| หมูหยอง:
เวลาเราฟังพระเทศน์แล้วคิดตามไปด้วย
จนบางครั้งท่านเตือนว่า เผลอคิดไปแล้วรู้ไหม พอเรารู้ปั๊บ เจ้าความคิดนั้นมันก็หยุดเลย
พอเราฟังท่านเทศน์ต่อ เราก็คิดตามต่อ มันก็เป็นเผลอคิดไปอีก ทีนี้เราจะฟังเทศน์แบบไม่คิดตามได้อย่างไรครับ
หรือถามอีกอย่างเราสามารถที่จะคิดพิจารณาอะไรโดยที่รู้สึกตัวตลอดว่าคิดได้หรือไม่
ผมทำไม่ได้น่ะครับ คือพอผมระลึกรู้ว่ากำลังคิด
เจ้าความคิดหรือเรื่องที่กำลังคิดมันก็หยุดเลย คือถ้าจ้องมันตรงๆ
มันก็ไม่ไปให้เห็น มันไปแล้วถึงเห็น แต่มันเห็นอดีต ปัจจุบันมันไม่มีจริง
มันไหลไปๆ ตลอดน่ะครับ
|
| วิโมกข์:
ตอบคุณหมูหยอง ในขณะฟังพระเทศน์ ขอแนะนำให้น้อมใจตามในสิ่งที่ท่านเทศน์
คือเสียงผ่านเข้าหูก็ตรงเข้าไปที่ใจเลย ระลึกรู้ด้วยใจ รู้ตามด้วยใจ
รู้ทั่วถึงในสิ่งที่ท่านเทศน์ด้วยใจ จนเกิดการปลง สลดสังเวช วิราคะ
ในที่สุดจะเกิดทั้งสมาธิ และภาวนามยปัญญา ส่วนการคิดพิจารณาด้วยความคิด
อันนี้ก็เป็นจินตามยปัญญา หรือหากเราจะคิดพิจารณาและรู้ตามความคิดไปด้วย
หรือคิดพิจารณาด้วยความรู้สึกตัว ตามที่คุณหมูหยองบอกว่า ความคิดหยุดไปเลย
อันนี้ก็ดีอยู่แล้ว ความคิดหยุดไปเพราะเรารู้สึกตัว ก็ถูกต้องแล้ว
ไม่ต้องกังวลอะไร ก็ให้น้อมใจ เปิดใจรู้ตามในสิ่งที่ท่านเทศน์ต่อไป
คนเราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กๆ ให้รู้จักใช้แต่ความคิดในการบวกลบคูณหาร
แต่ไม่ได้ฝึกน้อมใจ การน้อมใจนี้มีประโยชน์มาก สามารถน้อมเอาความรู้ทั้งหลายที่เราเคยได้ร่ำเรียนมาแล้ว
มาใช้ประโยชน์ และแก้สถานการณ์ได้ทันท่วงที
|
| หมูหยอง:
"เสียงผ่านจากหูเข้าไปถึงใจ ระลึกรู้ด้วยใจ"
อันนี้ยังทำไม่ได้น่ะครับ สรุปคือฟังแล้วไม่ต้องคิดตาม
ผมยังทำไม่ได้แน่นอนครับ แต่ให้รู้ว่าคิดตามอันนี้พอทำได้ ขอถามอีกครั้งนะครับว่าเราจะสามารถคิด
ไปด้วยรู้สึกตัวไปด้วยได้หรือไม่ ของผมไม่ได้ มันทำได้อย่างเดียวในขณะหนึ่งๆ
ขอบคุณครับ
|
| อติ:
มีพระสุปฎิปัณโณ ๒ รูป ท่านสอนผมโดยใช้สำนวนต่างกัน
*ให้ระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏอยู่ ตามความจริง*
หมายถึงว่า อะไรจะเกิดขึ้นก็ให้รู้ไปตรงๆ เฉยๆ เวลาได้ยิน ก็รู้ว่าได้ยิน
ถ้าเค้าจะคิด ก็ให้รู้ทันว่ากำลังคิด กายกับใจ เขาจะเป็นอย่างไร
เรามีหน้าที่รู้เท่าทันสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ในขณะนั้นๆ จะบังคับให้ไม่คิด
หรือบังคับให้คิดย่อมเป็นไปไม่ได้ครับ ให้เรามีสติรู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นให้เป็นปัจจุบัน ถ้าเผลอไปแล้ว
ก็ปล่อยไป มาอยู่กับปัจจุบันใหม่ สรุปคือมีสติ ก็มีปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบันเรื่อยๆ
ก็คือ มีสติเรื่อยๆ ครับ
|
| คุณด้อยปัญญา:
ผมมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้คือ
ในขณะที่รับฟังธรรมอยู่ด้วยจิตที่เป็นกลาง (ในขณะนั้นรู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ
