| Thesky:
อ่านแล้วได้ความรู้มากเลยค่ะ
ขอขอบคุณคุณวิโมกข์ และขอถามนิดหนึ่งนะคะ
๑. เวลาที่เราทำสมาธิตอนลืมตา หรืออยากหลับตาแล้วทำสมาธิ มันรู้สึกเหมือนว่าเราไม่มีตัวตน
เป็นความรู้สึกเฉยๆ เราควรจะแก้อย่างไรดีคะ เสียง หรือภาพ หรือสัมผัสทางกาย
ก็ไม่ได้ไปดูว่ามันเกิดหรือดับ (เคยฝึกวิปัสสนาจนสติมีกำลังและรู้ความดับของเสียง
แต่รู้ไม่ทันความเกิด)
๒. เมื่อเราฝึกสมาธิและเจริญสติควบคู่กันไปเรื่อยๆ แล้ว จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องรู้ว่าเราจะต้องเจริญโพชฌงค์ ๗ (ต้องท่องจำความหมายอีก)
หรือจะมีฌานอะไรเกิดขึ้นบ้าง ฯลฯ เราจะฝึกสมาธิและเจริญสติโดยไม่รู้ความหมายของคำต่างๆ เหล่านี้ได้หรือไม่ ขอบคุณค่ะ
|
| วิโมกข์:
ขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ได้ร่วมวงสนทนาธรรม และขอตอบคำถามของคุณ Thesky ดังนี้
ข้อที่ ๑ ลักษณะอาการเฉยๆ ดังกล่าวนั้นต่างกับการวางเฉยด้วยอุเบกขา
วางเฉยด้วยอุเบกขานั้นจะมีสติสัมปชัญญะคือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปในภายในอันสมบูรณ์
และผู้ปฏิบัติผู้ถึงพร้อมด้วยการวางเฉยด้วยอุเบกขา จะมีภาวะของจิตที่ว่าง
อันเกิดจากการวางจิตเป็นกลางๆ และตื่นรู้ด้วยสติ (สุญญตาหรือจิตว่างตามหลักพระพุทธศาสนา)
ไม่เผลอไปยึดติดในสิ่งที่ตนกำลังบริกรรมหรือกำหนด
คือกำหนดรู้ในกาย ก็ไม่ติดในกาย
เวทนา จิต และธรรม ก็เช่นกัน ภาวะที่จิตเป็นอุเบกขาอันเกิดจากการวางจิตเป็นกลางๆ นี้จะถึงพร้อมด้วยสติ
ซึ่งสามารถระลึกรู้ความเป็นไปในกาย เวทนา จิต และธรรม ไปในลักษณะเห็นทั่วถึงหรือเห็นแบบ
๓๖๐ องศา คือเห็นรอบด้านทั้งลักษณะ อาการ และความสัมพันธ์ของธรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน
การที่เห็นได้ดังนี้เพราะผู้ปฏิบัติฉลาดในอุบายที่ไม่ยึดติดในสิ่งที่กำหนดรู้
โดยถอยมาคุมเชิงอยู่ห่างๆ หรือยกจิตอยู่เหนือ กาย เวทนา จิต และธรรมนั้น
อันทำให้เกิดภาวะจิตเป็นกลางๆ วางเฉยในสิ่งที่รู้ที่เห็นด้วยอุเบกขา
อันนี้เป็นการวางเฉยจากสิ่งที่รู้เห็น วางเฉยได้เพราะถึงพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ
อันเป็นตัวปัญญาทำให้เกิดความคลายกำหนัดและรู้จักละวางในสิ่งทั้งปวง
ซึ่งต่างกับการเฉยของผู้ปฏิบัติหลายท่านที่เฉยๆ แบบไม่รู้ไม่เห็น
คือเฉยๆ ทั้งที่ยังไม่รู้ไม่เห็น เฉยแบบนี้ไม่มีปัญญา เพราะเฉยๆ
ทั้งที่ยังไม่รู้ไม่เห็น อาการเฉยเช่นนี้เป็นลักษณะของการทำจิตให้นิ่งโดยไม่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
คือสติอ่อนนั่นเอง เพราะนิ่งอย่างเดียวด้วย การข่มด้วยสมาธิ แต่กำลังของสติไม่เพียงพอ
ใจผู้รู้ไปอยู่ภายใต้อำนาจของภาวะความนิ่ง เพราะกำลังสติที่จะรู้ตัวทั่วถึงไม่มีหรือมีไม่เพียงพอที่จะเป็นกำลังให้ใจผู้รู้อยู่เหนือความนิ่ง
หรือถ้าหากกำลังสติอ่อนมากๆ ใจผู้รู้อาจจะตกภวังค์ ไม่รับรู้อะไรเลย
ไม่มีความรู้ตัวทั่วถึงที่เป็นไปในภายในของความสงบนิ่งนั้น อันนี้ก็จะเกิดอาการเฉยๆ
แบบลืมตัว คือขาดสติไปเลย อันนี้จะสังเกตได้จากร่างกายภายนอกโงกไปมาหรือม้วนตัวไปเลย
