| วิโมกข์:
วันนี้ขอสรุปแนวทางการปฏิบัติที่ได้บรรยายมาทั้งหมดเหลือเพียง
๓ หัวข้อหลัก เพื่อให้ผู้ปฏิบัติที่หวังความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติ
ได้ศึกษาเป็นแนวทาง ดังนี้
๑. การเจริญอานาปานสติภาวนา
๒. การเจริญกายคตาสติ
๓. การเจริญวิโมกข์ ๓
การเจริญวิโมกข์ ๓ นี้ อาจไม่ค่อยได้ยินหรือคุ้นเคยนัก
จึงอยากแนะนำผู้ปฏิบัติได้ลองปฏิบัติควบคู่กับการเจริญกายคตาสติ
และทำตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน เป็นการเผชิญหน้ากับข้าศึกคือกิเลสได้อย่างดียิ่ง
นามปากกา "วิโมกข์" ก็มาจากอุบายในการห้ำหั่นกิเลสด้วยวิโมกข์
๓ ดังนี้คือ
๑. สุญญตวิโมกข์ คือ พิจารณาความว่างหรืออนัตตาเป็นอารมณ์
๒. อนิมิตตวิโมกข์ คือ พิจารณาความไม่เที่ยงหรืออนิจจังเป็นอารมณ์
๓. อัปปณิหิตวิโมกข์ คือ พิจารณาโดยความเป็นทุกข์ หรือทุกขังเป็นอารมณ์
ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติที่ลับมีดมานานพอสมควรแล้ว
จะด้วยการเจริญอานาปานสติก็ดีหรือด้วยการเจริญกายคตาสติก็ดี และอื่นๆ
หากมีดคมแต่ไม่ได้ใช้ก็เปล่าประโยชน์ จึงถึงเวลาแล้วที่ผู้ปฏิบัติเพื่อมุ่งความหลุดพ้น
ต้องลงมือห้ำหั่นกิเลสทุกเวลานาทีในชีวิตประจำวัน ด้วยอาวุธคือวิโมกข์
๓ นี้ ก่อนที่จะตกเป็นทาสของกิเลสไปมากกว่านี้
|
| นายโจโจ้:
ขอแสดงความเห็นครับ
๑. สุญญตาและอนัตตา
เป็นคนละสภาวะ สองคำนี้ใช้ทดแทนกันไม่ได้ นายโจโจ้เคยเข้าใจผิดว่าอนัตตาคือความว่าง
จนค้างเติ่งอยู่หลายปีครับ จึงไม่หวังให้ท่านอื่นผิดอย่างเดียวกัน
๒. วิโมกข์ ๓ เป็นสิ่งที่พระอริยบุคคลระดับโสดาบันขึ้นไปเท่านั้นจึงจะพิจารณาได้
ปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถทำได้ครับ ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถค้นได้จากปฏิสัมภิทามรรค
ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑ ครับ สาเหตุที่พิจารณาไม่ได้ก็คือ คนธรรมดายังมีราคะ
โทสะ โมหะ และนั่นยังไม่ใช่สภาวะของสุญญตา เป็นเพียงอนัตตา คือไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
แต่ไม่ใช่สุญญตาครับ
|
| ZEN:
เรียนคุณโจโจ้ครับ
ผมเห็นด้วยกับคุณโจโจ้ที่ว่า สุญญตาและอนัตตาเป็นคนละสภาวะ สองคำนี้ใช้ทดแทนกันไม่ได้
โดยส่วนตัวผมเองก็รับรู้ได้อย่างที่คุณกล่าวมานี้แหละครับ แต่เท่าที่เคยรับทราบมานั้น
ในทางปริยัติ ผู้เชี่ยวชาญปริยัติส่วนใหญ่ยืนยันว่าเป็นความหมายเดียว
เอาเป็นว่าแต่ละคนก็รับรู้ไปตามความเข้าใจของตนเองเท่านั้นครับ ไม่มีใครถูก