ว่างจากสังขารความคิดปรุงแต่งทั้งหมด เหลือแต่ความรู้เด่นชัดอยู่)
พร้อมกันนั้นได้ยินเสียงที่ท่านพูดอยู่ด้วย ท่านพูดถึงอะไรมาสักคำหนึ่งสั้นๆ
ก็ปรากฏว่าจะเห็นและรู้สภาวะนั้นๆ โดยรวดเร็ว (ราวกับชั่วฟ้าแลบเท่านั้น)
แบบไม่ทันได้คิด (แต่รู้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ)
ออกมาอย่างน่าทึ่ง คือรู้ตลอดสายของสภาวะที่มีคำสั้นๆ
นั้นเป็นเหตุ ที่ถูกพูดถึง (เช่น คำว่า
"ความโลภ") จนเห็นอนัตตาของสภาวะนั้นๆ
แล้วจิตก็วางสิ่งเหล่านั้นลง พร้อมกับเกิดความรู้ควบคู่กันไปโดยไม่มีความสงสัยแต่อย่างใดเลย
(ขอไม่เล่ารายละเอียด)
น่าสังเกตว่า จิตขณะนั้นตั้งมั่น ไม่มีความคิดใดๆ
อยู่ มีแต่ความรู้เด่น แต่ว่าจิตสามารถจะเห็นสภาวะที่ลึกซึ้งจากธรรมสั้นๆ
ที่ "ได้ยิน" (ซึ่งต่างจากการคิดมาก)
และจิตก็สามารถจะเข้าใจทะลุไปเป็นเปลาะๆ ได้
พร้อมเกิดความรู้ด้วยกันลงไปอย่างรวดเร็วมาก ขอความเห็นจากคุณวิโมกข์นะครับ
ว่าสภาวะแบบนี้เรียกว่าอะไรครับ และหากผิดถูกประการใด ผมขอคำชี้แนะจากคุณวิโมกข์ด้วยครับ
|
| วิโมกข์:
ตอบคุณด้อยปัญญา
สภาวะนั้นเป็นสภาวะของญาณ เป็นภาวนามยปัญญาที่รู้แจ้งตามความเป็นจริง
เพราะการที่ขณะเรานั่งฟังพระเทศน์ แล้วเราทำใจให้เป็นกลางๆ จะเกิดการระลึกรู้ตามในธรรมที่พระท่านเทศน์ให้เราฟัง
อันนี้เรียกว่าพระท่านเทศน์จี้จุดเรา และเราก็น้อมใจด้วยดี การน้อมใจระลึกรู้ตามนี้ควรจะหัดบ่อยๆ
ให้เป็นนิสัย เพราะปกติคนเรามักรู้จักการเรียนรู้ด้วยการคิดตาม
แต่ไม่รู้จักการน้อมใจหรือรู้ตามด้วยใจ คิดอย่างเดียว โดยไม่น้อมใจรู้ตามในสิ่งที่เราคิด
มันก็จะเป็นเพียงจินตามยปัญญา แต่หากเราคิดไปด้วยพร้อมกับน้อมใจรู้ตามในสิ่งที่เราคิด
ก็จะเกิดผลอย่างมหาศาล คือถ้าคิดในเรื่องทางโลก แม้แต่จะหาเงินหาทอง
หรือคิดจะทำการใดๆ หากรู้จักน้อมใจตามในสิ่งที่คิดนั้น มันจะมองทะลุปรุโปร่งไปหมด
คือรู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร หรือทำอย่างไรจึงจะประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย
ลำพังคิดอย่างเดียว มันไม่มีพลัง แต่คิดไปด้วย น้อมใจไปด้วย พลังแห่งความสำเร็จจะตามมาเองด้วยอำนาจของใจ
หากผู้ปฏิบัติรู้จักการน้อมใจ แม้แต่การเข้าสู่ฌานหรือเลื่อนจากฌานหนึ่งไปอีกฌานหนึ่ง
เช่นจากรูปฌาน ไปสู่อรูปฌาน เราก็น้อมใจเข้าสู่ความว่างไม่มีประมาณ
เป็นอากาสานัญจายตนะ น้อมใจสู่วิญญาณไม่มีประมาณหรือวิญญาณหาที่สุดไม่ได้
เป็นวิญญาณัญจายตนะ เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดก็คือการน้อมใจเข้าสู่ไตรลักษณ์
คือน้อมสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน เข้ามาสู่จิตสู่ใจว่าสิ่งนั้นไม่เที่ยง
เมื่อเห็นความไม่เที่ยง ก็น้อมความไม่เที่ยงเข้าสู่จิตเข้าสู่ใจ
ก็จะเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อน้อมความเป็นทุกข์เข้าสู่จิตเข้าสู่ใจ
