Online ทั้งหมด : 4 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์





อานาปานสติในชีวิตประจำวัน การประสานลมหายใจสู่อิริยาบถอย่างเป็นธรรมชาติ

หน่อมแน้ม:

     งงครับ จิตอยู่กับลมหายใจด้วย อยู่กับอิริยาบถด้วย มันจะเป็นสมาธิได้อย่างไร? สมาธิจะต้องมีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว ๑๐ ปีที่แล้วผมก็ทำอย่างนี้ ปรากฏว่าเดินชนโน่นชนนี่ ทำงานก็ไม่ถูก วิธีการที่จะทำให้ได้ผล คือ ลมหายใจหยุดปรุงแต่ง (ระงับกายสังขาร ขั้นที่ ๔ ของอานาปานสติ) ทำแบบนี้จึงจะได้ผล เพราะมันเหลือแต่จิตอย่างเดียว ใช้พิจารณาอะไรก็ได้ ในสติปัฏฐาน ๔ พระพุทธเจ้าท่านเขียนไว้ดีแล้ว สำคัญว่าอ่านกันเข้าใจหรือเปล่า? เจริญอานาปานสติกับทำสมาธิเคลื่อนไหวตามแนวหลวงปู่เทียน (ในอิริยาบถบรรพ สัมปชัญบรรพ อายตนบรรพ) รับรองว่าได้ผล กาย เวทนา จิต ธรรม ของอานาปานสติกับของสติปัฏฐาน ๔ คือตัวเดียวกัน เจริญอานาปานสติให้มากแล้วจะเข้าใจสติปัฏฐาน ๔

วิโมกข์:

     การเจริญอานาปานสติในชีวิตประจำวันนั้นจะต่างกับการฝึกสมาธิในรูปแบบของการนั่ง คือการฝึกสมาธิในรูปแบบของการนั่งมีจุดประสงค์เพื่อเจริญสมาธิ เราจะระลึกรู้ถึงอาการของลมหายใจเข้า-หายใจออกเพียงอย่างเดียว พร้อมกับมีสัมปชัญญะคือความรู้ตัวทั่วพร้อมด้วยอาการของจิตที่ตื่นรู้อยู่ภายใน รู้ทั่วถึงถึงกายทั้งปวง ส่วนการเจริญอานาปานสติในชีวิตประจำวันนั้น ในเบื้องต้นให้ประสานลมหายใจเข้าไปในอิริยาบถการเคลื่อนไหวต่างๆ โดยมีจุดประสงค์ในการเจริญสติเช่นเดียวกับการเจริญสติระลึกรู้ถึงอาการเคลื่อนไหวของมือ ตามรูปแบบในการสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียน เป็นต้น
     ฉะนั้น การเจริญอานาปานาสติในชีวิตประจำวัน จุดประสงค์ตามที่เสนอมาในกระทู้นั้น ก็คือการเจริญสติระลึกรู้อยู่ในความรู้สึกหรือใจผู้รู้ โดยสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น กายที่เคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นอิริยาบถ หรือลมหายใจเข้า-หายใจออก หรือตากะพริบ ลิ้นพันกันในขณะพูด เราไม่ต้องไปตั้งใจกำหนด เพราะการกำหนดจดจ่อจะทำให้รู้สึกขัดข้อง และหกคะเมนตีลังกาแน่ๆ ดังเช่นที่คุณหน่อมแน้มเคยมีประสบการณ์ แต่อยากให้คุณหน่อมแน้มลองใช้สักแต่ว่าระลึกรู้อยู่ในความรู้สึกหรือในใจผู้รู้ ว่าสักแต่รู้ สักแต่ว่าเห็นกายทั้งปวง พร้อมๆ ไปกับอิริยาบถและการเคลื่อนไหวของกาย ช่วงฝึกใหม่ๆ อาจจะติดขัด เพราะยังไม่คุ้นเคยกับการทำใจให้เป็นกลางๆ โดยสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นเป็นองค์รวม คือเห็นรูปกายและรู้ทั่วถึงถึงกายทั้งปวงอันเป็นทั้งภายในและภายนอก (ลมหายใจจัดเป็นกายภายใน เพราะอยู่ภายในร่างกาย) ทั้งนี้เพราะผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่จะไปยึดติดกับการกำหนดรู้ชัดเฉพาะส่วน ซึ่งเป็นเหมือนบันไดขั้นแรกของการฝึกปฏิบัติ และมักจะไปยึดติดการกำหนดเหมือนหุ่นยนต์ ไม่เป็นธรรมชาติ
     แต่หากลองปรับการกำหนดให้เป็นสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น โดยการ ระลึกรู้ลงไปที่ความรู้สึกหรือใจผู้รู้ ท่านจะพบว่าจิตจะเป็นกลางๆ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น และ (๑) สติก็จะระลึกรู้ถึงอาการ ความเป็นไปของกายทั้งปวง ทุกอิริยาบถ การเคลื่อนไหวของกาย และอาการของลมหายใจด้วย อันเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (๒) เมื่ออาศัยกายเป็นฐานที่มั่นและเป็นกำลังแก่สติ สติก็จะรู้เท่าทัน อาการ ความเป็นไปของเวทนาความรู้สึกที่เคลื่อนไป แปรเปลี่ยนไป เป็นสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง และอทุกขมสุขเวทนาบ้าง ทุกลมหายใจเข้า-ทุกลมหายใจออก อันเป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน (๓) เมื่ออาศัยกายเป็นฐานที่มั่นและเป็นกำลังแก่สติ สติก็จะรู้เท่าทัน อาการความเป็นไปของจิต ที่ไหวไป เคลื่อนไป ปรุงแต่งไป เป็นความยินดี-ยินร้าย จนถึงราคะ ตัณหา ความทะยานอยาก อันเป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จนในที่สุด เมื่อรู้เท่าทันจิต สติก็จะมีกำลัง ทำให้จิตตสังขารให้เบาบางลงๆ และอ่อนกำลังลงๆ จนจิตตสังขารระงับ เกิดความเป็นกลางๆ ของจิต หรือ อุเบกขา ทุกลมหายใจเข้า-ทุกลมหายใจออก (๔) เมื่ออาศัยกายเป็นฐานที่มั่นและเป็นกำลังแก่สติ และสติรู้เท่าทันอาการและความเป็นไปของจิตโดยทั่วถึง จนจิตตสังขารระงับ ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย ความจางคลาย ความสลัดคืน จิตเป็นอิสระและปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นในธรรมทั้งปวง อันเป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
