| วิโมกข์:
การปฏิบัติธรรมเพื่อไม่ให้เกิดความเนิ่นช้า
เราควรจะได้ศึกษาจากพระไตรปิฎกเป็นแนวทาง ผมได้พบความตอนหนึ่งในพระไตรปิฎก
ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า "สัญญาเกิดก่อน ปัญญาเกิดทีหลัง" ทำให้ผมมีแนวทางในการเจริญปัญญาเพื่ออบรมสมาธิ
กล่าวคือการจะอบรมปัญญาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เราจะต้องสร้างสัญญาในทางแห่งปัญญาอยู่เสมอในชีวิตประจำวัน
ปกติคนทั่วไปจะสร้างสัญญาในทางโลภ โกรธ หลง เป็นไปตามอำนาจของกิเลส
เวลานั่งสมาธิพอจิตสงบ สัญญาที่บันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกก็จะแสดงอาการออกมาให้ปรากฏในรูปลักษณ์ต่างๆ
กัน เช่น คันยุบยิบในขณะนั่งสมาธิ น้ำลายฟูมปากบ้าง หรือเห็นนิมิตที่น่ากลัวบ้าง
เป็นต้น ทั้งนี้เป็นเพราะผู้ปฏิบัติเอาแต่นั่งสมาธิแต่ละเลยในการสร้างสัญญาในทางปัญญาให้ยิ่งๆ
ขึ้นไป คนที่นั่งสมาธิแล้วไม่สามารถยกจิตขึ้นสู่การพิจารณาได้
สาเหตุหนึ่งก็เพราะในชีวิตประจำวันเราละเลยต่อการพิจารณาในทางธรรม
จึงทำให้สัญญาในทางธรรมน้อยกว่าสัญญาในทางกิเลส สัญญาเปรียบเสมือนแฟ้มข้อมูลในจิตใจ
ตัวสติเปรียบเสมือนเม้าส์ที่ไปคลิกเอาข้อมูลในแฟ้มนั้นๆ ขึ้นมา
หากเราไม่รู้จักบ่มนิสัยสร้างแฟ้มข้อมูลในทางธรรมให้มีขึ้นในจิตใจ
ปล่อยให้แฟ้มข้อมูลในทางกิเลสพอกอยู่ในใจ การปฏิบัติธรรมก็จะติดขัดและเนิ่นช้า
ฉะนั้น ผมจึงได้นำเสนอแนวทางในการฝึกหัดหมั่นพิจารณาในทางปัญญา
ดังรายละเอียดที่ได้ตั้งกระทู้ไว้ คือให้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง
จนเกิดความสลดสังเวช และความละวางเข้าไปบันทึกอยู่ในจิตใต้สำนึกอยู่เนืองๆ
ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างสัญญาในทางธรรมให้มากๆ เวลาปฏิบัติสมาธิ
จิตสงบก็จะสามารถยกจิตขึ้นสู่การพิจารณาธรรมได้โดยง่าย
สำหรับอุบายในการเจริญปัญญาของผม
คือการวางจิตให้เป็นกลางๆ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น จิตที่เป็นกลางๆ นี้จะห่างไกลจากอารมณ์และกิเลสที่คอยรบกวนจิตใจ
ตัวชี้อันหนึ่งที่สามารถชี้วัดว่าเราวางจิตให้เป็นกลางๆ ได้หรือไม่
ก็คือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมไปจนถึงความรู้สึกตัวทั่วถึงจริงๆ
กล่าวคือสามารถรู้ได้แม้แต่ลมหายใจที่ละเอียดควบคู่ไปกับอิริยาบถการเคลื่อนไหวของกาย
(แต่อย่าไปพยายามตั้งใจกำหนดลมหายใจควบคู่กับการตามรู้อิริยาบถ
เพราะจะขัดข้องมาก ขอให้ใช้วิธีฝึกจิตให้เป็นกลางๆ สักแต่ว่ารู้