โดยที่ผู้ปฏิบัติบางครั้งรู้สึกว่างๆ เฉยๆ ไม่รู้สึกตัว และไม่รู้ตัวว่าตัวเองม้วนตัวไปในลักษณะอาการต่างๆ
(ตกภวังค์นี้หนักกว่าง่วง ความง่วงนี้สัปหงกบ้าง
ยังพอรู้ตัวว่าสัปหงก แต่ตกภวังค์นี้ เงียบหายไปจากโลกนี้เลย ตื่นอีกทีก็ตอนเลิกนั่งสมาธิและยังเข้าใจผิดอีกว่าจิตของตนพบกับความสงบในสมาธิ)
แต่ลักษณะความเฉยๆ
ตามที่คุณ Thesky เล่าให้ฟังนั้น น่าจะเป็นอาการเฉยเพราะเคยชินกับการดูจิตตรงๆ
โดยไม่มีอุบายในการดูจิตแบบคุมเชิงถอยห่างมานิดหนึ่ง คือยกสติให้อยู่เหนือจิตนั้น
การดูตรงๆ จะทำให้เผลอเข้าไปอยู่กับความนิ่ง ปกติความนิ่งเป็นสิ่งที่ดีถ้าถึงพร้อมด้วยสติ
แต่อันนี้กำลังสติไม่พอ เลยเผลอเข้าไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของความนิ่ง
และลืมตัวเกิดอาการเฉยๆ ดังกล่าว
วิธีแก้คือ
การเข้าสมาธิ ต้องเข้าไปพร้อมกับความรู้สึกตัวทั่วพร้อม โดยอาศัยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมภายนอกทั่วสรรพางค์กายนี้
แล้วค่อยๆ เข้าไปสู่ความสงบโดยให้สติและสมาธิเสมอกัน แล้วค่อยๆ ปรับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในภายนอกทั่วสรรพางค์กาย
เข้าไปสู่ความรู้สึกตัวทั่วถึงภายใน ขณะเดียวกัน ควรแก้วิธีการดูจิต
ให้ดูจิตแบบคุมเชิงอยู่ห่างๆ มีสติอยู่เหนือความเป็นไปของจิต หรือแก้ไขโดยฝึกวางจิตเป็นกลางๆ
ไม่ดูหรือจดจ่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเดียว แต่ให้ฝึกดูแบบองค์รวม
เห็นทั่วถึงทั่วทุกทวาร อันนี้จะทำให้สติมีพละกำลังมาก และขณะเดียวกันให้ฝึกการเจริญสติในสัมปชัญญะ
คือ ระลึกรู้อยู่ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเสมอๆ เป็นการเรียกความรู้สึกตัวบ่อยๆ
อันนี้จะฝึกให้สติว่องไวและละเอียดมากขึ้น
ข้อที่ ๒ การฝึกสมาธิและเจริญสตินั้น เราไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรู้ว่าเราจะเจริญโพชฌงค์
๗ หรือต้องท่องจำความหมายเอาไว้ก่อน ขอแต่เพียงให้เจริญสมาธิและสติให้ควบคู่กันไปเรื่อยๆ
วางจิตให้เป็นกลางๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ แม้แต่ในอารมณ์ของสมาธิหรือฌานนั้นๆ
เมื่อเราเจริญสมาธิและสติให้ควบคู่กันไปด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปทั้งภายในและภายนอกทั่วสรรพางค์กาย
ก็ถือว่าเราได้เริ่มต้นเจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว เพราะในโพชฌงค์ ๗ ข้อแรกก็คือ
สติสัมโพชฌงค์ อันเกิดจากการทำกิจกรรมหรือการงานใดๆ ก็ตาม ด้วยสติและความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ
|
| พัลวัน:
ผมมีประเด็นที่ทำให้สงสัยคือ เหตุไฉนจึงต้อง
"ประคองสติ" ด้วยคือแทนที่จะ "ประคองสติ" อยู่ แต่ย้อนกลับมารู้
"จิต" ด้วยความรู้ตัว ดีกว่าไหมครับ หากประคองสติได้เป็นระยะเวลานานๆ
อาจไม่เห็นความเป็น "อนัตตา" ของสติ อาจไม่เห็น "ความเกิดดับ" ของสติ แต่จะเห็นว่าสตินั้นอยู่ในอำนาจ บังคับเอาได้
(คือประคองไว้ได้)
แต่หากย้อนกลับมารู้ "จิต" จะได้เห็นความเป็นอนัตตาของจิต เห็นความเป็นทุกข์ของจิต
