Online ทั้งหมด : 4 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์





มีสัมปชัญญะ มีสติ การเจริญสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

หมูหยอง:

     คุณวิโมกข์ครับ ผมใช้การฝึกสติกับชีวิตประจำวันและกับการงานทั่วไป ทำเท่าที่ทำได้ งานบางอย่างที่ต้องอาศัยปรุงแต่งมาก ระลึกได้น้อยก็ไม่เป็นไร อันไหนระลึกได้มาก ก็ได้มาก ผมทำแบบนี้แล้วได้ผลก้าวหน้าดี สติผม "ไว" ขึ้น จับสังขารหยาบได้ แยกรูปนามและพิจารณาไตรลักษณ์ลงไปได้ แต่เริ่มเห็นว่ามันมีตัวสังขารแบบละเอียดอีกมากโผล่แย้มมาให้เห็น และยังจับมันได้น้อยมาก ๑ ใน ๑,๐๐๐ ใน ๑๐,๐๐๐ มั้ง

วิโมกข์:

     ต่อคำถามของคุณโยมหมูหยอง เกี่ยวกับตัวสังขารการปรุงแต่งที่เกิดขึ้นและจับไม่ได้หรือรู้ไม่ทันนี้ เพราะคุณโยมหมูหยองเจริญสติโดยไม่ได้เจริญสัมปชัญญะ หรือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมพร้อมกันไปด้วย ดังที่อธิบายมาข้างต้น ขอแนะนำว่าอย่าใช้สมาธิไปกดเพราะอาจจะสะกดหรือบังคับได้ แต่ไม่เกิดปัญญา ควรจะใช้วิธีให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเข้าไปรู้แบบองค์รวมแบบทั่วถึงดีกว่า เพราะสัมปชัญญะที่มีสติเข้าไประลึกรู้นั้นเป็นตัวปัญญาที่เราต้องการ

ธง:

     ขอบพระคุณมากครับคุณวิโมกข์ สติมี ๒ แบบ สัมมาสติ กับ มิจฉาสติ การพัฒนาสติต้องพัฒนาให้เป็นสัมมาสติจึงเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง สติมากๆ แต่ไม่ใช่สัมมาสติก็ทำให้หลงไปได้ไกลมาก การกระทำการงาน คิด พูด ล้วนต้องใช้สติอยู่แล้วตามกำลังของแต่ละคน และก็ต้องมีกันอย่างพอเพียงที่จะทำการงาน คิด พูด ออกมาได้ แต่สติเหล่านั้นอาจไม่ใช่สัมมาสติก็ได้ เพราะมีมูลเหตุของอกุศล เป็นตัวกระตุ้นให้ทำ คิด พูด เช่นนั้น สัมมาสติจึงพัฒนาขึ้นโดยลำพังไม่ได้ ต้องอาศัยธรรมอื่นๆ ประกอบกันในการพัฒนา เช่น ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นธรรมที่ช่วยประคองสติให้เป็นสัมมาสติ เมื่อเกิดสัมมาสติแล้ว สติจะพัฒนาเป็นกำลังแก่ ศีล สมาธิ ปัญญา จนเกิดเป็นปัญญา หมายเอาถึงความรู้ ความคิด ที่เป็นผลของการพัฒนามาจากสติในการรู้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับกายใจของเราทั้งหมด เก็บรักษาไว้ในรูปของสัญญาที่ใจส่วนหนึ่ง พัฒนาขึ้นใหม่เป็นสังขารเกิดขึ้นทันทีที่ใจส่วนหนึ่ง ปัญญาเกิดจากสติเรียกหาค้นหา จึงมา ถ้าสัมมาสติเรียกหา สัมมาปัญญา หรือสัมมาทิฏฐิก็เกิด แต่ถ้ามิจฉาสติเรียกหา มิจฉาปัญญาหรือมิจฉาทิฏฐิก็มา ฝึกสติให้เป็นสัมมาสติ สติมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่ฝึกเพื่อให้เห็นว่ามันมีอยู่ และเรียกใช้มันบ่อย ให้มันคุ้นเคยกับจิตใจเรา ให้มันเป็นเพื่อนสนิทติดตามเราไปทุกหนแห่ง และอบรมมันให้เป็นสัมมาสติ ด้วยการประคับประคองการทำ คิด พูด ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา หรือมรรคมีองค์ ๘ ก็ได้เหมือนกันครับ

นายนก:

     ขออ้างอิงข้อความนี้ครับ “มีข้อสงสัยตรงที่เมื่อเราพัฒนาสติมามากๆ จะไปทำสมาธิอีกเหมือนที่เคยทำมาก่อน จะทำไม่ได้ หรือเป็นสมาธิคนละชนิดกัน แต่เฉลียวใจเมื่อคิดได้ว่า เราใช้สมาธิเป็นทุ่น เป็นบันไดไต่ขึ้นมาทำวิปัสสนาตรงๆ พอผ่านมาได้กลับหวนกลับไปที่ทุ่น หาทางแบกมันใส่หลังไปด้วย คงจะไม่ถูกต้อง” รู้สึกได้ถึงความเป็นผู้คอยตอบปัญหาด้วยความใส่ใจ และค่อนข้างละเอียด (อย่างที่คนทั่วๆ ไปอาจจะตอบไม่ได้อย่างนี้ แต่ว่าข้อความที่ผมอ้างอิงไว้ข้างต้น (ความเห็นของคุณ chai๙๙๙) เท่าที่อ่านๆ ดูยังไม่ได้ตอบให้ ก็เลยอยากขอให้คุณวิโมกข์ช่วยตอบด้วยครับ และประเด็นที่ว่าสังขาร + สติ >> สุญญตา ถ้าจะอธิบายให้ละเอียดด้วยในจุดนี้ ก็คงจะเป็นประโยชน์นะครับ

ธง:

     คุณวิโมกข์และ คุณ Zen ครับ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกล่าวว่า สตินั้นเมื่อพัฒนาถึงที่สุดแล้วจะสามารถมีกำลังกำหนดรู้แทงตลอดกาย เวทนา จิต ธรรม ไปพร้อมกันได้ในคราวเดียวกัน ชนิดที่เรียกว่าไม่ใช่การรู้ทีละอย่าง ผมเห็นว่าสตินั้นเมื่อฝึกจนมีกำลังมากก็มีความเร็วมาก การกำหนดรู้ก็ยังคงเหมือนเดิม แต่เร็วขึ้นมากๆ เป็นการรับรู้ทีละอย่างเช่นเดิม แต่ว่ารวดเร็วมากติดต่อกันไปเป็นพืดเดียวไม่ขาดสาย ด้วยความชำนาญ จนดูเหมือนรู้ทุกอย่างพร้อมกันไป แต่ที่จริงแล้วก็รู้ไปทีละอย่างต่อเนื่องไปในคราวเดียว ไม่ขาดสาย เมื่อต่อเนื่องไม่ขาดสาย จึงเชื่อมโยงทุกเรื่องได้เป็นอันเดียว เหมือนกับว่ารู้ทั้งหมดในคราวเดียว แต่ก็มีลำดับของการรู้อยู่ดี
     ขอให้ความเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนกันครับ

ZEN:

     ขออนุญาตนะครับ ที่ว่ารู้แทงตลอดทั้งกาย เวทนา จิต และธรรมนั้น มิใช่การรับรู้ในสี่อย่างในขณะเดียวกันครับ แต่ถ้าสติสัมปชัญญะสมบูรณ์พอ เราจะเห็นได้ว่าทั้งสี่อย่างนี้มิได้แยกออกเป็นคนละสิ่งอย่างแท้จริงครับ ผมจะลองเปรียบเทียบดูอย่างหยาบๆ นะครับ ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยครับ เช่นเมื่อเรากำลังมองภาพในทีวีอยู่นั้น ถ้าเรามองไกลๆ จะเห็นเป็นภาพที่สมบูรณ์ต่อเนื่องเป็นภาพเดียวกัน แต่ถ้าเราขยับตัวเข้าไปมองมันใกล้ๆ จะเห็นว่าภาพที่เราเห็นนั้นมันประกอบไปด้วยจุดสีที่เล็กละเอียดมากมายมารวมตัวกันอยู่ ประกอบกันขึ้นมาเป็นภาพรวม เพียงแต่เมื่อเรามองไกลๆ เราก็กำหนดว่านี้คือภาพ พอเราเข้าใกล้จนเห็นชัดขึ้น ก็จะสามารถรับรู้ได้ว่านี้คือจุดสี และสมมุติว่าถ้าประสาทตาของเรามีกำลังมากพอ เราก็จะเห็นชัดเข้าไปอีกว่าจุดสีนี้ก็มิได้สว่างอยู่ตลอดเวลา แต่เป็นการกะพริบอย่างรวดเร็ว เกิดดับอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เมื่อเรามองเห็นภาพ และเรามองเห็นจุดที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นภาพ และเห็นได้เท่าทันถึงขนาดว่าจุดต่างๆ เหล่านี้มีอาการเกิดและดับอย่างรวดเร็วอยู่ นั่นก็คือเรากำลังเห็นอยู่ในสิ่งเดียวกันตลอดครับ ไม่ใช่การมองสิ่งนั้นทีสิ่งนี้ที นั่นก็เพราะว่าเรากำลังมองอยู่ในสิ่งเดียวกันนั้นเอง เพียงแต่ระดับความละเอียดรวดเร็วในการรับรู้นั้น แต่ละคนอาจมีไม่เท่ากัน แต่การที่เราไปเรียกมันแยกออกจากกัน โดยเรียกเป็นภาพ เรียกเป็นจุด เรียกเป็นการเกิดดับ นั่นก็คือการแบ่งแยกโดยสมมุติครับ กล่าวคือโดยปรมัตถ์แล้ว สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นคนละสิ่งกันครับ แต่ถ้าเราเปรียบเทียบกับการเห็นภาพในทีวีพร้อมทั้งได้ยินเสียงจากทีวีไปด้วย อันนี้เป็นคนละสิ่งกันครับ การรับรู้จะเป็นไปด้วยวิธีรับรู้สลับกันไปมาอย่างรวดเร็วอย่างที่คุณธงเข้าใจนั่นแหละครับ

