| วิโมกข์:
คุณของกายคตาสติ ในพุทธพจน์ว่าไว้ดังนี้คือ
ภิกษุ ท.ภิกษุใดได้อบรมกระทำให้มากในกายคตาสติแล้ว
ตาก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหารูปที่น่าพอใจ รูปที่ไม่น่าพอใจ
ก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง หูก็จะไม่ฉุดเอาภิกษุนั้นไปหาเสียงที่น่าฟัง
เสียงที่ไม่น่าฟัง ก็ไม่เป็นสิ่งที่เธอรู้สึกอึดอัดขยะแขยง กลิ่น
รส กาย และ ธรรมารมณ์ก็เช่นกัน ทั้งหมดเปรียบเสมือนสัตว์ทั้งหกชนิดมาผูกรวมด้วยเชือกเส้นเดียวกัน
ต่างฝ่ายต่างก็จะยื้อแย่งฉุดดึงกันเพื่อจะไปอยู่ในที่ของตน คืองูจะเข้าจอมปลวก
จระเข้จะลงน้ำ นกจะบินขึ้นท้องฟ้า สุนัขจะเข้าบ้าน สุนัขจิ้งจอกจะไปป่าช้า
และลิงก็จะไปป่า
ภิกษุ ท. ในกาลนั้นแล
ความเป็นไปของสัตว์ทั้ง ๖ ชนิดเหล่านั้น มีแต่ความเมื่อยล้า
มันทั้งหลายก็จะพึงเข้าไปยืนเจ่า นั่งเจ่า นอนเจ่าอยู่ข้างเสาเรือน
หรือเสาหลักนั้นเอง
|
| วิโมกข์:
อุบายหรือเทคนิคในการพัฒนาสติในการเจริญภาวนาให้ยิ่งๆ
ขึ้นไปนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหมั่นฝึกเจริญสติสัมปชัญญะอยู่เสมอๆ
ทุกๆ อิริยาบถในชีวิตประจำวัน หรือ ที่เรียกว่า กายคตาสติ
ในที่นี้จะขออธิบายถึงอุบายธรรมในการฝึกกายคตาสติเพื่อพัฒนาสติให้ยิ่งๆ
ขึ้นไป โดยขอสรุปอุบายหรือเทคนิคจากประสบการณ์เป็นประโยคสั้นๆ
๒ ประโยค คือ
ระลึกในสิ่งใด ก็ให้รู้สึกในสิ่งนั้น, รู้สึกในสิ่งใดก็ให้ระลึกในสิ่งนั้น
Realizing what you are feeling, feeling what you are realizing.
เมื่อเรารู้จักฝึกพัฒนาสติให้มีทั้งความว่องไวและมีพลังเป็นสตินทรีย์
ดังรายละเอียดที่ได้อธิบายมาในข้างต้นแล้ว จากนั้นเราจะฝึกรักษาประคองสตินทรีย์ของเรา
ที่มีทั้งความไวและพลังให้สามารถคงอยู่ต่อเนื่องได้ตลอดทั้งวัน
(ผู้ที่ฝึกฌาน ก็ควรฝึกประคองรักษาฌานโดยวิธีนี้ได้เช่นกัน)
โดยเข้าหาวิธีธรรมชาติให้มากที่สุด ไม่ตั้งใจหรือมุ่งมั่นจนเกินไป
ให้เพียงประคองรู้แบบสบายๆ คือเมื่อเกิดความรู้สึกในสิ่งใด ก็ให้ระลึกในสิ่งนั้น
หรือทันทีที่ระลึกในสิ่งใด ก็ให้รู้สึกในสิ่งนั้น และอุบายเพิ่มเติมของผมก็คือ
แผ่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมให้รู้สึกตัวทั่วถึงทั่วสรรพางค์กาย
และเดินสติ หรือระลึกในทุกๆ อณูของความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนั้น
หรือกล่าวสรุปสั้นๆ ว่า ให้เจริญสติในสัมปชัญญะ หรือระลึกอยู่ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ
อันนี้ถ้าเราเพียรทำมากๆ ก็จะเป็นกายคตาสติที่สมบูรณ์ พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญกายคตาสติมากว่า
ผู้ที่เจริญให้มาก ย่อมทำให้แจ้งซึ่งวิชชาและวิมุตติ นอกจากนี้ยังมีอานิสงส์มากมาย
