Online ทั้งหมด : 3 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์





กายเป็นฐานที่มั่นและกำลังของสติ พึงมีสติรู้เท่าทันจิต จิตจะเป็นกลางๆ เอง

ตัวตุ่น:

     ต้องกำหนด "ละวาง" ด้วยหรือครับ เมื่อเราดูเข้าไปตรงๆ ก็ไม่เห็นต้องวางอะไร มันเบาๆ เฉยๆ มันเป็นอัตโนมัติ สรุปคือว่าไม่เข้าใจน่ะครับ

วิโมกข์:

     การไปดูตรงๆ ก็คือการกำหนดสติรู้สัมผัสกระทบเฉพาะที่ อันนี้ จะเกิดความสงบอย่างเดียว รู้สึกเบาๆ เฉยๆ อย่างที่คุณตัวตุ่นเล่าให้ฟัง คุณตัวตุ่นควรจะฝึกดูโดยให้จิตอยู่ในภาวะความเป็นกลางๆ ด้วย เพราะภาวะความเป็นกลางๆ นี้ ใจผู้รู้คือสติ เขาจะมีปัญญารู้จักดูและก็น้อมไตรลักษณ์ให้เข้าถึงจิตถึงใจในขณะที่ดูด้วย แล้วเขาจะเริ่มรู้จักหัดค่อยๆ ละวางทีละน้อยๆ หมั่นรักษาจิตให้เป็นกลางๆ เช่นนี้ให้ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ใจผู้รู้ก็จะตามรู้และพิจารณาละวางไปในตัวมากขึ้นๆ โดยอัตโนมัติ
     การฝึกรักษาจิตให้อยู่ในภาวะความเป็นกลางๆ นี้ หากคุณตัวตุ่นถนัดดูตรงๆ ก็ให้คุณตัวตุ่น อย่าไปดูตรงแบบกำหนดจนชิดเลย ให้ถอยใจผู้รู้ยกเหนือสิ่งที่ถูกรู้สักเล็กน้อย ความเป็นกลางของจิตก็จะเกิดขึ้น หรือหากเมื่อคุณตัวตุ่นฝึกดูตรงๆ จนชำนาญแล้ว ก็ให้คุณตัวตุ่นหัดฝึกดูแบบทั่วถึง คือรู้ตัวทั่วพร้อมทั่วร่างกายหรือดูแบบองค์รวมนั่นคุณตัวตุ่นจะพบว่าจิตจะอยู่ในภาวะความเป็นกลางๆ โดยอัตโนมัติและรักษาไว้ได้โดยไม่ยากลำบากนัก

PEN:

     ขอบคุณคุณวิโมกข์และคุณโจโจ้ที่แนะนำ อ่านคำถามและคำตอบคุณวิโมกข์ในหลายกระทู้คิดว่าเป็นประโยชน์กับมือใหม่มาก น่าจะรวบรวมเป็นหนังสือ ขออนุโมทนาในกุศลจิตที่คิดจะให้ความกระจ่างกับผู้ปฏิบัติ ขอให้มีปัญญายิ่งยิ่งขึ้นไป สาธุ

ตัวตุ่น:

     ขอบคุณครับ ลึกซึ้งมากครับ เห็นด้วยกับคุณ Pen ครับ น่าจะรวบรวมเป็นหนังสือครับ

Chai๙๙๙:

