Online ทั้งหมด : 6 คน    USER   PASSWORD   [ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก]  
Vimokkha Dhamma

ผู้เข้าชมหน้านี้:  1 คน




แลกลิงค์





ปัญญาอบรมสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ

วิโมกข์:

     ทะเลมหาสมุทรลาดลุ่มและลึกไปตามลำดับฉันใด คำสอนในพุทธศาสนานั้นก็ลาดลุ่มลึกซึ้งไปตามลำดับฉันนั้น คือ ลาดด้วยศีล ลุ่มด้วยสมาธิ ลึกด้วยปัญญา ซึ้งด้วยวิมุตติ หาใช่ว่าจะหยั่งทีเดียวถึง ก็หาไม่ ทำให้คำสอนในพระพุทธศาสนามีอรรถรสที่น่าสนใจแก่การใคร่ครวญศึกษาและปฏิบัติ
     ปัญญาอบรมสมาธินั้น มีกล่าวไว้ในบริขารแห่งสมาธิ ๗ ประการ ดูได้จาก ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๙๐/๒๒๔-๒๒๕ ฉบับมหาจุฬาฯ พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติบริขารแห่งสมาธิ ๗ ประการ เพื่อความเจริญและเพื่อความบริบูรณ์แห่งสมาธิ ดังนี้ ๑. สัมมาทิฏฐิ... ๗. สัมมาสติ โดยทรงตรัสว่า สภาวะที่จิตมีอารมณ์เดียวซึ่งมีองค์ ๗ ประการแวดล้อมนี้ เรียกว่า "อริยสัมมาสมาธิที่มีอุปนะสะ" บ้าง ว่า "อริยสัมมาสมาธิที่มีบริวาร" บ้าง โดยตรัสต่อไปว่า "ท่านผู้เจริญ ผู้มีสัมมาทิฏฐิ จึงมีสัมมาสังกัปปะ ผู้มีสัมมาสังกัปปะ จึงมีสัมมาวาจา ผู้มีสัมมาวาจา จึงมีสัมมากัมมันตะ ผู้มีสัมมากัมมันตะ จึงมีสัมมาอาชีวะ ผู้มีสัมมาอาชีวะ จึงมีสัมมาวายามะ ผู้มีสัมมาวายามะ จึงมีสัมมาสติ ผู้มีสัมมาสติ จึงมีสัมมาสมาธิ ผู้มีสัมมาสมาธิ จึงมีสัมมาญาณะ ผู้มีสัมมาญาณะ จึงมีสัมมาวิมุตติ"
     ในมรรคมีองค์ ๘ นั้น มีองค์ธรรมอยู่ ๓ ข้อที่มีบทบาทสำคัญ ต้องเกี่ยวข้องและปฏิบัติร่วมพร้อมกันไปกับองค์มรรคข้ออื่นๆ ทุกข้อ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ และสัมมาสติ เหตุที่ต้องปฏิบัติร่วมกับมรรคข้ออื่นๆ อยู่เสมอนั้น เห็นได้ง่ายๆ ด้วยการเปรียบเทียบกับการเดินทาง สัมมาทิฏฐิเป็นเหมือนไฟส่องให้เห็นทางสว่างข้างหน้าและเดินไปด้วยความมั่นใจจนถึงจุดหมายปลายทาง สัมมาวายามะคือความเพียรซึ่งต้องมีพร้อมในมรรคทุกข้อ ส่วนสัมมาสติเป็นเสมือนหางเสือคอยควบคุมกำกับให้เราเดินทางอยู่ในเส้นทางโดยไม่ประมาท ด้วยความระมัดระวัง การปฏิบัติในไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา จึงต้องอาศัยธรรมะ ๓ ข้อนี้อยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น การปฏิบัติในมรรค ๘ นี้ จึงต้องประกอบไปด้วยปัญญาคือสัมมาทิฏฐิไปตลอดสาย และเมื่อถึงที่หมายปลายทางแล้ว ปัญญาก็จะแจ่มแจ้ง แทงตลอด จนเป็นสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติตามลำดับ
     พุทธพจน์ตอนหนึ่งทรงตรัสไว้ว่า "สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง" คำว่าญาณ ก็คือ ปัญญาหรือความหยั่งรู้ในด้านใดด้านหนึ่งซึ่งเป็นความรู้หรือปัญญาที่พิเศษหรือสุดยอดกว่าปัญญาหรือความรู้ทั่วๆ ไป เพราะเป็นความรู้ตรงตามสภาวะความเป็นจริง เป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาหรือญาณในเบื้องต้นเกิดจากสัญญาเพราะยังอิงอาศัยสัญญาอยู่ แต่เมื่อถึงสัมมาวิมุตติหรือวิมุตติญาณทัสสนะ ต้องทิ้งสัญญาทั้งหมด อาตมาขออธิบายตัวอย่างปัญญาหรือญาณ (ในเบื้องต้น) เกิดจากสัญญา เช่น เวลาเราเห็นใบไม้ร่วงหล่น เกิดวิปัสสนาญาณคือธรรมะผุดขึ้นในใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอนิจจัง แต่ญาณที่เกิดขึ้นนั้นอาศัยสัญญาหลายอย่าง อาทิ สัญญาเกี่ยวกับใบไม้ สัญญาเกี่ยวกับการร่วงหล่น สัญญาเกี่ยวกับความตาย สัญญาเกี่ยวกับความไม่เที่ยง และอื่นๆ ฉะนั้น สัมมาญาณะก็อาจจะเกิดจากสัญญาหลายตัว อาทิ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา แต่เมื่อถึงสัมมาวิมุตตินั้น ต้องวางสัญญาหมด เพราะสัญญา ก็คือส่วนหนึ่งของขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ นี้เป็นของหนักเน้อ ฉะนั้น เวลาเข้าถึงสัมมาวิมุตตินั้น ต้องวางสัญญาทั้งหมด ไม่ต้องแบกเอาสัญญาอันเป็นส่วนหนึ่งของขันธ์ ๕ เข้านิพพานไปด้วย และหากจะอธิบายให้ชัดเจนแล้ว ในสัมมาญาณะในเบื้องต้นแม้ยังอิงอาศัยสัญญาอยู่บ้าง แต่พอในท่ามกลางหรือที่สุดก็จะอิงอาศัยสัญญาน้อยลงๆ ไปตามลำดับ คืออยู่เหนือสมมติบัญญัติ ไม่ติดในบัญญัติ มีแต่ความรู้แจ้ง เห็นแจ้งสภาวะทุกอย่างตามความเป็นจริง ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติในสัมมาญาณะนี้ ผู้ปฏิบัติต้องทำจิตให้เป็นกลางๆ วางความรู้ที่มีอยู่ทั้งหมด ปล่อยวางธรรมารมณ์ทั้งหลาย ปล่อยวางการกำหนดอันยังข้องเกี่ยวกับการนึกคิด ค่อยๆ ทำจิตตสังขารให้ระงับ ล้างความทรงจำต่างๆ และเพิกถอนสมมติบัญญัติทั้งหมด ใช้สติและสมาธิสัมผัสสภาวะที่ปรากฏในขณะปัจจุบัน ตามความเป็นจริง โดยปราศจากความปรุงแต่งต่างๆ อันเนื่องด้วยความนึกคิด ซึ่งเป็นเพียงแค่จินตมยปัญญา กระบวนการในการศึกษาหาความรู้นั้น เราเริ่มต้นเรียนรู้ด้วยการนึกการคิด อันเป็นจินตมยปัญญา หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ฝึกหัดแปลงจินตมยปัญญานั้น