Online ทั้งหมด : 6 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์





ปัญญาอบรมสมาธิ ไตรสิกขาสู่มรรคมีองค์ ๘ และ โพชฌงค์ ๗

วิโมกข์:

     ในมรรคมีองค์ ๘ เราจะพบว่าสัมมาสติเป็นข้อที่ ๗ และการที่จะเป็นสัมมาสติที่ควรแก่การงานในกรรมฐานเพื่อทำให้สิ้นซึ่งอาสวะได้นั้น ต้องเดินเข้ามรรค ๘ ให้ถูกต้อง เบื้องต้นของผู้เริ่มปฏิบัติกรรมฐาน คือต้องให้ถึงพร้อม ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา แต่เมื่อพอมาถึงจุดหนึ่ง เมื่อผู้ปฏิบัติฝึกจนสามารถรักษาความตื่นรู้ของจิต ความเป็นกลาง และความสงบของจิตได้ในระดับหนึ่งแล้ว ผู้ปฏิบัติต้องเดินเข้ามรรค ๘ คือ เริ่มทบทวนใคร่ครวญเริ่มตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ ผู้ปฏิบัติจะเอาแต่นั่งภาวนา โดยละทิ้งการดำเนินชีวิตประจำวันด้วยมรรคมีองค์ ๘ ไม่ได้ เพราะวันหนึ่งเราอาจจะเจริญภาวนาเพียง ๑-๒ ชั่วโมง แต่อีก ๒๒ ชั่วโมง เราปล่อยจิต ปล่อยใจ ให้ลืมตัว ลุ่มหลง ในสิ่งสมมติในทางโลก แล้วเกิดความสุข-ทุกข์ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อันนี้ให้นั่งภาวนาเท่าไร กี่ปี หรือทั้งชาติก็ไม่อาจเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติได้ สมาธิที่บำเพ็ญก็จะเป็นเพียงแค่โลกียสมาธิ หรือฌานที่บำเพ็ญก็จะเป็นเพียงแค่โลกียฌาน
     ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติที่เอาจริงเอาจังเพื่อความหลุดพ้น จะต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตใหม่ คือให้เข้าสู่มรรคมีองค์ ๘ ประคองและเพียรให้มากเท่าที่จะทำได้ เริ่มต้นต้องกลับมาที่มรรคข้อที่ ๑ คือสัมมาทิฏฐิ โดยจะต้องหมั่นพิจารณาเนืองๆ ถึงสิ่งที่เข้ามากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าทุกอย่างนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน แล้วน้อมเข้ามาสู่ใจเราอยู่เนืองๆ ในทางปฏิบัติเราอาจจะพิจารณาความไม่เที่ยงอย่างเดียวก็ได้ เพราะพอจิตเห็นความไม่เที่ยงจริงๆ จิตจะเห็นความทุกข์ ความไม่มีตัวตน โดยอัตโนมัติ การพิจารณาความไม่เที่ยงอยู่เนืองๆ นี้ให้พิจารณาด้วยใจที่สงบ มีสติ และด้วยใจที่ตื่นรู้ และเป็นกลางๆ จะทำให้ใจของผู้ปฏิบัติเห็นความไม่เที่ยงจริงๆ ความคิดบางครั้งถ้าคิดในเรื่องไร้สาระก็จะเป็นโทษ แต่เมื่อเราถึงพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ จนเราสามารถรู้จักปล่อยวางความคิดได้ จากนั้นผู้ปฏิบัติต้องฉลาดในการบริหารความคิด คือเมื่อสามารถปล่อยวางความคิดหรือไม่คิดได้ ต่อไปควรฝึกให้รู้จักใช้ความคิด ให้รู้จักคิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นอรรถเป็นธรรม