สักแต่ว่าเห็น) จิตที่เป็นกลางๆ จะทำให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การฝึกความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจะทำให้เกิดภาวะกลางๆ
ของจิต ภาวะจิตที่เป็นกลางเหมือนกับการถอยจิตออกมาจากกายนิดหนึ่ง
หรือถอยจิตออกมาจากความรู้สึกนิดหนึ่ง หรือที่ครูบาอาจารย์บางท่านแนะว่าให้ยกจิตเหนืออารมณ์
อันนี้จะเกิดภาวะความเป็นกลางของจิตแบบธรรมชาติโดยไม่ต้องอาศัยสมาธิมาก
เทคนิคการถอยจิตให้เป็นกลางๆ
หรือเกิดจิตผู้รู้ ควรจะนำมาใช้ในการปฏิบัติสมาธิด้วย เพื่อให้จิตนั้นพ้นอำนาจวิญญาณทั้ง
๖ ในฝ่ายผู้ปฏิบัติสมาธิแบบโลกียะนั้น กระแสจิตและกระแสวิญญาณ
(วิญญาณคือวิญญาณทั้ง ๖ หรือวิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) จะแนบแน่นกันอย่างใกล้ชิด
ในขณะที่ฝ่ายผู้ปฏิบัติสมาธิแบบโลกุตตระ กระแสจิตและกระแสวิญญาณจะถอยห่าง
ค่อยๆ ห่างออก และขนานกันไป การที่กระแสจิตและกระแสวิญญาณในฝ่ายโลกุตตระถอยห่างและขนานกันไปนั้นเป็นเพราะ
ผู้ปฏิบัติเจริญสมาธิแบบมีสติเป็นตัวนำ ตัวสติจะเป็นตัวรู้คั่นอยู่ในระหว่างกลางระหว่างกระแสจิตและกระแสวิญญาณ ทำให้ไม่หลงติดอยู่ในอารมณ์ของฌาน
เทคนิคการเจริญสติให้เป็นผู้รู้อยู่ระหว่างกระแสจิตและกระแสวิญญาณ
(โดยประสบการณ์ส่วนตัว) คือฝึกสมาธิให้เห็นทั้งกายและใจขนานกันไป
ให้สมาธิและสติขนานกันไป (คำว่าสติจะต้องมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมหรือสัมปชัญญะคู่กันไปด้วยเสมอ
จากความรู้สึกตัวทั่วพร้อมภายนอกคือความรู้สึกทางกาย จนละวางร่างกาย
และเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมภายใน คือปีติ สุขและอุเบกขาที่เป็นไปภายใน)
เห็นกายก็คือเห็นลมที่ค่อยๆ ละเอียดไปโดยลำดับ
เห็นใจก็คือเห็นความรู้สึกที่ค่อยๆ พัฒนาเปลี่ยนไป จากเวทนากาย
ไปสู่เวทนาทางใจคือ ปีติ สุข และค่อยๆ พัฒนาไปจนละวางปีติ สุข
จนเป็นอุเบกขา ฉะนั้น การปฏิบัติอย่ารีบร้อนทิ้งลมหายใจ บางท่านที่ทิ้งลมหายใจเร็วเกินไปจนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าตนได้ฌาน
๔ ก็ควรพึงไตร่ตรองด้วย เพราะการที่ลมหายใจหายไปไม่ได้หมายความว่าท่านถึงฌาน
๔ เสมอไป เพราะบางคนลมหายใจหายไปเร็ว เพราะกำลังสติอ่อน คือสติไม่สามารถระลึกรู้ถึงความละเอียดของลมหายใจได้
อันนั้นอาจจะพลาดพลั้งตกภวังค์ อันเป็นความสงบแบบลืมตัว ซึ่งอาจทำให้ท่านเข้าใจว่าท่านได้สมาธิหรือได้ฌานซึ่งทำให้การปฏิบัติเนิ่นช้าลงไปอีก
เทคนิคการเจริญสติให้เป็นผู้รู้อยู่ระหว่างกระแสจิต
และกระแสวิญญาณในชีวิตประจำวัน คือเมื่อท่านปฏิบัติในอิริยาบถบรรพหรือสัมปชัญญบรรพจนชำนาญ
