Online ทั้งหมด : 6 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์





การเจริญวิโมกข์ ๓ สุญญตาและอนัตตาต่างกันอย่างไร

วิโมกข์:

     วันนี้ขอสรุปแนวทางการปฏิบัติที่ได้บรรยายมาทั้งหมดเหลือเพียง ๓ หัวข้อหลัก เพื่อให้ผู้ปฏิบัติที่หวังความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติ ได้ศึกษาเป็นแนวทาง ดังนี้
     ๑. การเจริญอานาปานสติภาวนา
     ๒. การเจริญกายคตาสติ
     ๓. การเจริญวิโมกข์ ๓
     การเจริญวิโมกข์ ๓ นี้ อาจไม่ค่อยได้ยินหรือคุ้นเคยนัก จึงอยากแนะนำผู้ปฏิบัติได้ลองปฏิบัติควบคู่กับการเจริญกายคตาสติ และทำตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน เป็นการเผชิญหน้ากับข้าศึกคือกิเลสได้อย่างดียิ่ง นามปากกา "วิโมกข์" ก็มาจากอุบายในการห้ำหั่นกิเลสด้วยวิโมกข์ ๓ ดังนี้คือ
     ๑. สุญญตวิโมกข์ คือ พิจารณาความว่างหรืออนัตตาเป็นอารมณ์
     ๒. อนิมิตตวิโมกข์ คือ พิจารณาความไม่เที่ยงหรืออนิจจังเป็นอารมณ์
     ๓. อัปปณิหิตวิโมกข์ คือ พิจารณาโดยความเป็นทุกข์ หรือทุกขังเป็นอารมณ์
     ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติที่ลับมีดมานานพอสมควรแล้ว จะด้วยการเจริญอานาปานสติก็ดีหรือด้วยการเจริญกายคตาสติก็ดี และอื่นๆ หากมีดคมแต่ไม่ได้ใช้ก็เปล่าประโยชน์ จึงถึงเวลาแล้วที่ผู้ปฏิบัติเพื่อมุ่งความหลุดพ้น ต้องลงมือห้ำหั่นกิเลสทุกเวลานาทีในชีวิตประจำวัน ด้วยอาวุธคือวิโมกข์ ๓ นี้ ก่อนที่จะตกเป็นทาสของกิเลสไปมากกว่านี้

นายโจโจ้:

     ขอแสดงความเห็นครับ
     ๑. สุญญตาและอนัตตา เป็นคนละสภาวะ สองคำนี้ใช้ทดแทนกันไม่ได้ นายโจโจ้เคยเข้าใจผิดว่าอนัตตาคือความว่าง จนค้างเติ่งอยู่หลายปีครับ จึงไม่หวังให้ท่านอื่นผิดอย่างเดียวกัน
     ๒. วิโมกข์ ๓ เป็นสิ่งที่พระอริยบุคคลระดับโสดาบันขึ้นไปเท่านั้นจึงจะพิจารณาได้ ปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถทำได้ครับ ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถค้นได้จากปฏิสัมภิทามรรค ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑ ครับ สาเหตุที่พิจารณาไม่ได้ก็คือ คนธรรมดายังมีราคะ โทสะ โมหะ และนั่นยังไม่ใช่สภาวะของสุญญตา เป็นเพียงอนัตตา คือไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แต่ไม่ใช่สุญญตาครับ

ZEN:

     เรียนคุณโจโจ้ครับ ผมเห็นด้วยกับคุณโจโจ้ที่ว่า สุญญตาและอนัตตาเป็นคนละสภาวะ สองคำนี้ใช้ทดแทนกันไม่ได้ โดยส่วนตัวผมเองก็รับรู้ได้อย่างที่คุณกล่าวมานี้แหละครับ แต่เท่าที่เคยรับทราบมานั้น ในทางปริยัติ ผู้เชี่ยวชาญปริยัติส่วนใหญ่ยืนยันว่าเป็นความหมายเดียว เอาเป็นว่าแต่ละคนก็รับรู้ไปตามความเข้าใจของตนเองเท่านั้นครับ ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด ขออนุโมทนาในความเข้าใจในธรรมของคุณโจโจ้ครับ และขอให้เจริญในธรรมครับ

