| วิโมกข์:
ผู้ปฏิบัติกรรมฐานจะเป็นฝ่ายสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐานก็ดี
พอถึงจุดหนึ่ง ท่านลองสังเกตดูภายในใจของท่านว่าความโลภ ความโกรธ
ความหลงเท่าเดิมหรือน้อยลง หากน้อยลง ก็ต้องดูต่อมาว่าน้อยลงในลักษณะที่พร้อมที่จะประทุได้ทุกโอกาส
(อันเป็นการแฝง อำพรางตัว ในลักษณะที่ข่มเอาไว้ด้วยสมาธิ
เหตุเพราะผู้ปฏิบัติยังไม่สามารถกวาดทิ้งไปได้) ฉะนั้น เมื่อนักปฏิบัติได้ทบทวนการปฏิบัติดู
และหากพบว่าในชีวิตประจำวัน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ได้น้อยลงในลักษณะที่ถูกกวาดทิ้งไป
(เพราะน้อยลงในลักษณะแฝงอำพรางตัวดังกล่าว)
ผู้ปฏิบัติพึงทบทวนโดยใช้มรรคมีองค์ ๘ และหมั่นเจริญมรรค
๘ ในชีวิตประจำวันให้ยิ่งๆ ขึ้นไป หมั่นพิจารณาทบทวนการปฏิบัติในมรรค
๘ อยู่เนืองๆ จนเกิดสัมมาทิฏฐิ... สัมมาสติ
และสัมมาสมาธิในที่สุด
|
| ชคสักก์:
ขอบพระคุณคุณวิโมกข์มากครับ
ผมลองปฏิบัติดูแล้ว ได้ผลดีมาก เมื่อก่อนผมเกร็งมากเวลานั่งสมาธิ
ตอนนี้ไม่เกร็งแล้วครับ วันนี้ผมอยากถามว่าแล้วผมจะประเมินตัวเองอย่างไรครับ
ผมอ่านจากหนังสือของคุณดังตฤณเรื่อง ๗ เดือนบรรลุธรรม ในหนังสือบอกให้ใช้โพชฌงค์เป็นตัววัด
คือเริ่มจากสำรวจตัวเองว่ามีสติหรือยัง รู้ลมหายใจไหม ขั้นต่อไปคือดูว่ามีธัมมวิจยะตอนนั่งสมาธิไหม
ต่อมาคือสำรวจว่ามีวิริยะหรือเปล่า ผมก็คิดว่าผมผ่านหมดครับ คราวนี้พอถึงขั้น
๔ ธรรมปีติ ซึ่งเป็นปีติสุขจากความสงบ ตรงนี้เป็นอย่างไรหรือครับ
ในหนังสือบอกว่าเป็นสุขที่เลิศล้ำกว่าเพศรสใดๆ คือผมก็รู้สึกสบายนะครับเวลานั่งตามที่คุณวิโมกข์แนะนำ
แต่ผมไม่รู้สึกสุขถึงขั้นที่เรียกว่าเลิศล้ำกว่าเพศรสใดๆ อันนี้ต้องขออภัยด้วยนะครับ
ไม่ได้มีเจตนาเอาเรื่องกามารมณ์มาเปรียบกับการนั่งสมาธิ หรือมุ่งหวังที่จะเสพสุขจากสมาธิแต่อย่างใด
แต่อยากทราบว่าตัวเองปฏิบัติถูกหรือเปล่า เดินมาถูกทางไหม จะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้เราปฏิบัติถูกหรือผิด
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
|
| วิโมกข์:
อนุโมทนายินดีในความก้าวหน้าการปฏิบัติของคุณชคสักก์
ตัววัดความก้าวหน้าในการเจริญภาวนานั้น ต้องวัดกันในชีวิตประจำวัน
เพราะการฝึกนั่งวันละครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงนั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้เราเดินเข้าสู่มรรคได้
ตัววัดที่สำคัญในชีวิตประจำวัน ก็คือการสามารถประคองรักษาความเป็นกลางๆ
ของจิตได้มากน้อยแค่ไหนในชีวิตประจำวัน เพราะถ้าจะเอาแบบ ๗ เดือนบรรลุธรรมดังที่คุณดังตฤณแนะนำไว้
คุณชคสักก์ต้องหมั่นปฏิบัติตลอดเวลาในชีวิตประจำวันดัวย ปฏิบัติอย่างไร?