ไม่มีใครผิด ขออนุโมทนาในความเข้าใจในธรรมของคุณโจโจ้ครับ และขอให้เจริญในธรรมครับ
|
| PEN:
เคยนั่งสมาธิด้วยจิตที่ไม่สงบ
เนื่องจากมีปัญหาในชีวิตที่แก้ไม่ตก ขณะที่นั่งจึงนำปัญหาที่แก้ไม่ตกมาพิจารณาว่าตัวเรานั้นไม่มีสิ่งใดที่เป็นตัวเรา
ร่างกายก็ไม่ใช่ของเรา เราจะบังคับไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตาย ไม่ให้แก่ไม่ได้
ถ้าเราตายไปแล้วก็ไม่มีใครตายตาม ตอนตายไปแล้วก็ไม่มี พ่อ แม่
พี่ น้อง มีเหลือก็แต่จิตดวงเดียว แล้วจะไปยึดว่าต้องให้คนใกล้ชิดทำอย่างที่ใจเราต้องการได้อย่างไร
ตัวเราเองยังบังคับตัวเองไม่ได้ เมื่อถึงตรงนี้ จิตจึงค่อยสงบลงจนนิ่ง
อย่างนี้จะเรียกว่าพิจารณาความเป็นอนัตตาหรืออนิจจังได้ไหม
|
| คุณโจโจ้:
ได้ครับ
เห็นว่าบังคับไม่ได้ คือเห็นว่าเป็นอนัตตา อย่างที่หลวงปู่ฝั้น
อาจาโรท่านอธิบายไว้ คือการพิจารณาที่เคยเห็นว่าเป็นคน เป็นสัตว์
เป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเขา จนเห็นว่าไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เป็นธรรมหนึ่งๆ จนในที่สุดจิตยอมรับ เห็นจริงว่า
สัพเพ ธรรมา อนัตตา ซึ่งผลจากความเห็นนี้ จิตจะคลายจากความยึดในสิ่งที่เคยยึด
เมื่อจิตคลายจากความยึด ก็ไม่มีอัตตา (ตัวกู-ของกู)
ให้ต้องรักษา เมื่อไม่มีอัตตาให้รักษาจึงไม่เกิดโทสะ
เพราะไม่ได้กลัวจะเสียไปซึ่งอัตตา และเพราะไม่ได้กลัวไม่ได้มาซึ่งสิ่งที่เคยหมายว่ายึดเอาไว้ได้
ไม่มีราคะ เพราะไม่มีตัวตนใดๆ จะได้มา ไม่มีตัวตนใดๆ มารองรับ
ส่วนอนิจจังเป็นการดูความไม่เที่ยง ตั้งอยู่เหมือนเดิมตลอดไปไม่ได้
ต้องเปลี่ยนแปลงไป เช่นวิญญาณขันธ์ เดี๋ยวมารู้ทางตา สักพักไปรู้ทางหู
เดี๋ยวก็กลับไปรู้ทางจมูก หรือเห็นว่าร่างกายนี้ต้องแก่ลง ผิวนี้หน้านี้ต้องเหี่ยวย่น
ต้องเปลี่ยนแปลง หาสภาวะไหนๆ ที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย วันนี้ได้มาเป็นอย่างนี้ไม่วันใดก็วันหนึ่งที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป
จึงไม่มีสิ่งที่จะยึดไว้ให้เป็นเหมือนเดิมตลอดไป โดยไม่เปลี่ยนแปลงได้
อนัตตา ไม่ใช่ว่าง เพราะขันธ์ทั้ง
๕ ที่เป็นนายโจโจ้ ก็ยังมาเขียนความคิดเห็นนี้อยู่ จิตนายโจโจ้
ก็ยังวิ่งไป ยังส่งออกไปเกาะไปเสพอารมณ์ต่างๆ ได้อยู่ อย่างนี้
ยังไงก็ไม่ใช่ว่าง (ไม่ใช่สุญญตา)
แต่ในขณะเดียวกันที่จิตส่งออก ทะยานไปเสพอารมณ์ต่างๆ
ธาตุขันธ์นี้ที่เป็นนายโจโจ้ ก็แสดงอนัตตา คือต่อให้นายโจโจ้ไม่ต้องการเศร้า
ไม่ต้องการดีใจ ก็สั่งให้ขันธ์นี้เป็นไปตามนั้นไม่ได้ สั่งให้นิ่งก็ไม่ได้
