| วิโมกข์:
เมื่อเราเจริญสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมด้วยความเพียร คือทำบ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง จนมีทั้งความผ่องใส รู้ตื่น เบิกบาน อิ่มเอิบ
แผ่ซ่านทั่วร่างกายและจิตใจ ตามที่คุณโยมความรู้ตัวได้มีประสบการณ์นั้น
ต่อไปอาตมาก็อยากจะให้อุบายในการประหารกิเลส
คือให้ใช้สติที่ตื่นตัวและมีกำลัง ดูให้รู้ให้เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง
คือเห็นว่ากายก็ส่วนหนึ่ง จิตที่ไปเสวยอารมณ์เป็นวิญญาณทางตา ทางหู ทางจมูก
ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และใจผู้รู้คือสติ
ก็อีกส่วนหนึ่งต่างหาก คือเห็นเป็น ๓ มิติ
คือมีสติที่เราบำเพ็ญดีแล้วจนเป็นใจผู้รู้แยกออกมาจากกายและแยกออกมาจากจิตที่ไปเสวยอารมณ์นั้นๆ
โดยทั่วไป
คนเรามักติดการกำหนดจนกลายเป็นสมถะโดยไม่รู้ตัว เช่น กำหนดอิริยาบถ ยืน เดิน
นั่ง นอน แบบจงใจเกินไป จนยืน เดิน นั่ง นอน ไม่เป็นธรรมชาติ
เหตุเป็นเพราะกำหนดด้วยความนึกคิดหรือความนึกคิดไปกำกับหรือปรุงแต่งโดยไม่รู้ตัว
แต่ถ้ากำหนดเป็นหรือที่อาตมามักใช้คำพูดว่า ระลึกรู้ด้วยใจ ก็คือ
การกำหนดรู้ด้วยใจหรือความรู้สึกที่ออกมาจากใจ
ระลึกรู้หรือรู้สึกถึงอาการของการเคลื่อนไหวทางกายนั้นๆ
โดยไม่ไปจัดแจงหรือปรุงแต่งแต่อย่างใด สังเกตง่ายๆ การกำหนดรู้ด้วยใจ
จะรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง เบาสบาย และเป็นธรรมชาติมากที่สุด
แต่การกำหนดอันเนื่องด้วยความนึกคิด จะรู้สึกตึง เกร็ง ไม่ผ่อนคลาย
ไม่ปลอดโปร่งหรือเบาสบาย และที่สำคัญการกำหนดอันเนื่องด้วยความคิดนึก
จะมีความเป็นตัวเราเข้าไปปรุงแต่งด้วยไม่มากก็น้อย แต่การกำหนดด้วยใจผู้รู้
จะมีแต่ใจผู้รู้หรือสติสัมปชัญญะ ทำให้สามารถพัฒนาต่อไปเป็นวิปัสสนาญาณ ๙ ญาณ
๑๖ หรือโสฬสญาณได้ เช่นเดียวกับการกำหนดรู้จิต ก็ให้เป็นแบบสบายๆ
และเป็นธรรมชาติมากที่สุด
โดยไม่ไปจัดแจงหรือไปดักจิตแทนที่จะรู้จิตตามความเป็นจริง
ว่าขณะนี้มีกิเลสอันใดเกิดขึ้นในจิต อาทิ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอยาก
และอื่นๆ และไม่ไปกำหนดดูจิตแบบจงใจหรือตั้งใจเกินไป
เพราะจะทำให้สติหรือใจผู้รู้อยู่แนบแน่นหรือฝังตัวอยู่ในจิต
ถูกกิเลสในจิตครอบงำ จนไม่อาจรู้เท่าทันความเป็นไปของจิตหรือความไหวของจิตได้
หรือบางท่านก็กำหนดดูจิต แบบทำจิตให้ว่างไปเลย เป็นจิตว่างที่เกิดจากสมาธิ
อันเป็นลักษณะของการหลบหน้าจากกิเลส แต่ถ้าเป็นจิตว่างด้วยปัญญา
คือเป็นจิตว่างที่เกิดจากการมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ รู้เท่าทันจิตอยู่เสมอๆ