PEN:

     เคยนั่งสมาธิด้วยจิตที่ไม่สงบ เนื่องจากมีปัญหาในชีวิตที่แก้ไม่ตก ขณะที่นั่งจึงนำปัญหาที่แก้ไม่ตกมาพิจารณาว่าตัวเรานั้นไม่มีสิ่งใดที่เป็นตัวเรา ร่างกายก็ไม่ใช่ของเรา เราจะบังคับไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตาย ไม่ให้แก่ไม่ได้ ถ้าเราตายไปแล้วก็ไม่มีใครตายตาม ตอนตายไปแล้วก็ไม่มี พ่อ แม่ พี่ น้อง มีเหลือก็แต่จิตดวงเดียว แล้วจะไปยึดว่าต้องให้คนใกล้ชิดทำอย่างที่ใจเราต้องการได้อย่างไร ตัวเราเองยังบังคับตัวเองไม่ได้ เมื่อถึงตรงนี้ จิตจึงค่อยสงบลงจนนิ่ง อย่างนี้จะเรียกว่าพิจารณาความเป็นอนัตตาหรืออนิจจังได้ไหม

คุณโจโจ้:

     ได้ครับ เห็นว่าบังคับไม่ได้ คือเห็นว่าเป็นอนัตตา อย่างที่หลวงปู่ฝั้น อาจาโรท่านอธิบายไว้ คือการพิจารณาที่เคยเห็นว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเขา จนเห็นว่าไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เป็นธรรมหนึ่งๆ จนในที่สุดจิตยอมรับ เห็นจริงว่า สัพเพ ธรรมา อนัตตา ซึ่งผลจากความเห็นนี้ จิตจะคลายจากความยึดในสิ่งที่เคยยึด เมื่อจิตคลายจากความยึด ก็ไม่มีอัตตา (ตัวกู-ของกู) ให้ต้องรักษา เมื่อไม่มีอัตตาให้รักษาจึงไม่เกิดโทสะ เพราะไม่ได้กลัวจะเสียไปซึ่งอัตตา และเพราะไม่ได้กลัวไม่ได้มาซึ่งสิ่งที่เคยหมายว่ายึดเอาไว้ได้ ไม่มีราคะ เพราะไม่มีตัวตนใดๆ จะได้มา ไม่มีตัวตนใดๆ มารองรับ ส่วนอนิจจังเป็นการดูความไม่เที่ยง ตั้งอยู่เหมือนเดิมตลอดไปไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงไป เช่นวิญญาณขันธ์ เดี๋ยวมารู้ทางตา สักพักไปรู้ทางหู เดี๋ยวก็กลับไปรู้ทางจมูก หรือเห็นว่าร่างกายนี้ต้องแก่ลง ผิวนี้หน้านี้ต้องเหี่ยวย่น ต้องเปลี่ยนแปลง หาสภาวะไหนๆ ที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย วันนี้ได้มาเป็นอย่างนี้ไม่วันใดก็วันหนึ่งที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่มีสิ่งที่จะยึดไว้ให้เป็นเหมือนเดิมตลอดไป โดยไม่เปลี่ยนแปลงได้
     อนัตตา ไม่ใช่ว่าง เพราะขันธ์ทั้ง ๕ ที่เป็นนายโจโจ้ ก็ยังมาเขียนความคิดเห็นนี้อยู่ จิตนายโจโจ้ ก็ยังวิ่งไป ยังส่งออกไปเกาะไปเสพอารมณ์ต่างๆ ได้อยู่ อย่างนี้ ยังไงก็ไม่ใช่ว่าง (ไม่ใช่สุญญตา) แต่ในขณะเดียวกันที่จิตส่งออก ทะยานไปเสพอารมณ์ต่างๆ ธาตุขันธ์นี้ที่เป็นนายโจโจ้ ก็แสดงอนัตตา คือต่อให้นายโจโจ้ไม่ต้องการเศร้า ไม่ต้องการดีใจ ก็สั่งให้ขันธ์นี้เป็นไปตามนั้นไม่ได้ สั่งให้นิ่งก็ไม่ได้ ต้องเพียรพยายามทำสมาธิอบรมจิตเป็นเวลานาน จิตจึงจะนิ่งได้
     แต่ถ้านายโจโจ้พากเพียรใช้สติและสัมปชัญญะ (ความรู้ตัว) อบรมจิต ความรู้ที่ "ตัว" คือการฉายภาพของจิตให้จิตเห็น ซึ่งจะชัดขึ้นๆ เรื่อยๆ จนในที่สุดจิตเห็นชัดจนกลายเป็นความรู้ชัดหรือรู้แจ้ง (รู้สว่าง หมายถึงหมดมุมมืด) ซึ่งก็เรียกได้ว่าจิตทิ้งความลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา) ว่า "จิตนี้อาจจะเป็นเรา" ซึ่งพร้อมๆ กันนั้น จิตที่เห็นแล้วว่าสัมปชัญญะหรือ "ความรู้สึกตัว" นี้เป็นทางเดียวที่ทิ้งความเห็นผิดทั้งหลาย จิตก็จะขาดจากสีลัพพตปรามาส (ความประมาทว่าการถือศีลพรต เช่นอดเนื้อ ทรมานตนเอง จะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์) และความเห็นชัดจนหมดสงสัย ก็จะกลายเป็นความรู้ชัดจนเกิดการทิ้งความเห็นผิดว่า "จิตนี้คือเรา" หรือสักกายทิฏฐิ รวมเป็นการละสังโยชน์ทั้ง ๓ ข้อในคราวเดียว