ต้องเพียรพยายามทำสมาธิอบรมจิตเป็นเวลานาน จิตจึงจะนิ่งได้
แต่ถ้านายโจโจ้พากเพียรใช้สติและสัมปชัญญะ
(ความรู้ตัว) อบรมจิต
ความรู้ที่ "ตัว"
คือการฉายภาพของจิตให้จิตเห็น ซึ่งจะชัดขึ้นๆ เรื่อยๆ จนในที่สุดจิตเห็นชัดจนกลายเป็นความรู้ชัดหรือรู้แจ้ง
(รู้สว่าง หมายถึงหมดมุมมืด)
ซึ่งก็เรียกได้ว่าจิตทิ้งความลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา)
ว่า "จิตนี้อาจจะเป็นเรา"
ซึ่งพร้อมๆ กันนั้น จิตที่เห็นแล้วว่าสัมปชัญญะหรือ
"ความรู้สึกตัว"
นี้เป็นทางเดียวที่ทิ้งความเห็นผิดทั้งหลาย จิตก็จะขาดจากสีลัพพตปรามาส
(ความประมาทว่าการถือศีลพรต เช่นอดเนื้อ
ทรมานตนเอง จะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์) และความเห็นชัดจนหมดสงสัย
ก็จะกลายเป็นความรู้ชัดจนเกิดการทิ้งความเห็นผิดว่า "จิตนี้คือเรา"
หรือสักกายทิฏฐิ รวมเป็นการละสังโยชน์ทั้ง ๓
ข้อในคราวเดียว
|
| วิโมกข์:
ในด้านปริยัตินั้น สุญญตาเป็นคำที่ใช้แทนกันได้
(Synonym) กับคำว่าอนัตตา ดังที่พระพุทธโฆษาจารย์อธิบายไว้ว่า
สุญญตามีความหมายครอบคลุมถึงอนัตตาด้วย โดยท่านพระพุทธโฆษาจารย์อธิบายความหมายของอนัตตาไว้ว่า
๑. สุญญโต เพราะเป็นสภาพว่างเปล่า คือปราศจากตัวตนที่เป็นแก่นสาร
๒. อสฺสามิกโต เพราะเป็นสภาพไร้เจ้าของ คือไม่เป็นตัวตนของใคร
๓. อวสวตฺตนฺโต เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ คือไม่อยู่ในอำนาจของใคร
๔. อตฺตปฏิกฺเขปโต เพราะแย้งต่ออัตตา คือสภาวะของมันก็ปฏิเสธอัตตาอยู่ในตัว
ฉะนั้น สุญญตาจึงเป็นคำที่ใช้แทนกันได้
(Synonym) กับอนัตตา และมีความหมายครอบคลุมถึงอนัตตาด้วยโดยนัยดังกล่าว
แต่การใช้แทนกันได้ก็ไม่ได้หมายความว่า สุญญตา =
อนัตตา สุญญตาหรือความว่าง หมายถึงจิตไม่ปรุงแต่งความรู้สึกว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่หมายความว่าจิตหยุด
หรือดับ หรือนิ่งอยู่กับที่ หรือไม่มีพฤติกรรมอะไร แต่หมายถึงไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งต่างๆ
จิตไม่ถูกกิเลสครอบงำ และอยู่ด้วยปกติเดิมของมันพร้อมกับสมบูรณ์ด้วยสติปัญญา
เป็นความว่างจากตัวตน จิตเป็นอิสระหลุดพ้นจากอำนาจบีบคั้นครอบงำ
และบงการของกิเลสทั้งหลาย
สุญญตาหรือความว่างที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา
คือความว่างทางวิญญาณ หมายถึงเป็นความว่างที่เกิดจากการรับรู้
(วิญญาณ) สัมผัสทางอายตนะทั้ง
๖ ด้วยอุเบกขา ถึงพร้อมด้วยสติปัญญาและความละวางในสิ่งทั้งปวง