ให้เป็นภาวนามยปัญญา ด้วยการฝึกรู้เท่าทัน และรู้ตามความคิด จนปล่อยวางความคิด เริ่มเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงด้วยอนิจจสัญญา อนัตตสัญญา ไปจนถึงวิราคสัญญา อันเป็นการเริ่มต้นของภาวนามยปัญญา จนเมื่อเราปล่อยวางความรู้ความทรงจำ ละวางสัญญาทั้งหมด และเห็นแจ้ง แทงตลอดทุกอย่างตามความเป็นจริง คืนสัญญา คืนขันธ์ ๕ คืนทุกอย่างให้กับโลกทั้งหมด ก็จะถึงสัมมาวิมุตติหรือวิมุตติญาณทัสสนะได้ในที่สุด
     กล่าวอีกนัยหนึ่งสัมมาวิมุตติหรือวิมุตติญาณทัสสนะจึงเป็นปัญญาญาณสูงสุดที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยสัญญาใดๆ เพราะผู้ที่จะบรรลุมรรคผลหรือนิพพาน ไม่ใช่ว่าจะต้องเคยมีสัญญาว่าเคยบรรลุมรรคผลหรือนิพพานมาก่อน เพราะเมื่อบรรลุแล้วก็คือบรรลุเลย ต่างกับเรื่องโลกียะ ที่ถ้าหากเราจะมีปัญญาในเรื่องใด เราจำเป็นต้องเคยมีสัญญาในเรื่องนั้นๆ มาก่อนจึงจะเป็นเครื่องหนุนให้เรามีปัญญาแตกฉานในเรื่องนั้นๆ ยิ่งขึ้น หากไม่เคยมีสัญญาในเรื่องนั้นมาก่อน ก็ต้องเคยมีสัญญาในเรื่องที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถศึกษาหาความรู้จนมีปัญญาในเรื่องนั้น ดังพุทธพจน์ที่ทรงตรัสว่าสัญญาอันหนึ่ง ย่อมเกิดขึ้นเพราะสิกขา สัญญาอันหนึ่งย่อมดับไปเพราะสิกขา แต่ตรงข้ามสำหรับผู้ที่จะก้าวข้ามไปสู่โลกุตตระ การจะบรรลุมรรคผลหรือนิพพานนั้น ต้องวางสัญญาที่มีอยู่ทั้งหมด เพราะสัญญาทั้งหลายนั้นยังคงเกี่ยวข้องกับสมมติบัญญัติ ฉะนั้น จึงต้องวางสัญญาอันข้องเกี่ยวด้วยสมมติบัญญัติ หรืออีกนัยหนึ่งมีสติอยู่เหนือสมมติบัญญัติทั้งหลาย จึงจะบรรลุมรรคผลหรือนิพพานได้ ฉะนั้น สัมมาวิมุตติหรือวิมุตติญาณทัสสนะจึงอยู่เหนือสัญญาอันข้องเกี่ยวด้วยสมมติบัญญัติทั้งหลาย อันหมายถึงได้พัฒนาสติไปจนถึงที่สุดจนสติสามารถรู้เท่าทันสัญญาหรือรู้เท่าทันสมมติบัญญัติ และวางสัญญาหรือสมมติบัญญัติทั้งหลาย และไม่ข้องเกี่ยวด้วยสมมติบัญญัติใดๆ ทั้งสิ้น คือมีสติอยู่เหนือความครอบงำของสมมติบัญญัติทั้งหลายและเห็นปรมัตถ์ คือ เห็นไตรลักษณ์ เห็นปฏิจจสมุปบาท และเห็นความที่เป็นปัจจัยแก่กันและกันในธรรมหรือสิ่งทั้งปวง ทำให้เห็นโลกและสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริง โดยเห็นว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น มีจิตอยู่เหนือความปรุงแต่งของโลกและสมมติบัญญัติทั้งหลาย บรรลุถึงซึ่งวิมุตติและความหลุดพ้น อันเป็นสัมมาวิมุตติหรือวิมุตติญานทัสสนะ