เมื่อรู้เท่าทันจิตอยู่เสมอๆ จิตก็จะว่างแบบพร้อมที่จะทำงานได้ คือ
สามารถพัฒนาต่อไปเป็นยถาภูตญาณทัสสนะ
คือเห็นทุกสิ่งทุกอย่างหรือเห็นโลกตามความเป็นจริง หมายถึงเห็นไตรลักษณ์ เห็นปัจจยาการ
เห็นปฏิจจสุมปบาท เกิดความเบื่อหน่าย ความจางคลาย ไปจนถึงความสลัดคืน
และความหลุดพ้นในที่สุด
วันนี้จะไม่อธิบายในหลักวิชาการ
แต่จะอธิบายในเชิงเป็นอุบายในการต่อสู้และประหารกิเลส
กล่าวคือเมื่อเราฝึกการเจริญสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมด้วยความเพียรต่อเนื่องจนใจผู้รู้มีกำลังดังกล่าว
ผู้ปฏิบัติจะพบว่าใจของเราเปิด คือเป็นผู้รู้และตื่นอยู่เสมอ
เมื่อมีอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะ ใจผู้รู้
คือสติจะอยู่เหนืออายตนะภายนอกที่มากระทบ (รูป)
และอยู่เหนือจิตที่เข้าไปรับอารมณ์นั้น (นาม)
เมื่อเกิดการกระทบคือผัสสะ ก็จะรู้ถึงใจโดยตรง คือตาเห็น
คือวิญญาณเห็น (จิตเห็น)
และสติหรือใจผู้รู้ ก็จะเห็นทั้งความเป็นไปของรูป และความเป็นไปของจิตด้วย
เหตุเพราะสติหรือใจผู้รู้ รู้เท่าทันรูปคือสิ่งที่มากระทบ
และรู้เท่าทันนามคือจิตที่ไปรับรู้อารมณ์นั้น เมื่อรู้เท่าทัน
ก็จะเกิดสภาวะของสติหรือใจผู้รู้ลอยอยู่เหนือทั้งรูปและนาม
คือแยกตัวจากทั้งรูปและนามนั้น
และเห็นความเป็นไปของรูปและนามนั้นตามความเป็นจริง คือเห็นการปรุงแต่ง
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และแปรเปลี่ยนไปเป็นอารมณ์ทางใจต่างๆ นานา
อันแสดงลักษณะของสามัญญลักษณะ (ไตรลักษณ์) และปัจจยาการ (ความที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย)
เมื่อผู้ปฏิบัติรู้เท่าทันจิต จนสติหรือใจผู้รู้อยู่เหนือ รูป-นามเช่นนี้
ก็จะเห็นกิเลสและอารมณ์ต่างๆ จรเข้ามา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
และแปรเปลี่ยนไป จนผู้ปฏิบัติจะเกิดการละวางไปในตัว
จนเป็นภาวะของจิตว่างอันเกิดจากสติรู้เท่าทันกิเลส
ไม่ใช่จิตว่างด้วยอำนาจสมถะ แต่กระนั้นก็ตาม จิตว่างแบบสมถะก็ยังมีประโยชน์หรือความจำเป็นอยู่บ้างในกรณีที่เกิดการกระทบจนจิตไหลไปตามกิเลสอยู่เสมอ
อันนี้ สติไม่สามารถรู้เท่าทัน
จึงต้องใช้ความว่างอันเกิดจากสมถะหยุดจิตของตนเองไม่ให้ไหลไปตามกิเลสก่อน
พอจิตอยู่ในอำนาจของสมถะคือไม่ไหลไปตามอารมณ์นั้นๆ
ก็เจริญสติให้รู้เท่าทันอารมณ์นั้นโดยไม่ต้องใช้สมถะอีกต่อไป
เพราะอยู่ในอำนาจที่สติสัมปชัญญะสามารถรู้เท่าทันจิตและจิตไม่ไหลไปตามกิเลสได้ การรู้เท่าทันจิตด้วยสติสัมปชัญญะนี้จะเป็นการทำให้จิตตสังขารระงับได้ด้วยปัญญาเห็นแจ้งตามความเป็นจริง