ตันหยง:

     ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะจัดพิมพ์หนังสือและร่วมรับบริจาคคะ ตันหยงยังอ่านไม่จบ แต่อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นคู่มือการภาวนาที่ดีทีเดียวค่ะ

วิโมกข์:

     เจริญพรกัลยาณมิตรลานธรรมทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออนุโมทนาต่อทุกท่านที่ได้ร่วมแสดงความเห็นในกระทู้การพัฒนาสติในการภาวนานี้ เริ่มจากคำถามของคุณโยมตันหยงเกี่ยวกับเรื่องการพิมพ์หนังสือเป็นธรรมทานนั้น อันนี้เป็นเหตุที่ทำให้อาตมาพิจารณาว่า หากอาตมาจะเชิญชวนร่วมบริจาคโดยการปิดบังฐานะว่า อาตมาเป็นพระภิกษุ ก็จะเป็นการไม่ควร ซึ่งต่างจากการสาธยายธรรมให้ธรรมะแก่ญาติโยมโดยใช้นามแฝงนั้น จะเป็นการเหมาะกว่า เพราะจะทำให้โยมทุกท่านได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเกรงใจผู้ตั้งกระทู้ เพราะถือว่าเป็นการศึกษาธรรมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ประการหนึ่งเกี่ยวกับหนังสือธรรมะที่จะจัดพิมพ์นี้ เกิดเป็นรูปเล่มและมีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ได้ก็ด้วยการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกันจากกัลยาณมิตรลานธรรมทุกท่าน หาได้มาจากอาตมาโดยส่วนเดียวไม่ และอาตมาเป็นพระภิกษุ จะมาบอกบุญในอินเตอร์เน็ต ก็เป็นการหาสมควรไม่ อาตมาจึงอยากจะฝากเป็นธุระในการจัดพิมพ์นี้ให้เป็นดุลยพินิจของสมาชิกชาวลานธรรมทุกท่าน
     ต่อไปเป็นคำถามของคุณโยมนายนก เกี่ยวกับสังขาร + สติ + อุเบกขา >> สุญญตา นั้น ขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้ว่า สังขารก็คือการปรุงแต่งหรือความคิดนึกนี้ ต้องคอยมีสติควบคุม เพราะการปรุงแต่งหรือการคิดนึกที่ขาดสติ จะเป็นการปรุงแต่งไปด้วยอารมณ์และสัญญาเป็นที่ตั้ง คือความเคยชินที่บันทึกอยู่ในสัญญาเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลงซึ่งเป็นอนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสัญญาจนเป็นสันดานความเคยชิน แต่หากสังขารเป็นการปรุงแต่งหรือคิดนึกด้วยความมีสติ โดยมีอุเบกขาคือความปล่อยวางเป็นเครื่องอาศัย ที่อยู่หรือวิหารของสติ เป็นความรู้สึกตัวทั่วถึงในอุเบกขาอันเป็นเสมือนวิหารของสติ สรุปสั้นๆ ง่ายๆ คือสติที่ถึงพร้อมด้วยอุเบกขาจะสกัดกั้นมิให้การปรุงแต่งหรือคิดนึกเป็นไปด้วยอารมณ์ หรือเป็นความปรุงแต่งที่ไหลไปตามอำนาจของอนุสัยกิเลสที่บันทึกอยู่ในสัญญา สติที่ถึงพร้อมด้วยอุเบกขาจะทำให้สังขารการปรุงแต่งหรือคิดนึกเป็นไปตามขบวนการของเหตุและผลตามหลักอิทัปปัจจยตาหรือ ปฏิจจสมุปบาท อันเป็นเหตุให้เข้าถึงธรรมคือสุญญตา ดังพุทธพจน์ที่ทรงตรัสว่า “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท”