คือบริหารความคิดให้เป็นระบบ หรือสั่งความคิดได้ ให้คิดแต่เรื่องที่เป็นอรรถเป็นธรรม อันนี้ความคิดจะปรุงแต่งไปในทางที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ขอแนะนำว่า เราอาจจะคิดถึงแต่ว่า ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง ทุกอย่างไม่เที่ยง อย่างเดียวก็ได้ ขณะเดียวกันให้สืบสาวหาเหตุผลด้วยโยนิโสมนสิการว่าที่ไม่เที่ยงนั้นเป็นอย่างไร เพราะเหตุปัจจัยอะไรจึงส่งผลเป็นเช่นนั้นและเปลี่ยนแปลงไปเปลี่ยนแปลงมา หาความคงที่แน่นอนไม่ได้
     ผู้ปฏิบัติตามแนวหลวงพ่อเทียนนั้นจะเข้าใจดีว่าให้เจริญสติอยู่กับความเคลื่อนไหวเสมอ และความเคลื่อนไหวในที่นี้ ก็ไม่ใช่เพียงแค่ตามรู้อิริยาบถที่เคลื่อนไหวอย่างเดียว แต่ให้ใช้อุบายตามรู้ความเคลื่อนไหวหรือความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งที่เข้ามากระทบทางอายตนะ ให้ระวังขณะที่อายตนะภายนอกและภายในกระทบกัน จนเกิดวิญญาณทั้ง ๖ เป็นผัสสะ ต้องระวังวิญญาณทั้ง ๖ ให้ดี คือระวังการสัมผัสรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะทุกวันนี้ที่เราวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ ก็เพราะเราตกอยู่ในอำนาจของวิญญาณทั้ง ๖ ที่ปรุงแต่งต่อเนื่องไปด้วยอวิชชา และเราไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ ที่มากระทบนั้น ว่าเป็นตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา ของเรา ของเขา เมื่อเราหมั่นฝึกสติให้ไวต่อการรับรู้สัมผัสและด้วยสัมปชัญญะความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ไม่ให้วิญญาณทั้ง ๖ ดึงจิตใจเราให้ส่งออกนอกไปกับสิ่งที่มากระทบ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือ ธรรมารมณ์ แต่พึงรักษาใจให้อยู่ในกาย ตามรู้กาย เวทนา จิต ธรรม ที่เป็นไปภายในกาย อันเป็นการเจริญกายคตาสติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป คือมีสติสัมปชัญญะควบคุมจิตใจของเราไม่ให้อยู่ภายใต้อิทธิพลของวิญญาณทั้ง ๖ เช่น เห็นรูปสวย เกิดพอใจ ดึงจิต ดึงใจ และในที่สุดก็ดึงกายเราให้ไปเที่ยวตามกิเลสตัณหาหลงเพลิดเพลินในรูปนั้น เป็นต้น ข้อควรทราบคือความไม่ประมาทเท่านั้นเป็นองค์ธรรมที่จะรักษากายคตาสติไว้ได้ ให้เราตั้งสติอยู่ด้วยความไม่ประมาท หมั่นระลึกถึงความไม่เที่ยง ของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ อยู่เนืองๆ เมื่อนั้นจิตของเราจะเป็นอิสระและจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง เป็นไปตามหลักไตรลักษณ์ หรือ ปฏิจจสมุปบาทธรรม