ก็จะเห็นความไม่มีตัวตน เพราะเห็นไตรลักษณ์ในลักษณะดังกล่าว คือไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน จนแจ่มแจ้งแก่ใจ ใจก็จะน้อมเข้าสู่สุญญตาหรือความว่างของจิตที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ
ในสุญญตาหรือความว่างนี้ ไม่ใช่ว่างทางจิตคือข่มจิตหรือจิตว่างแบบเฉยๆ
หรือแบบนิ่งเฉยๆ แต่เป็นความว่างจากกิเลสมารบกวนจิตใจ ทำให้เกิดสติสัมปชัญญะบริบูรณ์
คือเป็นสติที่รู้ทันสภาวะทุกอย่างและเห็นสภาวะทุกอย่างตามความเป็นจริง
เมื่อเห็นตามความเป็นจริงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์
และไม่มีตัวตนก็จะเกิดการละสักกายทิฏฐิ (ความเข้าใจผิดในเรื่องตัวตน)
ได้ในเบื้องต้น จนสามารถละวางสิ่งทั้งปวงได้ในที่สุด
ฉะนั้น การที่เราฟังพระเทศน์นั้น เมื่อพระท่านคิดนึกแทนเรา และเทศน์ไปตามลำดับให้เราฟัง
เราก็เรียนลัดเลย คือรู้ตามหรือน้อมใจรู้ตาม โดยไม่ต้องวุ่นอยู่กับการคิดนึกโดยไม่จำเป็น
อันนี้ต่างกับการที่เราอยู่คนเดียว มองเห็นอะไรๆ หรือสิ่งภายนอกทั้งหลาย
เราอาจจะต้องคิดนึกพิจารณานำเป็นจินตามยปัญญา แล้วก็น้อมเข้าสู่ใจให้รู้เห็นตามความเป็นจริงเป็นภาวนามยปัญญา
การน้อมเข้าสู่ใจนี้ บางครั้งในวงการขายเขาบอกว่าให้พูดเปิดใจลูกค้า
เปิดใจได้สำเร็จก็รีบปิดการขายทันทีเลย เมื่อเราเปิดใจผู้อื่นได้
เราก็ควรหัดเปิดใจตนเองอยู่เนืองๆ คือ เห็นอะไรก็น้อมเข้าสู่ใจ
เป็นใจเห็น หูได้ยินอะไรก็น้อมเข้าสู่ใจ เป็นใจได้ยิน สัมผัสอะไรก็น้อมเข้าสู่ใจเป็นใจรู้สัมผัส
การน้อมเข้าสู่ใจในลักษณะนี้บ่อยๆ เป็นอุบายในการ activate
หรือปลุกกระตุ้นใจของเราให้เปิดให้ทำงาน (ไม่มัวแต่ง่วนหลับอยู่)
คือให้เป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ ฉะนั้น เมื่อเรามีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมโดยอาศัยกายเป็นเครื่องอาศัยเพื่อให้สติตื่นตัวและมีกำลังเป็นสติผู้ตื่นอยู่เสมอ
สติผู้ตื่นอยู่เสมอก็จะทำให้เป็นใจผู้รู้อยู่เสมอ แล้วฝึกใจผู้รู้ ผู้ตื่นนี้ให้รู้เท่าทันจิตอยู่เสมอ
เมื่อรู้เท่าทันจิตก็หมั่นฝึกน้อมธรรมคือไตรลักษณ์เข้าสู่จิตเข้าสู่ใจอยู่เสมอ
คือเมื่อรู้เท่าทันจิตไปรับรู้ที่ตา เห็นรูปก็ให้น้อมความไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตนของรูปนั้นเข้าไปสู่จิตสู่ใจพร้อมๆ กันไปด้วย
หูได้ยินเสียง และกายสัมผัสก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราหมั่นฝึกรู้เท่าทันจิตและน้อมไตรลักษณ์เข้าไปกระทุ้งจิตบ่อยๆ
เราก็จะรู้เท่าทันอาการของจิตด้วยว่า จิตของเราเกิดความจางคลาย ความคลายกำหนัดหรือวิราคะในที่สุด
พอเห็นแจ่มแจ้งเช่นนี้ตลอดสายทะลุปรุโปร่ง ญาณหรือปัญญาญาณก็จะค่อยๆ เกิดขึ้นๆ
หมั่นฝึกดูจิต รู้เท่าทันจิต และอบรมจิตโดยน้อมความไม่เที่ยง เป็นทุกข์
ความไม่มีตัวตนเข้าไปสู่จิตบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ขอบเขตเครื่องกางกั้นจำกัดจิตของเราจะค่อยๆ
พังทลายไปทีละน้อย เราจะเริ่มมีญาณหรือการหยั่งรู้ที่ไกลออกไปเกินกว่าปุถุชนธรรมดา
