Online ทั้งหมด : 4 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์





รู้ตัวทั่วพร้อมได้ด้วยจิตที่เป็นกลางๆ สัมมาสมาธิเป็นผล สัมมาสติเป็นเหตุ

Chai๙๙๙:

     เรียนรบกวนคุณวิโมกข์ ช่วยอธิบายตรงสภาวะที่สติเข้าไประลึกรู้อย่างเป็นกลางๆ และน้อมไปสู่สุญญตา ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องใดๆ (แต่เต็มเปี่ยมด้วยสติสัมปชัญญะ) ให้ละเอียดๆ อีกสักหน่อย ขอบคุณครับ ตอนแรกผมฝึกเจริญสมาธิ ดูลมหายใจ จะสงบลงเร็วมาก ลมหายใจเบามาก จึงมาดูที่ตัวรู้ คือจิต จนสามารถแยกตัวรู้และอารมณ์ได้ละเอียดขึ้น และรู้ต่อมาว่ายามใดที่เข้าไปดูอารมณ์ที่มาปรากฎด้วยสภาพที่ไม่พุ่งเข้าไป ด้วยการถอยห่างๆ มีความรู้ตัวทั่วตัวทั่วพร้อมทุกทวาร เมื่อมีอารมณ์ปรากฏ ก็เข้าไปดู เมื่อตรงสภาวะอารมณ์ที่กำลังดูจะดับวูบหายไป หลังจากวูบไปแล้วจะมีอาการตัวเบา รู้ตื่น รู้สึกเบิกบานเป็นระยะๆ ต่อมาผมเริ่มฝึกเจริญสติ เพราะในชีวิตจริงมีเวลานั่งน้อยมาก เวลาว่างจากงานนิดหน่อยก็ฝึกสติ แรกๆ ทำยากมาก เพราะชินกับการทำสมาธิ พอปล่อยสมาธิ นิวรณ์มาทันที ทั้งตัวฟุ้งและตัวง่วง ผ่านไม่ได้เลย ต่อมาผมเข้ามาที่นี่ เห็นเขาดูจิตกัน มาฝึกทำดู ได้ผลเหมือนกัน พอความง่วงมา ไม่ไปดูความง่วงตรงๆ แต่หันไปดูจิตที่รู้ง่วง ทำให้ความง่วงหมดไปทันที พร้อมกับจิตมีอาการวูบรู้สึกเบา พออาการอื่นๆ มาก็หันมาดูจิตแบบเดียวกัน เห็นความคิดก็เข้าไปดูจิตที่รู้คิดก็จะหยุดคิด จิตมีอาการอย่างไรก็รู้สึกตรงๆ ไปอย่างนั้น แบบนี้มันง่ายเหมือนอย่างที่หลวงพ่อสอน
     หลังจากผ่านนิวรณ์มาได้ สติพัฒนาเร็วมาก รู้พร้อมๆ กันหลายๆ ทวาร เหมือนอย่างที่คุณวิโมกข์ได้กล่าวไว้ ยังแปลกใจมากเลยว่าทำไมตัวสติถึงได้มีอนุภาพมากมายขนาดนี้ ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนตอนที่เจริญสมาธิที่ยังไม่เข้าใจ ถึงตอนนี้อยากถามคุณวิโมกข์อยู่ ๒ ข้อ คือ
     ๑. เมื่อเจริญสติถึงตรงนี้จะมีอาการสติยิ่ง ตาจะแข็งค้าง นอนหลับยาก จะตื่นอยู่เสมอ ตอนที่เจริญสติ จะมีอาการวูบวาบไปทั้งตัว สติรู้ไปทั้งตัวเลย ไม่ทราบเป็นอาการอะไร การเข้าดูอาการเป็นกลางๆ หมายความว่าไปดูอาการสักแต่ดู แม้มันมีสภาพอย่างไร(ถึงจะต้องตาย) ก็ต้องยอมใช่ไหมครับ
     ๒. เมื่อถึงจุดนี้ มีสติมากๆ มันจะมีสมาธิขึ้นมาเอง แต่เป็นสมาธิที่เบาๆ มันจะแตกต่างกับสมาธิที่ได้จากการเพ่งอารมณ์ตอนที่เจริญสมถะที่ถอยขึ้นลงได้ แต่ตรงเบาๆ ทำไม่ได้ ที่ข้องใจคือตอนมีสติมากๆ ทำไมจึงกลับมาเจริญสมาธิทันทีไม่ได้ กำลังที่จะใช้เพ่งหายหมด หรือมันเป็นสมาธิคนละอย่างกัน ถามเพียงเท่านี้ครับ

วิโมกข์:

     ก่อนอื่น ต้องขออนุโมทนาคุณ Chai๙๙๙ ที่มีความก้าวหน้าในการเจริญภาวนาตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ นักปฏิบัติส่วนมากมักจะมุ่งไปทำสมาธิหรือฝึกสมาธิอันเป็นมรรคข้อที่ ๘ จนลืมไปว่า สัมมาสมาธินั้นเป็นผลมาจากการเจริญสัมมาสติ และการเจริญสัมมาสติก็เป็นผลมาจากการเจริญมรรคในข้อต้นๆ คือเริ่มจากสัมมาทิฎฐิ ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติที่ฝึกสมาธิจนก้าวหน้าและมีความชำนาญในการเข้าสมาธิ ก็ไม่ควรประมาท ควรจะได้มาทบทวนในมรรคมีองค์ ๘ ประการ เพื่อปรับสมาธิของตนให้เป็นโลกุตตรสมาธิคือเพื่อความหลุดพ้น วิธีการก็คือต้องหมั่นใช้ปัญญาอบรมสมาธิและการเจริญสติให้มากในชีวิตประจำวัน การเจริญสตินำเข้าสู่สมาธิเปรียบเสมือนกับการเดินถอยหลังเข้าสมาธิ หมายถึงการเข้าสมาธิแบบปล่อยวาง หรือปล่อยวางด้วยจิตที่เป็นกลางๆ สักแต่ว่ารู้ และประคองด้วยสติและสัมปชัญญะคือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนำเข้าสู่ความสงบ ต่างจากการเดินหน้าเข้าสมาธิซึ่งจะใช้การกำหนดเพ่งหรือจดจ่อในเครื่องหมายหรือสิ่งที่เรากำลังบริกรรมเป็นหลัก การเดินหน้าเข้าสมาธิเพียงอย่างเดียว บางครั้งอาจจะเจอกำแพงหรืออุปสรรค ซึ่งเราอาจจะหลงว่าเรานิ่งสงบถึงที่สุดแล้ว แต่จริงๆ แล้วเป็นเพราะกำลังสติอ่อน หรือที่พูดกันว่าอินทรีย์ ๕ ไม่สมดุล คือสมาธิมาก แต่สติอ่อนไป ไม่สมดุล ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจึงควรแก้ไขโดยการเจริญสติให้มากในชีวิตประจำวัน หรืออาจแก้ไขโดยการหัดเข้าสมาธิแบบเดินถอยหลัง (ไม่ใช่ปล่อยตัวปล่อยใจถอยหลังตกคลอง) คือปล่อยวางด้วยจิตที่เป็นกลางๆ สักแต่ว่ารู้ และประคองด้วยสติและสัมปชัญญะคือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนำเข้าสู่ความสงบ หรือในบางครั้งที่ผู้ปฏิบัติเจอกำแพงหรืออุปสรรค ทำให้สมาธิไม่ก้าวหน้า ก็ควรลองใช้อุบายเดินหน้าและถอยหลังสลับในบางจังหวะ (คือพอเดินหน้าแล้วรู้สึกถึงทางตัน พยายามกำหนดจิตนิ่งเท่าไรก็ไม่ผ่านทางตันนี้ ให้ลองทำจิตปล่อยวางในขณะนั้น แล้วจะพบว่าสมาธิจะลุ่มลึกประณีตและมีกำลังมากขึ้น) ในทางตรงกันข้าม ผู้เจริญสติมากๆ แต่ไม่ค่อยมีเวลานั่งสมาธิ ก็ควรฝึกหัดเดินหน้าเข้าสมาธิบ้าง เพื่อให้กำลังสติและสมาธิได้สมดุลกัน กรณีผู้เจริญสติมากนั้นยังไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไร แต่สำหรับผู้เจริญสมาธิมากโดยไม่สนใจฝึกสตินั้นน่าเป็นห่วงกว่า เพราะประเภทหลังอาจจะมีอัตตาค่อนข้างสูง ติดในฌาน หรือสมาธิ และแนะอย่างไรก็ไม่ฟัง คือดื้อเอามากๆ อันนี้ก็จะได้อานิสงส์เป็นโลกียสมาธิหรือโลกียฌานแบบโยคีหรือฤาษีไป ซึ่งกลับทำให้เนิ่นช้าในการปฏิบัติธรรม ฉะนั้น การเจริญสติจึงมีความสำคัญมากต่อการเดินเข้ามรรค ๘ และเจริญโพชฌงค์ ๗ เพราะจะเกิดเป็นปัสสัทธิสัมโพชฌงค์และสติสัมโพชฌงค์ในโพชฌงค์ ๗ และเมื่อวางจิตเป็นกลางๆ สักแต่ว่ารู้ด้วยสติและสัมปชัญญะ ก็สามารถน้อมไปสู่ธัมมวิจยะอันเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ที่สำคัญในโพชฌงค์ ๗ ได้โดยง่าย
     ข้อสังเกต จิตที่เป็นกลางๆ จะรู้ได้ทั่วถึงทั่วทุกทวารตามที่คุณ Chai๙๙๙ ได้แสดงไว้ จิตที่เป็นกลางๆ จึงเป็นจิตที่ควรแก่การงานที่ผู้ปฏิบัติสามารถน้อมไปสู่ธัมมวิจยะจนทั้งรู้และเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง และหากเจริญปัญญาอยู่เนืองๆ ในชีวิตประจำวัน จิตที่เป็นกลางๆ นี้จะสามารถน้อมเข้าสู่สุญญตาได้โดยตรงทันที เพราะอินทรีย์ ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เจริญไปพร้อมๆ กันในลักษณะที่เป็นพละกำลังและอินทรีย์ความเป็นใหญ่หนุนเนื่องต่อกันให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติ คืออานาปานสติที่บุคคลเจริญดีแล้ว ย่อมทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ ที่บุคคลเจริญดีแล้ว ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ และโพชฌงค์ ๗ ที่บุคคลเจริญดีแล้ว ย่อมทำให้ถึงซึ่งวิมุตติและความหลุดพ้น