     เมื่อเกิดความเห็นชอบหรือสัมมาทิฎฐิ ความดำริชอบหรือสัมมาสังกัปปะก็จะตามมา คือดำริที่จะออกจากกาม หรือถ้ายังอยู่ในทางโลก ก็จะดำริที่จะไม่ให้ตนเองตกไปสู่อบายมุข เมื่อเกิดความดำริชอบ เจรจาชอบก็จะตามมา คือเจรจาด้วยอรรถด้วยธรรมที่เป็นสาระมีประโยชน์ เมื่อเจรจาชอบ การกระทำชอบก็จะตามมา เมื่อการกระทำชอบ อาชีพที่ชอบก็จะตามมา คือไม่ประกอบมิจฉาชีพ ๕ ประการ คือค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ ค้าสัตว์ ค้าของมึนเมา และค้ายาพิษ จากนั้นก็จะเกิดความเพียรชอบ เช่นสัมมัปปธาน ๔ คือ เพียรระวังบาปอกุศล กำจัดบาปอกุศล เพียรเจริญกุศล และเพียรรักษากุศล จนเกิดเป็นปาริสุทธิศีล ๔ คือ ความบริสุทธิ์ ๔ อย่างได้แก่ มีศีลบริสุทธิ์ อินทรีย์บริสุทธิ์ คือสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อาชีพบริสุทธิ์ และปัจจัยบริสุทธิ์ คือพิจารณาสิ่งของปัจจัยต่างๆ ก่อนใช้สอย เมื่อเกิดความเพียรชอบ ก็จะเกิดความระลึกชอบ คือ มีสติ ละเอียด รอบคอบ จนเกิดเป็นสตินทรีย์ และสติสัมโพชฌงค์ เป็นสัมมาสติในที่สุด และสุดท้ายก็จะเกิดสัมมาสมาธิอันเป็นผลของสัมมาสติ ไม่ใช่สมาธิหรือฌานแบบยึดติด เป็นตัวตน และหลงตน
     การปฏิบัติเข้าสู่มรรคอยู่เนืองๆ ในชีวิตประจำวันดังกล่าว จะทำให้การปฏิบัติภาวนาของเราเจริญก้าวหน้า อาทิ การเจริญสัมมาทิฏฐิอยู่เนืองๆ ก็จะทำให้สัญญาหรือความจำได้หมายรู้ สร้างข้อมูลสัญญาใหม่ที่เนื่องด้วยสัมมาทิฏฐิ อาทิ พิจารณาเห็นไตรลักษณ์อยู่เนืองๆ เมื่อเพียรเจริญมรรค ๘ อยู่เนืองๆ เช่นนี้ พอจิตสงบแน่วแน่ จิตจะสามารถปริวรรตตนเองขึ้นสู่การพิจารณาธรรมได้โดยอัตโนมัติ หรือมีธรรมผุดขึ้นในใจขณะปฏิบัติภาวนานั้น หรือหากผู้ปฏิบัติจะยกจิตขึ้นสู่การพิจารณาธรรม ด้วยการนึกคิดพิจารณาใคร่ครวญในธรรมอันเป็นธัมมวิจยะ ก็จะแทงตลอดในธรรมได้โดยง่าย หรืออย่างน้อยโสดาบันก็จะเป็นผลที่เกิดขึ้นได้ไม่เนิ่นนานนัก เพราะเมื่อมีมรรคก็ย่อมมีผลคือโสดาปัตติผล จนถึงอรหัตผลในที่สุด
     การที่ผู้ปฏิบัติจะถึงพร้อมด้วยมรรคมีองค์ ๘ ได้นั้น ผู้ปฏิบัติก็ต้องเจริญโพชฌงค์ ๗ ควบคู่กันไปเพื่อให้เกิดมัคคสมังคี การเจริญโพชฌงค์ ๗ นั้นถือเป็นองค์ตรัสรู้ และมีความสำคัญมาก ดังพุทธพจน์ที่ตรัสว่าโพชฌงค์ ๗ ทำให้ซึ่งถึงวิมุตติความหลุดพ้น วันนี้ผมขอนำคำถามคำตอบเรื่องโพชฌงค์ ๗ ในมิลินทปัญหา เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกท่านได้ศึกษาและปฏิบัติต่อไป ดังนี้
     มิลินทปัญหา วรรคที่ ๗ ปัญหาที่ ๘ ถามเรื่องโพชฌงค์ ๗
     พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน องค์คุณอันเป็นเหตุให้ตรัสรู้ พระอริยมรรคอริยผลมีเท่าไร?
     พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร มี ๗ (๑. สติ ความระลึกได้ ๒. ธัมมวิจยะ ความสอดส่องธรรม ๓. วิริยะ ความเพียร ๔. ปีติ ความอิ่มใจ ๕. ปัสสัทธิ ความสงบใจและอารมณ์ ๖. สมาธิ ความตั้งใจมั่น ๗. อุเบกขา ความวางเฉย)
     พระเจ้ามิลินท์ : ก็พระพุทธเจ้าเล่า พระองค์ได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณด้วยองค์คุณทั้ง ๗ นั้น หรือว่าเฉพาะแต่องค์ใดองค์หนึ่ง
     พระนาคเสน : ถ้าว่าเฉพาะองค์ที่สำคัญ ก็องค์เดียวเท่านั้นคือ ธัมมวิจยะ ความสอดส่องธรรม
     พระเจ้ามิลินท์ : ก็ถ้าเป็นเช่นนั้น ไฉนเธอจึงว่ามีถึง ๗ เล่า
     พระนาคเสน : ขอถวายพระพร ดาบเมื่อยังไม่ได้ถอดออกจากฝัก ฟันไม้ขาดหรือไม่
     พระเจ้ามิลินท์ : ฟันไม่ขาด
     พระนาคเสน : เปรียบธัมมวิจยะเหมือนตัวดาบ องค์ทั้ง ๖ นอกนั้นเหมือนฝักดาบ ก็การที่จะได้พระอริยมรรคอริยผล ต้องอาศัยธัมมวิจยะ การสอดส่องธรรมซึ่งเป็นปฏิปทาให้ก้าวไปถึงภูมิธรรมนั้นๆ เป็นผู้บั่นกิเลสที่ขวางหน้าอยู่ให้เด็ดขาดออกไป จึงจะได้มรรคผลนั้นๆ ส่วนองค์ทั้ง ๖ นั้นหาได้เป็นองค์โดยตรงสำหรับตัดกิเลสทั้งหลายไม่ เป็นแต่คอยส่งเสริมธัมมวิจยะให้คมยิ่งขึ้นเท่านั้น ขอถวายพระพร เพราะเหตุฉะนี้แล โพชฌงค์จึงมีถึง ๗
     พระเจ้ามิลินท์ : เข้าใจละเธอ

ความรู้ตัว:

     ตามความเห็นของคุณวิโมกข์ที่ว่า "สมาธิในโพชฌงค์ ๗ เป็นสมาธิที่เกิดจากปัสสัทธิ คือความสงบระงับทั้งกายและใจ อันเป็นผลมาจาก ธัมมวิจยะ คือใช้ปัญญาสอดส่องธรรม" ขอรบกวนถามว่า "ธัมมวิจยะ" มีความหมายเกี่ยวพันกับ มีวิตก มีวิจาร มีปีติ มีสุข เกิดแต่วิเวก ในปฐมญาณหรือไม่ อย่างไร? และความเหมือนหรือความต่างระหว่าง "ธัมมวิจยะ" กับ "มีวิจาร" ในปฐมญาณเป็นอย่างไร?