     ฉะนั้น ปัญญาหรือความรู้ทั้งหลาย (ยกเว้นสัมมาวิมุตติหรือวิมุตติญาณทัสสนะ) เกิดจากความจำได้หมายรู้หรือสัญญาอันเป็นข้อมูลที่เราสะสมมาข้ามภพข้ามชาตินับไม่ถ้วน และการดึงเอาความรู้เหล่านี้มาใช้ก็ทำได้ด้วยการใช้สติระลึกค้นคว้าหรือ scan ข้อมูลความรู้เหล่านี้มาใช้ หรือเปรียบเสมือนตัวเม้าส์คลิ๊กเรียกไฟล์หรือข้อมูลในคอมพิวเตอร์ หากผู้ปฏิบัติขาดความตั้งมั่นของจิตคือสมาธิ และสติไม่มีกำลังหรือว่องไวพอที่จะระลึกรู้เท่าทันจิตหรืออารมณ์ที่มากระทบนั้น การ scan หาข้อมูลก็จะไม่มีคุณภาพ กล่าวคือก็จะไป scan แต่ข้อมูลในสัญญาที่เต็มไปด้วยความโลภ โกรธ หลง มัวเมาด้วยอวิชชา แต่ถ้าสติดี สมาธิตั้งมั่น ก็จะมีกำลังและว่องไวในการ scan หาข้อมูลที่เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งตามความเป็นจริง เห็นไตรลักษณ์ เห็นปัจจยาการ และเป็นไปเพื่อสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติในที่สุด
     อาตมาขอให้อุบายในการพัฒนาปัญญาญานและภูมิจิตภูมิธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป คือเมื่อศึกษาเรียนรู้เข้าใจในสิ่งใดแล้ว ก็ต้องเป็นผู้รู้จักหัดปล่อยวางความรู้ที่ตนมีอยู่ เพื่อจะได้พัฒนาการความรู้ และปัญญาญานของตนให้ยิ่งๆ ขึ้นไป แม้กระทั่งการฝึกสมาธิหรือเจริญฌานให้ยิ่งๆ ขึ้นไปก็ต้องใช้หลักการปล่อยวางสัญญาที่หยาบกว่าไปสู่สัญญาที่ละเอียดกว่าหรือสัญญาอันเลิศยิ่งๆ ขึ้นไป อุบายในการทำสมาธิหรือเจริญฌาน เมื่อผู้ปฏิบัติพบว่าถึงทางตัน อันมีสาเหตุเพราะจิตเข้าไปเสวยความสุขอันประณีตในสัญญานั้นๆ ก็ให้ผู้ปฏิบัติใช้อุบายละวางการเจริญสมาธิหรือฌานด้วยการเดินหน้ากำหนดหรือเพ่งในอารมณ์ของสมาธิหรือฌานนั้นๆ มาเป็นการทำสมาธิหรือฌานด้วยการปล่อยวาง ละวางอารมณ์ของสมาธิหรือฌานที่ตนกำลังกำหนดหรือเพ่งอยู่ หรืออาจจะใช้อุบายด้วยการแผ่เมตตาเพื่อให้จิตคลายจากการเพ่งและยึดมั่นติดอยู่ในอารมณ์ของสมาธิหรือฌานนั้นๆ เมื่อผู้ปฏิบัติใช้วิธีการละอารมณ์หรือปล่อยวางอารมณ์ในสมาธิหรือฌานนั้นๆ อุปสรรคอันเปรียบเสมือนกำแพงที่ผู้ปฏิบัติสร้างขึ้นมาเองอันเนื่องมาจากการเข้าไปเสวยสุขและยึดในสัญญาที่ละเอียดประณีตนั้นก็จะคลายหรือสลายไปในที่สุด ภูมิจิตภูมิธรรมของผู้ปฏิบัติก็จะเคลื่อนไปสู่สัญญาที่ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไปในองค์ฌานถัดไป อันนี้เป็นอุบายในการพัฒนาปัญญาและภูมิจิตภูมิธรรมในสมาธิหรือฌาน ดังพุทธพจน์ตอนหนึ่ง ทรงตรัสไว้ว่า "สัญญาอันหนึ่งย่อมเกิดขึ้นเพราะสิกขา