ความว่างในทางวิญญาณไม่ใช่ไม่มีความคิดเห็นหรือปราศจากความรู้สึก
แต่จะต้องเต็มอยู่ด้วยความคิดเห็นและความรู้สึกที่ถูกต้อง พร้อมด้วยสติปัญญาที่สมบูรณ์
ต่างกับคำว่า ว่าง ในทางจิตที่หมายถึงว่างที่เกี่ยวกับจิต
ไม่เกี่ยวกับสติปัญญา ว่างในทางจิต โดยหลักของภาษาคือจิตกำลังไม่คิด
ไม่นึก ไม่รู้สึกอะไรเลย เป็นเรื่องที่พูดได้ แต่โดยพฤตินัยเป็นไปไม่ได้
เพราะตามธรรมดาของจิต จะต้องมีความคิดนึกและรู้สึกเสมอ ฉะนั้น
ความว่างคือความไม่รู้สึก คิดนึกของจิตนี้ จึงไม่ใช่ความว่างในพุทธศาสนาที่ชื่อว่าสุญญตา
ฉะนั้น นักปฏิบัติหลายท่านอาจจะเคยเสียเวลาเนิ่นช้ากับภาวะจิตว่างที่เป็นความว่างทางจิตอันไม่เกี่ยวกับสติปัญญาดังกล่าว
เหมือนหลายๆ คนที่เข้าสมาธิและนิ่งสงบแบบเฉยๆ ขาดความรู้สึกตัวทั่วถึงที่เป็นไปในภายในจิตขณะนั้น
จึงว่างสนิทหรือว่างแบบเฉยๆ ไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปทางไหนอย่างไร
จิตว่างอย่างนี้ก็ได้ประโยชน์อยู่เหมือนกัน คือเป็นการพักผ่อนทางจิต
คือ จิตหยุดนิ่ง หยุดคิดชั่วขณะ เป็นการพักผ่อนทางจิต แต่ก็ไม่ใช่เป็นความว่างตามหลักพระพุทธศาสนา
เพราะไม่ก่อให้เกิดสติปัญญา การแก้ไขสำหรับผู้นั่งสมาธิแล้วเจอภาวะว่างอย่างนี้
ก็คือ ให้เข้าสมาธิพร้อมกับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปในภายนอกทั่วสรรพางค์กาย
เพื่อปลุกสติให้ตื่นและมีกำลัง โดยเข้าสมาธิไปพร้อมกับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมดังกล่าว
เมื่อจิตสงบก็ปล่อยวางความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปภายนอกทั่วสรรพางค์กาย
คือ ปล่อยวางร่างกาย ให้คงความรู้สึกตื่นรู้ที่เป็นไปในกายในอันถึงพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ
และประคองสติสัมปชัญญะที่เป็นไปในภายในดังกล่าวให้คู่กันไปกับความสงบในสมาธิหรือองค์ฌานนั้นๆ
อนึ่ง สุญญตาแม้จะเป็นโลกุตตระ ในทางปฏิบัติมิใช่ว่าปุถุชนทั่วไปจะปฏิบัติไม่ได้
แต่สามารถนำมาปรับได้ให้เหมาะสม อาทิ สุญญตาสำหรับเด็กหรือเยาวชน
เราก็ปรับได้โดยการสอนเด็กๆ นั้น ให้มีความเมตตา กรุณา เพราะการเจริญเมตตา
กรุณา จะช่วยให้ลดความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน หรือความเห็นแก่ตัวให้ลดน้อยลงได้
ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของสุญญตา และสำหรับผู้ปฏิบัติซึ่งมุ่งหวังความหลุดพ้น
ก็ปรับหลักสุญญตาให้เหมาะกับตนโดยการพิจารณาในไตรลักษณ์อยู่เนืองๆ