วิโมกข์:

     วิตก วิจาร ในปฐมฌาน... หากวิตก วิจารในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งการเพ่งล้วนๆ เพื่อให้เกิดสมาธิ เช่น เพ่งลมหายใจในหมวดกายานุปัสสนา เพ่งกสิณ เพ่งนิมิตหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง อันนี้เป็นวิตกวิจารเพื่อผลคือสมาธิล้วนๆ
     วิตก วิจาร ในปฐมฌาน... หากวิตก วิจารในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งการเพ่งด้วยปัญญา เช่น วิตก วิจาร ในอสุภกรรมฐาน ไตรลักษณ์ หรือปฏิจจสมุปบาท อันนี้จึงเป็นธัมมวิจยะ
     แต่ธัมมวิจยะในโพชฌงค์ ๗ นั้นจะยิ่งยวด ละเอียด และมีกำลังมากกว่าธัมมวิจยะในปฐมฌาน เพราะเป็นธัมมวิจยะที่สติถูกอบรมมาอย่างดียิ่ง เป็นสติสัมโพชฌงค์ แต่สติในปฐมฌานนั้นยังเป็นสติที่เพิ่งเริ่มถูกอบรม และจะถูกอบรมให้มากขึ้นในทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน โดยลำดับ ในจตุตถฌานนั้นสติจะถูกอบรมมาอย่างดียิ่ง จนเกิดอุเบกขาในจตุตถฌานนี้ อุเบกขานี้เป็นตัวชี้ถึงกำลังของสติที่ได้ถูกอบรมมาโดยลำดับ สังเกตได้ว่าในปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน ในตำราจะระบุแต่เอกัคคตาแต่ยังไม่ระบุถึงอุเบกขา ตามความเป็นจริงแล้วอุเบกขาก็เริ่มมีบ้างแล้วตั้งแต่ปฐมฌานและมีมากขึ้นในทุติยฌานและตติยฌาน แต่ยังไม่สมบูรณ์เท่ากับอุเบกขาในจตุถฌาน เพราะวิตก วิจาร ปีติ และสุข เป็นข้าศึกแก่อุเบกขา กล่าวคือเมื่อสติเริ่มมีกำลังมากขึ้นจนสามารถละวิตก วิจาร ปีติ และสุขโดยลำดับ ผลที่ตามมาโดยอัตโนมัติคืออุเบกขาก็จะถูกอบรมให้มีมากขึ้นเช่นกัน อนึ่ง มองในมุมกลับ หากอุเบกขาน้อย สติก็น้อย สติน้อย อุเบกขาก็น้อย ฉะนั้น วิตก วิจารในปฐมฌานอันเป็นการยกกรรมฐานขึ้นสู่อารมณ์และเคล้าคลอในอารมณ์กรรมฐานนั้น ยังเป็นเรื่องของการวิตก วิจาร ที่ยังติดอยู่กับการวิตก วิจาร ด้วยความคิดนึกมากกว่าการระลึกรู้ด้วยใจผู้รู้คือสติ หากเป็นธัมมวิจยะก็ได้ผลเพียงแค่จินตามยปัญญา หรือหากจะเรียกภาวนามยปัญญาก็เรียกว่าเป็นภาวนามยปัญญาอย่างอ่อนๆ แต่หากผู้ปฏิบัติเจริญภาวนาจนได้ฌานโดยมีสติเป็นตัวนำ แล้วใช้กำลังสติควบคู่กับการวิตกวิจารในองค์ฌาน อันนี้จะเริ่มเป็นภาวนามยปัญญามากขึ้น เพราะเริ่มวิตก วิจาร ใคร่ครวญในธรรมจนเข้าสู่ใจผู้รู้ได้มากขึ้น ลำพังวิตก วิจาร ด้วยกำลังสติอ่อนๆ ยากที่จะเข้าถึงจิตเข้าถึงใจผู้รู้ ดังนั้นก็ยังยากที่จะเกิดความจางคลาย ความคลายกำหนัด หรือวิราคะ และปัสสัทธิอันเป็นความสงบระงับย่อมไม่เกิด จิตก็ได้เป็นแต่เพียงเอกัคคตาจิต ได้สมาธิหรือฌาน อันเป็นความสงบแน่วแน่ที่เกิดจากการเพ่งในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ยังไม่ใช่เป็นความสงบที่เป็นความสงบระงับที่เกิดจากปัสสัทธิ อันเกิดจากการเพ่งด้วยปัญญา อุเบกขาจึงไม่เกิด หรือเกิดน้อยในปฐมฌาน