     อนุโมทนาสาธุครับคุณวิโมกข์สำหรับการจัดพิมพ์ คุณวิโมกข์อธิบายเรื่องสุญญตา ได้ค่อนข้างละเอียดทีเดียว สำหรับผมแล้วยังต้องค่อยๆ ศึกษาต่อๆ ไป
     ตรงสภาวะเป็นกลางๆ ตรงจิตเข้าไปดูอารมณ์ (ตรงนี้ก็คือตัวรู้ เข้าไปดูตัวถูกรู้) จิตหรือตัวรู้ ครั้งแรกๆ จะเข้าไปดูอารมณ์อย่างประชิดตัว และหลงเข้าไปในอารมณ์ (ตรงนี้คือจิตส่งใน) หลังจากนั้นต่อมา จิตจะเริ่มมีปัญญาและฉลาดขึ้นเอง เวลาจะเข้าไปดู จะมีอาการถอยออกมานิดหนึ่ง มีความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่นิ่งๆ เหมือนนั่งอยู่บนที่สูงๆ รู้พร้อมที่จะระลึกรู้อารมณ์ที่จะเข้ามา พร้อมทุกทวารด้วยความเป็นกลางๆ จุดนี้แหละที่คุณวิโมกข์พูดอยู่บ่อยๆ ประคองสติสัมปชัญญะเข้าไปรู้ ผมขออธิบายเสริมนิดหนึ่งว่า ที่จริงคือมีสภาวะนั้นจริงๆ แต่เป็นการประคองตัวสัมปชัญญะและสภาวะที่เป็นกลางๆ เหตุผลคือเพื่อไม่ให้ไหลเข้าไปในอารมณ์ ดูอยู่ห่างๆ ก็พอ แต่ไม่ใช่ไปประคองตัวสติ ตามความเห็นส่วนตัว เมื่อเจริญสติบ่อย จิตจะค่อยๆ ฉลาดขึ้น เวลาดูอารมณ์จะค่อยๆ มีเทคนิค แต่ไม่ใช่การบังคับว่าจะเอาแบบนี้ เพราะจะเป็นการดูด้วยตัณหาไป จิตมันทำเองแหละ หน้าที่ของเราเพียงตามรู้ตามดูอารมณ์ ดังนั้นความเห็นของคุณวิโมกข์ก็ถูก และความเห็นของคุณพัลวันก็ถูก แต่มองต่างมุม (นี่เป็นความเห็นส่วนตัวครับ ถ้าผิดก็ขออภัยด้วย)
     ผมมีปัญหาหน่อยหนึ่งอยากถามคุณวิโมกข์ คือเมื่ออยู่ตรงสภาวะกลางๆ นี้ บางครั้งจะมีการเกิดดับเกิดขึ้น โดยอารมณ์ที่เข้าไปดูมีอาการดับดังฟลุบ หายไปต่อหน้าต่อตา พร้อมทั้งมีอาการวูบเบาๆ รู้ตื่นขึ้นมา ถ้าเราสังเกตดู ณ ตรงนี้ ตัวตนเราไม่มี แต่หลังจากนั้นก็จะกลับมาเหมือนเดิม ดูอารมณ์อื่นๆ ต่อไป สิ่งที่เป็นปัญหาคือหากถ้าอารมณ์ที่เข้าไปดูเป็นอารมณ์ประเภทไม่ชอบ ไม่อยากได้ เช่นไปดูตัวฟุ้ง ตัวง่วง หรือตัวเวทนา พอเข้าไปดูก็ทำเหมือนเดิม คือถอยๆ ดูอยู่ห่างๆ อารมณ์ที่ไม่ชอบนั้นจะกลับไหลเข้ามาที่จิตทันที จิตไหลปนเข้าไปในอารมณ์ ถ้าเป็นตัวง่วงก็ตกภวังค์ หลับเลย ถ้าเป็นเวทนาก็จะส่ายมาก ถ้าเข้าดูธรรมตรงๆ เช่นนี้ จะผ่านไปไม่ได้ คุณวิโมกข์ว่าควรจะทำอย่างไรจึงจะผ่านธรรมตรงๆ ได้ ขอบพระคุณล่วงหน้าด้วย

วิโมกข์:

     ต่อข้อถามของคุณ chai๙๙๙ นั้น เมื่อเรารู้จักประคองจิตให้เป็นกลางๆ โดยถอยดูห่างๆ หรือดูให้ทั่วถึงแบบองค์รวมทั่วทุกทวารแล้ว ต่อไปเราควรฝึกสติให้รู้เท่าทันจิตพร้อมกับความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนั้นเป็นสัมปชัญญะ โดยเราฝึกประคองความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั่วสรรพางค์กาย คือ อาศัยกายเหมือนเป็นบ้านให้เราได้นั่ง ได้ยืน และคอยมองดูอารมณ์หรือความเป็นไปของจิตด้วยสติ โดยฝึกให้รู้เท่าทันถึงแขก ศัตรู หรืออารมณ์ที่มาเยือนบ้านของเรา และรู้ให้เท่าทันและทั่วถึงจิตที่กวัดแกว่งเข้าไปรับแขกหรือเสวยอารมณ์นั้นๆ เบื้องต้นเราฝึกประคองรักษาสติให้ต่อเนื่องเพื่อรักษาความเป็นกลางๆ ของจิตและรับรู้อารมณ์ต่างๆ ด้วยความว่องไว และด้วยพลังของสติ ต่อไปเมื่อเราฝึกดีแล้ว คุ้นเคย เข้าใจ และรู้จักความเป็นกลางของจิตเสมือนหนึ่งเราเป็นเจ้าบ้านหรือเจ้าของบ้านคือเรือนกายนี้ คืออาศัยเรือนกายนี้เป็นเครื่องอยู่ของสติด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม การที่อาศัยเรือนกายนี้เป็นเครื่องอยู่ของสติจะเป็นการสร้างสัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอเป็นเสมือนพลังของสติ เมื่อสติมีพลังหรือฐานที่มั่นดีแล้ว ความเป็นกลางของจิตก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ข้าศึกหรืออารมณ์ก็ไม่สามารถไหลเข้ามาสู่จิตได้ แต่ถ้าหากฝึกดูจิตโดยขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ ข้าศึกหรืออารมณ์ก็จะได้ช่องว่างสบโอกาสไหลเข้ามาสู่จิตได้ และเมื่อเราพ่ายแพ้ในยกแรก คือข้าศึกหรืออารมณ์ไหลเข้ามาสู่จิตได้ เราต้องรู้เท่าทันจิตที่เข้าไปเสพอารมณ์นั้น เมื่อเรารู้เท่าทันจิตที่เข้าไปเสพอารมณ์นั้น อารมณ์นั้นก็จะแสดงตนให้เห็นถึงอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป และให้เราเพียงรู้เท่าทันอารมณ์นั้นว่าได้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปแล้ว โดยไม่ต้องสงสัยหรือตั้งคำถามใดๆ และให้รู้เท่าทันเช่นนี้ตลอดไป เหมือนเรานั่งอยู่บนเรือนแล้วรู้เท่าทันแขกที่เข้ามาเยี่ยมเยียนเราที่บ้าน การรู้เท่าทันถึงความเป็นไปของจิตอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ จิตก็จะกลับเข้าไปสู่ความเป็นกลางของจิตโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องประคองหรือรักษา เพียงแต่รู้เท่าทันอยู่ตลอดเวลา อันนี้ก็เปรียบเสมือนผู้ที่ฝึกดีแล้วและพร้อมที่จะขึ้นชกกับข้าศึกศัตรูไม่เลือกหน้าตลอดเวลา สรุปก็คือให้สำรวจดูว่าเรามีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเป็นฐานที่มั่นคงดีไหม และสติมีความว่องไวสามารถรู้เท่าทันจิตที่เข้าไปเสวยอารมณ์ ความคิด ความอยาก ความโลภ ความโกรธ การปรุงแต่งสารพัด การรู้ให้ทั่วถึงและรู้ให้เท่าทันจิตก็จะทำให้จิตไม่เสวยในอารมณ์นั้น หรือหากจิตเสวยอารมณ์นั้นอยู่ก็จะค่อยๆ จางคลาย และสลัดคืนจากอารมณ์นั้น ทำให้เราเห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป อยู่ตลอดเวลาทั้งวัน

Vicha:

     น่าสนใจทั้งคำถามของคุณ chai๙๙๙ และคำตอบของคุณวิโมกข์ เพราะเป็นเรื่องที่ลุ่มลึกและละเอียด น้อยคนนักที่จะเห็นตามคำถามของคุณ chai๙๙๙ และเห็นตามที่คุณวิโมกข์ตอบ แต่ก็สามารถอุปมานไปได้ ผมจึงขอร่วมแสดงความเห็น (เห็นจริงๆ) ด้วยคน แต่ช่วงนี้จิตผมไม่อยู่ในสภาวะอาการที่จะวิเคราะห์ให้ละเอียดได้ (อันเกิดจากความหน่าย) ผมจึงขอร่วมแสดงความเห็นเป็นภาษาดุ่นๆ ตรงๆ
     ตามที่ผมเข้าใจ สรุปคือคุณ chai๙๙๙ ถามว่า เมื่อไม่เอาสติสัมปชัญญะเข้าไปเท่าทันในอารมณ์ที่ปรากฏ คือไม่เข้าไปจับในอารมณ์นั้น ก็จะไม่ผ่านไปได้ ก็คือไม่ปรากฏเป็นไตรลักษณ์ (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) อย่างชัดเจน และตามที่ผมเข้าใจ สรุปที่คุณวิโมกข์ตอบ ก็คือเอากายนี้แหละเป็นเครื่องอยู่ของสติสัมปชัญญะ อารมณ์ใดผ่านมา ก็ไม่เอาใจ หรือสติสัมปชัญญะไปจับหรือคลุกเคล้าในอารมณ์นั้น ก็จะเห็นอารมณ์นั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป นี่แหละคือนัยของความต่างกันของการพัฒนา ๑. สมาธิควบคู่กับสติ กับ ๒. สติเป็นผู้นำล้วนๆ
     ทีนี้มาดูกันกับสิ่งที่ผมเห็นจากการปฏิบัติก็แล้วกันครับ เพราะผมได้เห็นทั้งการพัฒนาสมาธิควบคู่กับสติ และการพัฒนาสติเป็นผู้นำล้วนๆ ที่เห็นไตรลักษณ์ (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) ดังนี้ เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป นั้นจึงมีอยู่สองนัย
     นัยแรกคือผู้รู้หรือจิตผู้รู้มีสมาธิอยู่ เห็นอารมณ์หรือกิเลสที่จรเข้ามาในใจ เมื่อมีสติสัมปชัญญะอยู่กับผู้รู้หรือจิตผู้รู้ อารมณ์หรือกิเลสที่เกิดขึ้นนั้น ตั้งอยู่นั้น ดับไป แต่ผู้รู้หรือจิตผู้รู้นั้นไม่ได้ดับไปด้วย เมื่อมีสมาธิมีสติสัมปชัญญะอยู่กับผู้รู้หรือจิตผู้รู้อยู่ตลอดเป็นปัจจุบัน ย่อมเห็นอารมณ์หรือกิเลสที่จรเข้ามาในใจ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปโดยตลอดเช่นเดียวกัน บางครั้งผู้รู้อาจจะเกิดอาการวูบตามอารมณ์หรือกิเลสที่ดับไป แต่ผู้รู้นั้นก็ยังไม่ดับขาดจากกัน กลับมาอยู่ในภาวะสมดุล คือเฝ้าดูหรือดูอารมณ์หรือกิเลสที่จรมาแล้วดับไปเป็นส่วนใหญ่
     นัยแรกนี้เป็นนัยเดียวกับที่คุณวิโมกข์ได้ตอบกับคุณ chai๙๙๙
     นัยที่สองคือการพัฒนาสติสัมปชัญญะ รู้เท่าทันทั้งผู้รู้และสิ่งถูกรู้ เป็นตัวนำ อย่างนี้สมาธิย่อมน้อยกว่าสติ คือสมาธิที่ทรงเป็นอารมณ์เดียวนั้นจะไม่สืบทอดกันเป็นเวลานาน แต่จะเป็นขณะๆ ไป ตามสติที่รู้เท่าทันต่อผู้รู้หรือสิ่งถูกรู้ ดังนั้นเมื่อผู้รู้ปรากฏชัด สติสัมปชัญญะก็จะเท่าทันกับผู้รู้ เมื่อสิ่งที่ถูกรู้ปรากฏชัด เช่น อารมณ์ กิเลส (โลภ โกรธ หลง) หรือผัสสะ ฯลฯ สติสัมปชัญญะก็จะเท่าทันกับสิ่งที่ถูกรู้นั้น การมีสติสัมปชัญญะรู้เท่าทันกับสิ่งที่ปรากฏชัด ไตรลักษณ์ (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) ก็จะแสดงให้เห็น เมื่อกำลังคือพละยังอ่อนอยู่ ผู้รู้หรือความรู้สึกก็หาได้ดับไปตามสิ่งที่ปรากฏให้เห็นนั้นดับไป แต่บางครั้งความรู้สึกหรือผู้รู้จะมีอาการวูบตามสิ่งที่ปรากฏที่ดับไปนั้น ก็เป็นคล้ายเช่นเดียวกับนัยแรกที่กล่าวไว้ แต่ในนัยที่สองนี้จะปรากฏได้ชัดและถี่กว่าเท่านั้น หวังว่านัยที่สองนี้คงเป็นคำตอบให้กับคุณ chai๙๙๙ ได้อย่างดี
     ต่อไปจะเป็นนัยพิเศษ ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติถึงก็จะเข้าใจ ส่วนผู้ที่ปฏิบัติไม่ถึงก็ลองพิจารณาดู จากทั้งสองนัยที่ผมกล่าวข้างบน ถึงแม้จะมีลักษณะรายละเอียดต่างกัน แต่ไตรลักษณ์ได้ปรากฏคล้ายกัน นัยทั้งสองข้างบนนั้นเมื่อมีพละที่สมบูรณ์ขึ้น ทั้งปัญญาเห็นไตรลักษณ์ สติ สมาธิ แก่กล้าขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสมดุลที่ผู้รู้เห็นอารมณ์เกิดดับดังนัยแรก หรือสติสัมปชัญญะเข้าไปจับอารมณ์ก็จะเกิดภาวะเดียวกัน คือการเกิดดับของรูปนามที่ชัดเจน คือผู้รู้ในนัยแรกหรือความรู้สึกในนัยที่สอง ดับอย่างสิ้นเชิงลงไปพร้อมกัน เรียกว่าเกิด อุทยัพพยญาณ (ญาณ ๔) ขึ้นไปอย่างชัดเจน อนึ่ง อุทยัพพยญาณ หรือการเกิดดับของรูปนามปรากฏชัดเจน ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดอยู่ทุกขณะ แต่จะเกิดก็ต่อเมื่อเกิดความสมดุลของพละทั้ง ๕ เท่านั้น ส่วนมากจะเป็นอาการวูบเล็กๆ น้อยๆ เสียมากกว่า เมื่อไตรลักษณ์ปรากฏ กับสิ่งที่ปรากฏ หรืออารมณ์ที่ปรากฏ ผมขอร่วมแสดงความเห็นเพียงแค่นี้ เพราะปัญหาที่ถามและที่ตอบกันอยู่ สามารถที่จะคลายข้อกังขาไปได้ ด้วยเหตุเพียงแค่นี้