ให้ท่านฝึกสัมปชัญญะในสุญญตาอันเป็นทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้จิตเกิดความเป็นกลางอยู่เนืองๆ
โดยไม่ตกอยู่ภายใต้กระแสจิต (ความคิดนึก-ความรู้สึก) และกระแสวิญญาณ
(การรับรู้อารมณ์สัมผัสจากอายตนะทั้ง ๖) การฝึกหัดวางจิตให้เป็นกลางๆ
ให้สักแต่ว่ารู้ และสักแต่ว่าเห็น อันนี้คือการฝึกสติให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจนเห็นกายทั้งปวงแบบองค์รวม
ต่างกับการกำหนดรู้เฉพาะส่วน เพราะการกำหนดรู้เฉพาะส่วนโดยประสบการณ์ส่วนตัว
บางครั้งจะไปยึดติดในการกำหนดรู้เฉพาะส่วน จนเกิดสมาธิมากกว่าสติ
และเป็นเหตุให้เกิดการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เรากำหนดนั้นว่าเป็นตัวตน
เพราะเมื่อสมาธิมากกว่าสติ กระแสจิตก็จะไปแนบแน่นกับกระแสวิญญาณ
คือจิตกำหนดรู้กระทบสัมผัส (ทางกาย)
เฉพาะส่วน แต่ไม่สามารถยกจิตขึ้นเหนือกระแสวิญญาณ
(ในกรณีนี้คือ กายวิญญาณ คือความรู้สึกกระทบสัมผัสทางกายเฉพาะส่วนที่กระทบสัมผัสชัดนั้น)
ฉะนั้นการแก้ไขคือเมื่อฝึกกำหนดรู้เฉพาะส่วนจนพอสมควรแล้วควรจะฝึกวางจิตเป็นกลางๆ
และฝึกระลึกรู้เห็นกายทั้งหมดพร้อมทั้งอิริยาบถเคลื่อนไหวเป็นแบบองค์รวมด้วย
และเมื่อฝึกระลึกรู้แบบองค์รวมไปสักระยะ ผู้ปฏิบัติก็จะเกิดความมหัศจรรย์ว่าเราสามารถรู้ลมหายใจไปพร้อมๆ
กับอิริยาบถในร่างกายได้ และเมื่อชำนาญมากขึ้นเราก็จะรู้วิธีประสานลมหายใจเข้าไปกับกายจนเกิดอานิสงส์คือ
ร่างกายอิ่มเอิบ มีพละกำลัง สดชื่น และสุขภาพแข็งแรง แต่อานิสงส์ที่สำคัญที่สุดคือจิตของผู้ปฏิบัติจะตื่น
รู้ และเบิกบานอยู่เสมอ
|
| กระทะ:
ขอบคุณมากๆ ครับ ที่ชี้ทางสว่างให้
|
| วิโมกข์:
การแก้ปัญหาเวลาที่เจอกำแพงหรืออุปสรรคสิ่งกีดขวาง
ไม่สามารถดำรงจิตให้ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไปได้ พึงให้ละสัญญาที่กำหนดรู้นั้น
แล้วกำหนดรู้ในสัญญาที่ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป วิธีการละมีเคล็ดอยู่ว่า
ให้ปล่อยวางจากการกำหนดรู้ในสัญญานั้นๆ พอจิตปล่อยวางจากสัญญานั้นๆ
จิตก็จะว่างและจะพบว่ามีสัญญาใหม่ที่ละเอียดกว่าปรากฏขึ้นแทน ก็ให้พึงกำหนดในสัญญาใหม่ที่ละเอียดยิ่งๆ
ขึ้นไป
|
| ZEN:
ไม่ทราบว่ากำแพงหรืออุปสรรคสิ่งกีดขวางดังกล่าวนี้
ในการนั่งสมาธิแต่ละครั้ง เราจะเจอสภาวะที่ว่านี้ได้กี่ครั้งครับ
หรือว่ามันอาจจะเกิดได้เป็นระยะๆ ไปตลอดการนั่งสมาธิในแต่ละครั้ง
|
| วิโมกข์:
กำแพงหรืออุปสรรคนี้
เกิดได้ทุกครั้งที่จิตเราเผลอไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ของสมาธิหรือฌานนั้นๆ