อาทิ ถึงพร้อมด้วยฌาน ๔ และอภิญญา ๖ เป็นต้น การฝึกกำหนดรู้อิริยาบถ
หรืออารมณ์ที่ชัดในขณะปัจจุบัน อาทิ หากเกิดเวทนา ก็กำหนดรู้ในเวทนา
หากเกิดความคิด ก็กำหนดรู้ในความคิด อันนี้เป็นการกำหนด ซึ่งภาษาอังกฤษใช้ศัพท์ว่า
noting หรือ labeling คือ
noting or labeling what we are thinking , feeling or
any others at the present time Noting กับ Realizing
นั้นความหมายต่างกัน Noting คือการกำหนดรู้
Realizing คือการระลึกรู้ และRealizing
จะเป็นธรรมชาติมากกว่า Noting ฉะนั้น
เทคนิค Realizing นี้ ผมได้พัฒนาขึ้นมาจากการกำหนดรู้
หรือ noting ผมจึงอยากแนะนำผู้ปฏิบัติให้ลองฝึกระลึกรู้ดูบ้าง
ท่านจะรู้สึกว่ามันเป็นธรรมชาติ เมื่อเริ่มต้นเราฝึกการกำหนดรู้
นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เมื่อเรากำหนดรู้จนชำนาญแล้ว ขอให้ผ่อนการกำหนดรู้ให้เบาลงๆ
จนเหลือเพียงการระลึกรู้ (ด้วยความรู้สึกรู้จากใจ)
เบาๆ นุ่มนวลแบบธรรมชาติ จนสามารถพัฒนาเข้ามาสู่ในชีวิตจิตใจเป็นการระลึกรู้ด้วยใจ ไม่ใช่นึกคิดหรือกำหนดรู้ด้วยความนึกคิด เพราะอาการนึกคิดเป็นอาการที่เกิดจากสมอง
และอาการของการกำหนดรู้ เป็นอาการที่เกิดจากการใช้กึ่งความคิดและกึ่งใจ
แต่อาการของการระลึกรู้ เป็นอาการที่เกิดจากใจหรือออกมาจากจิตใจจริงๆ
ล้วนๆ อันจะทำให้เราสามารถพัฒนาสติและพัฒนาจิตใจของเราให้เจริญก้าวหน้าในการภาวนายิ่งๆข ึ้นไป
จนเป็นกายคตาสติสมบูรณ์ และถึงพร้อมด้วยวิชชาและวิมุตติดังกล่าว
|
| วรดา:
พยายามฝึกในแนวที่คุณวิโมกข์บอก รู้สึกตัวเองพัฒนาขึ้นมากค่ะ
|
| วิโมกข์:
ต่อไปจะให้อุบายในการฝึกกายคติสติอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน
อันเป็นการพัฒนาสติในการภาวนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติสำหรับผู้เริ่มต้น
และเป็นอุบายสอนธรรมปฏิบัติให้กับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นฝึกปฏิบัติ
หรือแม้กระทั่งผู้ที่ยังไม่เคยปฏิบัติมาก่อน เพราะธรรมของพระพุทธเจ้านั้น
มีความลาด ลุ่ม ลึก และซึ้งไปโดยลำดับ คือลาดด้วยศีล ลุ่มด้วยสมาธิ
ลึกด้วยปัญญา และซึ้งด้วยวิมุตติ ธรรมะที่เป็นโลกุตตระ อาทิเช่น
เรื่องสุญญตา มรรค ๘ โพชฌงค์ ๗ และอื่นๆ หากเราจะไปสอนให้กับผู้ที่ยังไม่สนใจในการปฏิบัติธรรมหรือแม้แต่เยาวชน
เราก็ควรปรับให้เหมาะกับเขา คือต้องดูว่าให้แค่ไหนอย่างไรจึงจะเหมาะกับเขา
เช่น อาจปรับโดยสอนในแง่ของความเมตตา กรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ปรับให้เหมาะสม เช่นเดียวกับเรื่องของการภาวนา ซึ่งโดยทั่วไปคนอีกเป็นจำนวนมาก
ไม่ค่อยจะสนใจมาศึกษาและปฏิบัติกัน
การจะปรับสอนในเรื่องของการทำภาวนา
หากเขายังไม่พร้อมหรือยังไม่ถึงเวลา เราก็แนะนำเขาว่าทำอะไร อย่าเคร่งเครียด
