Online ทั้งหมด : 6 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์





การวางเฉยแบบนิ่ง เป็นเรื่องของสมาธิ การวางเฉยด้วยสติ คือตื่นรู้อยู่ภายใน

Thesky:

     อ่านแล้วได้ความรู้มากเลยค่ะ ขอขอบคุณคุณวิโมกข์ และขอถามนิดหนึ่งนะคะ
     ๑. เวลาที่เราทำสมาธิตอนลืมตา หรืออยากหลับตาแล้วทำสมาธิ มันรู้สึกเหมือนว่าเราไม่มีตัวตน เป็นความรู้สึกเฉยๆ เราควรจะแก้อย่างไรดีคะ เสียง หรือภาพ หรือสัมผัสทางกาย ก็ไม่ได้ไปดูว่ามันเกิดหรือดับ (เคยฝึกวิปัสสนาจนสติมีกำลังและรู้ความดับของเสียง แต่รู้ไม่ทันความเกิด)
    ๒. เมื่อเราฝึกสมาธิและเจริญสติควบคู่กันไปเรื่อยๆ แล้ว จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องรู้ว่าเราจะต้องเจริญโพชฌงค์ ๗ (ต้องท่องจำความหมายอีก) หรือจะมีฌานอะไรเกิดขึ้นบ้าง ฯลฯ เราจะฝึกสมาธิและเจริญสติโดยไม่รู้ความหมายของคำต่างๆ เหล่านี้ได้หรือไม่ ขอบคุณค่ะ

วิโมกข์:

     ขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ได้ร่วมวงสนทนาธรรม และขอตอบคำถามของคุณ Thesky ดังนี้
     ข้อที่ ๑ ลักษณะอาการเฉยๆ ดังกล่าวนั้นต่างกับการวางเฉยด้วยอุเบกขา วางเฉยด้วยอุเบกขานั้นจะมีสติสัมปชัญญะคือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปในภายในอันสมบูรณ์ และผู้ปฏิบัติผู้ถึงพร้อมด้วยการวางเฉยด้วยอุเบกขา จะมีภาวะของจิตที่ว่าง อันเกิดจากการวางจิตเป็นกลางๆ และตื่นรู้ด้วยสติ (สุญญตาหรือจิตว่างตามหลักพระพุทธศาสนา) ไม่เผลอไปยึดติดในสิ่งที่ตนกำลังบริกรรมหรือกำหนด คือกำหนดรู้ในกาย ก็ไม่ติดในกาย… เวทนา จิต และธรรม ก็เช่นกัน ภาวะที่จิตเป็นอุเบกขาอันเกิดจากการวางจิตเป็นกลางๆ นี้จะถึงพร้อมด้วยสติ ซึ่งสามารถระลึกรู้ความเป็นไปในกาย เวทนา จิต และธรรม ไปในลักษณะเห็นทั่วถึงหรือเห็นแบบ ๓๖๐ องศา คือเห็นรอบด้านทั้งลักษณะ อาการ และความสัมพันธ์ของธรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน การที่เห็นได้ดังนี้เพราะผู้ปฏิบัติฉลาดในอุบายที่ไม่ยึดติดในสิ่งที่กำหนดรู้ โดยถอยมาคุมเชิงอยู่ห่างๆ หรือยกจิตอยู่เหนือ กาย เวทนา จิต และธรรมนั้น อันทำให้เกิดภาวะจิตเป็นกลางๆ วางเฉยในสิ่งที่รู้ที่เห็นด้วยอุเบกขา อันนี้เป็นการวางเฉยจากสิ่งที่รู้เห็น วางเฉยได้เพราะถึงพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ อันเป็นตัวปัญญาทำให้เกิดความคลายกำหนัดและรู้จักละวางในสิ่งทั้งปวง ซึ่งต่างกับการเฉยของผู้ปฏิบัติหลายท่านที่เฉยๆ แบบไม่รู้ไม่เห็น คือเฉยๆ ทั้งที่ยังไม่รู้ไม่เห็น เฉยแบบนี้ไม่มีปัญญา เพราะเฉยๆ ทั้งที่ยังไม่รู้ไม่เห็น อาการเฉยเช่นนี้เป็นลักษณะของการทำจิตให้นิ่งโดยไม่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม คือสติอ่อนนั่นเอง เพราะนิ่งอย่างเดียวด้วย การข่มด้วยสมาธิ แต่กำลังของสติไม่เพียงพอ ใจผู้รู้ไปอยู่ภายใต้อำนาจของภาวะความนิ่ง เพราะกำลังสติที่จะรู้ตัวทั่วถึงไม่มีหรือมีไม่เพียงพอที่จะเป็นกำลังให้ใจผู้รู้อยู่เหนือความนิ่ง หรือถ้าหากกำลังสติอ่อนมากๆ ใจผู้รู้อาจจะตกภวังค์ ไม่รับรู้อะไรเลย ไม่มีความรู้ตัวทั่วถึงที่เป็นไปในภายในของความสงบนิ่งนั้น อันนี้ก็จะเกิดอาการเฉยๆ แบบลืมตัว คือขาดสติไปเลย อันนี้จะสังเกตได้จากร่างกายภายนอกโงกไปมาหรือม้วนตัวไปเลย โดยที่ผู้ปฏิบัติบางครั้งรู้สึกว่างๆ เฉยๆ ไม่รู้สึกตัว และไม่รู้ตัวว่าตัวเองม้วนตัวไปในลักษณะอาการต่างๆ (ตกภวังค์นี้หนักกว่าง่วง ความง่วงนี้สัปหงกบ้าง ยังพอรู้ตัวว่าสัปหงก แต่ตกภวังค์นี้ เงียบหายไปจากโลกนี้เลย ตื่นอีกทีก็ตอนเลิกนั่งสมาธิและยังเข้าใจผิดอีกว่าจิตของตนพบกับความสงบในสมาธิ)
     แต่ลักษณะความเฉยๆ ตามที่คุณ Thesky เล่าให้ฟังนั้น น่าจะเป็นอาการเฉยเพราะเคยชินกับการดูจิตตรงๆ โดยไม่มีอุบายในการดูจิตแบบคุมเชิงถอยห่างมานิดหนึ่ง คือยกสติให้อยู่เหนือจิตนั้น การดูตรงๆ จะทำให้เผลอเข้าไปอยู่กับความนิ่ง ปกติความนิ่งเป็นสิ่งที่ดีถ้าถึงพร้อมด้วยสติ แต่อันนี้กำลังสติไม่พอ เลยเผลอเข้าไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของความนิ่ง และลืมตัวเกิดอาการเฉยๆ ดังกล่าว
     วิธีแก้คือ การเข้าสมาธิ ต้องเข้าไปพร้อมกับความรู้สึกตัวทั่วพร้อม โดยอาศัยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมภายนอกทั่วสรรพางค์กายนี้ แล้วค่อยๆ เข้าไปสู่ความสงบโดยให้สติและสมาธิเสมอกัน แล้วค่อยๆ ปรับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในภายนอกทั่วสรรพางค์กาย เข้าไปสู่ความรู้สึกตัวทั่วถึงภายใน ขณะเดียวกัน ควรแก้วิธีการดูจิต ให้ดูจิตแบบคุมเชิงอยู่ห่างๆ มีสติอยู่เหนือความเป็นไปของจิต หรือแก้ไขโดยฝึกวางจิตเป็นกลางๆ ไม่ดูหรือจดจ่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเดียว แต่ให้ฝึกดูแบบองค์รวม เห็นทั่วถึงทั่วทุกทวาร อันนี้จะทำให้สติมีพละกำลังมาก และขณะเดียวกันให้ฝึกการเจริญสติในสัมปชัญญะ คือ ระลึกรู้อยู่ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเสมอๆ เป็นการเรียกความรู้สึกตัวบ่อยๆ อันนี้จะฝึกให้สติว่องไวและละเอียดมากขึ้น
     ข้อที่ ๒ การฝึกสมาธิและเจริญสตินั้น เราไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรู้ว่าเราจะเจริญโพชฌงค์ ๗ หรือต้องท่องจำความหมายเอาไว้ก่อน ขอแต่เพียงให้เจริญสมาธิและสติให้ควบคู่กันไปเรื่อยๆ วางจิตให้เป็นกลางๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ แม้แต่ในอารมณ์ของสมาธิหรือฌานนั้นๆ เมื่อเราเจริญสมาธิและสติให้ควบคู่กันไปด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปทั้งภายในและภายนอกทั่วสรรพางค์กาย ก็ถือว่าเราได้เริ่มต้นเจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว เพราะในโพชฌงค์ ๗ ข้อแรกก็คือ สติสัมโพชฌงค์ อันเกิดจากการทำกิจกรรมหรือการงานใดๆ ก็ตาม ด้วยสติและความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ

พัลวัน:

     ผมมีประเด็นที่ทำให้สงสัยคือ เหตุไฉนจึงต้อง "ประคองสติ" ด้วยคือแทนที่จะ "ประคองสติ" อยู่ แต่ย้อนกลับมารู้ "จิต" ด้วยความรู้ตัว ดีกว่าไหมครับ หากประคองสติได้เป็นระยะเวลานานๆ อาจไม่เห็นความเป็น "อนัตตา" ของสติ อาจไม่เห็น "ความเกิดดับ" ของสติ แต่จะเห็นว่าสตินั้นอยู่ในอำนาจ บังคับเอาได้ (คือประคองไว้ได้) แต่หากย้อนกลับมารู้ "จิต" จะได้เห็นความเป็นอนัตตาของจิต เห็นความเป็นทุกข์ของจิต เห็นความไม่เที่ยงของจิต ก็สามารถละความยึดถือในจิตว่าเป็นเรา เป็นตัวตนของเราได้ ผมออกความเห็นในฐานะของปุถุชนที่มีประสบการณ์น้อยเท่านั้นครับ อาจผิดถูกได้ แต่หากเห็นว่ามีค่า ก็ขอให้พิจารณาเอาครับ