     ส่วนคำถามของคุณโยมนายนกที่เกี่ยวกับคำถามของคุณโยม Chai๙๙๙ นั้น ขอตอบว่าคุณโยม Chai๙๙๙ ได้พัฒนาสติไปจนถึงเกิดปัสสัทธิ ซึ่งเป็นความสงบระงับจากอารมณ์และกิเลสได้ตามส่วนแห่งกำลังสติแล้ว ฉะนั้นคุณโยม Chai๙๙๙ จึงไม่จำเป็นต้องย้อนกลับมาในเรื่องของการทำสมาธิแบบที่หลายท่านกำลังพยายามทำให้เกิดสมาธิ เพราะสัมมาสมาธิที่ถูกต้องนั้นเกิดจากการเจริญสัมมาสติ ส่วนการฝึกมุ่งทำสมาธิ เพื่อให้เกิดสมาธินั้นก็จะเป็นการทำให้สงบนิ่งด้วยการบังคับทางจิต ไม่ได้สลัดคืนกิเลสออก แต่สมาธิที่เกิดจากปัสสัทธิคือถึงพร้อมด้วยสัมมาสตินั้นเป็นความสงบและเป็นการสลัดกิเลสออกด้วยปัญญาและการรู้เท่าทัน ไม่ใช่เป็นการข่มเหมือนหินทับหญ้า ซึ่งเป็นโลกียสมาธิ หรืออีกนัยหนึ่ง สัมมาสมาธิที่ถูกต้องต้องเป็นโลกุตตรสมาธิ อันเกิดจากสัมมาทิฏฐิ เรื่อยไปจนถึงสัมมาสติดังกล่าว
     คำถามของคุณโยมธงนั้น คุณโยม Zen ได้อธิบายชัดเจนไปส่วนหนึ่งแล้ว ก็อยากจะอธิบายเพิ่มเติมว่า ในเรื่องของปรมัตถ์นั้นจะเป็นการรับรู้ทีละอารมณ์ทีละขณะ ตามที่คุณโยมธงเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว แต่เวลาในการฝึกปฏิบัตินั้นยังไม่ต้องไปพะวงในเรื่องของปรมัตถ์ ขอให้ฝึกสติรู้ทั้งแบบกว้างและแบบลึกไปพร้อมๆ กัน สติจะได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แบบกว้างก็คือเห็นพร้อมกันหมด อย่างที่คุณโยม Zen อุปมาเกี่ยวกับการดูหนัง ส่วนแบบลึก ก็คือระลึกรู้ทีละอย่างแบบแยกส่วน
     ประสบการณ์ส่วนตัวของอาตมานั้น อาตมาจะทำทั้ง ๒ อย่างคู่กันไป คือเห็นทั้งหมดพร้อมกันไป และรู้ทีละอย่างแบบแยกส่วนให้ชัด โดยอาตมามีอุบายในการฝึกปฏิบัติเป็น ๒ ช่วงพร้อมๆ กันไปคือ ช่วงที่ ๑. ระลึกในใด ก็ให้รู้สึกในสิ่งนั้น และรู้สึกในสิ่งใด ก็ให้ระลึกในสิ่งนั้น ช่วงที่ ๒. ให้ระลึกรู้ด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ ผลของการฝึกช่วงที่ ๑ จะทำให้รู้เท่าทันการรับรู้กระทบสัมผัส การปรุงแต่ง และอารมณ์ทีละอย่างๆ ด้วยความว่องไว (ดังที่หลายท่านได้ฝึกการดูจิต) เช่นการรับรู้เห็นทางตา ได้ยินทางหู จนเกิดชอบ ไม่ชอบ และอื่นๆ การรู้เท่าทัน จะทำให้จิตเข้าสู่สภาวะความเป็นกลางๆ ได้โดยไม่ต้องประคองรักษา เพราะรู้เท่าทันต่อเนื่องก็เท่ากับสติรักษาความเป็นกลางโดยอัตโนมัติ ผลของการฝึกช่วงที่ ๒ จะทำให้สามารถรู้อารมณ์ทุกอย่างแบบกว้างหรือแบบองค์รวมไปพร้อมๆ กันอย่างเป็นธรรมชาติ อันนี้ อยากจะแนะนำการฝึกโดยฝึกสติระลึกอยู่ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม หรือเจริญสติในสัมปชัญญะ อันเป็นไปทั้งภายในและภายนอก คือรู้ทั่วถึง โดยมากคนเราจะบอกว่าฝึกสติ ฝึกสติ แต่ลืมให้ความสนใจกับการฝึกสัมปชัญญะควบคู่กันไปด้วย โดยเข้าใจว่าในสติมีสัมปชัญญะอยู่ในตัว แต่ความจริงแล้ว สติก็ดี สัมปชัญญะก็ดี เป็นองค์ธรรมคนละตัวกันแต่หนุนเนื่องกัน ฉะนั้นฝึกสติแล้ว จะต้องฝึกสัมปชัญญะควบคู่กันไปด้วย ดังพุทธพจน์ที่ตรัสว่า อาตาปี สัมปชาโน สติมา แปลว่า มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ และในการดูแบบองค์รวมในแบบที่ ๒ จะเป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อเจริญทั้งสติและสัมปชัญญะคู่กันไป สัมปชัญญะคือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนั้นเป็นตัวปัญญา เพราะมีสติระลึกรู้ในสัมปัญญะนั้น