จนเมื่อเราถึงพร้อมด้วยญาณอันเป็นที่สุดคืออาสวักขยญาณ ขอบเขตเครื่องกางกั้นจำกัดจิตของเราก็จะพังทลายไปจนหมดสิ้น
ดังที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายผู้เป็นขีณาสพได้อธิบายแก่เราท่านทั้งหลายว่า
แม้หมื่นโลกธาตุก็หวั่นไหวสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหมด การน้อมไตรลักษณ์เข้าสู่ใจ
เราอาจจะฝึกน้อมอย่างใดอย่างหนึ่งตอกย้ำเข้าไปในจิตในใจบ่อยๆ เช่น
น้อมความไม่เที่ยงอย่างเดียว ความเป็นทุกข์อย่างเดียว หรือความไม่มีตัวตนอย่างเดียวก็ได้
เพราะเมื่อใจเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะเห็นตลอดทั้ง ๓ ลักษณะ
เพราะการน้อมเข้าสู่ใจ โดยการพิจารณาทั้ง ๓ อาการ นั้นอาจจะกลายเป็นการไปคิดนึกพิจารณาตามด้วยความคิดนึก
อันเป็นจินตามยปัญญา ฉะนั้น ให้ใช้อุบายน้อมเข้าไปสู่ใจ โดยการทำในใจว่าไม่เที่ยง
ๆ ๆ อย่างเดียว จนให้ใจเห็นอนัตตา เกิดการจางคลาย คลายกำหนัดหรือวิราคะไปโดยอัตโนมัติ
อันเป็นภาวนามยปัญญา แต่ทั้งนี้หากจะเผลอไปคิดนึกพิจารณาบ้างก็คงไม่เสียหายอะไร
ไม่ต้องไปรังเกียจการคิดนึก แต่เมื่อเราคิดนึกพิจารณาแล้ว ก็ให้เราน้อมใจกำกับตามไปด้วย
จนเข้าถึงจิตเข้าถึงใจจนแจ่มแจ้งแก่ใจว่าไม่เที่ยงๆ จริงๆ ความคิดนึกก็จะหยุดลง
กลายเป็นการเห็นแจ่มแจ้งแทงตลอดด้วยใจ อันเป็นภาวนามยปัญญาได้ในที่สุดเช่นกัน
|
| ด้อยปัญญา:
ขออ้างอิงข้อความครับ
ปกติคนเรามักรู้จักการเรียนรู้ด้วยการคิดตาม
แต่ไม่รู้จักการน้อมใจหรือรู้ตามด้วยใจ คิดอย่างเดียว โดยไม่น้อมใจรู้ตามในสิ่งที่เราคิด
มันก็จะเป็นเพียงจินตามยปัญญา แต่หากเราคิดไปด้วย พร้อมกับน้อมใจรู้ตามในสิ่งที่เราคิด
ก็จะเกิดผลอย่างมหาศาล
ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านวิโมกข์เป็นอย่างสูงครับที่เมตตาตอบด้อยปัญญาคนนี้ได้อย่างตรงจุดและขยายความได้อีกมากครับ
ข้อความที่อ้างอิงมา เป็นเรื่องที่ท่านอธิบายได้ค่อนข้างชัดเจนดีครับ
เรื่องความแตกต่างระหว่างคิดด้วยสัญญา กับการพิจารณาให้จิตรู้และเข้าใจในสภาวะปัจจุบันนั้นๆ
ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นปัจจุบัน นับเป็นเรื่องเข้าใจได้ยาก
และเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางครับ
|
| วิโมกข์:
เรามาสนทนาธรรมกันต่อ
ด้วยเรื่องการพัฒนาสติในการภาวนาอันเป็นฝ่ายเพิ่มพูนหรือเสริมสร้างปัญญาให้ยิ่งๆ
ขึ้นไปต่อไป เพราะลำพังการฝึกสติโดยกำหนดการยืน เดิน นั่ง นอน
และอิริยาบถเคลื่อนไหวต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการฝึกเจริญสติที่ถูกต้อง
คงไม่เพียงพอในการพัฒนาสติเพื่อเพิ่มพูนปัญญาและสามารถนำปัญญามาใช้ได้ในทันท่วงทีทุกขณะ
เบื้องต้นของการฝึกสติอันเป็นไปเพื่อเสริมสร้างปัญญานี้ ก่อนอื่นเราต้องสร้างปัญญาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
เพื่อวิมุตติและความหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส โดยสร้างสมปัญญาอันเป็นสัมมาทิฏฐินี้เข้าไปเก็บไว้ในคลัง