ก็ต้องเจริญกายคตาสติตลอดเวลา และต้องใช้ปัญญาอบรมสมาธิด้วย
หมั่นอบรมจิตให้มากทุกๆ ขณะในชีวิตประจำวัน ขอให้คุณชคสักก์เรียนรู้เรื่องสติว่ามีอาการอย่างไร?
จะพัฒนาอย่างไร? และการรักษาความเป็นกลางๆ ของจิตทำอย่างไร? รวมทั้งการรู้จักประสานลมหายใจเข้ากับการดำเนินชีวิตในชีวิตประจำ
ศึกษาแล้วค่อยๆ ทดลองปฏิบัติดู คุณชคสักก์จะพบความสุขอันประณีตยิ่งๆ
ขึ้นไป แล้วจะร้องอ๋อเองครับ
|
| Kamo:
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นสัมมาทิฏฐิทางธรรมและสัมมาทิฏฐิทางธรรมกับสัมมาทิฏฐิทางโลกนั้นต่างกันไหม
|
| วิโมกข์:
คำว่าสัมมาทิฏฐิในทางธรรม
คือเห็นทุกอย่างตามสภาพความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน
และทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการเหตุปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาท
จนเราเกิดปัญญารู้เท่าทัน เห็นอริยสัจ ๔ คือ เห็นทุกข์ สมุทัย
นิโรธ และมรรค และเดินเข้าสู่อริยมรรค ๘ ประการไปโดยลำดับ ฉะนั้น
ผู้ปฏิบัติเมื่อรักษาศีล ๕ และฝึกสมาธิมาดีแล้ว หากต้องการถึงซึ่งความหลุดพ้นก็ต้องใช้ปัญญาอบรมสมาธิ
คือเดินเข้ามรรค ๘ อันเป็นการเจริญปัญญา ศีล สมาธิ ปรับปัญญาให้เป็นสัมมาทิฏฐิ
และเกิดสัมมาสติและสัมมาสมาธิโดยลำดับ พึงสังเกตว่าเมื่อมาถึงตรงนี้จะต่างจากครั้งแรกที่เราเริ่มปฏิบัติ
เพราะตอนนั้นเราเจริญศีล สมาธิ ปัญญา
คำว่าสัมมาทิฏฐิในทางโลกนั้น ขอให้พึงพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสม
อาทิ คำว่าสุญญตา อันนี้เป็นโลกุตตระ แต่ถ้าเราจะสอนสุญญตาให้กับเด็กๆ
เราก็ปรับหลักธรรมลงมาให้เหมาะสม คือสอนในเรื่องของความเมตตา กรุณา
เป็นต้น คือสอนให้เด็กมีความเมตตากรุณา เพราะความเมตตากรุณานั้นเป็นธรรมเบื้องต้น
เมื่อเจริญให้มากๆ แล้ว ก็จะเข้าสู่สุญญตาได้เช่นกัน เพราะคนที่จะมีความเมตตาโดยเฉพาะเป็นอัปปมัญญาคือเมตตาโดยไม่มีประมาณนั้น
แสดงว่าจิตของผู้นั้นจะต้องมีความละวางในเรื่องตัวตนและไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ
|
| ผองธรรม ผองไทย:
เมื่อ
"ทุกข์เวทนา" มาเยือน
"สติ" ก็มักจะถูกเรียกมาใช้งาน
แต่พอเมื่อ "สุขเวทนา"
มาเยือน "สติ"
ก็มักจะถูกหลงลืมไปชั่วขณะ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว
"สติ" สมควรที่จะถูกใช้อยู่อย่างสม่ำเสมอ
"ความดี" ต้องมีที่อาศัย
"ความไม่ดี" ก็ต้องมีที่อาศัย
อาศัยอะไร? อาศัยรูปหนึ่งนามหนึ่งนี้
ก็รูปหนึ่งนามหนึ่งนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่เป็นตัวตน ควรแล้วที่จะเป็นไปเพื่อความหน่าย
ความคลายกำหนัด สาธุ อนุโมทนาครับ
|