ว่าเป็นเรา เป็นของเรา ให้ถอยจิตเพียงสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น
แล้วสิ่งกีดขวางความก้าวหน้าของการบำเพ็ญนั้นก็จะสลายตัวไป เพราะสิ่งนั้นเป็นเพียงสัญญา
สัญญาก็ไม่มีตัวตน ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเรา หรือของเรา
และสัญญาใหม่ที่ละเอียดกว่า ประณีตกว่า ก็จะปรากฏขึ้นแทน พอเราเคล้าคลอในสัญญาที่ละเอียดยิ่งๆ
ขึ้นไป จนเรารอบรู้ในสัญญานั้น เราก็ถอยจิตออกมาจากสัญญานั้น
เพียงสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น สัญญาที่ว่าละเอียดแล้วนั้นก็จะหายไป
และสัญญาใหม่ที่ละเอียดกว่า ประณีตกว่าจะปรากฏขึ้นแทน พอเราเคล้าคลอในสัญญาที่ละเอียดยิ่งๆ
ขึ้นไปจนเราเกิดความรอบรู้ในสัญญานั้น เราก็ถอยจิตออกมาจากสัญญานั้น
เพียงสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น สัญญาที่ว่าละเอียดแล้วนั้นก็จะหายไป
ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ เรามีหน้าที่เพียงแค่ประคอง เฝ้าดู
สักแต่ว่ารู้ในสัญญาที่ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ จนเกิดปัญญาแทงตลอดในสัญญานั้นๆ
และละวางในสัญญานั้นๆ ได้ไปโดยลำดับ ก็จะสามารถไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้โดยนัยนี้
อันนี้เป็นหลักที่มีมาในพระไตรปิฎกว่า สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดตามมาทีหลัง
คือเมื่อปล่อยวางในสัญญาที่ละเอียดยิ่งขึ้นๆ ญาณก็จะละเอียด
ลุ่มลึกด้วยปัญญาไปตามลำดับ ปฏิบัติตามนัยนี้ไปได้ตลอดจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ครับ
หลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้นลาด ลุ่ม ลึก ซึ้งไปโดยลำดับ
เหมือนท้องทะเลที่ค่อยๆลาด ลุ่ม และลึก ฉันใด หลักธรรมในพระพุทธศาสนาก็ฉันนั้น
คือลาดด้วยศีล ลุ่มด้วยสมาธิ ลึกด้วยปัญญา และซึ้งด้วยวิมุตติ ฉะนั้น ผู้ที่บรรลุฌาน ๔ แล้วอย่าพึงประมาท เพราะกำลังของฌาน ๔
ในแต่ละท่านจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับกำลังสติที่บำเพ็ญ ว่าจะละอารมณ์ของฌาน
๔ (ซึ่งก็เป็นสัญญานั่นเอง) ที่เราคิดว่าละเอียดประณีตแล้ว
แต่เมื่อเราละอารมณ์ของฌาน ๔ ที่เราคิดว่าละเอียดและประณีตแล้วนั้นได้
อารมณ์ของฌาน ๔ ที่ละเอียดและประณีตกว่าก็จะมีได้อีกไปโดยลำดับ
ฉะนั้น อย่าพึงประมาท พึงเจริญสติกับสมาธิให้ขนานกันไปเสมอ ด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปในภายนอก-ภายใน
ทุกท่านก็จะเจริญก้าวหน้าในการประพฤติปฏิบัติไปโดยลำดับไม่ติดขัด
สมดังที่ทุกท่านมุ่งมั่นปรารถนาที่สุดแห่งทุกข์ในชาติปัจจุบันนี้
