Online ทั้งหมด : 3 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์





รู้เท่าทันจิต จนจิตตสังขารระงับ สติที่ชอบเป็นไปเพื่อการละสักกายทิฏฐิ

Chai๙๙๙:

     กราบนมัสการพระคุณเจ้า ผมอยากจะถามสภาวะที่ยังไม่เข้าใจต่ออีกสักหน่อยหนึ่งครับ คือหลังจากที่เจริญสติต่อไปเรื่อยๆ สติจะว่องไวมาก พร้อมรู้ไปทุกทวาร หลังจากเจริญสติจะมีสภาวะเกิดตามหลังมาหลายๆ ตัวครับ เช่น สัมมาสมาธิ ความสงบ ความเบาตัว และอื่นๆ ซึ่งในแง่ปฏิบัติไม่รู้เรียกว่าอะไร แต่ทั้งกลุ่มนี้แหละเกิดพร้อมๆ กันตามหลังสติ เมื่อเหลียวมาดูจิตตอนนี้ รู้สึกเบา รู้สึกสดใส เลยคิดว่าน่าจะเป็นกุศลทั้งกลุ่ม พวกกุศลเหล่านี้จะกันพวกอกุศลไม่ให้เกิด เช่นกลับไปทำสมาธิแบบจงใจเพ่งไม่ได้ เมื่อมีสติมากตาจะค้าง นอนหลับสักครู่เดียวก็ตื่นทันที เลยลองแอบทำสมาธิแบบเก่า เพื่อเป็นการพักสักหน่อย มันทำไม่ได้เลยครับ พอเพ่งลมหายใจสักครู่เดียว ตัวสติจะทำงานทันที พอระลึกรู้ลมหายใจตรงสภาวะก็ดับวูบ รู้ตื่นวาบขึ้นมาในทันที ผมเพ่งลงไปอีก มันก็ดันขึ้นอีก ตามที่ผมเข้าใจคิดว่าขณะเราเพ่งอารมณ์ มันทำด้วยตัณหาความอยาก ตรงนี้เป็นอกุศล จึงไปแทรกเข้าในกลุ่มกุศลที่เกิดจากสัมมาสติไม่ได้ ถูกกันไว้อยู่ เรียกว่าพวกใครพวกมัน ไม่เข้าใจว่าเข้าใจถูกต้องไหมครับ และที่ยังไม่เข้าใจต่อมาก็คือหลังจากพัฒนาสติมาเรื่อยๆ มันจะมีสภาวะที่เกิดต่อมา คือมันมีอาการดับวูบวาบยิบยับไปทั้งตัว เรียกว่าทุกขุมขนเลย อาการเหมือนถูกปลาตอดไปทั้งตัว ตามตัวตรงขนตามมือตามขา พอถูกผัสสะ ถูกลม มีอาการดับวูบวาบ บางครั้งมีมากบางครั้งมีน้อย เวลาเดินจงกรมอยู่ หากเกิดมากๆ แทบทรุดเลย (ซึ่งก่อนหน้านั้นอาการดับวูบ - รู้ตื่นจะเกิดทีละครั้งและห่างๆ กัน) พอดับมากพร้อมๆ กันเหมือนจะระเบิดออกมา หันไปดูจิต เป็นสภาวะทุกข์เวทนามากทีเดียว ยกตัวอย่างเหมือนตัวเรามีระเบิดอยู่ข้างใน เดินจงกรมไประเบิดไป ทุกข์จริงๆ ตรงนี้อยากให้ท่านช่วยแนะนำด้วยว่าจะทำอย่างไรที่จะดูสภาวะนั้น เรียกว่าจะวางเฉยอย่างไรครับ หรือว่าดูมันเฉยๆ แม้จะเกิดสภาวะอย่างไรก็ตาม เรียกว่ายอมตายแม้จะระเบิดสุดๆ ออกมาก็ตาม ใช่ไหมครับ ช่วงนี้เองจะเริ่มเห็นตัวสังขาร (ความคิด) ชัดเจนขึ้น การทำวิปัสสนาต่อไปจะต้องเอาสติไประลึกรู้ตัวนี้ ใช่ไหมครับ กราบขอบพระคุณล่วงหน้าครับ

วิโมกข์:

     ขออนุโมทนากับโยม Chai๙๙๙ ที่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ และได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีค่าให้กับผู้อื่นได้ศึกษาเป็นแนวทางปฏิบัติ ในการปฏิบัติภาวนาที่ละเอียดและลึกซึ้งนั้น ขอให้ทุกท่านเดินอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อท่านได้เจริญในองค์มรรคอันถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิ อันเห็นทุกอย่างเป็นไปตามสามัญลักษณะ และสภาพธรรมของสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตามความเป็นจริงในขณะปัจจุบัน แม้นักปฏิบัติหลายท่านที่ได้เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงเช่นนี้ แต่บางท่านก็ยังปฏิบัติด้วยความมีเราหรือมีตัวตนอยู่อย่างละเอียด กล่าวคือเผลอไปดักทางของการเข้าสู่มรรคด้วยตัวตนที่ละเอียดว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ อันยังเนื่องด้วยสักกายทิฏฐิโดยไม่รู้ตัว การพัฒนาสติในการภาวนานั้น สักกายทิฏฐิหรือความสำคัญมั่นหมายในตัวตนนี้ เป็นสัญญาที่ละเอียด ซึ่งขวางกั้นปุถุชนไม่ให้สามารถก้าวล่วงไปสู่โลกุตตรภูมิได้ การที่ท่านพัฒนาสติจนละเอียดมีกำลัง และรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างอย่างทั่วถึง ก็พึงเจริญสติต่อไปจนสามารถละความมีเราหรือสักกายทิฏฐิอันเป็นบันไดเบื้องต้นเพื่อก้าวสู่มรรคผล ฉะนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติเห็นสามัญลักษณะและสภาพธรรมของสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปดังกล่าว ซึ่งเป็นการเห็นที่ถูกต้องแล้วตามสัมมาทิฏฐิ ต่อไปก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติที่ต้องเดินไปตามมรรค ๘ กล่าวคือ เมื่อเห็นด้วยสัมมาทิฏฐิดังที่ได้กล่าวมา การกระทำชอบ ความเพียรชอบ การตั้งสติไว้ชอบ ต้องเป็นไปเพื่อการถอนซึ่งสักกายทิฏฐิ คือเป็นสติที่ชอบ ไม่พลั้งเผลอให้มีตัวตนเข้ามาในการเจริญสติทั้งในขณะภาวนาและในชีวิตประจำวัน ปรากฏการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในขณะภาวนานั้น ล้วนเป็นเพียงธรรมารมณ์ของจิต ไม่ว่าจะเป็นเหมือนถูกปลาตอดไปทั้งตัว อาการความรู้สึกเหมือนกับจะระเบิดออกมา หรือความรู้สึกใดๆ ที่เป็นไปในขณะนั้น ล้วนเป็นเรื่องของการปรุงแต่งของจิตที่ยังมีเราเข้าไปปรุงแต่งอยู่ อาทิ สภาวธรรมที่เราเคยมีประสบการณ์ในภารภาวนา เราก็มักเผลอหรือระแวงไปยึดว่า เดี๋ยวเราก็ต้องเจอเช่นนั้นอีก แล้วพอไปปฏิบัติภาวนา ก็จะเป็นประสบกับธรรมารมณ์เช่นนั้นอยู่ร่ำไป ขอให้ผู้ปฏิบัติในธรรมฉลาดในอุบาย ไม่ยินดียินร้าย หรือผูกพันมั่นหมายในสภาวธรรมนั้น โดยระลึกอยู่เสมอว่าสภาวธรรมนั้นๆ ที่เคยประสบได้เป็นอดีต คือผ่านพ้นไปแล้ว อย่าไปฝังจิตฝังใจกับสิ่งเหล่านั้นอีก เพราะจะทำให้เกิดสักกายทิฏฐิที่ละเอียด คือเกิดมีเรา หรือตัวตนที่ละเอียดในขณะภาวนา เมื่อนักปฏิบัติได้เห็นสภาวธรรมเกิดดับๆ แล้ว ก็พึงหมั่นดูจิตด้วยความมีสติที่ปราศจากตัวตนเข้าไปปรุงแต่งจิตจนเป็นธรรมารมณ์ต่างๆ นานา