เห็นความไม่เที่ยงของจิต ก็สามารถละความยึดถือในจิตว่าเป็นเรา
เป็นตัวตนของเราได้ ผมออกความเห็นในฐานะของปุถุชนที่มีประสบการณ์น้อยเท่านั้นครับ
อาจผิดถูกได้ แต่หากเห็นว่ามีค่า ก็ขอให้พิจารณาเอาครับ
|
| วิโมกข์:
การวางใจให้เป็นกลางๆ สักแต่ว่ารู้
สักแต่ว่าเห็นนั้น จำเป็นต้องอาศัยการประคองสติต่อเนื่อง หรือพูดอีกนัยหนึ่ง
การประคองสติต่อเนื่องจะทำให้ใจเป็นอุเบกขาและเกิดภาวะใจที่เป็นกลางๆ
ดังกล่าว ใจ(ผู้รู้)
ที่เป็นกลางๆ นี้ จะเห็นกาย เวทนา จิต ธรรม ไปแบบรู้ทั่วถึง รู้รอบด้าน
คือทั้งรู้และเห็นกาย เวทนา จิต ธรรม ไปพร้อมๆ กัน และด้วยการประคองสติอีกเช่นกัน
ก็จะทำให้ใจ (ผู้รู้) ไม่เข้าไปยึดติดกับสภาวะในสิ่งที่รู้และเห็นนั้น
และด้วยการประคองสติต่อเนื่องนั้น ในที่สุดสติจะมีกำลังเพียงพอที่จะกำหนดละในสิ่งที่รู้และสิ่งที่เห็นด้วย
ฉะนั้น การกำหนดสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นนั้นเปรียบเสมือนชั้นประถม
การกำหนดละในสิ่งที่รู้และสิ่งที่เห็นนั้นเปรียบเสมือนชั้นมัธยม
และการกำหนดละในสิ่งที่รู้และสิ่งที่เห็นนั้นอยู่เสมอๆ และอยู่เนืองๆ
ตลอดทั้งวันนั้นเปรียบเสมือนชั้นอุดมศึกษา นี่คือทางไปสู่ความหลุดพ้น
โดยอาศัยการประคองสติกำหนดรู้และกำหนดละในอกุศลธรรมทั้งหลาย และเมื่อถึงซึ่งความหลุดพ้นหรือวิมุตติแล้ว
ก็ค่อยพึงละกุศลธรรมทั้งหลาย อันรวมถึงสติด้วยในภายหลัง
ส่วนการกลับมารู้จิตด้วยความรู้ตัวตามที่คุณพัลวันเสนอแนะมานั้น
ก็พึงกระทำเช่นกัน แต่ต้องดูจิตด้วยใจ (ผู้รู้)
ที่เป็นกลางๆ การดูจิตด้วยใจผู้รู้ที่เป็นกลางๆ
ในที่สุดก็จะเห็นกาย เวทนา และธรรมด้วย และเช่นเดียวกัน การดูกายด้วยใจผู้รู้ที่เป็นกลางๆ
ในที่สุดก็จะเห็น เวทนา จิต และธรรมด้วย ยกเว้นแต่การกลับมาดูจิต
ด้วยใจผู้รู้ที่ถูกปรุงแต่งด้วยสังขาร คือขาดความเป็นกลางๆ เพราะเผลอสติหรือประคองสติไม่ต่อเนื่อง
อันนี้ก็จะเห็นจิตเหมือนกัน แต่ขณะเดียวกัน ก็เผลอไปยึดติดในสิ่งที่เห็นนั้น
ทำให้ไม่เห็นธรรม เมื่อไม่เห็นธรรม ใจก็เลยไม่มีกำลังพอที่จะกำหนดละวางในสิ่งที่เห็นหรือสิ่งที่กำลังพิจารณานั้น
การดูจิตตรงๆ
ก็เช่นเดียวกัน พึงดูในลักษณะคุมเชิงถอยห่างด้วยใจที่เป็นกลางๆ
ประคองด้วยสติต่อเนื่อง ใจ (ผู้รู้)
ก็จะรู้เห็นจิตอย่างทั่วถึงจนเห็นธรรม คือความเกิดขึ้น
ตั้งอยู่ ดับไป และสามารถกำหนดละวางได้ในที่สุด อนึ่ง การกำหนดละวางได้ด้วยการดูจิตในขณะนั่งสมาธิเท่านั้นไม่เพียงพอที่จะตัดหรือทำลายอนุสัยกิเลส
ผู้ปฏิบัติจึงพึงกำหนดใจผู้รู้ให้เป็นกลางๆ ด้วยความรู้ตัวทั่วถึง
โดยการประคองรักษาสติต่อเนื่อง สติจะมีกำลังพอที่จะน้อมเอาสุญญตาเข้ามาในจิตใจได้เสมอในขณะที่รู้และเห็นนั้น
และสามารถกำหนดละวางได้ตลอดทั้งวันในที่สุด เป็นสุญญตวิโมกข์ คือหลุดพ้นด้วยเห็นอนัตตาหรือความไม่มีตัวตน
เห็นเป็นความว่าง หมดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นๆ ในที่สุด
|
| ความรู้ตัว:
คุณวิโมกข์ แสดงธรรมถามตอบได้จะแจ้งจับใจจริงๆ ครับ
ขอสาธุกับทุกๆ กระทู้ครับ
|