|
| วิโมกข์:
การทำสมาธิเข้าสู่ฌาน
ไม่ว่าจะเป็นฌานระดับใดระดับหนึ่ง วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้เกิดพลัง
(พละ ๕, อินทรีย์ ๕)
ในการพิจารณาธรรมต่อไป อาทิ พิจารณากรรมฐาน ๕
(ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง) หรือ
พิจารณาไตรลักษณ์ หรือ พิจารณาปฏิจจสมุปบาท จนจิตคลายความยึดมั่นถือมั่นและความกำหนัด
พร้อมทั้งเห็นเหตุและผลของธรรมชาตินั้นๆ (ดังเนื้อความในปฏิจจสมุปบาท)
พิจารณาทั้งอนุโลมและปฏิโลมจนเรารู้ด้วยตัวเองว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว แต่ปัญหาของผู้ที่บำเพ็ญสมาธิจนได้ฌานนั้น
ก็คือการติดอยู่ในฌาน สาเหตุที่ติดอยู่ในฌานก็เพราะดำเนินสมาธิโดยการกำหนดหรือเพ่ง
เป็นอารมณ์เพียงอย่างเดียว อันนี้ที่ครูบาอาจารย์หลายท่านเรียกว่า
โลกียฌาน ลักษณะของโลกียฌานคือสติกำลังไม่พอที่จะยกจิตให้ขึ้นไปเหนืออารมณ์ของฌานได้
ทำให้หลงติดอยู่ในฌานจนเนิ่นนาน จนลืมหรือไม่อยากจะพิจารณาในสิ่งใดๆ
ส่วนผู้ที่ดำเนินสมาธิโดยการเพ่งและระลึกรู้ด้วยสติ (ต่างจากการเพ่งส่วนเดียว
เพราะการเพ่งนั้นจะเหมือนแม่เหล็ก ที่พอจับคู่ได้ ส่วนของขั้วบวกและลบก็จะมีแรงดึงดูดกันอย่างเหนียวแน่น
เมื่อสติกำลังไม่พอคืออินทรีย์ไม่เสมอกันระหว่างสมาธิและสติจนจิตติดอยู่ในฌานอย่างเหนียวแน่น
จนยากที่จะยกขึ้นสู่วิปัสสนาญาณได้) ส่วนการเข้าสู่ฌานด้วยการเพ่งและระลึกรู้
หรือการระลึกรู้ด้วยสติเป็นตัวนำการเพ่ง คือการเพ่งและระลึกรู้ให้เสมอสมดุลและได้ส่วนกัน
อันนี้เป็นโลกุตตรฌาน คือสติสามารถระลึกรู้ได้ว่า วิตก วิจาร ปีติ
สุข หรืออุเบกขา ที่เกิดขึ้นนั้นๆ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ระลึกรู้ด้วยสติไปตั้งแต่เริ่มต้นของการทำสมาธิและเข้าสู่ฌานไปโดยลำดับ
สติเป็นตัวคั่นระหว่างจิตและอารมณ์ของฌานนั้น ทำให้จิตไม่หลงติดอยู่ในฌาน
เพราะเจริณสติไปตั้งแต่เริ่มต้นการทำสมาธิและเข้าสู่ฌานในลักษณะที่คุมเชิงถอยอยู่ห่างๆ
จากอารมณ์ที่จิตเพ่งในองค์ฌานนั้นๆ ลักษณะนี้พอจิตถึงองค์ฌานในระดับใดระดับหนึ่ง
จิตจะสามารถปริวรรตตัวจิตเองขึ้นสู่การพิจารณาธรรมได้โดยอัตโนมัติ
อาทิ เห็นร่างกายเน่าเปื่อยผุพัง หรือมีแต่โครงกระดูกแตกกระจายกลายไปเป็นธุลี
หรืออื่นๆ พร้อมกับเห็นไตรลักษณ์และปฏิจจสมุปบาท จนเกิดการคลายกำหนัดและละวางในที่สุด
ในการฝึกเข้าฌาน มีเคล็ดลับคือให้ประคองรักษาความเป็นกลางๆ
ของจิตให้ต่อเนื่อง จิตก็จะละวิตก วิจาร ปีติ และสุขได้โดยลำดับ
อุบายในการรักษาความเป็นกลางๆ ของจิตในระหว่างนั่งภาวนา คือให้จิตรู้เห็นกายและใจให้ขนานกันไป