ฉะนั้น นักปฏิบัติทุกท่านไม่ต้องเร่งรีบเพื่อเอามรรคผลหรือตั้งเป้าหมายเพื่อให้สามารถผ่านญาณนั้นหรือไปสู่ญาณที่สูงขึ้นในลำดับถัดไป ขอให้ท่านปฏิบัติเหมือนคนไม่รู้อะไร เพื่อให้สติสามารถรู้เท่าทันจิตที่ปรุงแต่งในชั้นที่ละเอียด อันเคลือบแฝงไปด้วยความมีเราหรือสักกายทิฏฐินั่นเอง ในธรรมปฏิบัติที่ละเอียด ขอให้พึงวางความรู้ที่มีทั้งหมด ธรรมารมณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นก็เพราะมีเราเข้าไปปรุงแต่งจิตนั้น ฉะนั้น ไม่ว่าจะเกิดธรรมารมณ์ใดๆ อันเป็นพฤติกรรมของจิตที่ปรุงแต่งด้วยสักกายทิฏฐิ ก็ให้ท่านดูจิตของท่านด้วยความมีสติระลึกรู้ถึงความเป็นไปของจิต ความเคลื่อนไปของจิต ความไหวของจิต จนจิตตสังขารระงับไปเองในที่สุด เช่นเดียวกัน สำหรับผู้เริ่มปฏิบัติภาวนา มักเอาความรู้ของเราเข้าไปดักทางจิต แทนที่จะรู้สภาพจิตตามความเป็นจริง ในขณะปัจจุบัน อาทิ บางท่านที่เจริญอานาปานสติ พอทราบจากหลายท่านแนะนำว่า ลมหายใจจะหายไปเมื่อถึงฌานนั้นฌานนี้ พอเมื่อภาวนาจนลมละเอียดมากๆ ก็นึกว่าลมจะหายไปแล้ว จึงด่วนวางลมเสียก่อน แทนที่จะให้เป็นไปเอง หรือบางท่านภาวนาพุทโธๆ ก็เข้าใจว่า เดี๋ยวพอจิตสงบ พุทโธเบาลงๆ คือพุทโธจวนจะหายไปแล้ว ก็ทิ้งพุทโธเลย แทนที่จะให้เป็นไปเอง หรือบางท่านที่ภาวนาพองยุบแล้วไปลำดับญาณ ก็ล้วนแต่ไปปรุงแต่งต่างๆ นานา ด้วยความรู้อันแฝงไปด้วยตัวตนที่ละเอียด การทำวิปัสสนานั้นขอให้ผู้ปฏิบัติรู้เองเห็นเอง โดยการรู้เท่าทันจิต คือรู้การปรุงแต่งของจิต รู้ความเป็นไปของจิต รู้ความไหวของจิต จนจิตตสังขารระงับไปเองในที่สุด การเป็นไปเองนั้น ก็คือว่าแม้ท่านจะบริกรรมพุทโธ หรือกำหนดลมหายใจที่ละเอียดๆ ก็ตาม เมื่อจิตก้าวสู่อัปปนาสมาธินั้น แม้ท่านจะบริกรรมพุทโธหรือลมหายใจที่ละเอียดเอาไว้ ก็ไม่อาจจะบริกรรมต่อไปได้ เพราะจิตได้ล่วงเข้าสู่อัปปนาสมาธิแล้ว คือทุกอย่างหายไปหมด เหลือแต่จิตล้วนๆ ส่วนวิปัสสนาญาณต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็ให้ใจผู้รู้ คือสติ รู้เอง เห็นเอง จนรู้ทั่วถึงถึงความเป็นไปของจิต เมื่อรู้ทั่วถึงความเป็นไปของจิต ก็จะเริ่มมีความรู้ตามความเป็นจริงที่เป็นปัจจุบัน และตามมาด้วยความชำนาญ ความรู้เท่าทันที่จะทำจิตตสังขารให้ระงับ โดยไม่ต้องไปกำหนดใดๆ ทั้งสิ้น เพราะการกำหนดก็ยังแฝงไปด้วยตัวตนอยู่ สตินั้นแปลว่าระลึกรู้ เมื่อเริ่มต้นการปฏิบัติ ท่านฝึกด้วยการกำหนด แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่วิปัสสนาญาณนั้น ขอให้วางการกำหนด คือให้มีแต่การระลึกรู้ตามความเป็นจริงในขณะปัจจุบัน และให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่แฝงไปด้วยความมีเราเข้าไปกำหนดหรือลำดับญาณนั้นๆ แล้วผู้ปฏิบัติก็จะสามารถละสักกายทิฏฐิอันเป็นด่านแรกของการเข้าสู่มรรคผลไปโดยลำดับ ฉะนั้น อันนี้เป็นข้ออุทาหรณ์ให้ผู้ปฏิบัติทั้งหลายพึงวางความรู้ทั้งหลายอันแฝงไปด้วยตัวตนที่ละเอียด อย่าได้เอาตัวตนที่ละเอียดนี้ เข้าไปภาวนาด้วยแม้แต่เริ่มต้นปฏิบัติเลย เพราะมันเนิ่นช้าจริงๆ