คือสัญญา (ความจำได้หมายรู้)
โดยการศึกษาจากการฟัง การอ่าน การสนทนาธรรม การคิดนึกพิจารณา ด้วยโยนิโสมนสิการที่แยบคายมากขึ้นอันเป็นอุบายเรืองปัญญาไปตามลำดับ
และเก็บข้อมูลในทางธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นสะสมไว้ในคลังแห่งสัญญาให้มากขึ้นๆ
เหมือนกับเติมน้ำบริสุทธิ์สะอาดลงไปในสระน้ำที่ขุ่น หมั่นเติมไปเรื่อยๆ
น้ำในสระนั้นก็จะใสสะอาดมากขึ้น ความขุ่นคืออนุสัยกิเลส แม้จะยังมีอยู่
แต่ก็จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมหรือการกระทำทางกาย วาจา และใจ น้อยลงๆ
และเมื่อมีน้ำใสสะอาดมากขึ้นอันเป็นคลังแห่งสัญญาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้อันถูกต้องอันเป็นสัมมาทิฏฐิ
อาทิ ความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท คือ ความเป็นเหตุปัจจัย เรื่องไตรลักษณ์
หรือสามัญญลัษณะ คือทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงจึงเป็นทุกข์
เมื่อเป็นทุกข์จึงไม่มีตัวตนที่เราควรจะไปมั่นหมายว่าเป็นตัวเรา
ของเรา เราพึงหมั่นพินิจพิจารณาในชีวิตประจำวันด้วยความคิดนึกพิจารณาเป็นจินตามยปัญญาในเบื้องต้น
และสามารถพัฒนาต่อไปเป็นภาวนามยปัญญา โดยการฝึกนึกคิดพิจารณา พร้อมกับให้ใจเรารู้ตามความคิดนึกไปทุกขณะด้วย
ฝึกคิดนึกพิจารณาด้วยใจที่รู้ตามความคิดอยู่เสมอๆ นี้ ใจของเราก็จะเปิด
และเกิดภาวนามยปัญญาสะสมไว้ในคลังแห่งสัญญาเช่นกัน ในที่สุดใจของเราก็จะยอมรับความรู้ตามความเป็นจริงว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน จนใจของเราเกิดการปลง สลดสังเวช และความคลายกำหนัด
(วิราคะ) เพราะเห็นทุกข์เห็นโทษของการเข้าไปยึดมั่นถือมั่นและความเข้าไปสำคัญมั่นหมายผิดๆ
ในสิ่งเหล่านั้น เมื่อเรารู้จักฉลาดในอุบายเพิ่มพูนความรู้อันเป็นสัมมาทิฏฐิให้มีมากขึ้นในคลังคือสัญญาดังกล่าว
ต่อไปก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติโดยฝึกพัฒนาสติ ให้เป็นสติปัฏฐาน
๔ ที่สมบูรณ์ โดยการฝึกระลึกรู้ตามกาย วาจา ใจ ความคิดนึก ความเป็นไปหรือความไหวของจิตใจของเรา
จนเกิดเป็นความรู้และเห็นแจ้งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เนืองๆ
ทำให้มากขึ้น ทำให้ชำนาญขึ้นจนเป็นความเคยชินหรือเป็นนิสัยแห่งการน้อมไปสู่ปัญญาในลักษณะดังกล่าว
พอเมื่อเราประสบกับเหตุการณ์ใดๆ และเกิดการกระทบและรับอารมณ์ต่างๆ
เราก็ต้องรู้จักใช้สติน้อมเอาปัญญาทางธรรมที่เราหมั่นฝึกอบรมไว้ดีแล้ว
ให้วิ่งเข้ามาได้ทันท่วงทีทุกครั้งทุกขณะที่เรากระทบ สัมผัสหรือรับอารมณ์จากภายนอก
คือให้วิชชาวิ่งเข้ามาได้ทันท่วงที ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่เราเผลอประมาทปล่อยให้อวิชชาหรือความหลงวิ่งแซงเข้ามาครอบงำจิตใจของเราอยู่ร่ำไป
ฉะนั้นการพัฒนาสติ เราต้องรู้จักใช้สติให้รู้เท่าทันทั้งกายและใจ
