Online ทั้งหมด : 4 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์





ตัววัดความก้าวหน้าในการเจริญภาวนานั้น ต้องวัดกันในชีวิตประจำวัน

วิโมกข์:

     ผู้ปฏิบัติกรรมฐานจะเป็นฝ่ายสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐานก็ดี พอถึงจุดหนึ่ง ท่านลองสังเกตดูภายในใจของท่านว่าความโลภ ความโกรธ ความหลงเท่าเดิมหรือน้อยลง หากน้อยลง ก็ต้องดูต่อมาว่าน้อยลงในลักษณะที่พร้อมที่จะประทุได้ทุกโอกาส (อันเป็นการแฝง อำพรางตัว ในลักษณะที่ข่มเอาไว้ด้วยสมาธิ เหตุเพราะผู้ปฏิบัติยังไม่สามารถกวาดทิ้งไปได้) ฉะนั้น เมื่อนักปฏิบัติได้ทบทวนการปฏิบัติดู และหากพบว่าในชีวิตประจำวัน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ได้น้อยลงในลักษณะที่ถูกกวาดทิ้งไป (เพราะน้อยลงในลักษณะแฝงอำพรางตัวดังกล่าว) ผู้ปฏิบัติพึงทบทวนโดยใช้มรรคมีองค์ ๘ และหมั่นเจริญมรรค ๘ ในชีวิตประจำวันให้ยิ่งๆ ขึ้นไป หมั่นพิจารณาทบทวนการปฏิบัติในมรรค ๘ อยู่เนืองๆ จนเกิดสัมมาทิฏฐิ... สัมมาสติ และสัมมาสมาธิในที่สุด

ชคสักก์:

     ขอบพระคุณคุณวิโมกข์มากครับ ผมลองปฏิบัติดูแล้ว ได้ผลดีมาก เมื่อก่อนผมเกร็งมากเวลานั่งสมาธิ ตอนนี้ไม่เกร็งแล้วครับ วันนี้ผมอยากถามว่าแล้วผมจะประเมินตัวเองอย่างไรครับ ผมอ่านจากหนังสือของคุณดังตฤณเรื่อง ๗ เดือนบรรลุธรรม ในหนังสือบอกให้ใช้โพชฌงค์เป็นตัววัด คือเริ่มจากสำรวจตัวเองว่ามีสติหรือยัง รู้ลมหายใจไหม ขั้นต่อไปคือดูว่ามีธัมมวิจยะตอนนั่งสมาธิไหม ต่อมาคือสำรวจว่ามีวิริยะหรือเปล่า ผมก็คิดว่าผมผ่านหมดครับ คราวนี้พอถึงขั้น ๔ ธรรมปีติ ซึ่งเป็นปีติสุขจากความสงบ ตรงนี้เป็นอย่างไรหรือครับ ในหนังสือบอกว่าเป็นสุขที่เลิศล้ำกว่าเพศรสใดๆ คือผมก็รู้สึกสบายนะครับเวลานั่งตามที่คุณวิโมกข์แนะนำ แต่ผมไม่รู้สึกสุขถึงขั้นที่เรียกว่าเลิศล้ำกว่าเพศรสใดๆ อันนี้ต้องขออภัยด้วยนะครับ ไม่ได้มีเจตนาเอาเรื่องกามารมณ์มาเปรียบกับการนั่งสมาธิ หรือมุ่งหวังที่จะเสพสุขจากสมาธิแต่อย่างใด แต่อยากทราบว่าตัวเองปฏิบัติถูกหรือเปล่า เดินมาถูกทางไหม จะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้เราปฏิบัติถูกหรือผิด ขอบคุณล่วงหน้าครับ

วิโมกข์:

     อนุโมทนายินดีในความก้าวหน้าการปฏิบัติของคุณชคสักก์ ตัววัดความก้าวหน้าในการเจริญภาวนานั้น ต้องวัดกันในชีวิตประจำวัน เพราะการฝึกนั่งวันละครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงนั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้เราเดินเข้าสู่มรรคได้ ตัววัดที่สำคัญในชีวิตประจำวัน ก็คือการสามารถประคองรักษาความเป็นกลางๆ ของจิตได้มากน้อยแค่ไหนในชีวิตประจำวัน เพราะถ้าจะเอาแบบ ๗ เดือนบรรลุธรรมดังที่คุณดังตฤณแนะนำไว้ คุณชคสักก์ต้องหมั่นปฏิบัติตลอดเวลาในชีวิตประจำวันดัวย ปฏิบัติอย่างไร? ก็ต้องเจริญกายคตาสติตลอดเวลา และต้องใช้ปัญญาอบรมสมาธิด้วย หมั่นอบรมจิตให้มากทุกๆ ขณะในชีวิตประจำวัน ขอให้คุณชคสักก์เรียนรู้เรื่องสติว่ามีอาการอย่างไร? จะพัฒนาอย่างไร? และการรักษาความเป็นกลางๆ ของจิตทำอย่างไร? รวมทั้งการรู้จักประสานลมหายใจเข้ากับการดำเนินชีวิตในชีวิตประจำ ศึกษาแล้วค่อยๆ ทดลองปฏิบัติดู คุณชคสักก์จะพบความสุขอันประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป แล้วจะร้องอ๋อเองครับ

Kamo:

     จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นสัมมาทิฏฐิทางธรรมและสัมมาทิฏฐิทางธรรมกับสัมมาทิฏฐิทางโลกนั้นต่างกันไหม

วิโมกข์:

     คำว่าสัมมาทิฏฐิในทางธรรม คือเห็นทุกอย่างตามสภาพความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน และทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการเหตุปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาท จนเราเกิดปัญญารู้เท่าทัน เห็นอริยสัจ ๔ คือ เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค และเดินเข้าสู่อริยมรรค ๘ ประการไปโดยลำดับ ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติเมื่อรักษาศีล ๕ และฝึกสมาธิมาดีแล้ว หากต้องการถึงซึ่งความหลุดพ้นก็ต้องใช้ปัญญาอบรมสมาธิ คือเดินเข้ามรรค ๘ อันเป็นการเจริญปัญญา ศีล สมาธิ ปรับปัญญาให้เป็นสัมมาทิฏฐิ และเกิดสัมมาสติและสัมมาสมาธิโดยลำดับ พึงสังเกตว่าเมื่อมาถึงตรงนี้จะต่างจากครั้งแรกที่เราเริ่มปฏิบัติ เพราะตอนนั้นเราเจริญศีล สมาธิ ปัญญา
     คำว่าสัมมาทิฏฐิในทางโลกนั้น ขอให้พึงพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสม อาทิ คำว่าสุญญตา อันนี้เป็นโลกุตตระ แต่ถ้าเราจะสอนสุญญตาให้กับเด็กๆ เราก็ปรับหลักธรรมลงมาให้เหมาะสม คือสอนในเรื่องของความเมตตา กรุณา เป็นต้น คือสอนให้เด็กมีความเมตตากรุณา เพราะความเมตตากรุณานั้นเป็นธรรมเบื้องต้น เมื่อเจริญให้มากๆ แล้ว ก็จะเข้าสู่สุญญตาได้เช่นกัน เพราะคนที่จะมีความเมตตาโดยเฉพาะเป็นอัปปมัญญาคือเมตตาโดยไม่มีประมาณนั้น แสดงว่าจิตของผู้นั้นจะต้องมีความละวางในเรื่องตัวตนและไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ

ผองธรรม ผองไทย:

     เมื่อ "ทุกข์เวทนา" มาเยือน "สติ" ก็มักจะถูกเรียกมาใช้งาน แต่พอเมื่อ "สุขเวทนา" มาเยือน "สติ" ก็มักจะถูกหลงลืมไปชั่วขณะ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว "สติ" สมควรที่จะถูกใช้อยู่อย่างสม่ำเสมอ "ความดี" ต้องมีที่อาศัย "ความไม่ดี" ก็ต้องมีที่อาศัย อาศัยอะไร? อาศัยรูปหนึ่งนามหนึ่งนี้ ก็รูปหนึ่งนามหนึ่งนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่เป็นตัวตน ควรแล้วที่จะเป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด สาธุ อนุโมทนาครับ


<< กลับไปหน้าแรก [1][2][3][4][5][6][7][8][9][10]
[11][12][13][14][15][16][17][18][19] หน้าต่อไป >>