วิโมกข์:

     ในด้านปริยัตินั้น สุญญตาเป็นคำที่ใช้แทนกันได้ (Synonym) กับคำว่าอนัตตา ดังที่พระพุทธโฆษาจารย์อธิบายไว้ว่า สุญญตามีความหมายครอบคลุมถึงอนัตตาด้วย โดยท่านพระพุทธโฆษาจารย์อธิบายความหมายของอนัตตาไว้ว่า
     ๑. สุญญโต เพราะเป็นสภาพว่างเปล่า คือปราศจากตัวตนที่เป็นแก่นสาร
     ๒. อสฺสามิกโต เพราะเป็นสภาพไร้เจ้าของ คือไม่เป็นตัวตนของใคร
     ๓. อวสวตฺตนฺโต เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ คือไม่อยู่ในอำนาจของใคร
      ๔. อตฺตปฏิกฺเขปโต เพราะแย้งต่ออัตตา คือสภาวะของมันก็ปฏิเสธอัตตาอยู่ในตัว
     ฉะนั้น สุญญตาจึงเป็นคำที่ใช้แทนกันได้ (Synonym) กับอนัตตา และมีความหมายครอบคลุมถึงอนัตตาด้วยโดยนัยดังกล่าว แต่การใช้แทนกันได้ก็ไม่ได้หมายความว่า สุญญตา = อนัตตา สุญญตาหรือความว่าง หมายถึงจิตไม่ปรุงแต่งความรู้สึกว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่หมายความว่าจิตหยุด หรือดับ หรือนิ่งอยู่กับที่ หรือไม่มีพฤติกรรมอะไร แต่หมายถึงไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งต่างๆ จิตไม่ถูกกิเลสครอบงำ และอยู่ด้วยปกติเดิมของมันพร้อมกับสมบูรณ์ด้วยสติปัญญา เป็นความว่างจากตัวตน จิตเป็นอิสระหลุดพ้นจากอำนาจบีบคั้นครอบงำ และบงการของกิเลสทั้งหลาย
     สุญญตาหรือความว่างที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา คือความว่างทางวิญญาณ หมายถึงเป็นความว่างที่เกิดจากการรับรู้ (วิญญาณ) สัมผัสทางอายตนะทั้ง ๖ ด้วยอุเบกขา ถึงพร้อมด้วยสติปัญญาและความละวางในสิ่งทั้งปวง ความว่างในทางวิญญาณไม่ใช่ไม่มีความคิดเห็นหรือปราศจากความรู้สึก แต่จะต้องเต็มอยู่ด้วยความคิดเห็นและความรู้สึกที่ถูกต้อง พร้อมด้วยสติปัญญาที่สมบูรณ์ ต่างกับคำว่า “ว่าง” ในทางจิตที่หมายถึงว่างที่เกี่ยวกับจิต ไม่เกี่ยวกับสติปัญญา ว่างในทางจิต โดยหลักของภาษาคือจิตกำลังไม่คิด ไม่นึก ไม่รู้สึกอะไรเลย เป็นเรื่องที่พูดได้ แต่โดยพฤตินัยเป็นไปไม่ได้ เพราะตามธรรมดาของจิต จะต้องมีความคิดนึกและรู้สึกเสมอ ฉะนั้น ความว่างคือความไม่รู้สึก คิดนึกของจิตนี้ จึงไม่ใช่ความว่างในพุทธศาสนาที่ชื่อว่าสุญญตา