อย่าเศร้าหมอง คือต้องให้หน้าตายิ้มแย้ม สดชื่น เบิกบานอยู่เสมอ เพราะเมื่อหน้าตายิ้มแย้ม จิตก็จะตื่น และสติก็จะเกิดตามมา ความรู้ตัวทั่วพร้อมก็จะตามมา
อะไรต่างๆ และสิ่งที่ดีๆ ก็จะตามมา หรือสอนเขาให้รู้จักการแสวงหาความสุขที่ประณีตให้ยิ่งๆ
ขึ้นไป (โดยไม่เบียดเบียนคนอื่นๆ)
เพราะความสุขเป็นจุดเริ่มต้นของความสงบ โดยเฉพาะความสุขที่ประณีตยิ่งๆ
ขึ้นไป เช่น ความสุขจากการช่วยเหลือผู้อื่น ความสุขจากการแบ่งปัน
และอื่นๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้จิตของเขาประณีตมากขึ้น วันหนึ่งๆ
ไม่ว่าจะประสบเหตุการณ์อย่างไร ก็พยายามทำตนให้มีความสุข สดชื่น
เบิกบาน อยู่เสมอ หรืออาจจะฝึกยิ้มน้อยๆ อยู่เสมอ
ยิ้มน้อยๆ นี้สำคัญนัก เพราะจิตจะตื่นอยู่เสมอ
การฝึกกายคตาสติก็ดี การทรงฌานก็ดี เราจึงควรฝึกตนให้ยิ้มน้อยๆ
เสมอในทุกๆ เหตุการณ์ เมื่อเราฝึกยิ้มน้อยๆ จะสังเกตเห็นว่าจะมีสติเฉพาะหน้าปรากฏขึ้นจริงๆ
ความตื่นตัว ตื่นรู้ก็จะปรากฏขึ้นฉะนั้น แม้ว่าเราจะง่วนอยู่กับการทำงาน
จนวันทั้งวันแทบจะไม่มีเวลาฝึกสมาธิ หรือฝึกสติ เพียงแต่รู้จักฝึกให้ใบหน้ายิ้มน้อยๆ
สดชื่น เบิกบานอยู่เสมอ ก็จะพบว่าความตื่นตัวหรือจิตตื่นรู้จะเป็นไปเองได้โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจฝึกปฏิบัติ
อีกประการหนึ่ง นอกจากจะฝึกให้เกิดความสดชื่นและเบิกบานอยู่เสมอ
ยังควรจะต้องฝึกทำงาน ทำทุกอย่างด้วยใจ ออกมาจากใจ แม้แต่การพูดเจรจาก็ขอให้พูดออกมาจากใจ
คิดก็คิดด้วยใจ อันนี้จะเป็นการฝึกเปิดใจตนเองให้ระลึกรู้ตามด้วยใจอยู่เสมอ
และท้ายที่สุดนี้ แม้แต่การรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเมตตา
กรุณา ก็ล้วนเป็นสิ่งที่จะส่งเสริมให้ใจของเราเปิดอยู่เสมอ เปิดเพราะรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
เปิดเพราะเมตตากรุณาต่อผู้อื่นจริงๆ และยังเป็นการลดละความเห็นแก่ตัวและอัตตาไปในตัว ฉะนั้นการที่พุทธศาสนาฝ่ายมหายานจะเน้นในการเจริญพรหมวิหาร
๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และทำให้เป็นอัปปมัญญาแผ่ไพศาล
อันนี้ก็จะทำให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอยู่เสมอ เมื่อจิตตื่น
รู้ เบิกบานอยู่เสมอ ก็จะพบความปัสสัทธิทั้งกายและใจ ความปัสสัทธิหรือความสงบระงับทางกายและใจนี้
จะเป็นเหตุให้เกิดเป็นสมาธิที่ตั้งมั่น เป็นสมาธิที่เป็นไปเพื่ออุเบกขาคือปล่อยวางละวางจากอารมณ์ทั้งปวง
สิ่งที่ผมพยายามพรรณนามาทั้งหมดนี้
เพียงต้องการให้ข้อคิดกับผู้ปฏิบัติธรรมหลายๆ ท่านที่เข้าใจแต่เพียงว่า
การปฏิบัติธรรมคือการที่ต้องเอาแต่ฝึกนั่งสมาธิ แต่แท้จริงนั้นการปฏิบัติธรรมก็คือการภาวนาในชีวิตประจำวัน
