Online ทั้งหมด : 6 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์





การพัฒนาสติ ต้องรู้จักธรรมชาติของจิต: การสร้างพลังใจ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์

วิโมกข์:

     ก่อนอื่นต้องเข้าใจเรื่องจิตก่อนว่า คิดตรงไหน จิตก็อยู่ที่นั่น รู้สึกตรงไหน จิตก็อยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้นฐานของจิตหลักๆ ก็คืออยู่ตรงที่ความคิดเกิดในสมองของเรา (ตามหลักวิทยาศาสตร์) และก็อยู่ตรงที่ความรู้สึกเกิดในกลางอกของเราตรงบริเวณหทัย (ตามหลักอภิธรรม) ฉะนั้น ผู้ฉลาดในการเฝ้าดูจิต ก็คือเฝ้าดูความคิดที่ปรุงแต่งในสมอง และเฝ้าดูความรู้สึกที่ผุดขึ้นในใจตรงกลางอก เบื้องต้นของการฝึก เราก็จะฝึกเฝ้าดูจิตทีละอาการ คือสติตามดูความคิดหรือสติตามดูความรู้สึก พอชำนาญก็ให้ฝึกสติทั้งเฝ้าดูทั้งความคิดและความรู้สึก พอชำนาญมากขึ้น ขณะสติเฝ้าดูความคิดและหรือความรู้สึก ก็จะเห็นกายด้วย และในที่สุดชำนาญมากๆ ก็จะเห็นธรรม คือความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป พร้อมๆ กันด้วย และเกิดการละวาง เป็นเพียงแต่ผู้ดูอาการอยู่เฉยๆ อนึ่ง เมื่อทราบฐานของจิตแล้ว แต่หาใช่ว่าจิตจะอยู่เพียงแค่ ๒ ฐานนี้เท่านั้น เพราะรู้สึกที่ไหนจิตก็อยู่ที่นั่น นั่นก็คือเวลาเรารู้สึกสัมผัสกระทบตรงส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ก็หมายความว่าจิตก็จะเคลื่อนไปยังตำแหน่งที่รู้สึกสัมผัสกระทบนั้น กล่าวได้ว่า จิตวิ่งไปทั่วสรรพางค์กาย และที่สำคัญไปกว่านั้น จิตชอบเที่ยวออกนอกกาย โดยเฉพาะวิ่งไปตามความคิด คิดถึงคนนั้น คนนี้ เรื่องนั้น เรื่องนี้ หรือวิ่งออกไปกับคำพูด ไปอยู่กับคู่สนทนา หรือวิ่งออกไปกับสายตา ไปอยู่กับสิ่งที่มองเห็น หรือวิ่งออกไปกับหู ไปอยู่กับสิ่งที่ได้ยิน เป็นต้น ขณะที่จิตวิ่งออกไปนอกกาย เราจะสังเกตว่าเราจะเผลอตัวลืมตัว คือไม่รู้สึกอาการของกายเลย อันนี้ถ้าคิดคำนวณตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็คือพลังงานของคนเราสูญเสีย (lost) ไปกับเรื่องภายนอก เหลือพลังงานไม่ถึง ๑๐ % ที่อยู่กับตัวเรา ก็คือสติสัมปชัญญะหรือสำนึกรู้ที่อยู่กับตัวเราเหลือไม่ถึง ๑๐% หากเป็นเช่นนี้อยู่ร่ำไป ก็จะกลายเป็นคนฟุ้งซ่าน หรือถ้าหนักมากขึ้นก็เสียสติหรือสติวิปลาสไปในที่สุด
     เบื้องต้นของการฝึก พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ฝึกสติอยู่บนฐานกายให้ได้เป็นหลักใหญ่ก่อน ฐานกายเปรียบเสมือนแผ่นดินที่เรายืนอยู่ เมื่อมั่นคงดีแล้วให้ฝึกตามรู้เวทนา จิต ธรรม เป็นลำดับ โดยฝึกรู้ชัดทีละส่วนในเบื้องต้น จนชำนาญแล้วจึงฝึกรู้ทั้งสี่เป็นหนึ่งเดียว คือรู้แบบองค์รวม ไม่เพ่ง ไม่กำหนด เพียงระลึกรู้นิ่มนวลแบบเป็นธรรมชาติ
     ต่อไปอยากจะขยายความในเรื่องการเดินสติในสัมปชัญญะ ที่กล่าวในบทตั้งกระทู้ว่า "เจริญสติหรือระลึกในทุกๆ อณูของความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนั้น" เบื้องต้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ธรรมชาติของการรับรู้ของคนเรา มี ๒ ลักษณะ คือ ๑. ู้สึก (เวทนา) ๒. รู้หรือรู้ตัวทั่วพร้อม (สัมปชัญญะ) ถ้าขยายความก็คือ เบื้องต้นฝึกระลึกในทุกๆ อณูของความรู้สึกที่เป็นทั้งภายนอก (ความรู้สึกกระทบสัมผัสทางกาย) และความรู้สึกที่เป็นไปภายในกาย (ความรู้สึกปีติ เบิกบาน เศร้าโศก เสียใจ เป็นต้น) เพราะสติคือเจตสิกฝ่ายดี (เจตสิกคือสิ่งที่เกิด-ดับขึ้นพร้อมกับจิต) เมื่อเกิดความรู้สึกที่เป็นเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง บางครั้งหนักอึ้งอยู่ในใจและแสดงอาการสีหน้าเคร่งเครียด หรือบางครั้งรู้สึกเบิกบาน อิ่มเอิบและแสดงอาการสีหน้าแช่มชื่น ให้เราใช้สติตามระลึกไปในทุกๆ อณูของเวทนาความรู้สึกนั้น (คำว่า ทุกๆ อณูนี้เป็นเพียงสำนวน เพียงเพื่อเน้นให้เห็นภาพพจน์ว่า เดินสติให้ละเอียดตามระลึกรู้ทุกขณะจิตที่เกิดเวทนานั้นๆ) เมื่อเราเจริญสติระลึกในทุกๆ อณูของความรู้สึกที่เป็นเวทนา จะเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม คือจากเวทนาเปลี่ยนไปเป็นรู้ตัวทั่วพร้อม ความรู้ตัวทั่วพร้อมนี้เป็นที่มาของปัญญา เพราะจะทำให้เห็นสภาพตามความเป็นจริงของเวทนาที่เกิดขึ้นนี้ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เพราะไม่มีใครที่จะทุกข์หรือสุขอยู่ตลอดไป ฉะนั้นกล่าวสรุปว่า
     (๑) ความรู้สึกอันเป็นฝ่ายเวทนาได้เปลี่ยนไป เป็นรู้หรือรู้ตัวทั่วพร้อม อันเป็นฝ่ายปัญญา
     (๒) จิตอยู่ตรงที่คิด และ รู้สึก (ทั้งรู้สึกสุขทุกข์ทางใจ และรู้สึกกระทบสัมผัสทางกาย)
     (๓) จิตไม่มีขนาดแน่นอน บางครั้งก็เล็กจนถึงที่สุด เช่นหนักอึ้งหรือเสียดแทงเข้าไปในใจ บางครั้งก็ใหญ่จนไม่มีขอบเขต เช่นดีใจหรือมีความสุขจนอิ่มเอิบไปทั่วสรรพางค์กาย
     (๔) เมื่อรู้ธรรมชาติของจิตในข้อ ๓ เราควรฝึกตนให้มีความปีติสุข หล่อเลี้ยงจิตด้วยปีติสุขอยู่เสมอ จนในที่สุดเป็นความสงบสุขอันเกิดแต่อุเบกขา (หรือเนื่องด้วยสุญญตา คือความว่างปราศจากกิเลส ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ มารบกวน) ลักษณะปีติสุขหรือความสงบสุขนี้จะแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ก็ให้เรามีสติระลึกรู้ในทุกๆ อณูของความรู้สึกปีติสุขหรือความสงบสุขนี้ จนกลายเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เห็นว่านั่นเป็นสักว่าธรรมชาติปรุงแต่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป อันเป็นฝ่ายของปัญญา
     เมื่อเราเข้าใจเรื่องจิตทั้งลักษณะและอาการดังกล่าว เราก็จะรู้จักการจัดการหรือบริหารจิตด้วยสติและสัมปชัญญะ อันเป็นการพัฒนาสติให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปโดยลำดับ

คนกลาง:

     ลองอ่านและปฏิบัติดูแล้ว ยากจังนะคะ มีสติรู้ตัวอยู่ไม่นานก็เตลิดเปิดเปิงหมด พยายามอยู่หลายครั้ง เดี๋ยวได้ เดี๋ยวล้ม ที่เขาว่าความคิดของคนเรามันไว มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ลองนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ตื่นเช้าขึ้นมาทำงานบ้านล้างจาน ก็คิดว่ากำลังล้างจานอยู่ กำลังเอามือขัดถูจานอยู่ (อย่างนี้ใช่ไหมคะ) แต่พอทำไปไม่นาน ก็มีความคิดเรื่องโน่นเรื่องนี่แว๊บเข้ามา พอรู้ตัวก็หยุดคิด แล้วมาดูว่าเรากำลังล้างจานอยู่ต่อ มันจะเป็นอย่างนี้ตลอดเวลาขณะที่ล้างจาน สลับไปสลับมาหลายครั้ง อย่างนี้แสดงว่าเราเป็นคนที่ไม่มีสมาธิใช่ไหมคะ ตามปกติแล้วเป็นคนที่ชอบทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันจนเป็นนิสัย เพราะนิสัยอันนี้หรือเปล่าคะที่ทำให้ไม่สามารถทำให้ใจอยู่กับการกระทำของกายเพียงแค่อย่างเดียว ขอคำชี้แนะด้วยค่ะ