สัญญาอันหนึ่งย่อมดับไปเพราะสิกขา" ดังอุปมาที่ว่า การเคลื่อนเข้าสู่ฌานแต่ละฌานไปโดยลำดับ เช่น การเข้าถึงปฐมฌาน กามสัญญา (ความจำได้หมายรู้ในกาม คืออารมณ์ที่น่าใคร่) ที่เคยมีก็ย่อมดับไป สัญญาอันละเอียดอันเป็นจริงในปีติ (ความอิ่มใจ) และสุขอันเกิดแต่ความสงัด ย่อมมีในขณะนั้น นี้คือสัญญาอันหนึ่งเกิดขึ้นเพราะสิกขา สัญญาอันหนึ่งย่อมดับไปเพราะสิกขา กล่าวคือสัญญาอันหนึ่งเกิดขึ้นแทน ดีขึ้นกว่าสัญญาเดิมเรื่อยๆ จนในที่สุด เมื่อเลิกคิด เลิกปรุงแต่ง สัญญา (อันเลิศ) ก็ดับไป สัญญาหยาบอันอื่นก็ไม่เกิดขึ้น จึงได้ชื่อว่าบรรลุนิโรธ (ความดับ)

นิรนาม:

     ความคิดจะมีลักษณะเป็นคู่ อาศัยความรู้สึกเพื่อละความคิด เมื่ออยู่กับความรู้สึกปล่อยวางความคิดทั้งหลายให้ผ่านไป เมื่อปล่อยวางความคิดมากเข้าก็จะเห็นว่าความคิดทั้งหลายไม่เที่ยง เกิดแล้วก็ดับไป เมื่อเห็นอย่างนั้นการปรุงแต่งต่างๆ ในความคิดก็จะค่อยๆ น้อยลงจนสงบระงับ เมื่อการปรุงแต่งในความคิดสงบระงับ จิตก็จะน้อมกลับเข้ามาภายในตั้งมั่นอยู่กับความรู้สึกตัว เมื่อจิตตั้งมั่นความเร่าร้อนต่างๆ ความกระวนกระวายต่างๆ ทางกายก็จะค่อยๆ ดับไป ปีติสุขก็จะเกิดขึ้นมาแทนที่ ปีติสุขนี้จะแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย แม้ปีติสุขนี้เราก็เพียงแค่รับรู้แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ที่สุดแล้วปีติสุขนั้นก็จะจางคลายไปเกิดเป็นอุเบกขาขึ้นมาแทน และแม้แต่อุเบกขาเราก็ทำในใจอีกว่าแม้แต่อุเบกขานี้ก็ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนได้อีกไม่ควรยึดมั่นเลย เมื่อพิจารณาเช่นนี้ จิตก็จะน้อมไปเพื่อความปล่อยวางในกองเวทนาทั้งหลายอันมี ทุกขเวทนา สุขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เมื่อไม่ยึดมั่นในกองเวทนาทั้งหลายเพราะเห็นความไม่เที่ยงและไม่มีตัวตนอะไรที่แท้จริงเกิดขึ้นแล้วก็ต้องดับไป เมื่อนั้นตัณหา (ความอยาก) ทั้ง ๓ (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) ก็จะไม่มีที่ให้อาศัยตั้งอยู่ได้ ก็จะถึงแก่การดับลงไป ดังนั้นถ้าการทำในใจด้วยการพิจารณาว่าไม่เที่ยงแก่กล้าและต่อเนื่อง สมาธิที่เกิดก็จะมั่นคงและไม่เสื่อม เนื่องจากละตัณหา ๓ ที่เป็นตัวการที่ทำให้เกิดนิวรณ์ ๕ ซึ่งเป็นอุปสรรคแก่สมาธิลงเสียได้ ดังนั้นปัญญาจึงอบรมสมาธิได้ด้วยประการฉะนี้


<< กลับไปหน้าแรก [1][2][3][4][5][6][7][8][9][10]
[11][12][13][14][15][16][17][18][19] หน้าต่อไป >>