     วิธีเจริญสัมปชัญญะอันเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเพื่อให้เกิดปัญญาตามทรรศนะของอาตมา คือเจริญสติในสัมปชัญญะ หรือเจริญสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนี้จะรู้สึกตัวทั่วถึงทุกอย่างเป็นองค์รวม เมื่อเราเจริญสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม สติเขาจะระลึกรู้เห็นทุกอย่างเป็นองค์รวมได้โดยไม่ต้องดูสลับไปสลับมาอย่างรวดเร็ว แต่หากฝึกสติโดยขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม อันนี้จึงต้องพยายามฝึกสติดูสลับไปทีละอย่างสลับไปมาอย่างรวดเร็ว อันนี้จะไม่เป็นธรรมชาติเท่าไรนัก กลายเป็นการไปฝึกกำหนดแบบตั้งใจเกินไป จิตก็เข้าสู่ความเป็นกลางลำบาก
     ขออธิบายเพิ่มเติมว่า สัมปชัญญะเป็นเครื่องอาศัย เครื่องอยู่ หรือวิหารของสติ สติจะมีพละกำลัง เป็นสติพละได้ก็โดยอาศัยสัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั่วสรรพางค์กาย ตั้งแต่อิริยาบถต่างๆ ๑๘ ฐาน และจนถึงพร้อมด้วยสัมปชัญญะในสุญญตาอีก ๑ ฐาน รวมเป็น ๑๙ ฐาน ฉะนั้น อุบายส่วนตัวของอาตมาก็คือ เจริญสติในสัมปชัญญะเพื่อให้เห็นทุกอย่างเป็นองค์รวม และเมื่อเห็นทุกอย่างเป็นองค์รวมแบบรู้ทั่วถึงแล้ว ก็ถือว่าเรามีแผ่นดินให้เรายืนทรงตัวได้แล้ว ขั้นต่อไป ก็ใช้สติระลึกรู้เท่าทันทีละส่วนทีละอย่าง ตามกระทบสัมผัส ความปรุงแต่ง อารมณ์หรือความรู้สึกที่เปลี่ยนไปและเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ จนสักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน สักแต่ว่าสัมผัส สักแต่ว่าคิด สักแต่ว่ารู้สึก คือไม่ให้อารมณ์ปรุงแต่งด้วยกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสัญญามาครอบงำความรู้ หรือครอบงำสักแต่ว่ารู้ของสติได้เลย เมื่อฝึกสักแต่ว่ารู้จนชำนาญแล้ว ขั้นต่อไปให้หัดฝึกใช้สติน้อมเอาไตรลักษณ์ ปัจจยาการ ปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา และสุญญตา เข้ามาในใจผู้รู้ เพื่อปรับขบวนการของความคิดหรือจัดระบบความคิดให้เป็นไปเพื่อเกิดปัญญา คือเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง เห็นไตรลักษณ์ เห็นความที่สิ่งทั้งหลายนี้เป็นปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาท จนสามารถละวางอุปาทานในสิ่งที่รู้ สิ่งที่เห็น สิ่งที่สัมผัส สิ่งที่คิด สิ่งที่รู้สึก ไม่ให้มีตัวเราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเรารู้ ตัวเราเห็น ตัวเราคิด ตัวเราสัมผัส อุบายสำหรับผู้ฝึกดูจิต ก็ควรจะฝึกให้รู้เท่าทันจิต และฝึกดูจนกระทั่งสักแต่ว่ารู้ โดยไม่มีตัวเราเข้าไปยึดในสิ่งที่รู้ว่าเป็นเรา หรือของเรา และสามารถทำลายอนุสัยกิเลสให้อ่อนกำลังและสลัดทิ้งด้วยปัญญา จนหมดเชื้อแห่งกิเลสได้ในที่สุด