วิโมกข์:

     การฝึกสติกับการทำงาน เราใช้เพียงแค่รู้สึกเบาๆ หรือระลึกรู้ด้วยใจแบบสบาย ไม่จ้องจับหรือตึงเกินไป และไม่ได้ใช้ความคิดกำหนด ให้ระลึกรู้ด้วยใจ หรือความรู้สึกแบบเป็นธรรมชาติ เช่น ที่คนกลางบอกว่าตื่นเช้าขึ้นมาทำงานบ้านล้างจาน ก็คิดว่ากำลังล้างจานอยู่ การกำหนดด้วยความคิด จะขัดข้อง รำคาญ และเบื่อล้าในที่สุด แต่ให้ฝึกระลึกรู้ด้วยใจ อาการของใจก็คือความรู้สึก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือระลึกรู้ด้วยความรู้สึก หรือใช้ความรู้สึกรู้ตามอิริยาบถต่างๆ อันนี้จะเป็นธรรมชาติ และให้ทำความรู้สึกมีความสุขกับงานที่เรากำลังทำอยู่ ดังเช่นที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม ถ้าคิดว่าการทำงานคือการปฏิบัติธรรม อันนี้จะสนุกและมีความสุขกับการทำงาน แต่ถ้าไปคิดว่าการทำงานเช่นการล้างจานเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ อันนี้จะเป็นทุกข์และรำคาญ จะเบื่อล้า และฟุ้งซ่านในที่สุด กล่าวสรุปคือต้องสร้างฉันทะคือความพึงพอใจในการทำงานขึ้นมาก่อน แล้ววิริยะ (ความเพียร) จิตตะ (การใส่ใจ) วิมังสา (การใคร่ครวญพิจารณา) ก็จะเกิดขึ้นตามมาโดยลำดับ
     อุบายประการหนึ่ง คือให้ทำความอิ่มเอิบและสดชื่นอยู่เสมอทั้งวัน ประสานลมหายใจเข้าไปกับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในอิริยาบถต่างๆ อันนี้จะทำให้จิตตื่นรู้ทั้งวันและจะรู้ตามอิริยาบถได้ง่ายขึ้นและละเอียดขึ้น

     การเจริญสติต้องปล่อยวางความคิด แล้วระลึกรู้ด้วยใจ มีข้อสังเกตคือ
     ๑. ในบทสวดมนต์ ท่านให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ฉะนั้นการสวดมนต์ให้สวดมนต์ด้วยใจ ไม่ใช่สวดมนต์ด้วยความคิดนึก สวดด้วยใจจะมีพลังอย่างยิ่ง รวมทั้งการแผ่เมตตาด้วย ให้แผ่เมตตาด้วยใจหรือออกจากใจ คือออกจากความรู้สึก ไม่ใช่แผ่ด้วยความคิดนึกซึ่งไม่มีพลัง
     ๒. การบริกรรมคำภาวนาพุทโธหรืออื่นๆ ให้บริกรรมด้วยใจ ไม่ใช่บริกรรมอยู่ในความคิดนึก
    ๓. ในชีวิตประจำวัน นอกเหนือจากการระลึกรู้ในอิริยาบถ และความรู้สึกตัวทั่วพร้อมแล้ว กิจกรรมอื่นๆ อาทิ การทำงาน ดูหนัง ฟังเพลงก็ดี ให้ทำด้วยใจและออกมาจากใจจริงๆ ติดต่อเจรจา พูดคุยด้วยใจหรือออกมาจากใจจริงๆ อันนี้จะเป็นการพัฒนาสติได้อย่างดียิ่งในชีวิตประจำวัน และพร้อมกันนั้นจะทำให้เกิดพลังในการทำงาน พูดคุย หรือเจรจาการงานต่างๆ และท้ายที่สุดงานก็จะประสบผลสำเร็จด้วย


<< กลับไปหน้าแรก [1][2][3][4][5][6][7][8][9][10]
[11][12][13][14][15][16][17][18][19] หน้าต่อไป >>