วิโมกข์:

     การวางใจให้เป็นกลางๆ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นนั้น จำเป็นต้องอาศัยการประคองสติต่อเนื่อง หรือพูดอีกนัยหนึ่ง การประคองสติต่อเนื่องจะทำให้ใจเป็นอุเบกขาและเกิดภาวะใจที่เป็นกลางๆ ดังกล่าว ใจ(ผู้รู้) ที่เป็นกลางๆ นี้ จะเห็นกาย เวทนา จิต ธรรม ไปแบบรู้ทั่วถึง รู้รอบด้าน คือทั้งรู้และเห็นกาย เวทนา จิต ธรรม ไปพร้อมๆ กัน และด้วยการประคองสติอีกเช่นกัน ก็จะทำให้ใจ (ผู้รู้) ไม่เข้าไปยึดติดกับสภาวะในสิ่งที่รู้และเห็นนั้น และด้วยการประคองสติต่อเนื่องนั้น ในที่สุดสติจะมีกำลังเพียงพอที่จะกำหนดละในสิ่งที่รู้และสิ่งที่เห็นด้วย ฉะนั้น การกำหนดสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นนั้นเปรียบเสมือนชั้นประถม การกำหนดละในสิ่งที่รู้และสิ่งที่เห็นนั้นเปรียบเสมือนชั้นมัธยม และการกำหนดละในสิ่งที่รู้และสิ่งที่เห็นนั้นอยู่เสมอๆ และอยู่เนืองๆ ตลอดทั้งวันนั้นเปรียบเสมือนชั้นอุดมศึกษา นี่คือทางไปสู่ความหลุดพ้น โดยอาศัยการประคองสติกำหนดรู้และกำหนดละในอกุศลธรรมทั้งหลาย และเมื่อถึงซึ่งความหลุดพ้นหรือวิมุตติแล้ว ก็ค่อยพึงละกุศลธรรมทั้งหลาย อันรวมถึงสติด้วยในภายหลัง
     ส่วนการกลับมารู้จิตด้วยความรู้ตัวตามที่คุณพัลวันเสนอแนะมานั้น ก็พึงกระทำเช่นกัน แต่ต้องดูจิตด้วยใจ (ผู้รู้) ที่เป็นกลางๆ การดูจิตด้วยใจผู้รู้ที่เป็นกลางๆ ในที่สุดก็จะเห็นกาย เวทนา และธรรมด้วย และเช่นเดียวกัน การดูกายด้วยใจผู้รู้ที่เป็นกลางๆ ในที่สุดก็จะเห็น เวทนา จิต และธรรมด้วย ยกเว้นแต่การกลับมาดูจิต ด้วยใจผู้รู้ที่ถูกปรุงแต่งด้วยสังขาร คือขาดความเป็นกลางๆ เพราะเผลอสติหรือประคองสติไม่ต่อเนื่อง อันนี้ก็จะเห็นจิตเหมือนกัน แต่ขณะเดียวกัน ก็เผลอไปยึดติดในสิ่งที่เห็นนั้น ทำให้ไม่เห็นธรรม เมื่อไม่เห็นธรรม ใจก็เลยไม่มีกำลังพอที่จะกำหนดละวางในสิ่งที่เห็นหรือสิ่งที่กำลังพิจารณานั้น
     การดูจิตตรงๆ ก็เช่นเดียวกัน พึงดูในลักษณะคุมเชิงถอยห่างด้วยใจที่เป็นกลางๆ ประคองด้วยสติต่อเนื่อง ใจ (ผู้รู้) ก็จะรู้เห็นจิตอย่างทั่วถึงจนเห็นธรรม คือความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และสามารถกำหนดละวางได้ในที่สุด อนึ่ง การกำหนดละวางได้ด้วยการดูจิตในขณะนั่งสมาธิเท่านั้นไม่เพียงพอที่จะตัดหรือทำลายอนุสัยกิเลส ผู้ปฏิบัติจึงพึงกำหนดใจผู้รู้ให้เป็นกลางๆ ด้วยความรู้ตัวทั่วถึง โดยการประคองรักษาสติต่อเนื่อง สติจะมีกำลังพอที่จะน้อมเอาสุญญตาเข้ามาในจิตใจได้เสมอในขณะที่รู้และเห็นนั้น และสามารถกำหนดละวางได้ตลอดทั้งวันในที่สุด เป็นสุญญตวิโมกข์ คือหลุดพ้นด้วยเห็นอนัตตาหรือความไม่มีตัวตน เห็นเป็นความว่าง หมดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นๆ ในที่สุด

ความรู้ตัว:

     คุณวิโมกข์ แสดงธรรมถามตอบได้จะแจ้งจับใจจริงๆ ครับ ขอสาธุกับทุกๆ กระทู้ครับ


<< กลับไปหน้าแรก [1][2][3][4][5][6][7][8][9][10]
[11][12][13][14][15][16][17][18][19] หน้าต่อไป >>