รู้เท่าทันกาย คือรู้เท่าทันอิริยาบถ เป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
และรู้เท่าทันใจคือ สติระลึกและน้อมเอาวิชชาหรือปัญญาในทางธรรมที่เราสะสมไว้พร้อมแล้วในคลังคือสัญญา
ระลึกหรือน้อม (คลิ๊ก)
เอาปัญญาในทางธรรม หรือเรียกสั้นๆ ว่า น้อมเอาสุญญตาเข้ามาใช้ได้ทันท่วงทีในทุกขณะที่เรากระทบหรือรับรู้อารมณ์จากภายนอกผ่านทางตา
หู จมูก ลิ้น กายและใจ คือเราจะไม่ยอมให้ กาย วาจา หรือจิตไหวไป
เคลื่อนไป ทำหน้าที่ไป โดยขาดสติหรือความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะเดียวกันก็ใช้สติน้อมเอาปัญญาหรือวิชชามาเชือดเฉือนกิเลสหรืออวิชชา
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน อันนี้ถือว่าเป็นการพัฒนาสติอันเป็นไปในทางฝ่ายปัญญาเพื่อวิมุตติและความหลุดพ้น
นอกเหนือจากการฝึกสติกับอิริยาบถการเคลื่อนไหวอย่างที่เราท่านได้ฝึกทำกัน
ซึ่งน้อยเกินไปสำหรับผู้ปฏิบัติที่มุ่งความหลุดพ้นในชาติปัจจุบันนี้
|
| วิโมกข์:
ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๓/๒๐๖ พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ
สัญญาอบรมวิมุตติ ๕ อย่าง คือ
๑. อนิจจสัญญา คือ สัญญาที่เกิดขึ้นในญาณเป็นเครื่องพิจารณาเห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง
๒. อนิจเจทุกขสัญญา คือ สัญญาที่เกิดขึ้นในญาณเป็นเครื่องพิจารณาเห็นว่าเป็นทุกข์ในสิ่งที่ไม่เที่ยง
๓. ทุกเขอนัตตสัญญา คือ สัญญาที่เกิดขึ้นในญาณเป็นเครื่องพิจารณาเห็นว่าไม่ใช่ตนในสิ่งที่เป็นทุกข์
๔. ปหานสัญญา คือ สัญญาที่เกิดขึ้นในญาณเป็นเครื่องพิจารณาเห็นว่าควรละเสีย
๕. วิราคสัญญา คือ สัญญาที่เกิดขึ้นในญาณเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความคลายเสียซึ่งความกำหนัด
ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมที่มีประเภทละ ๕ เหล่านี้แล
อันผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้ชอบแล้ว
พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงแก่งแย่งกันในธรรมนั้น
การที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนตั้งอยู่นานนั้น
พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก
เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล
เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
|
| วิโมกข์:
จินตามยปัญญา
คือการใคร่ครวญพินิจพิจารณาอยู่เนืองๆ ด้วยความนึกคิด ว่ารูปไม่เที่ยง
เมื่อไม่เที่ยงจึงเป็นทุกข์ เมื่อเป็นทุกข์จึงไม่มีตัวตน... เวทนา
สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็เช่นกัน และการพิจารณาทุกครั้งไปให้พิจารณาด้วยสติ
คือให้ใจผู้รู้ระลึกรู้อยู่ในใจ ทำในใจโดยแยบคายพร้อมๆ กับการใช้จินตามยปัญญานั้นๆ
กล่าวคือขณะที่พิจารณา ให้ฝึกน้อมเข้าสู่ใจอยู่เนืองๆ ในที่สุดเมื่อใจของเราเปิด
เกิดเป็นใจผู้รู้ รู้ตามความเป็นจริง ในสิ่งที่ใคร่ครวญพิจารณานั้น
ก็จะเกิดภาวนามยปัญญาพร้อมกันไปด้วย
|