ZEN:

     ข้อความที่ว่า “ถ้าเป็นเวทนาก็จะส่ายมาก ผ่านไม่ได้เลย ถ้าเข้าดูตรงๆ”
   จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง เห็นว่าที่เกิดอาการเช่นนี้ก็เนื่องจากเราพยายามมองเวทนามากเกินไป ทำให้เกิดการจดจ่อกับเวทนานั้นโดยไม่ตั้งใจ หากเรารับรู้อาการของจิตโดยทั่วพร้อม โดยเห็นว่าเวทนานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจิต มิใช่ทั้งหมดของจิต ความจดจ่อกับเวทนานั้นก็จะไม่เกิดขึ้น การที่เราสามารถรับรู้ได้ถึงความไม่สงบ (เวทนา) ได้นั้น ก็เนื่องจากเราสามารถรับรู้ได้ถึงความสงบ (ความว่าง) ที่เปรียบเสมือนภาพหลังฉากของความไม่สงบนั้นนั่นเอง ดังนั้น เราเพียงแต่รับรู้ในอาการไม่สงบ ไปพร้อมๆ กับความสงบซึ่งเปรียบเสมือนภาพหลังฉากนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องฝืนหรือบังคับ ปัญหาดังกล่าวก็จะไม่เกิดขึ้นอีกครับ

Chai๙๙๙:

     ขอบพระคุณคุณวิโมกข์และคุณ Vicha ที่มาอธิบายต่ออีกที ซึ่งอธิบายได้ชัดเจนและละเอียดอีกมุมหนึ่ง ยากแท้ครับที่จะหาผู้รู้ใจในคำถาม นอกจากผู้ที่เคยผ่านมาก่อน ขอบคุณอีกครั้งนะครับ


<< กลับไปหน้าแรก [1][2][3][4][5][6][7][8][9][10]
[11][12][13][14][15][16][17][18][19] หน้าต่อไป >>