Vimokkha Dhamma
ผู้เข้าชมหน้านี้: 1 คน
|
แลกลิงค์
|
|
|
|
|
|
อุบายในการเจริญอานาปานสติ ด้วยสติและความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
|
| วิโมกข์:
อุบายในการฝึกอานาปานสติภาวนา พระพุทธองค์ทรงแนะนำว่าให้ตั้งกายตรง
ดำรงสติมั่น และมีสติเฉพาะหน้า พร้อมกับมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมว่าหายใจเข้ายาวหรือสั้น
หายใจออกยาวหรือสั้น
คือให้รู้อาการหายใจว่ามีอาการอย่างไร
ยาวหรือสั้น หยาบหรือละเอียด หนักหรือเเผ่วเบาอย่างไร จนกระทั่งลมหายใจเบาละเอียดมากขึ้นๆ
และเกิดความสงบโดยมีความรู้ตัวทั่วพร้อมถึงอาการความรู้สึกที่เป็นไปในภายในพร้อมๆ
กันไปด้วยโดยลำดับ
ข้อผิดพลาดของผู้ปฏิบัติสมาธิ คือขาดการฝึกให้มีสติเฉพาะหน้าและการทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
การมีสติเฉพาะหน้า มีเทคนิคในการปฏิบัติขณะนั่งภาวนา คือหลับตาภายนอกคือหลับแค่เปลือกตา
แต่ตาภายในไม่ได้หลับไปด้วย ตาภายใน ก็คือ ความรู้สึกตื่นภายในที่ตื่นรู้อยู่เสมอเฉพาะเบื้องหน้า
ฉะนั้น เวลานั่งสมาธิ อย่าเพิ่งรีบร้อนหลับตา หรือรีบกำหนดลมหายใจทันทีทันใด
ให้ทำความรู้สึกตื่นรู้อยู่ภายใน ดำรงความรู้สึกตื่นรู้นี้อยู่เสมอเฉพาะเบื้องหน้าดังกล่าวพร้อมกับให้ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและผ่อนคลายร่างกายทุกส่วนตั้งแต่ศีรษะ
ใบหน้า ไหล่ ลำตัว แขน ขา จนจรดปลายเท้า พอร่างกายผ่อนคลายพร้อมกับความรู้สึกตื่นรู้เฉพาะหน้า
จิตก็จะเริ่มสงบไปเอง และจะรู้สึกได้ว่ามีลมหายใจแผ่วเบาละเอียด
ค่อยๆ หายใจออกและหายใจเข้า สม่ำเสมอ ละเอียด แผ่วเบา และสามารถรู้ถึงอาการลมหายใจดังกล่าวได้โดยไม่ต้องตั้งใจกำหนดและรู้แบบเป็นไปเองสบายๆ
เป็นธรรมชาติ ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั่วสรรพางค์กายไปสักระยะ
พอให้สติตื่นตัวแบบทั่วพร้อม และสังเกตอาการสงบระงับของจิตใจและความอิ่มเอิบภายในจิตใจ
จากนั้นให้ปล่อยวางความรู้สึกทั่วสรรพางค์กายที่เป็นไปภายนอกทั้งหมด
และให้รับรู้ถึงความรู้สึกสงบอิ่มเอิบ และปีติสุขภายใน พร้อมๆ กับระลึกรู้ถึงลมหายใจเข้า-หายใจออก
ที่แผ่วเบา นุ่มนวล และละเอียดมากขึ้น จากนั้นให้วางใจให้เป็นกลางๆ
รู้ถึงอาการของลมหายใจ ว่าหยาบ-ละเอียด
หนัก-เบา และนุ่มนวลอย่างไร? พร้อมๆ กับความรู้ตัวทั่วถึงที่เป็นไปในภายในดังกล่าว
จากนั้นให้ประคองรักษาความเป็นกลางๆ ของจิต สักแต่ว่ารู้ลมหายใจที่ละเอียด
และสักแต่ว่ารู้ทั่วถึงถึงความรู้สึกที่เป็นไปในภายใน ถึงตอนนี้ลมหายใจอาจจะละเอียดมาก
จนดูเหมือนว่าจะหายไปเป็นช่วงๆ ไม่ต้องตกใจ ให้ประคองการตื่นรู้ทั่วถึงที่เป็นไปในภายในไปเรื่อยๆ
จิตจะตั้งมั่นมากขึ้นๆ จากนั้นให้รักษาความเป็นกลางๆ ของจิต ปล่อยวางปีติ
และสุขไปโดยลำดับ จนจิตตั้งมั่นเป็นเอกัคคตาจิตและเกิดอุเบกขา
การทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีเทคนิคในการปฏิบัติคือ
เวลาเริ่มนั่งสมาธิ ให้ทำความรู้สึกผ่อนคลายร่างกายทุกๆ ส่วนก่อน
โดยไม่เกร็งกล้ามเนื้อหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย จากความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปในภายนอกทั่วสรรพางค์กาย
จะทำให้สติตื่นรู้มากขึ้นๆ และจะนำไปสู่การรู้ความรู้สึกอย่างทั่วถึงที่เป็นไปในภายใน
สติและสมาธิขนานกันไป จนเป็นเอกัคคตาจิตและเกิดอุเบกขาในที่สุด ถ้าได้ปฏิบัติตามตามที่แนะนำ จะเป็นอานาปานสติและสติปัฏฐาน ๔ ที่สมบูรณ์ไปโดยลำดับ
ผู้ปฏิบัติจะทั้งรู้ทั้งเห็นกาย ความคิด และความรู้สึก ในลักษณะของสามัญญลักษณะหรือไตรลักษณ์
คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน จนเกิดการละวางที่เป็นไปเอง
อันเกิดจากสัมมาสติ ซึ่งเป็นมรรคข้อที่ ๗ และในที่สุดสัมมาสมาธิ
ซึ่งเป็นมรรคข้อที่ ๘ แม้เราไม่ทำสมาธิ สมาธิก็จะเกิดเองเป็นเองโดยอัตโนมัติจากการที่เราเจริญสติไว้ดีแล้ว
ฉะนั้นผู้ปฏิบัติที่มุ่งแต่การเจริญสมาธิ โดยไม่สนใจฝึกเจริญสติทั้งในขณะนั่งสมาธิและทุกๆ ขณะในชีวิตประจำวัน
สมาธิจะติดขัด ไม่ก้าวหน้า หรือบางครั้งหลงตัวเองว่าได้ฌาน ขั้นโน้น
ขั้นนี้ เพราะขาดกำลังสติ คือความรู้สึกตัวทั่วถึงที่เป็นไปในภายในในขณะนั่งสมาธินั้น
หลายคนอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่า จิตของตนตกภวังค์ เพราะสติไม่ต่อเนื่อง
อาการตกภวังค์จะคล้ายๆ กับการหลับใน และไปเข้าใจว่าตนได้ฌาน ได้สมาธิ
อันนี้เป็นความเนิ่นช้าอย่างมากในการปฏิบัติภาวนา
|
|
|
|
|
|