Chai๙๙๙:

     คุณวิโมกข์กล่าวธรรมได้ละเอียดและถูกต้องทีเดียว แต่จะกว้างและลึก จึงเข้าใจได้ยากสำหรับผู้ที่ยังไปไม่ถึงจุดนั้น สำหรับผู้เคยผ่านตรงนั้นจะเข้าใจได้อย่างดีครับ มีจุดหนึ่งที่คุณวิโมกข์กล่าวอยู่บ่อยๆ คือตรงที่เมื่อจิตจะเข้าไปดูอารมณ์ (ในทางปฏิบัติ คือตรงเข้าไปดูตัวรู้) จิตจะมีอาการถอยออกมานิดหนึ่ง หยุดนิ่ง มีอาการรู้ตัวทั่วพร้อม พร้อมที่จะเข้าไปดูอารมณ์ ไม่ว่าจะมาทางทวารตา ทวารหู จมูก ลิ้น กาย หรือทวารใจ จุดนี้สำคัญมากจุดหนึ่งในการดูจิต พวกที่มาทางสมถะจะเห็นสภาวะตรงนี้ได้ละเอียดและชัดเจนกว่าพวกวิปัสสนาตรงๆ หากเข้าไปดูตัวที่ถูกรู้ โดยวิ่งเข้าไปตรงๆ ก็จะหลงเข้าไปในอารมณ์ทันที ตรงนี้แหละที่พวกเรานักปฏิบัติเรียกว่าหลงรู้ หรือที่นักดูจิตอย่างพวกเราเรียกว่าส่งจิตเข้าในนั่นเอง บางคนหลงแล้วก็ยังไม่รู้ตัวว่าหลงอยู่ เพราะปัญญายังมาไม่ถึงตรงนี้ แต่ก็ต้องเพียร ทำเหตุให้เกิดปัญญา เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อมปัญญาก็จะเกิดเอง สำหรับพวกวิปัสสนาตรงๆ จะเห็นตรงนี้ได้ไม่ละเอียดเท่า แต่ครูอาจารย์ที่สอนดูจิตตรงๆ มักสอนพื้นฐานดูจิต เช่น ก่อนดูจิตอย่าตั้งท่ายึกยัก อย่าเพ่ง เวลาดูให้ตรงสภาวะ ดูแล้วดูเลยจบ จะดับหรือไม่ สุดแล้วแต่ปัญญา อย่าดึงกลับมาดูใหม่ มีอารมณ์อย่างอื่นมาก็ดูใหม่ เหมือนอย่างพวกเราในลานธรรมดูจิตกัน ทำใหม่ๆ ก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น ต่อเมื่อมีปัญญาก็จะเข้าใจเอง ผมมีข้อสงสัยอีกประการหนึ่ง ตรงที่เมื่อเราพัฒนาสติมามากๆ แล้ว จะไปทำสมาธิอีกเหมือนที่เคยทำมาก่อน มักจะทำไม่ได้หรือเป็นสมาธิคนละชนิดกัน แต่เพิ่งมาเฉลียวใจเมื่อคิดได้ว่า เราใช้สมาธิเป็นทุ่น เป็นบันไดไต่ขึ้นมาทำวิปัสสนาตรงๆ พอผ่านมาได้กลับหวนกลับไปที่ทุ่น หาทางแบกมันใส่หลังไปด้วย คงจะไม่ถูกต้อง

นพ:

     เมื่อจิตเริ่มเป็นอิสระ และเกิดภาวะตื่น รู้ และเบิกบานอยู่เสมอ จิตจะทำหน้าที่เห็นและรับรู้สภาวะต่างๆ ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามความเป็นจริง อันเป็นคุณสมบัติของจิตที่รู้ ตื่น เบิกบานนั่นเอง แต่จริงๆ แล้ว จิตปุถุชน แม้จะรู้ ตื่น เบิกบาน เป็นแล้ว แต่ก็ยังจะหวนกลับไปสู่การปรุงแต่งของอาสวะได้อีก ก่อกรรมทำเข็ญได้อีก การตื่นและการหลงกลับไปปรุงแต่งอีกจะถูกรับรู้หรือรู้ตัวได้ไวขึ้นด้วยจิตที่ตื่นขึ้นแล้วของผู้ฝึกจิตเอง และกลับกลายเป็นบทเรียนให้ผู้ฝึกสติได้เห็นคิดกันสดๆ เห็นทุกข์ สุขกันสดๆ อันเป็นฐานแห่งวิปัสสนาญาณของผู้ฝึกเอง


<< กลับไปหน้าแรก [1][2][3][4][5][6][7][8][9][10]
[11][12][13][14][15][16][17][18][19] หน้าต่อไป >>