ฉะนั้น การเจริญสุญญตวิโมกข์ หาใช่ว่าเราจะไปน้อมความว่างเป็นอารมณ์กลายเป็นความว่างทางจิตเหมือนอย่างที่คุณโจโจ้เป็นห่วง
กลายเป็นไปค้างเติ่งอยู่ในความว่างเป็นแรมปี สอยเท่าไรก็ไม่ยอมลง
แต่ตรงกันข้าม หากเราพิจารณาความไม่มีตัวตนคืออนัตตา จนเกิดความละวางในตัวตน
และละวางในสิ่งทั้งปวง จนจิตสามารถหลุดพ้นได้ในบางขณะ และบ่อยๆ
เข้า หมั่นพิจารณาให้มากๆ จนแจ่มแจ้งถึงจิตถึงใจและละวางได้ทุกขณะจนเป็นโลกุตตระคือเข้าสู่สุญญตวิโมกข์ตามความหมายของธรรมที่เป็นโลกุตตระโดยแท้
(การเจริญอนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์
ก็ให้หมั่นพิจารณาทำนองเดียวกัน)
อุบายในการพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง
และอนัตตานั้น ให้หมั่นถามตัวเองอยู่เนืองๆ ในชีวิตประจำวันว่า
รูปเที่ยงหรือไม่ (ตอบด้วยใจว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า)
เวทนาเที่ยงหรือไม่ (ตอบด้วยใจว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า)
สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เช่นกัน คือถาม-ตอบในลักษณะเช่นนี้
การฝึกการถาม-ตอบ
ให้ฝึกจากการตั้งคำถามด้วยวิตก วิจาร (ความคิดนึก)
แต่เวลาตอบให้ตอบด้วยใจหรือความรู้สึกที่ออกมาจากใจจริงๆ เหมือนตอบต่อหน้าเบื้องพระพักตร์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
(ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า) ถาม-ตอบเช่นนี้อยู่เนืองๆ
จนเกิดการปล่อยวาง การจางคลายหรือวิราคะ และเกิดอุเบกขา คือสามารถรักษาความเป็นกลางๆ
ของจิตได้เสมอตลอดทั้งวัน การตั้งคำถามเที่ยงหรือไม่เที่ยงอย่างเดียว
ก็จะเกิดคำตอบตามมาในใจผู้รู้ว่า เมื่อสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นจึงเป็นทุกข์
เมื่อสิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นจึงไม่มีตัวตน... เป็นอันสมบูรณ์ด้วยการเจริญวิโมกข์
๓ ตามสมควรแก่การบำเพ็ญ
|
| คุณโจโจ้:
ขอบคุณคุณวิโมกข์ที่มาชี้แจงครับ
ผมเห็นว่าสามารถมองอย่างนั้นได้ครับ เพราะมีส่วนที่คาบเกี่ยวกัน
(Overlap) โดยนัยของเป้าหมายแห่งการปฏิบัติ
แต่ก็มีหลายกรณีที่นำมาใช้แทนกันไม่ได้ เพราะเป็นคนละเรื่อง แม้จะอยู่ในเส้นทางที่มีปลายทางเดียวกัน
ซึ่งถ้าผู้อ่านได้ตระหนักตรงนี้แล้ว เนื้อหาจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปครับ
ที่ชี้แจงหลายรอบ เพราะเคยเจอนักปริยัติที่ไม่เคยปฏิบัติ แต่ยืนยันว่าเขาพูดถูกครับ
|
| Satima:
สาธุค่ะ ขออนุโมทนาทั้งคุณโจโจ้และคุณวิโมกข์ค่ะ
|