ธง:

     ขอให้ดูที่ใจ สมาธิเกิดมาจากอะไร สติเกิดมาจากอะไร เกิดขึ้นเองได้หรือ มีอะไรทำให้เกิด ถ้าไม่มีความคิด สมองไม่ทำงาน สมาธิและสติจะเกิดได้หรือไม่ แล้วความคิดเกิดมาจากอะไร มีอะไรทำให้เกิด ถ้าไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ ความคิดเกิดได้หรือไม่ กราบมนัสการท่านวิโมกข์ช่วยให้ความเห็นด้วยครับ

วิโมกข์:

     เจริญพรคุณโยมธง สมาธิเกิดจากจิต สติเกิดจากจิต การทำสมาธิ การเจริญสติ จึงต้องทำที่จิต ธรรมชาติของจิตคือความคิดนึกและความรู้สึก หากผู้ปฏิบัติที่ทำสมาธิเจริญสติโดยอาศัยความคิดนึก อาทิ การพิจารณา ใคร่ครวญในหัวข้อธรรรม เมื่อเกิดความแจ่มแจ้งเข้าใจในธรรมแล้ว ก็ให้น้อมลงที่ใจหรือน้อมใจเข้าสู่ความแจ่มแจ้งในธรรมนั้นจนเกิดปัสสัทธิ ความเบื่อหน่าย ความจางคลายไปโดยลำดับ หากผู้ปฏิบัติที่เจริญสมาธิโดยการบริกรรมต่างๆ เพื่อกำกับความคิดนึกให้อยู่เฉพาะในคำบริกรรมนั้นๆ เมื่อจิตสงบก็ให้น้อมลงที่ใจ หรือผู้ปฏิบัติที่ชำนาญแล้วก็อาจจะวางความคิดแล้วบริกรรมด้วยใจโดยตรง ที่กล่าวมาเป็นการทำสมาธิด้วยความคิดนึกหรือเนื่องกับความคิดนึก แต่ธรรมชาติของจิตนั้นไม่เพียงเฉพาะมีแต่ความคิดนึกเท่านั้น ธรรมชาติของจิตอีกประการหนึ่งคือความรู้สึก อาจจะเป็นความรู้สึกกระทบ สัมผัส เคลื่อนไหวทางกาย ความรู้สึกที่เป็นเวทนาทางใจ หรือการไหว การเคลื่อนไปของจิตเป็นการปรุงแต่งต่างๆ นานา ฉะนั้น การทำสมาธิ การเจริญสติจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการพิจารณาหรือบริกรรมด้วยความคิดนึกก่อนแล้วน้อมเข้าสู่ใจ การทำสมาธิ การเจริญสติจึงสามารถทำโดยตรงที่ความรู้สึก อาจจะเป็นการระลึกรู้ในการเคลื่อนไหวอิริยาบถตามวิธีปฏิบัติของหลวงพ่อเทียน หรือการดูจิต และรู้เท่าทันจิต ดูการไหว การเคลื่อนไปของจิต เกิดการปรุงแต่งต่างๆ นานา เป็นความอยากบ้าง ความหดหู่บ้าง ฯลฯ ตามแนวของหลวงปู่ดุลย์ หรือแม้แต่การทำวิปัสสนาด้วยการกำหนดสภาวธรรมต่างๆ ที่ปรากฏชัดในขณะปัจจุบัน ก็ให้บริกรรมและกำหนดสภาวธรรมนั้นๆ ลงที่ใจผู้รู้ กำหนดสภาวธรรมนั้นๆ ด้วยใจ ออกมาจากใจ จากความรู้สึกถึงสภาวธรรมนั้นๆ ตามความเป็นจริง พึงระวังการไปกำหนดที่เป็นไปด้วยความคิดกำหนดหรือเนื่องด้วยกับความคิดนึก เพราะจะกลายเป็นสมถะไป แต่หากกำหนดลงที่ใจหรือที่อาตมาใช้คำพูดว่าระลึกรู้ด้วยใจ อันนี้ก็จะได้อานิสงส์ของการเจริญวิปัสสนาโดยแท้