ผู้ใหม่ในทุกๆ ความเป็นไป:

     ผมขอถามข้อที่สงสัยบางประการ เพื่อจะได้นำไปปรับใช้กับการปฏิบัติครับ "เราต้องรู้ถึงความรู้สึกที่เป็นไปทั้งภายนอกและภายในด้วย โดยเน้นที่ความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวอิริยาบถกาย" อยากขอให้ช่วยขยายความด้วยครับว่า ให้ทำความรู้สึกในลักษณะใดครับ และขอคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเจริญสติในสัมปชัญญะด้วยครับ

วิโมกข์:

     การเจริญสติในเบื้องต้น เราฝึกรู้เท่าทันอิริยาบถการเคลื่อนไหวของกาย พอชำนาญแล้ว ขั้นต่อไป เราต้องเน้นที่ความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวอิริยาบถกายมากกว่าการจะไปกำหนดจดจ่อถึงรูปกายที่เคลื่อนไหวโดยตรง การฝึกกำหนดแบบที่ฝึกๆ กันอยู่นี้ยังไม่ละเอียดพอ เพราะไปติดอยู่ที่ร่างกาย ยังมีกายของเรา และยังมีเราเป็นผู้กำหนดอยู่ อาตมาจึงอยากจะแนะนำให้เจริญสติในสัมปชัญญะ คือระลึกรู้อยู่ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เพราะอุบายการเจริญสติในสัมปชัญญะนี้ จะทำให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมไม่เพียงเฉพาะที่เป็นไปภายนอกทั่วสรรพางค์กายเท่านั้น แต่จะสามารถมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่เป็นไปในภายใน จนเกิดเป็นความรู้สึกแบบรู้อย่างทั่วถึง และยังช่วยให้ผู้ปฏิบัติสามารถน้อมเอาธรรมเข้ามาสู่จิตใจ จนเกิดมีปีติ ปราโมทย์ ปัสสัทธิ สมาธิอันเกิดจากปัสสัทธิ ความเบื่อหน่าย ความจางคลาย จนเกิดสุญญตาหรือความว่างจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน อันเป็นไปทั้งภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ อันนี้จึงเป็นการตอบคำถามนายนกด้วยว่า สัมมาสติเป็นเหตุให้เกิดสัมมาสมาธิ แต่เมื่อเป็นสัมมาสมาธิแล้วก็จะเกื้อหนุนสัมมาสติด้วย แต่การทำสมาธิโดยการเพ่ง กำหนด ทำจิตให้นิ่ง โดยกำลังของสติไม่สมดุลกับกำลังของสมาธิ อันนี้เมื่อเกิดสมาธิจนถึงฌานแล้ว ต้องถอยจากฌานสู่สมาธิ เพื่อให้ได้สมดุลกับสติ จึงจะน้อมไปสู่การพิจารณาให้เกิดปัญญาได้ อันนี้จะกล่าวว่าเจริญมุ่งสมาธิก่อน แล้วสมาธิมาหนุนสติก็ได้ คือมุ่งสมาธิจนได้ฌานเป็นกำลัง และพอได้พักอาศัย พอหายเหนื่อย แล้วเอากำลังของฌานมาหนุนสติให้รู้เท่าทันความเป็นไปของจิต เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป และเห็นธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง เกิดความคลายกำหนัด จางคลาย การสลัดคืน ละความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน ของตน ไปจนถึงวิมุตติและความหลุดพ้นในที่สุด

หมูหยอง:

     สาธุครับ ละเอียดแจ่มแจ้ง ลึกซึ้งมากครับ ขอให้เอาไปรวมในเล่มด้วยนะครับ

วิโมกข์:

     การศึกษาทุกวันนี้ก็ล้วนแต่เป็นการฝึกให้เรียนรู้ ด้วยอาการของการคิดนึกหรือพิจารณาด้วยการคิดนึก แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีผู้วางระบบการศึกษาให้เยาวชน ได้ฝึกเจริญสติเพื่อน้อมเอาความรู้เก่าที่สั่งสมไว้ทั้งในชาตินี้และข้ามภพชาตินับไม่ถ้วนนำมาใช้ แม้จะเคยนำความรู้เก่านำมาใช้บ้างเป็นครั้งคราว ในรูปสัญชาตญาณหรือพรสวรรค์ แต่นั่นยังไม่เพียงพอ แต่หากเราได้เรียนรู้ถึงกระบวนการในการเรียกเอาความรู้เก่าเหล่านี้มาใช้ ประเทศชาติของเราจะพัฒนาไปได้อีกไกลมาก เพราะคนเราได้เคยเรียนรู้กันซ้ำแล้วซ้ำเล่านับภพชาติไม่ถ้วน เห็นได้จากบางคนในชาตินี้ เรียนอะไรนิดหน่อยก็เก่งหรือแตกฉานไปหมด แต่บางคนเรียนแทบเป็นแทบตายก็ยังไม่ไปถึงไหน เป็นเพราะสั่งสมกันมาไม่เหมือนกัน และแม้จะสั่งสมมา แต่บางคนมีปกติด้วยความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ มีความสุขุม รอบคอบ และละเอียดถี่ถ้วน ก็จะมีปฏิภาณไหวพริบในการเรียนรู้และเข้าใจในเรื่องต่างๆ ได้กว้างขวาง รวดเร็วและละเอียดลึกซึ้ง กว่าผู้ที่มักจะพลั้งเผลอ ขาดสติสัมปชัญญะ ไม่ละเอียดรอบคอบ แม้กระนั้น ผู้ที่ขาดสติสัมปชัญญะ พลั้งเผลอ ขี้หลงขี้ลืมอยู่เสมอก็สามารถพัฒนาตนเองให้มีปัญญาจนมีศักยภาพได้ด้วยการฝึกเจริญสติสัมปชัญญะ เพราะปัญญาความรู้มิได้เกิดแต่เหตุที่สั่งสมในอดีตเท่านั้น แต่การฝึกฝนเจริญสติสัมปชัญญะอยู่เนืองๆ ในขณะปัจจุบัน จะสามารถทำให้ผู้หมั่นเพียรปฏิบัติถึงพร้อมด้วยความรู้และภูมิปัญญาได้เช่นกันโดยไม่มีการแบ่งชนชั้น ว่ายากดีมีจน หรือได้รับการศึกษามากน้อยแค่ไหนก็ตาม เราจะเห็นว่าครูบาอาจารย์ที่มีภูมิจิตภูมิธรรมสูงหลายๆ ท่านก็ล้วนแต่มาจากชาวไร่ชาวนา ไม่ได้จบด็อคเตอร์หรือปริญญาแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เพราะการฝึกอบรมจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ และมีสติ อันถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาความรู้ด้านจิตวิญญาณอันลึกซึ้งที่มีมาในพระพุทธศาสนา กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชนชาติไทยที่ยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนามาช้านาน สติที่ได้รับกับการอบรมอย่างดีแล้ว ก็เปรียบเสมือนเม้าส์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถคลิ๊กเรียกหาข้อมูลความรู้ต่างๆ ได้อย่างว่องไวและมีประสิทธิภาพ แม้แต่วิชชา ๓ มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เป็นต้น ก็โดยอาศัยเม้าส์คือสตินี้ค้นหาข้อมูลและระลึกย้อนเวลาไปพบเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีต ด้วยการทำใจให้สงบผ่องใสหมดจดเหมือนกระจกเงาที่เช็ดถูจนใสสะอาดดีแล้ว และใช้สติอันเป็นเม้าส์ที่วิเศษคลิ๊กไปดูแฟ้มข้อมูลในอดีต จนสามารถรู้เห็นอดีตชาติของตน แต่ไม่ต้องถึงกระนั้น เอาแต่เพียงว่าเรามีจิตสงบอันเกิดจากปีติปราโมทย์อยู่เนืองๆ เวลาเอาเม้าส์คือสติไปคลิ๊กหาข้อมูลจะได้ไม่เกิดอาการแฮ๊งค์ แต่ถ้าหากเรามีแต่ความวุ่นวายหรือเครียดอยู่เสมอๆ ในชีวิตประจำวัน รับรองว่าเครื่องแฮ๊งค์แน่นอน คลิ๊กเท่าไรก็ไม่เจอข้อมูล หรือถ้าเรามีความสงบทางจิต แล้วไปคลิ๊กด้วยอาการพยายามตั้งใจคลิ๊กเกินไป อันนี้ก็คลิ๊กแรงเกินไปจนเม้าส์ค้าง ขอให้เราศึกษารู้อาการของความพอดีในการใช้สติแบบเป็นธรรมชาติ ด้วยการรู้อยู่ที่รู้สบายๆ แล้วคลิ๊กเรียกหาความรู้ที่ได้สั่งสมเอาไว้นับภพชาติไม่ถ้วน ด้วยอาการระลึกรู้เบาๆ สบายๆ โดยไม่เพ่ง บังคับหรือกำหนดด้วยอาการที่ตั้งใจเกินไป เราก็จะสามารถคลิ๊กเรียกหาความรู้ที่สั่งสมในสัญญานับภพชาติไม่ถ้วนนั้นมาใช้เพื่อเสริมสร้างภูมิธรรมภูมิปัญญาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จนเกิดปัญญาความรู้แจ้งแทงตลอดในธัมมานุธัมมปฏิบัติตามกำลังของสติที่ได้บำเพ็ญมาดีแล้วโดยลำดับ
     ผู้ที่เจริญสติพึงหมั่นเจริญอินทรีย์ทั้ง ๕ ให้สมดุลได้ส่วนกันด้วย คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา สมาธิเป็นเครื่องอาศัยให้จิตได้พักอยู่กับความสงบนิ่ง พอหายเหนื่อย และมีกำลังแก่สติ แล้วจึงเดินต่อไปด้วยปัญญาเพื่อห้ำหั่นกิเลส ด้วยอาการที่รู้ทั่วถึงทั้งกายและจิต พร้อมกับเห็นธรรมอันเนื่องด้วยกายและจิตอันเป็นไปทั้งภายในและภายนอก เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป พร้อมๆ กับเห็นปัจจยการคือความเป็นไปด้วยเหตุปัจจัยปรุงแต่งต่อเนื่องกัน จนเกิดยถาภูตญาณทัสสนะ คือเห็นโลกและธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง จนเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด การสลัดคืน และถึงซึ่งวิมุตติและความหลุดพ้นในที่สุด