     การเจริญอานาปานสติในชีวิตประจำวัน เบื้องต้นอาศัยกายเป็นฐานที่มั่นและกำลังแก่สติ รักษาจิตให้เป็นกลางๆ สติก็จะรู้เท่าทันเวทนาความรู้สึก และรู้เท่าทันความเป็นไป การไหวไป และการปรุงแต่งของจิต จิตที่เคยต้องประคองให้เป็นกลางๆ เมื่อสติรู้เท่าทันอาการและความเป็นไปของจิตอยู่เนืองๆ จิตก็จะเกิดความเป็นกลางๆ ได้เอง โดยไม่ต้องประคองรักษา เกิดความเป็นกลางๆ ที่เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ด้วยอาการของสติที่ไปรู้กายทั้งปวงเป็นองค์รวมโดยไม่จดจ่อที่ใดที่หนึ่ง จิตจะเริ่มเข้าสู่ความเป็นกลางๆ และเมื่อสติรู้เท่าทันเวทนา จนสามารถรู้เท่าทันความเป็นไปของจิตทุกขณะอยู่เนืองๆ จิตจะเลิกดื้อ เลิกท่องเที่ยวไป และคลายออกจากความเคยชินที่ชอบไปเสวยอารมณ์ต่างๆ เมื่อสติรู้เท่าทันจิตอยู่เนืองๆ เช่นนี้ จิตก็จะเกิดความจางคลาย ความคลายกำหนัด จนสลัดทิ้งซึ่งอนุสัยกิเลสและเข้าสู่ความเป็นกลางๆ เอง (เพราะจิตตสังขารระงับ) เป็นภาวะความว่างที่ถึงพร้อมด้วยสติและปัญญาญาณ อันนำไปสู่วิมุตติและความหลุดพ้นได้ในที่สุด จึงอยากให้คุณหน่อมแน้ม ลองกรุณาอ่านคำอธิบายเกี่ยวกับการเจริญอานาปานสติในชีวิตประจำวันใหม่และลองค่อยๆ ปฏิบัติไปสักระยะ เชื่อว่าจะเข้าใจได้ดีขึ้น
     ฉะนั้นในเบื้องต้นของการฝึกเจริญอานาปานสติในชีวิตประจำวันนั้น ให้สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น อาการ ความเป็นไปของกาย ทุกๆ อิริยาบถการเคลื่อนไหว ซึ่งต้องรู้แบบสบายๆ เป็นธรรมชาติจริงๆ เพราะถ้าผู้ปฏิบัติตั้งใจจะกำหนดรู้ลมไปและทำงานไปด้วย จะรู้สึกขัดข้องมาก การฝึกให้เริ่มจากการฝึกความรู้สึกตัวทั่วพร้อม (กายคตาสติ) เมื่อเริ่มต้นฝึกใหม่ สติยังอ่อนอยู่ สติจะสามารถรู้ได้เฉพาะสัมผัสที่เด่นชัดเท่านั้น แต่พอฝึกไปจนสติไวขึ้น ไวขึ้นโดยลำดับ จะเห็นว่าสติมีกำลังมากขึ้น โดยวัดได้จากการเริ่มรู้ชัดร่างกายและอิริยาบถทีละส่วนๆ และมากส่วนขึ้น จนรู้ได้ทั่วถึงแม้พูดลิ้นพันกัน ตากะพริบ เท้ายก มือเคลื่อนไหว รู้ได้หมด การรู้ได้หมดนี้มีเทคนิคต่างไปจากการกำหนดสติเฉพาะส่วน คือการรู้เฉพาะส่วนนั้น ฝึกโดยการกำหนดรู้ในสัมผัสและอารมณ์ที่ชัด แต่การฝึกรู้ตัวทั่วถึงนั้น ฝึกโดยการวางจิตเป็นกลางๆ จนสามารถรู้เห็นได้ทั่ว ๓๖๐ องศา เมื่อจิตเป็นกลางๆ และรู้ได้ทั่วถึง จะพบความมหัศจรรย์ว่าลมหายใจที่เมื่อก่อนไม่เคยรู้ลมเข้า-ออก แต่พอจิตเป็นกลางๆ ดังกล่าว จะสามารถรู้ลมเข้า-ออกทุกขณะได้โดยไม่ต้องกำหนด เสมือนหนึ่งลมหายใจได้ประสานเข้าไปในทุกๆ อิริยาบถของเขาเอง ในที่สุดก็จะรู้ได้แม้กระทั่งความคิดหรือความรู้สึกในจิตที่ปรุงแต่งและเกิด-ดับ และเมื่อฝึกจนชำนาญจนเป็นไปเองแบบสบายๆ ตามธรรมชาติ ก็จะทั้งรู้และเห็นความเป็นไปของจิตด้วย การรู้ทั่วถึงดังกล่าวจะสามารถรู้ได้โดยธรรมชาติแม้ในขณะพูด ทำงาน หรือ เคลื่อนไหว (ท่านอาจจะฝึกสติการกำหนดการเคลื่อนไหวแบบหลวงพ่อเทียน ซึ่งในที่สุดก็จะเข้าสู่ความเป็นกลางของจิตดังกล่าว และรู้ได้ทั่วถึง คือรู้แม้กระทั่งลมหายใจเข้า-ออก รู้แม้กระทั่งความคิดนึกที่เกิด-ดับ เป็นต้น) นี่เป็นการเจริญอานาปานสติในชีวิตประจำวัน โดยการประสานลมหายใจเข้าไปสู่กายหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือลมหายใจที่ละเอียดประณีตเพราะอาศัยจิตที่เป็นกลางๆ อยู่เสมอๆ จะประสานเข้าไปสู่กายและอีริยาบถต่างๆ ของเขาเอง เมื่อสติอาศัยกายอันเป็นฐานที่มั่นและเป็นกำลังแก่สติดีแล้ว สติก็จะมีกำลังเข้าไปรู้อย่างทั่วถึงถึง เวทนา จิต และธรรม โดยลำดับ นี่คือหนทางแห่งมรรคที่ผู้ปฏิบัติสามารถเจริญให้มากทุกขณะในชีวิตประจำวัน จนถึงซึ่งวิมุตติและความหลุดพ้นในที่สุด