ไม่ใช่ทำจิตตสังขารให้ระงับด้วยการข่มเอาไว้ด้วยสมถะซึ่งไม่สามารถประหัตประหารกิเลสได้
การทำจิตให้ว่างด้วยสมถะอาจจะต่อสู้หรือยับยั้งกิเลสได้
แต่ไม่สามารถประหารกิเลสได้ เปรียบเสมือนตะกอนในแก้วน้ำที่ตกตะกอนนอนก้น
ซึ่งพร้อมที่จะขุ่นได้ตลอดเวลา แต่ความว่างจากกิเลส ความยึดมั่นถือมั่น
อันเนื่องมาจากสติหรือใจผู้รู้รู้เท่าทันความไหวของจิตคืออารมณ์หรือกิเลสที่เกิดกับจิตแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย
อันนี้เองจึงจะเป็นการเทตะกอนทิ้งออกไปทีละน้อยๆ
ด้วยสติและปัญญาญาณเห็นแจ้งตามความเป็นจริง
จนในที่สุดสามารถประหารกิเลสคือเทตะกอนทิ้งออกหมดได้ในที่สุด
เมื่อสองวันก่อน มีโอกาสไปกราบนมัสการพระอาจารย์เปลี่ยน
ท่านได้ให้อุบายในการทำสมาธิว่า จิตนั้นเปรียบเสมือนลูก สติเปรียบเสมือนพ่อ
และสัมปชัญญะเปรียบเสมือนแม่ ท่านให้หมั่นเจริญสติสัมปชัญญะด้วยการระลึกบ่อยๆ
และรู้สึกตัวบ่อยๆ ในทุกอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน
จิตคือลูกอันถูกพ่อแม่คือสติสัมปชัญญะอบรมดีแล้ว
ก็จะไม่หนีเที่ยวไปเป็นความคิดปรุงแต่งต่างๆ นานา
เมื่อจิตไม่ปรุงแต่งไปเป็นความคิดต่างๆ นานา จิตก็จะสงบ เมื่อจิตสงบก็น้อมเอาอนิจจสัญญา
ไปจนถึงอนัตตสัญญา เข้ามาประหัตประหารกิเลส เบื้องต้นเป็นจินตมยปัญญา
จนเมื่อใดใจผู้รู้เห็นแจ่มแจ้งตามความเป็นจริงก็จะเกิดวิปัสสนาญาณอันเป็นภาวนามยปัญญาในที่สุด
|
| วิโมกข์:
วันนี้จะให้อุบายในการประหารกิเลสต่อ
การศึกษาและปฏิบัติธรรม แม้การปฏิบัติจะใช้วิธีอย่างเดียวกัน
แต่ต่างคนต่างทำก็อาจจะส่งผลได้แตกต่างกันออกไป
ทั้งนี้เพราะความสมดุลหรือความพอดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
เราจึงไม่ควรเอาเกณฑ์ของคนหนี่งมาเปรียบเทียบกับอีกคนหนึ่ง
จึงขอให้ทุกท่านที่ศึกษาธรรมจงใคร่ครวญพิจารณาและหาความพอดีและความสมดุลของตนเอง
ฉะนั้น อาตมาจึงเพียงต้องการแสดงธรรมเพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น
จึงใช้คำว่าอุบายในการประหารกิเลส จากคำบรรยายที่อาตมาได้บรรยายมาตั้งแต่ต้น
อาตมาจะเน้นการวางจิตเป็นกลางๆ ซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถทำได้หลายวิธี อาทิ
การเจริญสติอยู่ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม การเจริญสติระลึกรู้ถึงกาย เวทนา
จิต และธรรมทีละขณะ โดยฝึกระลึกรู้อยู่ที่ใจผู้รู้ให้รู้ถึงความเป็นไปของกาย
เวทนา จิต และธรรมที่ปรากฏในปัจจุบันขณะนั้นๆ การเจริญสติระลึกรู้ถึงกาย
เวทนา จิต และธรรมแบบองค์รวม ทำให้เห็นทั้งกาย เวทนา จิต