ดังที่ผมได้พรรณนามาข้างต้น
|
| ธรรมดา:
คือความคิดของหนู
มันชอบวิ่งไปโน่นไปนี่ มันคิดพิเรนทร์ๆ ทำให้หนูลำบากมาเยอะแล้ว
ทำอย่างไรจึงจะควบคุมความคิดตัวเองได้คะ เรียนถามท่านผู้อ่านค่ะ
|
| วิโมกข์:
การที่เราจะฝึกจัดระบบความคิดได้ เราต้องสามารถสั่งจิตได้ว่าให้หยุดคิด
การสั่งจิตคือการใช้สติกำหนดรู้ความคิด และรู้ทันความคิด ข้อสังเกตคือ
คิดอยู่ตรงไหน จิตก็อยู่ที่นั่น เราก็ใช้สติตั้งไว้ตรงที่คิด ความคิดก็จะหยุดเอง
เมื่อฝึกได้แล้วก็ค่อยๆ ฝึกหัดคิดด้วยการมีสติ เบื้องต้นของฝึกคิดด้วยการมีสติ
คือให้ฝึกคิดด้วยการตั้งใจคิด เพราะปกติเราคิดโดยไม่ตั้งใจ มันจึงเตลิด
แต่พอเราตั้งใจคิดจริงๆ จิตกลับจะไม่คิดมาก เพราะจิตที่ตั้งใจคิดจะถูกกำกับด้วยสติ
ขั้นต่อไปก็ให้ฝึกคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งช่วงสั้นๆ และค่อยเพิ่มช่วงเวลาในการคิดให้ยาวขึ้น
แต่ก่อนเพิ่มงานให้จิตคิดในระยะเวลาที่ยาวขึ้น ต้องมั่นใจว่าเวลาที่เราฝึกคิดในช่วงสั้นๆ
นั้น เมื่อเราต้องการหยุดคิด ความคิดสามารถหยุดได้ทันที แต่ถ้ายังหยุดคิดไม่ได้ก็จงอย่าเพิ่งไปเพิ่มงานให้จิตคิดอะไรที่เป็นเวลานาน
แต่ข้อสำคัญในการฝึกคิด ไม่ว่าจะฝึกคิดในช่วงเวลาสั้นหรือยาว ให้ฝึกตั้งใจคิดเสมอ
เพราะความตั้งใจก็คือตัวสตินั่นเอง
|
| วิโมกข์:
การฝึกกายคตาสตินั้น เมื่อเราทำได้ดีพอสมควรแล้ว
ต่อไปก็ให้หัดฝึกรู้ทันความคิดจนสามารถอยู่เหนือความคิด ไม่ต้องตกเป็นทาสของความคิดจนปวดหัว
ฟุ้งซ่าน เครียดจนทำอะไรไม่ถูกอีกต่อไป การฝึกให้ตนอยู่เหนือความคิดได้
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือสามารถควบคุมความคิดได้ นั่นก็คือ คิดเมื่อเวลาต้องการคิด
หยุดคิดเมื่อเวลาต้องการหยุดคิด เมื่อสั่งความคิดให้คิดหรือหยุดคิดได้แล้ว
กระบวนการต่อไปก็คือ การรู้จักจัดระบบความคิดให้เป็นระเบียบ โดยชำระล้างสัญญาหรือความจำที่ไม่ดี
อันนอนเนื่องเป็นอนุสัยกิเลสดองอยู่ในสันดาน การชำระล้างสัญญาทำได้โดยการหมั่นเพิ่มสัญญาใหม่ที่ดีๆ
ที่เป็นในทางกุศลและสร้างสรรค์สัมมาทิฏฐิ ให้มีมากขึ้นๆ จนกระทั่งสามารถครอบงำสัญญาที่ไม่ดีทั้งหลายให้อ่อนกำลังลงหรือมีอิทธิพลน้อยลง
เมื่อเราทราบแนวทางในการสร้างสัญญาที่ดีๆ ที่เป็นไปในทางกุศลและปัญญาเพื่อบรรลุเป้าหมายในการยกระดับจิตใจดังกล่าวนี้
เราจึงต้องรู้จักเรียนรู้การฝึกเท่าทันความคิด การจัดระบบความคิด
และการฝึกคิดให้เป็น กล่าวคือการคิดด้วยความมีสติสัมปชัญญะอันถึงพร้อมด้วยปัญญา
แม้จะเป็นจินตามยปัญญา แต่ก็จะส่งผลให้เกิดการสร้างสัญญาอันเป็นฝ่ายปัญญาให้มีมากขึ้นๆ