หน่อมแน้ม:

     ทุกวันนี้ผมก็ยังเจริญอานาปานสติควบคู่กับการเจริญสติ วิธีนี้ทำให้สติต่อเนื่องมาแล้ว พอออกจากสมาธินั่งของอานาปานสติ ก็เป็นสมาธิเคลื่อนไหว ถึงเวลานั่งทำสมาธิก็ทำ แต่เวลาออกจากสมาธินั่งก็ใช้อานาปานสติเหมือนเดิม ทำสลับกันไปต่อเนื่องไม่ขาดตอน แต่การเจริญสติของผมไม่ต้องใช้ลมหายใจครับ และทุกครั้งที่ใช้ลมหายใจ จิตก็ไม่เป็นสมาธิ พอใช้ลมหายใจควบคู่กับการทำงาน จิตต้องพะวักพะวงอยู่กับลมหายใจ แล้วจิตก็ต้องพะวักพะวงอยู่กับการเคลื่อนไหวอีก ทำให้จิตต้องทำงาน ๒ อย่าง แล้วมันจะเป็นสมาธิได้อย่างไร แต่พอไม่ใช้ลมหายใจก็เป็นสมาธิที่ดีมากครับ จึงงงกับวิธีใช้ลมหายใจ นั่งสมาธิทุกวันนี้ลมหายใจหยุดปรุงแต่งไปแล้วครับ พอเริ่มนั่งสมาธิ หายใจแค่ครั้งหรือสองครั้ง ก็เหลือแต่จิตแล้ว ในอิริยาบถบรรพกับสัมปชัญบรรพ ท่านให้รู้ชัดกับการเคลื่อนไหวเท่านั้น ไม่เห็นบอกถึงลมหายใจเลยครับ

วิโมกข์:

     ตามที่คุณหน่อมแน้มปฏิบัติมา ผมขออนุโมทนาด้วย แต่สิ่งที่ผมพยายามจะเสนอ คือ วิธีการวางจิตให้เป็นกลางๆ ไม่ใช่การฝึกสมาธิกับการเคลื่อนไหว โดยวางจิตให้เป็นกลางๆ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ซึ่งค่อนข้างจะอธิบายยากในการปฏิบัติ แต่เมื่อวางจิตเป็นกลางๆ ได้แล้ว แม้ในอิริยาบถเคลื่อนไหว เราก็จะสามารถเห็นทั้งกายที่เคลื่อนไหว ตาที่กะพริบ เท้าที่ยก ลมหายใจเข้า-ลมหายใจออกได้อย่างสบายๆ เป็นธรรมชาติ ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด ผมจึงอยากจะแนะนำผู้ปฏิบัติที่ฝึกกำหนดรู้อิริยาบถได้จนชำนาญแล้ว ลองวางจิตให้เป็นกลางๆ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ก็จะพบว่า จะรู้ จะเห็น การขยับเขยื้อนของร่างกายทุกส่วนแม้แต่อาการลมหายใจเข้า-หายใจออกด้วย อนึ่ง ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าต้องรู้ลมหายใจ-หายใจออกให้ชัดเหมือนขณะนั่งสมาธิ เพราะในการฝึกวางจิตเป็นกลางๆ จิตจะรู้ทั่วถึงเอง บางช่วงบางขณะอาจจะรู้อิริยาบถอย่างเดียว บางช่วงบางขณะอาจจะทั้งรู้ทั้งเห็นรูปกายที่กำลังเดินไป บางขณะอาจจะรู้ลมหายใจด้วย บางขณะก็อาจจะรู้อาการลมหายใจทั้งเข้าและออกด้วย บางขณะอาจจะไม่รู้ลมหายใจเลย ก็ไม่ต้องกังวล คือจิตรู้ได้แค่ไหน ทั่วถึงแค่ไหน ก็แค่นั้นตามที่เรารู้ได้เองโดยไม่ต้องกำหนดจดจ่อใดๆ และเมื่อทำโดยสม่ำเสมอ สติก็จะพัฒนามากขึ้นๆ ละเอียดขึ้นๆ จิตก็จะรู้ได้ทั่วถึงมากขึ้นตามลำดับ การฝึกปฏิบัติเช่นนี้จิตจะเข้าสู่ความเป็นกลางๆ และจะเกิดภาวะจิตว่าง หรือสุญญตา คือว่างจากความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องใดๆ แต่เต็มเปี่ยมด้วยสติสัมปชัญญะ คือความรู้ทั่วถึงซึ่งเป็นตัวปัญญา เห็นทุกอย่างตามสภาพความเป็นจริง อันนี้จึงเป็นเป้าหมายที่พึงประสงค์ในการพัฒนาสติ ส่วนการฝึกกำหนดอิริยาบถหรือสัมปชัญญะตามที่คุณหน่อมแน้มอธิบายมานั้นเป็นการฝึกเริ่มต้น ขอให้คุณหน่อมแน้มลองไปอ่านพระไตรปิฎกในเรื่องของการฝึกสัมปชัญญะดู จะพบว่าฐานที่ตั้งในการฝึกสัมปชัญญะมีทั้งหมด ๑๙ ฐานด้วยกัน คือนอกจากจะมีสัมปชัญญะในการยืน เดิน นั่ง นอนแล้ว ประเด็นที่สำคัญคือ ให้มีสัมปชัญญะน้อมไปสู่สุญญตาอันเป็นไปในภายใน อันเป็นไปในภายนอก และอันเป็นไปทั้งภายในภายนอก การมีสัมปชัญญะน้อมไปสู่สุญญตาดังกล่าว จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม คือการฝึกจิตให้เป็นกลางๆ และรู้ตัวได้ทั่วถึง จะทำให้ถึงพร้อมด้วยสัมปชัญญะน้อมไปสู่สุญญตาได้โดยง่าย ฉะนั้น การฝึกกำหนดรู้ในอิริยาบถซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญนั้น เมื่อทำชำนาญแล้ว ก็ให้วางจิตเป็นกลางๆ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นดังกล่าว อันนี้เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัวที่อยากจะถ่ายทอด ซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือให้เข้าใจได้ทั้งหมด หวังว่าท่านจะไปทดลองปฏิบัติและหาประสบการณ์ของแต่ละท่านเอง เพื่อความไม่เนิ่นช้าในการปฏิบัติธรรมและเข้าสู่มรรคที่ถูกต้อง แต่หนทางนี้แต่ละท่านต้องเดินทางเอง และรู้ด้วยตนเอง


<< กลับไปหน้าแรก [1][2][3][4][5][6][7][8][9][10]
[11][12][13][14][15][16][17][18][19] หน้าต่อไป >>