และธรรมที่ปรากฏและสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง ( ดังที่เคยอธิบายก่อนหน้านี้แล้วว่า โดยปรมัตถ์ กาย เวทนา จิต และธรรมนั้น
เกิดทีละขณะและรวดเร็วมาก แต่ในทางปฏิบัติ
ผู้ปฏิบัติสามารถฝึกให้เห็นเป็นองค์รวมได้
โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรู้เท่าทันการเกิดดับทีละขณะนั้น)
และการฝึกดูให้รู้เท่าทันการไหว การเคลื่อนไป
และความเป็นไปของจิต คือเมื่อรู้เท่าทันอาการความเป็นไปของจิต
จิตก็จะเป็นกลางโดยอัตโนมัติ
วันนี้อาตมาจะให้อุบายในการวางจิตให้เป็นกลางๆ แบบง่ายๆ
อีกหนึ่งวิธีและถือเป็นการประหารกิเลสไปด้วยในตัว นั่นคือ การฝึกไม่ยินดี
และไม่ยินร้าย การฝึกไม่ยินดีและไม่ยินร้าย
ก็คือการฝึกให้รู้ภาวะความเป็นไปของจิตว่าขณะนี้เกิดความยินดีหรือเกิดความยินร้ายต่ออารมณ์ที่มากระทบทางตา
หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จนไม่ใส่ใจในอารมณ์นั้นๆ คือไม่ยินดีและไม่ยินร้าย
เมื่อมีความเพียรหมั่นทำเช่นนี้เนืองๆ
ในที่สุดจิตก็จะเข้าสู่ภาวะความเป็นกลางๆ ได้ตลอดเวลาทั้งวัน
คือไม่ไหลไปตามอารมณ์ที่มากระทบนั้น
การฝึกจิตไม่ให้ไหลไปตามอารมณ์ที่มากระทบนั้นสามารถสรุปเพื่อเป็นหลักในการปฏิบัติให้ง่ายขึ้น
กล่าวคือการฝึกจิตไม่ยินดีและไม่ยินร้าย นั้นคือถึงพร้อมด้วยอุเบกขาอยู่เสมอ
ซึ่งนักปฏิบัติสามารถสังเกตได้ว่าในชีวิตประจำวันตลอดทั้งวันจะมีอยู่ ๒
เรื่อง คือยินดีหรือยินร้ายในอารมณ์ที่มากระทบ ดังนั้น
เมื่อเราเจริญสติให้รู้เท่าทันจิตอยู่เพียง ๒
เรื่องเท่านั้นคือไม่ยินดีและไม่ยินร้าย จิตก็จะเกิดการปล่อยวางมากขึ้นๆ
โดยลำดับ และเข้าสู่ความเป็นกลางๆ ของจิตโดยอัตโนมัติในที่สุด
การที่จะประหารกิเลสโดยการไม่ยินดีและไม่ยินร้ายนั้น
มีอุบายที่จะเรียกว่าเป็นอุบายเรืองปัญญาก็คือ
ผู้ปฏิบัติต้องฝึกรู้ให้เห็นถึงเหตุแห่งความยินดียินร้ายของจิต
และผลแห่งความยินดียินร้ายของจิต เพราะลำพังอาศัยความไม่ยินดี
ไม่ยินร้ายเพียงอย่างเดียวอาจจะเป็นการใช้สมถะข่มจิตไม่ให้ยินดีและไม่ให้ยินร้ายได้
ซึ่งยังไม่สามารถประหารกิเลสได้
แต่หากนักปฏิบัติรู้จักใช้ปัญญาอบรมสมาธิไปด้วยดังกล่าว
ปัญญานั้นจะเป็นตัวประหารกิเลสโดยอาศัยความตั้งมั่นของจิตเป็นกำลัง
ฉะนั้นการฝึกไม่ยินดีไม่ยินร้ายนี้ต้องอาศัยปัญญาเป็นตัวนำโดยให้เห็นถึงเหตุของความยินดีและความยินร้ายของจิต
จนจิตยอมรับว่านี่จิตมันโง่เพราะหลงไปเอง คือหลงไปตามเหตุที่มากระทบนั้นๆ
และเห็นผลของความยินดีความยินร้ายว่าเป็นภัยตัวร้ายที่ทำให้จิตให้เป็นทุกข์และเศร้าหมอง