ในแฟ้มข้อมูลหรือสัญญาที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ทั้งนี้แฟ้มข้อมูลหรือสัญญาอันเป็นฝ่ายปัญญานี้จะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติภาวนาสามารถปริวรรตจิตใจยกขึ้นสู่การพิจารณาธรรมได้โดยง่ายและแทงตลอดอันเป็นภาวนามยปัญญา
เพื่อความหลุดพ้นในที่สุด
การฝึกให้รู้เท่าทันความคิดเพื่อให้รู้จักวิธีจัดการกับความคิดนั้น
เบื้องต้นเราควรศึกษาทำความเข้าใจคำว่า จิตว่าง
หรือ ความว่าง
หรือ สุญญตา
คำว่า สุญญตา
หรือ ความว่าง
ไม่ใช่ว่าจิตว่างทั้งวันโดยไม่คิดอะไร อันนี้ไม่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา
เพราะธรรมชาติจิตของคนเราต้องนึกต้องคิด แต่คำว่า ว่าง
ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น คือว่างจากความรู้สึกที่ไปยึดมั่นถือมั่น
หรือสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเรา ของเรา ว่างในที่นี้หมายถึง การมีสติพร้อมในตัวสมบูรณ์
ถึงเวลาคิดก็คิดอย่างมีสติการรู้เท่าทันความคิดนี้สำคัญนัก เพราะจะทำให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
แค่รู้เท่าทันความคิดเท่านั้นก็จะมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นทันที การฝึกให้รู้เท่าทันความคิดสามารถฝึกได้ง่ายมาก
คือ ลองหัดฝึกตั้งใจคิด กล่าวคือเวลาจิตอยากจะคิด เราก็สำทับลงไปด้วยการฝึกตั้งใจคิด
พอเราตั้งใจคิดเท่านั้น สติจะทันความคิดและความคิดก็จะหยุดลงทันที
ขณะที่สติรู้เท่าทันความคิดก็จะเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นกายคตาสติไปในตัว
เมื่อเรามีสติรู้เท่าทันความคิดและรู้ตัวทั่วพร้อมจะเกิดอุเบกขา
คือความเป็นกลางๆ ของจิตขึ้นมาทันที ความเป็นกลางๆ ของจิตนี้สำคัญเพราะจะทำให้สติพัฒนาไปในตัว
แม้เราไม่ตั้งใจฝึกพัฒนาสติ แต่หากเราประคองจิตเป็นกลางๆ ได้เสมอ
สติก็จะพัฒนาของมันเอง เพราะการที่คนเราจะรักษาสภาพความเป็นกลางๆ
ของจิตไม่ให้เอนเอียงไปตามแรงดึงดูดข้างใดข้างหนึ่ง กล่าวคือ ฝ่ายดีก็ตาม
ฝ่ายชั่วก็ตาม ฝ่ายสุขก็ตาม ฝ่ายทุกข์ก็ตาม อันนี้จะพบว่าสติจะพัฒนาไปในตัวและมีกำลังมากขึ้นๆ
และความรู้สึกตัวทั่วพร้อมก็จะละเอียดมากขึ้น เป็นกายคตาสติที่สมบูรณ์มากขึ้นไปในตัวโดยอัตโนมัติ
ฉะนั้น การฝึกรักษาความเป็นกลางๆ
ของจิตหรืออุเบกขานี้สำคัญยิ่งนัก และสามารถทำได้ในหลายกรณี เช่น
เจริญฌาน ๔ เจริญพรหมวิหาร ๔ หรือ น้อมสุญญตาเข้ามาสู่ในจิตอยู่เสมอเป็นสุญญตวิโมกข์
คือพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนหรืออนัตตาอยู่เนืองๆ การพึงรักษาความเป็นกลางๆ
ของจิตนี้ถือเป็นมัชฌิมาปฏิปทา แม้ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ หากเราเจริญสติปัฏฐาน
๔ โดยการรักษาความเป็นกลางๆ ของจิต จะพบว่า กาย เวทนา จิต ธรรม
จะรวมเป็นหนึ่ง คือจิตจะเห็น กาย เวทนา จิต และธรรมไปแบบทั่วถึงได้พร้อมๆ
กัน
|