งวิธีนี้ผมพบว่าสติจะมีกำลังขึ้นมาก
เพราะสติสามารถรู้ได้ทั่วถึง กล่าวโดยสรุปคือวิธีฝึกแบบนี้จะเป็นการพัฒนาให้เกิดพละกำลังแก่สติ
ฉะนั้น ผมจึงมีความเห็นว่าควรจะได้ฝึกฝนทั้ง
๒ แบบ เพื่อเป็นการฝึกทั้งความว่องไว และกำลังแก่สติจนเป็นสตินทรีย์
คืออินทรีย์หรือความเป็นใหญ่ของสติ ผมจึงขอเชิญกัลยาณมิตรได้ช่วยกันแลกเปลี่ยนความเห็นและประสบการณ์กัน
เพื่อการพัฒนาสติจนเป็นสติสัมโพชฌงค์ เพื่อให้เกิดธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
อันเป็นที่มาของปัญญาเพื่อความหลุดพ้นในพระพุทธศาสนา
|
| ZEN:
ขออนุโมทนาในความลึกซึ้งของคุณวิโมกข์ด้วยครับ
ผมเห็นด้วยกับข้อสรุปของคุณครับ โดยพื้นฐานเดิม ผมก็ใช้วิธีเดียวพิจารณาเป็นจุดๆ
หรือเป็นส่วนๆ ไปครับ ต่อมาถึงจุดหนึ่งก็ถึงทางตัน ไม่สามารถสามารถพัฒนาให้ละเอียดขึ้นไปกว่านั้นได้
สุดท้ายจึงพบว่าวิธีเดียวที่พัฒนาให้เกินกว่าขอบเขตนั้นไปได้ก็คือต้องรับรู้เท่าทันทั้งหมดไปพร้อมๆ กัน
เมื่อนั้นจึงจะเห็นความเป็นไปของธรรมชาติได้อย่างเป็นธรรมชาติ
(ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องเพ่ง)
สำหรับตัวผมเองแล้ว มันไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นขั้นตอนที่โยงไปสู่กันและกัน
ที่กล่าวมานี้เป็นแค่ความรับรู้ของผมเองนะครับ มิใช่บรรทัดฐานของผู้อื่น
ประสบการณ์ภายใน (ธรรม)
ของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกัน ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูกครับ
|
| ความรู้ตัว:
ขออนุโมทนาในกุศลจิตด้วยครับ และเห็นด้วยกับที่คุณวิโมกข์แสดงไว้ดีแล้ว
ในเรื่องการสลับไปสลับมาของสติ และการฝึกสติแบบตั้งมั่นรู้รวมทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียว
ส่วนความเห็นของคุณวิโมกข์ที่แนะนำให้ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมไปพร้อมๆ กับการรู้ลมหายใจเข้า-หายใจออก
อันนี้ขอน้อมไว้ปฏิบัติครับ พออ่านแล้วรู้สึกว่าใช่เลย คนส่วนใหญ่รวมทั้งผมด้วยชอบไปกำหนดสติอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทำให้การรู้ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ใช้ในชีวิตจริงลำบาก ผมจึงใช้วิธีสลับไปสลับมาก็เริ่มดีขึ้น
เป็นธรรมชาติขึ้น ตั้งมั่นขึ้น รู้มากขึ้น และเมื่อตั้งมั่นและรู้มากขึ้น
ก็มาถึงการรู้แบบองค์รวมทั้งหมดรวมเป็นหนึ่ง คือรู้มันทั้งหมดพร้อมกัน
อย่างไรก็ดี มันก็ต้องมาทีละขั้นครับ เพื่อให้สติตั้งมั่นได้ก่อน
ก่อนที่จะมารู้แบบองค์รวมเป็นหนึ่ง แล้วถึงจะมาถึงการดำเนินชีวิตที่เป็นปกติเป็นธรรมชาติโดยมีสติตั้งมั่น
|