     ฉะนั้น นักปฏิบัติหลายท่านอาจจะเคยเสียเวลาเนิ่นช้ากับภาวะจิตว่างที่เป็นความว่างทางจิตอันไม่เกี่ยวกับสติปัญญาดังกล่าว เหมือนหลายๆ คนที่เข้าสมาธิและนิ่งสงบแบบเฉยๆ ขาดความรู้สึกตัวทั่วถึงที่เป็นไปในภายในจิตขณะนั้น จึงว่างสนิทหรือว่างแบบเฉยๆ ไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปทางไหนอย่างไร จิตว่างอย่างนี้ก็ได้ประโยชน์อยู่เหมือนกัน คือเป็นการพักผ่อนทางจิต คือ จิตหยุดนิ่ง หยุดคิดชั่วขณะ เป็นการพักผ่อนทางจิต แต่ก็ไม่ใช่เป็นความว่างตามหลักพระพุทธศาสนา เพราะไม่ก่อให้เกิดสติปัญญา การแก้ไขสำหรับผู้นั่งสมาธิแล้วเจอภาวะว่างอย่างนี้ ก็คือ ให้เข้าสมาธิพร้อมกับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปในภายนอกทั่วสรรพางค์กาย เพื่อปลุกสติให้ตื่นและมีกำลัง โดยเข้าสมาธิไปพร้อมกับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมดังกล่าว เมื่อจิตสงบก็ปล่อยวางความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปภายนอกทั่วสรรพางค์กาย คือ ปล่อยวางร่างกาย ให้คงความรู้สึกตื่นรู้ที่เป็นไปในกายในอันถึงพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ และประคองสติสัมปชัญญะที่เป็นไปในภายในดังกล่าวให้คู่กันไปกับความสงบในสมาธิหรือองค์ฌานนั้นๆ อนึ่ง สุญญตาแม้จะเป็นโลกุตตระ ในทางปฏิบัติมิใช่ว่าปุถุชนทั่วไปจะปฏิบัติไม่ได้ แต่สามารถนำมาปรับได้ให้เหมาะสม อาทิ สุญญตาสำหรับเด็กหรือเยาวชน เราก็ปรับได้โดยการสอนเด็กๆ นั้น ให้มีความเมตตา กรุณา เพราะการเจริญเมตตา กรุณา จะช่วยให้ลดความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน หรือความเห็นแก่ตัวให้ลดน้อยลงได้ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของสุญญตา และสำหรับผู้ปฏิบัติซึ่งมุ่งหวังความหลุดพ้น ก็ปรับหลักสุญญตาให้เหมาะกับตนโดยการพิจารณาในไตรลักษณ์อยู่เนืองๆ
     ฉะนั้น การเจริญสุญญตวิโมกข์ หาใช่ว่าเราจะไปน้อมความว่างเป็นอารมณ์กลายเป็นความว่างทางจิตเหมือนอย่างที่คุณโจโจ้เป็นห่วง กลายเป็นไปค้างเติ่งอยู่ในความว่างเป็นแรมปี สอยเท่าไรก็ไม่ยอมลง แต่ตรงกันข้าม หากเราพิจารณาความไม่มีตัวตนคืออนัตตา จนเกิดความละวางในตัวตน และละวางในสิ่งทั้งปวง จนจิตสามารถหลุดพ้นได้ในบางขณะ และบ่อยๆ เข้า หมั่นพิจารณาให้มากๆ จนแจ่มแจ้งถึงจิตถึงใจและละวางได้ทุกขณะจนเป็นโลกุตตระคือเข้าสู่สุญญตวิโมกข์ตามความหมายของธรรมที่เป็นโลกุตตระโดยแท้ (การเจริญอนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์ ก็ให้หมั่นพิจารณาทำนองเดียวกัน)
     อุบายในการพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตานั้น ให้หมั่นถามตัวเองอยู่เนืองๆ ในชีวิตประจำวันว่า รูปเที่ยงหรือไม่ (ตอบด้วยใจว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า) เวทนาเที่ยงหรือไม่ (ตอบด้วยใจว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า) สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เช่นกัน คือถาม-ตอบในลักษณะเช่นนี้
     การฝึกการถาม-ตอบ ให้ฝึกจากการตั้งคำถามด้วยวิตก วิจาร (ความคิดนึก) แต่เวลาตอบให้ตอบด้วยใจหรือความรู้สึกที่ออกมาจากใจจริงๆ เหมือนตอบต่อหน้าเบื้องพระพักตร์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า) ถาม-ตอบเช่นนี้อยู่เนืองๆ จนเกิดการปล่อยวาง การจางคลายหรือวิราคะ และเกิดอุเบกขา คือสามารถรักษาความเป็นกลางๆ ของจิตได้เสมอตลอดทั้งวัน การตั้งคำถามเที่ยงหรือไม่เที่ยงอย่างเดียว ก็จะเกิดคำตอบตามมาในใจผู้รู้ว่า เมื่อสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นจึงเป็นทุกข์ เมื่อสิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นจึงไม่มีตัวตน... เป็นอันสมบูรณ์ด้วยการเจริญวิโมกข์ ๓ ตามสมควรแก่การบำเพ็ญ

คุณโจโจ้:

     ขอบคุณคุณวิโมกข์ที่มาชี้แจงครับ ผมเห็นว่าสามารถมองอย่างนั้นได้ครับ เพราะมีส่วนที่คาบเกี่ยวกัน (Overlap) โดยนัยของเป้าหมายแห่งการปฏิบัติ แต่ก็มีหลายกรณีที่นำมาใช้แทนกันไม่ได้ เพราะเป็นคนละเรื่อง แม้จะอยู่ในเส้นทางที่มีปลายทางเดียวกัน ซึ่งถ้าผู้อ่านได้ตระหนักตรงนี้แล้ว เนื้อหาจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปครับ ที่ชี้แจงหลายรอบ เพราะเคยเจอนักปริยัติที่ไม่เคยปฏิบัติ แต่ยืนยันว่าเขาพูดถูกครับ

Satima:

     สาธุค่ะ ขออนุโมทนาทั้งคุณโจโจ้และคุณวิโมกข์ค่ะ


<< กลับไปหน้าแรก [1][2][3][4][5][6][7][8][9][10]
[11][12][13][14][15][16][17][18][19] หน้าต่อไป >>