เมื่อนักปฏิบัติหมั่นฝึกเป็นผู้ไม่ยินดีไม่ยินร้ายด้วยปัญญาเห็นเหตุและผล อันน่าสะพรึงกลัวที่มาบ่อนทำลายจิตผ่านทางอายตนะทั้ง
๖ อยู่เนืองๆ ในที่สุดจิตก็จะเห็นถึงภัยของวัฏฏะอันวนเวียนอยู่ในวิญญาณทั้ง ๖
ผูกมัดตนเองให้ยินดียินร้ายไปกับอารมณ์ที่มากระทบอายตนะทั้ง ๖ นั้นอยู่ร่ำไป
เหมือนสัตว์ที่ไม่สามารถหนีพ้นไปจากบ่วงของนายพรานได้
เมื่อจิตเห็นภัยของความยินดียินร้ายอยู่เนืองๆ
จนจิตยอมรับโดยดุษฎีถึงความโง่ความหลงคืออวิชชาของจิต
จิตก็จะเริ่มหยุดกระสับกระส่าย ไขว่คว้า ดิ้นรน ไหลไปตามอารมณ์
เหมือนสัตว์ทั้งหลายที่เที่ยวไปตามอายตนะทั้ง ๖ ต้องมานั่งเจ่า นอนเจ่า
ยืนเจ่า อยู่ตรงความเป็นกลางๆ ของจิตนั้น
ไม่ดิ้นทุรนทุรายออกไปไขว่คว้าอารมณ์เป็นความยินดียินร้ายอีกต่อไป
เพราะเหตุเห็นภัยของวัฏฏะอันท่องเที่ยวไปในวิญญาณทั้ง ๖
เมื่อจิตเริ่มเห็นภัยของวัฏฏะดังกล่าวก็จะเริ่มลดละความยินดีความยินร้ายลง
จนทำลายตัวตัณหาคือสมุทัยหรือต้นเหตุแห่งทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง
เรื่องของการท่องเที่ยวไปในวิญญาณทั้ง ๖
นี้เป็นธรรมส่วนละเอียดซึ่งนักปฏิบัติพึงตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างของการเจริญภาวนาที่เป็นในฝ่ายโลกียะและโลกุตตระว่า
การเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานโดยอาการเพ่งหรือกำหนดอันเป็นเหตุให้จิตและวิญญาณทั้ง
๖ อยู่แนบแน่นกันนั้นเป็นฝ่ายโลกียะเพราะจิตยังอยู่ภายใต้อิทธิพลการครอบงำของวิญญาณทั้ง
๖ ส่วนนักปฏิบัติที่หมั่นฝึกจิตให้เป็นกลางๆ อยู่เสมอๆ ในชีวิตประจำวัน
ด้วยอุบายต่างๆ ดังที่ได้บรรยายมาข้างต้น จะสามารถเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน
โดยอาการที่จิตอยู่เหนืออิทธิพลการครอบงำของวิญญาณทั้ง ๖ อันเป็นฝ่ายโลกุตตระ
เพราะสติที่ผู้ปฏิบัติได้อบรมมาดีแล้วคุ้มครองจิตจนจิตไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
ถึงพร้อมด้วยอุเบกขาอันเป็นภาวะความเป็นกลางๆ ของจิต
ด้วยอุบายอันถึงพร้อมด้วยปัญญาดังที่ได้อธิบายมาข้างต้น ฉะนั้น
การหมั่นฝึกจิตก็ขอให้พิจารณาถึงความพอดีและความสมดุลของแต่ละท่าน
ให้เป็นไปเพื่อความเป็นกลางๆ ของจิต คือไม่ยินดีและไม่ยินร้าย อันเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์
เพราะเหตุประกอบด้วยปัญญาคือเห็นภัยแห่งวัฏฏะอันวนเวียนอยู่ในวิญญาณทั้ง ๖
อันร้อยรัดสัตว์โลกไม่ให้สามารถหลุดพ้นไปจากห่วงของนายพรานคืออวิชชาได้
อาตมาก็เพียงให้อุบายพอเป็นแนวทางให้ทุกท่านได้พิจารณานำไปปฏิบัติให้เหมาะสมให้พอดีจนเป็นความพอดีและความสมดุลของแต่ละท่านเอง