     ในเมื่อการฝึกสมาธิ การเจริญสติมีหลายแบบ ต่างๆ นานา ก็ขอให้ผู้ปฏิบัติเป็นผู้ฉลาดในอุบาย รู้จักเลือกฝึกปฏิบัติการทำสมาธิ การเจริญสติตามความเหมาะสม อย่าได้กังวลว่าการฝึกแต่ละอย่างจะขัดแย้งกัน แต่ตรงกันข้าม ให้มองในแง่ที่ว่าการฝึกแต่ละอย่างนั้นจะส่งเสริมกัน เหมือนกับเราทานอาหาร มีกับข้าวให้เลือกนานาชนิด อาหารแต่ละอย่างก็จะไปช่วยบำรุงร่างกาย ฉะนั้น บางครั้งท่านเบื่ออาหารนี้ ท่านก็สลับไปกินอาหารอื่นบ้าง เพื่อประโยชน์แก่ร่างกายของท่านเอง เช่นเดียวกัน บางครั้งท่านอาจจะใช้ความคิดนึกใคร่ครวญพิจารณาในธรรมบ้าง (ให้น้อมสู่ใจหรือให้ใจรู้ตามด้วยเสมอ) พิจารณาไปนานๆ ท่านอาจจะล้า ท่านก็เปลี่ยนมาดูจิตบ้าง ดูจิตไปนานๆ ท่านอาจจะล้า ก็เปลี่ยนมาทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในอิริยาบถต่างๆ บ้าง จะเปลี่ยนไปทำวิธีไหน ไม่ต้องกังวลว่าจะตีกันหรือขัดกัน แต่ให้มองในแง่ที่ว่ามันส่งเสริมกัน เช่นนี้ เพื่อที่ท่านจะสามารถเจริญสติได้ต่อเนื่องตลอดวัน คือเจริญสติพิจารณาในธรรมต่อเนื่องด้วยการเจริญสติในการดูจิต และต่อเนื่องด้วยการเจริญสติในการทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในอิริยาบถต่างๆ เพียงแต่ทำให้เหมาะสมตามโอกาสก็แล้วกัน เช่นเวลาขับรถ เวลาข้ามถนน ก็ควรทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เวลามีอารมณ์มากระทบก็ควรดูจิต รู้เท่าทันจิต หรือเวลาเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย ก็ใช้วิธีพิจารณาใคร่ครวญในธรรม อันนี้เรียกว่าผู้ปฏิบัติฉลาดในอุบาย รู้จักน้อมเอาแนวการปฏิบัติต่างๆ ให้มาสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติสามารถเจริญสติได้ต่อเนื่อง เพราะปัญหาของผู้ปฏิบัติประการหนึ่งคือ ยึดในการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่พอปฏิบัติไปนานๆ รู้สึกล้า เลยหยุดพักหรือไม่ก็เลิกไปเลย อันนี้การปฏิบัติก็จะไม่ก้าวหน้า เหตุที่ไม่ก้าวหน้าก็เพราะขาดความต่อเนื่องนั่นเอง

ความรู้ตัว:


     เวียนสับสลับเปลี่ยน สติตั้งรู้ตลอดวัน
     เปลี่ยนรู้ต่อเนื่องกัน จนชำนาญเป็นองค์รวม

Vicha:

     สาธุในธรรมครับ ท่านวิโมกข์
     พระคุณเจ้าอธิบายได้ดีแท้
     มองคน จงหาความดีในตัวเขา
     มองธรรม จงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์กับการปฏิบัติตน
     ก็จะมีความเจริญไม่ตกต่ำ


<< กลับไปหน้าแรก [1][2][3][4][5][6][7][8][9][10]
[11][12][13][14][15][16][17][18][19] หน้าต่อไป >>