Online ทั้งหมด : 4 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์





อุบายในการเจริญอานาปานสติ ด้วยสติและความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

วิโมกข์:

     อุบายในการฝึกอานาปานสติภาวนา พระพุทธองค์ทรงแนะนำว่า“ให้ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น และมีสติเฉพาะหน้า พร้อมกับมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมว่าหายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือสั้น…” คือให้รู้อาการหายใจว่ามีอาการอย่างไร ยาวหรือสั้น หยาบหรือละเอียด หนักหรือเเผ่วเบาอย่างไร จนกระทั่งลมหายใจเบาละเอียดมากขึ้นๆ และเกิดความสงบโดยมีความรู้ตัวทั่วพร้อมถึงอาการความรู้สึกที่เป็นไปในภายในพร้อมๆ กันไปด้วยโดยลำดับ
     ข้อผิดพลาดของผู้ปฏิบัติสมาธิ คือขาดการฝึกให้มีสติเฉพาะหน้าและการทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม การมีสติเฉพาะหน้า มีเทคนิคในการปฏิบัติขณะนั่งภาวนา คือหลับตาภายนอกคือหลับแค่เปลือกตา แต่ตาภายในไม่ได้หลับไปด้วย ตาภายใน ก็คือ ความรู้สึกตื่นภายในที่ตื่นรู้อยู่เสมอเฉพาะเบื้องหน้า ฉะนั้น เวลานั่งสมาธิ อย่าเพิ่งรีบร้อนหลับตา หรือรีบกำหนดลมหายใจทันทีทันใด ให้ทำความรู้สึกตื่นรู้อยู่ภายใน ดำรงความรู้สึกตื่นรู้นี้อยู่เสมอเฉพาะเบื้องหน้าดังกล่าวพร้อมกับให้ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและผ่อนคลายร่างกายทุกส่วนตั้งแต่ศีรษะ ใบหน้า ไหล่ ลำตัว แขน ขา จนจรดปลายเท้า พอร่างกายผ่อนคลายพร้อมกับความรู้สึกตื่นรู้เฉพาะหน้า จิตก็จะเริ่มสงบไปเอง และจะรู้สึกได้ว่ามีลมหายใจแผ่วเบาละเอียด ค่อยๆ หายใจออกและหายใจเข้า สม่ำเสมอ ละเอียด แผ่วเบา และสามารถรู้ถึงอาการลมหายใจดังกล่าวได้โดยไม่ต้องตั้งใจกำหนดและรู้แบบเป็นไปเองสบายๆ เป็นธรรมชาติ ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั่วสรรพางค์กายไปสักระยะ พอให้สติตื่นตัวแบบทั่วพร้อม และสังเกตอาการสงบระงับของจิตใจและความอิ่มเอิบภายในจิตใจ จากนั้นให้ปล่อยวางความรู้สึกทั่วสรรพางค์กายที่เป็นไปภายนอกทั้งหมด และให้รับรู้ถึงความรู้สึกสงบอิ่มเอิบ และปีติสุขภายใน พร้อมๆ กับระลึกรู้ถึงลมหายใจเข้า-หายใจออก ที่แผ่วเบา นุ่มนวล และละเอียดมากขึ้น จากนั้นให้วางใจให้เป็นกลางๆ รู้ถึงอาการของลมหายใจ ว่าหยาบ-ละเอียด หนัก-เบา และนุ่มนวลอย่างไร? พร้อมๆ กับความรู้ตัวทั่วถึงที่เป็นไปในภายในดังกล่าว จากนั้นให้ประคองรักษาความเป็นกลางๆ ของจิต สักแต่ว่ารู้ลมหายใจที่ละเอียด และสักแต่ว่ารู้ทั่วถึงถึงความรู้สึกที่เป็นไปในภายใน ถึงตอนนี้ลมหายใจอาจจะละเอียดมาก จนดูเหมือนว่าจะหายไปเป็นช่วงๆ ไม่ต้องตกใจ ให้ประคองการตื่นรู้ทั่วถึงที่เป็นไปในภายในไปเรื่อยๆ จิตจะตั้งมั่นมากขึ้นๆ จากนั้นให้รักษาความเป็นกลางๆ ของจิต ปล่อยวางปีติ และสุขไปโดยลำดับ จนจิตตั้งมั่นเป็นเอกัคคตาจิตและเกิดอุเบกขา
     การทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีเทคนิคในการปฏิบัติคือ เวลาเริ่มนั่งสมาธิ ให้ทำความรู้สึกผ่อนคลายร่างกายทุกๆ ส่วนก่อน โดยไม่เกร็งกล้ามเนื้อหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย จากความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปในภายนอกทั่วสรรพางค์กาย จะทำให้สติตื่นรู้มากขึ้นๆ และจะนำไปสู่การรู้ความรู้สึกอย่างทั่วถึงที่เป็นไปในภายใน สติและสมาธิขนานกันไป จนเป็นเอกัคคตาจิตและเกิดอุเบกขาในที่สุด ถ้าได้ปฏิบัติตามตามที่แนะนำ จะเป็นอานาปานสติและสติปัฏฐาน ๔ ที่สมบูรณ์ไปโดยลำดับ ผู้ปฏิบัติจะทั้งรู้ทั้งเห็นกาย ความคิด และความรู้สึก ในลักษณะของสามัญญลักษณะหรือไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน จนเกิดการละวางที่เป็นไปเอง อันเกิดจากสัมมาสติ ซึ่งเป็นมรรคข้อที่ ๗ และในที่สุดสัมมาสมาธิ ซึ่งเป็นมรรคข้อที่ ๘ แม้เราไม่ทำสมาธิ สมาธิก็จะเกิดเองเป็นเองโดยอัตโนมัติจากการที่เราเจริญสติไว้ดีแล้ว ฉะนั้นผู้ปฏิบัติที่มุ่งแต่การเจริญสมาธิ โดยไม่สนใจฝึกเจริญสติทั้งในขณะนั่งสมาธิและทุกๆ ขณะในชีวิตประจำวัน สมาธิจะติดขัด ไม่ก้าวหน้า หรือบางครั้งหลงตัวเองว่าได้ฌาน ขั้นโน้น ขั้นนี้ เพราะขาดกำลังสติ คือความรู้สึกตัวทั่วถึงที่เป็นไปในภายในในขณะนั่งสมาธินั้น หลายคนอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่า จิตของตนตกภวังค์ เพราะสติไม่ต่อเนื่อง อาการตกภวังค์จะคล้ายๆ กับการหลับใน และไปเข้าใจว่าตนได้ฌาน ได้สมาธิ อันนี้เป็นความเนิ่นช้าอย่างมากในการปฏิบัติภาวนา


<< กลับไปหน้าแรก [1][2][3][4][5][6][7][8][9][10]
[11][12][13][14][15][16][17][18][19] หน้าต่อไป >>