อันจะนำพาให้ทุกท่านได้ก้าวข้ามพ้นไปจากวัฏฏสงสารอันน่าสะพรึงกลัวไปสู่มรรคและบรรลุถึงผลด้วยความเพียรของแต่ละท่าน
อย่างน้อยก็ปิดอบายได้ในชาติปัจจุบันนี้ทุกท่าน เทอญ
|
| วิโมกข์:
วันนี้จะให้อุบายในการประหารกิเลสต่อ
เมื่อเราทราบว่าการทำสมาธิ การเจริญสตินั้นทำที่จิต
และธรรมชาติของจิตก็คือความนึกคิดและความรู้สึก หากเราจับประเด็นนี้ได้
เราก็จะเกิดปัญญาตามมาว่า อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร คือความไม่รู้
ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความไม่รู้เท่าทันสภาวะ ความหลงไปตามสมมติบัญญัติ
เป็นปัจจัยให้เกิดความคิดปรุงแต่ง ทั้งปรุงแต่งในความคิดนึกและปรุงแต่งในความรู้สึกต่างๆ นานา
เกิดเจตนา เกิดความจงใจ เกิดความมีเรา ที่อยากรู้ อยากเห็น อยากสัมผัสทางตา
หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นวิญญาณ > นามรูป >
สฬายตนะ > ผัสสะ >
เวทนา > ตัณหา >
อุปาทาน...
เมื่อก่อนที่อาตมาเริ่มต้นปฏิบัติใหม่ๆ ก็พยายามรู้เท่าทันวงจรลูกโซ่ปฏิจจสมุปบาทนี้
ตรงอุปาทานบ้าง ตัณหาบ้าง เวทนาบ้าง ผัสสะบ้าง
แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียวซึ่งทันบ้างไม่ทันบ้าง
จนกระทั่งต่อมาเมื่อเข้าใจเรื่องความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
ก็พบว่าเวลาอยู่กับความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ความคิดจะไม่เกิด
หรือที่เกิดแล้วก็จะหายไปทันที ตรงกันข้ามเวลาอยู่กับความคิดนึก
ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมก็จะแทบจะไม่มีหรือไม่มีเลย ฉะนั้น
จึงได้พบว่าความคิดกับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนี้มันแข่งกัน คือ แข่งกันเกิด
แข่งกันดับ การภาวนาจะเป็นสมถะก็ดีหรือวิปัสสนาก็ดีนี้จะก้าวหน้าหรือไม่
ก็อยู่ตรงจุดเริ่มต้นนี้เอง คือถ้าเริ่มต้นนั่งภาวนาไม่ว่าแบบไหนก็ตาม
โดยตัวรู้สึก หรือสำนึกรู้ (consciousness) หรือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมไม่เกิด
การปฏิบัติก็จะไม่ก้าวหน้า เพราะจะกลายเป็นนั่งภาวนาโดยเอาความคิดนึกนำหน้า
กล่าวคือบริกรรมอยู่ในความคิดนึก หรือไม่ก็กำหนดรู้ด้วยความคิดนึก
แต่หากเริ่มต้นดี
ปลุกตัวรู้สึกให้เกิดโดยใช้ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเป็นตัวปลุกตัวรู้สึก
การปฏิบัติจึงจะเรียกว่าเป็นการภาวนาด้วยใจผู้รู้หรือตัวรู้สึกที่ถึงพร้อมด้วยสติและสัมปชัญญะ
กล่าวคือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัย
หรือเป็นเครื่องปั่นไฟให้สติเกิด
และตัวความนึกคิดก็เป็นเหมือนเขม่าในสมองที่ทำให้สติดับ