หรือพูดอีกนัยหนึ่ง วางจิตให้อยู่ระหว่างกายและ (ความรู้สึกทาง) ใจ
หรือระหว่างรูปและนาม อันนี้พอจิตไม่ยึดข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คือไม่ยึดกาย
และ (ความรู้สึกทาง) ใจ จิตก็จะเคลื่อนตัวเองเข้าสู่วิถีของฌานโดยลำดับ
แต่ทั้งนี้ให้พึงเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ในการรักษาความเป็นกลางๆ
ของจิตในขณะภาวนา ว่าคืออุเบกขา เป็นเป้าหมาย ทั้งนี้เพราะวิตก
วิจาร ปีติ และสุขเป็นข้าศึกต่ออุเบกขา เมื่อรักษาความเป็นกลางๆ
ของจิตให้ต่อเนื่อง อุเขกขาก็จะเกิดขึ้น และสามารถละวิตก วิจาร
ปีติ และสุขได้โดยลำดับ สติก็จะมีกำลังมากขึ้น ละเอียดมากขึ้นและพัฒนายิ่งๆ
ขึ้นไป อุปสรรคในการภาวนาของผู้ติดในฌานเป็นเพราะจิตติดอยู่ในความนิ่งแนบแน่นในองค์ฌานนั้น จนสูญเสียความเป็นกลางของจิต
สติมีกำลังไม่พอที่จะระลึกรู้ความเป็นไปในองค์ฌาณ เพราะยึดติดในองค์ฌาณนั้นๆ
เพราะฉะนั้นพึงสำรวจในองค์ฌานแต่ละฌานว่ามีความปล่อยวางมากขึ้นไปโดยลำดับหรือว่ามีอัตตามากขึ้นไปโดยลำดับ
และข้อควรระวังในการเข้าสู่ฌาน คือต้องดำเนินด้วยสติเป็นตัวนำ
ดังในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น ซึ่งมีสัมมาสติเป็นข้อที่ ๗ และ สัมมาสมาธิเป็นข้อที่
๘ กล่าวคือ สัมมาสมาธิ เป็นผลของสัมมาสติ อันนี้จึงจะเป็นโลกุตตรฌาน
หลายคนไม่เข้าใจในเรื่องของการทำสมาธิ ทำให้เสียเวลาเนิ่นนานในการเพียรปฏิบัติที่ไม่ถูกทาง
|
| ฐินี:
กราบขอบพระคุณคุณวิโมกข์ค่ะ ที่ทำให้ได้รับความรู้มากขึ้น
ขอเรียนว่าได้ปฏิบัติตามที่คุณสอนไว้ในกระทู้หลายกระทู้ และนำไปพิจารณาเวลาปฏิบัติ
ขอถามว่า จำเป็นใช่ไหมคะที่เราต้องรู้ ไล่อาการต่างๆ ได้ด้วย (วิตก
วิจาร ปีติ สุข) เพราะตัวเองไม่พิจารณาเลยค่ะ
นั่งเอง และไม่ได้ดูอาการอะไรค่ะ จะดู จะรู้ก็ตอนที่ลมหายใจไม่มี
อยู่แต่ความเบาสบาย นิ่งๆ อยู่ พอถึงตอนนี้ทีไร รู้ตัวเลยค่ะว่าทำไมมันเหมือนตัวเราเนี่ยมันหลับ
แต่จิตมันไม่ได้หลับ ได้ยินเสียงพัดลมพัดโดนตัว เย็นร้อน มันก็รู้น่ะค่ะ
แต่เหมือนจิตมันไม่ไปไหนน่ะค่ะ รู้ว่าร่างกายมันง่วงมันหลับ แล้วจะถอนออกให้มันตื่น
ก็ไม่ตื่นค่ะ แต่เราก็ยังรู้สึกว่าดูความว่าง ดูความเกิดขึ้น ตั้งอยู่
ดับไป กับสิ่งที่ปรากฏอยู่ภายใน แต่ถึงอย่างไรก็ยังรู้สึกสงสัยอยู่ว่าทำถูกไหมเนี่ย
เพราะก็รู้สึกว่าร่างกายมันง่วง และหลับ แต่จิตมันทำสมาธิอยู่หรือเปล่า
คือไม่เข้าใจนะค่ะ ส่วนสำหรับวิธีแก้ที่คุณวิโมกข์ให้คำแนะนำว่า
"การเข้าสมาธิต้องเข้าไปพร้อมกับความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
โดยอาศัยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมภายนอกทั่วสรรพางค์กายนี้ แล้วค่อยๆ เข้าไปสู่ความสงบ..." ตัวเองก็พยายามทำค่ะ แต่พอไปๆ ทีไร ร่างก็หลับทุกที
แต่ใจมันไม่ได้หลับจริงๆ ค่ะ เพราะยังรู้เรื่องรอบตัวทุกอย่าง
จนเบื่อจัง นี่ก็อ่านเจอของคุณวิโมกข์เขียนไว้ในกระทู้อีกค่ะ เลยคิดว่าน่าจะเป็นเพราะเรารักษาความเป็นกลางของจิตไม่ได้
มันจึงเข้าไปยึดอารมณ์หรือเปล่าคะ ตอนนี้เลยเปลี่ยนมาเดินจงกรมบ้าง
และเจริญสติตามที่คุณวิโมกข์กล่าวไว้ เพราะตรงกับใจของตัวเองค่ะ
จนมีอยู่วันหนึ่งขณะที่กำลังคิดเรื่อยเปื่อยว่าทำไมเราถึงต้องนั่งหลับตาทำสมาธิอย่างเดียวนะ
มีวิธีไหนบ้างที่เราจะทำสมาธิได้ในขณะลืมตาด้วย เพราะเคยรู้สึกเห็นสภาวะอะไรบางอย่างที่อธิบายให้ฟังไม่ถูกค่ะ
รู้แต่ว่ามันเกิดขณะเรากำลังทำงานอยู่ จนได้เริ่มมาในอ่านในเวบลานธรรมนี้
และได้อ่านแนวการดูจิต และศึกษาอย่างจริงจังค่ะ รู้สึกดีมากๆ เพราะมันไม่รู้สึกง่วงเหมือนตอนนั่ง
ไม่เบื่อ ไม่รู้สึกว่าไม่อยากทำ แต่ก็ยังไม่ได้ทิ้งการนั่งค่ะ
เพราะรู้ว่าตอนนั่งจิตได้พักจริงๆ ค่ะ จะอย่างไรก็ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงยิ่งค่ะ
ที่มีคำสอนที่เป็นรูปธรรม เข้าใจ และนำไปปฏิบัติได้จริง
|
| วิโมกข์:
ในการฝึกเข้าฌานนั้น
ผู้ปฏิบัติส่วนมากจะเข้าไปด้วยกำลังของสมาธิล้วนๆ ด้วยการเพ่งอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอย่างเดียว
คือสมาธิแก่กล้ากว่าสติ หรือขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปในภายในอย่างชัดเจน
(สติกับสัมปชัญญะคือความรู้ตัวทั่วพร้อมที่จะคู่กันไปเสมอ
แต่บางครั้งอาจจะเรียกสั้นๆ ว่า "สติ"
ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าต้องประกอบด้วยสัมปชัญญะ)
ทำให้ผู้ปฏิบัติแม้จะเข้าสู่ฌานนั้นๆ ได้ แต่ไม่สามารถระลึกรู้ถึงความเป็นไปในฌานนั้นได้
ครูบาอาจารย์บางท่านใช้คำว่าพิจารณาในองค์ฌาน (ต่างกับการพิจารณาธรรม)
คือสติระลึกรู้ได้ว่าในขณะนั้นประกอบด้วยวิตก
วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
และหากศึกษาจากพระไตรปิฎกจะพบตัวอย่างของพระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าเป็นเลิศในทางปัญญา
คือพระสารีบุตรซึ่งเป็นผู้มีปัญญาละเอียดลึกซึ้งสามารถพิจารณาตามรู้ความเป็นไปในองค์ฌานต่างๆ
ทั้งรูปฌานและอรูปฌานได้ละเอียดถี่ยิบจนหมดเปลือก กล่าวคือธรรมในปฐมฌาน
คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ
ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอันพระสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับ
จตุตถฌานก็ทำนองเดียวกัน หรือแม้แต่ในอรูปฌาน อาทิ อากิญจัญญายตนฌาน
ธรรมในอากิญจัญญายตนฌาน คือ อากิญจัญญายตน เอกัคคตา ผัสสะ เวทนา
สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ
เป็นอันพระสารีบุตรกำหนดได้โดยลำดับ อันนี้คือตัวอย่างการพิจารณาในองค์ฌานของพระสารีบุตร
(ข้อสังเกต : สติแม้แต่ในอรูปฌานก็ยังละไม่ได้
จนกว่าจะเข้าถึงสมาบัติ ๙ นั้นคือสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้สติกำหนดรู้อีกต่อไป
เพราะแฟ้มข้อมูลหรือสัญญาไม่มีเหลือแล้ว ทั้งฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศล
เป็นจิตที่บริสุทธิ์หมดจดคือเป็นภาวะของพระนิพพาน ซึ่งจะเข้าถึงได้โดยพระอนาคามีบุคคลเป็นอย่างน้อย)
ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติในองค์ฌานทั้งหลายอย่าพึงประมาท
เพราะตราบใดที่ท่านยังไม่สามารถพิจารณา คือตามรู้และเห็นความเป็นไปในองค์ฌานอย่างแจ่มแจ้ง
คือวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาแล้ว ต้องระวังความมีอัตตาให้มากเพราะอาจเข้าใจผิดว่าตนได้ฌานนั้นฌานนี้
ข้อแนะนำการเจริญสติในองค์ฌาน คือพึงกำหนดรู้ความนิ่งหรือความว่างนั้นโดยการถอยจิตออกมาจากความนิ่งหรือความว่างสักเล็กน้อยหรือยกจิตเหนือความนิ่งหรือความว่างนั้น
เพื่อให้จิตเข้าสู่ภาวะความเป็นกลางๆ คือเกิดอุเบกขา ปล่อยวางในเอกัคคตาจิตนั้น
แล้วจิตก็จะเริ่มรู้เห็นความเป็นเอกัคคตาของจิต และเมื่อสติมีกำลังมากขึ้นก็จะสามารถรู้เห็น
วิตก วิจาร ปืติ สุข ด้วย เหตุที่จิตไม่สามารถรู้ตามอารมณ์ในองค์ฌานนั้นเพราะจิตเข้าไปยึดในความนิ่งสงบจนสูญเสียความเป็นกลางๆ
ของจิต จนบางครั้งเข้าไปแช่อยู่ในความสงบนั้นจนเพลินและผลอยหลับไป
(พอแช่อยู่ในความสงบ และติดในความสุขความสงบนั้น
จะทำให้สติถดถอยอ่อนกำลังลงเพราะจิตสูญเสียความเป็นกลาง หรือขาดอุเบกขาปล่อยวางในอารมณ์ของฌานนั้นๆ)
อนึ่ง คำว่าลมหายใจละเอียดมากและขาดหายไป จนผู้ปฏิบัติหลายท่านเข้าใจผิดว่าตนได้ฌาน
๔ อันนี้อาจจะไม่ใช่ฌาน ๔ ก็ได้ แต่อาจเป็นเพราะกำลังสติไม่พอที่จะกำหนดลมหายใจที่ละเอียดประณีตได้
เลยสำคัญผิดว่าตนได้ฌาน ๔ แล้ว ทั้งๆ ที่กำลังไปแช่อยู่ในความสงบของสมาธิซึ่งยังไม่ถึงฌานด้วยซ้ำไป
หรือถ้าแย่ไปกว่านั้น สติไม่ต่อเนื่องจนตกภวังค์แล้วก็ว่างหายไปเลย
มารู้สึกตัวก็ตอนตื่นและจะออกจากสมาธิ อันนี้เป็นเพียงข้อสังวรระวังที่ผู้ปฏิบัติทุกท่านที่หวังความหลุดพ้นไม่พึงประมาท
ข้อแนะนำ ขอให้ท่านเจริญสติมากๆ ในชีวิตประจำวัน
|