นายนก:

     กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาท่านวิโมกข์เป็นอย่างยิ่ง เมื่อจิตยังไม่หลุดพ้น จึงยังจำเป็นที่จะต้องหยุด (พักจิตในสมาธิ) และเดินต่อ (ให้จิตคิดพิจารณาใคร่ครวญหาเหตุหาผล ที่เรียกว่าใช้ปัญญา) เหมือนกับผู้ที่ทำไร่ทำนา ต้องหมั่นคราดหมั่นไถ (ทำจิตให้ควรแก่การงาน) ซึ่งเป็นการควรแก่การปักดำ (ใช้ปัญญา) จนเสร็จเป็นแปลงๆ การใช้ปัญญาที่มีสัมมาสมาธิหนุน โดยมีสัมมาสติติดแนบ ใคร่ครวญหาเหตุและผลจนกระทั่งจิตผ่านพ้นไปได้ในแต่ละขั้นตอน จนจิตถอนจากความยึดมั่นถือมั่นโดยลำดับ และถึงซึ่งความหลุดพ้นในทันที

ความรู้ตัว:

     ตามที่พระคุณเจ้า ได้เน้นย้ำการเจริญสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม จึงลองยกธรรมขึ้นพิจารณา คือความรู้สึกตัวทั่วพร้อม (สัมปชัญญะ) เพื่อความเข้าใจตามพระคุณเจ้าแนะนำให้ยิ่งๆ ขึ้นไป และเพื่อให้น้อมลงสู่ใจ รู้เห็นจริงตามนั้น เมื่อรวมธรรม ๓ ประการอันได้แก่ ๑. สติ คือความระลึกได้ ๒. สัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในกายและใจนี้ รวมทั้งจุดสัมผัสทั้ง ๖ เป็นองค์รวม (มีใจเป็นกลางๆ เป็นอุเบกขา โดยธรรมชาติ) ๓. ความเพียร คือการกระทำบ่อยๆ ให้ต่อเนื่องเป็นธรรมชาติ ผมพบว่าความระลึกได้ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั้งกายและใจโดยกระทำบ่อยๆ จนต่อเนื่องเป็นธรรมชาตินั้น จะมีทั้งความผ่องใส รู้ตื่น เบิกบาน อิ่มเอิบ แผ่ซ่านทั่วร่างกาย และจิตใจ กราบนมัสการพระคุณเจ้า

วรดา:

     ขอโมทนาบุญ กับทุกท่านด้วยค่ะ อ่านแล้วปลื้มใจ ดีใจ ในประเทศไทยนี้ยังมีผู้ประพฤติปฏิบัติอีกมาก ขอกราบนมัสการท่านวิโมกข์ด้วยค่ะ และขอกราบขอบพระคุณที่ท่านเมตตาให้ความรู้ให้คำแนะนำ ให้แสงสว่างทั้งในภพนี้และภพหน้า

ธรรมบุตรี:

     ได้อ่านกระทู้นี้ และสำเนาไว้อ้างอิงเวลาปฏิบัตอย่างมีกำลังใจ และจะออกจากกระดานกระทู้นี้ไปโดยยังมิได้กราบขอบคุณและอนุโมทนากับท่านวิโมกข์มิได้เลย ขอกราบคารวะ ขอบพระคุณ และอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งที่ท่านวิโมกข์ได้เผยแผ่แบ่งปันความรู้ประสบการณ์แก่ผู้กำลังเริ่มต้น/แสวงหาไว้ได้อย่างชัดเจน และสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน (อันเป็นสิ่งงดงามควรแก่การสรรเสริญไว้ด้วย ณ ที่นี้ นอกเหนือไปจากความรู้ที่ได้เมตตาถ่ายทอด) ขอคุณพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ และกุศลที่ท่านได้ทำไว้ดีแล้วจงส่งผลให้ท่านได้เดินทางถึงจุดหมายโดยไม่เนิ่นช้าเลย... สาธุ... ธรรมบุตรี


<< กลับไปหน้าแรก [1][2][3][4][5][6][7][8][9][10]
[11][12][13][14][15][16][17][18][19] หน้าต่อไป >>