     ทีนี้เราลองมาวิเคราะห์เรื่องอุเบกขาเพื่อความเข้าใจมากขึ้น เราจะพบเหตุที่ทำให้เกิดธรรมในข้ออุเบกขาเจริญได้จากหลายกรณี เช่น อุเบกขาเกิดจากฌาน ๔ อุเบกขาเกิดจากการบำเพ็ญพรหมวิหาร ๔ เป็นต้น ฉะนั้น คำว่าอุเบกขากับเอกัคคตาในฌาน ๔ จึงมีเหตุเกิดต่างกัน คือ เอกัคคตาเกิดจากการเพ่งในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอย่างเดียว แต่อุเบกขาเกิดจากการละวาง ซึ่งเห็นได้ชัดในการเจริญพรหมวิหาร ๔ นั้น การจะเจริญเมตตา กรุณาต่อสรรพสัตว์ถ้วนหน้า โดยเฉพาะให้เป็นอัปปมัญญานั้น ผู้บำเพ็ญจะต้องละวางในเรื่องความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนอย่างมาก ยิ่งมากเท่าไร เมตตา กรุณา ก็ยิ่งเจริญมากขึ้น และอุเบกขาก็เจริญมากขึ้น จนเป็นพรหมวิหาร ๔ ที่เป็นอัปปมัญญา คือยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณแผ่ไปถึงสรรพสัตว์ทุกถ้วนหน้า
     ฉะนั้น การที่ผู้บำเพ็ญให้ได้ถึงฌาน ๔ นั้นเป้าหมายหลักก็คือให้เกิดอุเบกขา เพราะในอุเบกขานี้จะมีสติที่สมบูรณ์ เมื่อมีสติที่สมบูรณ์จึงนำไปสู่ธัมมวิจยะที่สมบูรณ์ คือเป็นธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ผู้ที่ได้ฌาน ๔ เมื่อยกจิตขึ้นสู่การเพ่งด้วยปัญญาคือใคร่ครวญสอดส่องในธรรมะก็จะเกิดความซาบซึ้งในธรรมเข้าถึงจิตเข้าถึงใจจนเกิดความคลายกำหนัดหรือวิราคะ เกิดความละวางและเกิดปัสสัทธิคือความสงบระงับในที่สุด สมาธิอันเกิดจากปัสสัทธิก็จะเป็นสมาธิสัมโพชฌงค์และเกิดอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันยิ่งใหญ่กว่าอุเบกขาในฌาน ๔ มาก เพราะอุเบกขาในฌาน ๔ นั้นเกิดจากการละ วิตก วิจาร ปีติ และสุข อันเป็นเหตุให้จิตควรแก่การงานพิจารณาในธรรม และเมื่อยกจิตขึ้นสู่การพิจารณาสอดส่องในธรรมเป็นธัมมวิจยะก็จะเกิดเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันเป็นอุเบกขาที่เกิดจากความแจ่มแจ้งในธรรม ความคลายกำหนัด และความสงบระงับอย่างแท้จริง ฉะนั้นไม่เพียงแต่ธัมมวิจยะในโพชฌงค์ ๗ จะแตกต่างจากวิตก วิจารในปฐมฌานแล้ว แม้ที่สุดอุเบกขาในโพชฌงค์ ๗ ก็ยิ่งใหญ่กว่าอุเบกขาในจตุตถฌานดังที่ได้อธิบายมาข้างต้น

ความรู้ตัว:

คุณวิโมกข์พิจารณาเห็นได้ละเอียดอย่างยิ่ง และเมื่ออ่านไปพิจารณาตามไป... ทั้งลาด... ทั้งลุ่ม... ทั้งลึก... ความรู้ภาคปฏิบัตินี้จึงเป็นเหมือนแสงสว่างในทางแคบครับ


<< กลับไปหน้าแรก [1][2][3][4][5][6][7][8][9][10]
[11][12][13][14][15][16][17][18][19] หน้าต่อไป >>