เมื่อเราทราบว่าธรรมชาติของจิตคือความนึกคิดและความรู้สึก
ว่าทั้งคู่แข่งกันเกิดแข่งกันดับ และเพราะความไม่รู้ตามความเป็นจริงของจิต
ว่าความนึกคิดและความรู้สึกมันอยู่ซ้อนกันอยู่เช่นนี้
ผู้ปฏิบัติจึงไม่ได้ระวังจิตของตนเอง
ปล่อยจิตของตนเองให้ไหลไปตามกระแสและปรุงแต่งไปต่างๆ นานา ฉะนั้น
ผู้ปฏิบัติที่ฉลาดในอุบายจึงไม่ควรตั้งรับอยู่อย่างเดียว
คือปล่อยให้จิตปรุงแต่งความคิดนึกและความรู้สึกเป็นผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน
แล้วเป็นฝ่ายตั้งรับเข้าไปรู้ทันผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน
ซึ่งจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะจะห้ามใจไม่ให้อยากเมื่อความอยากมันเกิดแล้ว
หรือห้ามใจไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น เมื่อความยึดมั่นถือมั่นมันเกิดแล้ว
ห้ามยากมาก ส่วนมากก็จะไหลไปตามนั้น แต่หากผู้ปฏิบัติเป็นฝ่ายบุกอยู่เสมอ
บุกอยู่เสมอด้วยการรู้เท่าทันความคิดและความรู้สึก อันนี้จะง่ายกว่า
เพราะการรู้เท่าทันตั้งแต่เริ่มต้น เวลาเห็น จะได้สักแต่ว่าเห็น เวลาได้ยิน
จะได้สักแต่ว่าได้ยิน อันนี้จึงชื่อว่าผู้ปฏิบัติฉลาดในอุบาย
คือต้องเป็นฝ่ายรุกบ้าง แต่การเป็นฝ่ายรุก
ผู้ปฏิบัติก็ต้องมีที่พักที่อาศัยเป็นกำลังของสติ นั่นก็คือ
ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ
ผู้ที่อยู่ด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอจนเป็นวิหารธรรมของสติ
จะรู้สึกเบา สบาย อิ่มเอิบ ตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา
การฝึกความรู้สึกตัวทั่วพร้อมก็คือเริ่มให้มีความรู้สึกทั่วพร้อมทั่วสรรพางค์กายแบบคร่าวๆ แบบไม่จำเพาะเจาะจง แบบไม่เพ่งไม่กำหนด หรือแบบผ่อนคลายจริงๆ
ยิ่งผ่อนคลายเท่าไร ก็จะยิ่งรู้สึกตัวทั่วพร้อมได้มากขึ้น
แต่หากเพ่งหรือกำหนด อันนี้จะตั้งใจเกินไป
และจะรู้ได้ไม่ทั่วพร้อมหรือรู้ไม่ทั่วถึง
เพราะมีความนึกคิดสอดแทรกอยู่โดยเราไม่รู้ตัว และเมื่อฝึกความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอๆ จนชำนาญ ก็จะรู้สึกว่าแม้ลมหายใจ
เราก็รู้สึกได้ คือรู้สึกว่าเราหายใจอยู่ (ไม่ต้องถึงขนาดรู้ว่าขณะนี้ลมกำลังเข้าหรือกำลังออก
เพียงรู้สึกถึงอาการลมหายใจที่เบาสบาย ผ่อนคลาย ก็เพียงพอ) และเมื่อชำนาญและจิตละเอียดมากขึ้น ก็จะเป็นเอง
รู้สึกเองว่าลมหายใจแผ่ซ่านไปหล่อเลี้ยงร่างกายให้อิ่มเอิบ ผ่องใส มีพละกำลัง
สดชื่นทั้งวัน ความอิ่มเอิบสดชื่นนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับนักปฏิบัติ
และความอิ่มเอิบสดชื่นจะเกิดขึ้นได้ก็โดยการฝึกให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ
การที่ผู้ปฏิบัติไม่ก้าวหน้าก็เพราะขาดความอิ่มเอิบสดชื่นเป็นพละกำลังในการภาวนา
พึงหมั่นฝึกความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ
นักปฏิบัติก็จะพบกับความอิ่มเอิบและสดชื่นอันเป็นไปเองโดยธรรมชาติ
ต่อไปจะเป็นประเด็นสำคัญที่ถือว่าเป็นตัวปัญญา
คือเมื่อเราอยู่กับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอเป็นกิจวัตรประจำวัน
ความปรุงแต่งที่เป็นความคิดก็จะน้อยลงๆ และจะเริ่มรู้เท่าทันความคิด
และเห็นความคิดที่กำลังเกิดอยู่ เมื่อผู้ปฏิบัติฝึกจนเห็นความคิดของตนเอง
ก็จะรู้วิธีในการคิดนึกด้วยสติ โดยทั่วไปคนเราคิดนึกด้วยความไม่มีสติ
ปล่อยให้กลายเป็นการปรุงแต่ง และเมื่อมีการปรุงแต่งทีไร
ก็จะมีความมีเราหรือความมีตัวตนเกิดขึ้น ปั้นรูปขึ้นทีละน้อยๆ จนมากเข้าเป็นตัณหาอุปาทานซึ่งมีความมีเราหรือตัวตนอยู่เต็มตัว ฉะนั้น
ผู้ปฏิบัติที่อาศัยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเป็นบ้าน เป็นเครื่องอาศัย
เป็นกำลังแห่งสติ ก็จะสามารถรู้เท่าทันความคิดและเห็นความคิด
ในที่สุดก็จะรู้จักวิธีการในการวางความคิดปรุงแต่งนั้นๆ ด้วยตนเอง
โดยรู้เท่าทันธรรมชาติของจิตที่ว่า ความคิดและความรู้สึกนี้ มันแข่งกันเกิด
มันแข่งกันดับ
ผู้ปฏิบัติที่เห็นความเกิดดับที่แข่งกันอยู่ระหว่างความคิดและความรู้สึกจะยิ้มออกในทันทีว่า
นี่ เจ้าตัวอวิชชา เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป
ทันใดนั้น วิชชาก็จะเกิดแทนอวิชชา และเมื่อผู้ปฏิบัติหมั่นปฏิบัติในอุบายที่ได้แนะนำมาตั้งแต่ต้นจนชำนาญ
จะรู้สึกอิ่มเอิบและร่าเริงในธรรมมากขึ้นว่า วิชชาได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
และได้รู้เหตุแห่งการเกิดวิชชา โดยการรู้เท่าทันสังขาร
ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการปรุงแต่งในความคิดและปรุงแต่งในความรู้สึก
ผู้ปฏิบัติที่หมั่นปฏิบัติเช่นนี้อยู่เสมอในชีวิตประจำวัน จะรู้สึกว่าจิตตสังขารได้อ่อนกำลังหรือระงับไปเองไปโดยลำดับ
|
| Chai๙๙๙:
กราบมนัสการพระคุณเจ้า
และกราบขอบคุณท่านอย่างมากที่ได้ย่อสรุปและตอบปัญหา
ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ผู้ที่กำลังปฏิบัติโดยการเจริญสติอยู่
เมื่อสติได้พัฒนาถึงระดับหนึ่ง
หลังจากที่ได้เห็นอาการดับวูบของอารมณ์ที่เข้าไปดูอยู่บ่อยๆ จุดที่จะเห็นดับต้องเฝ้าดูอารมณ์ด้วยอาการรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติสัมปชัญญะ
จิตมีความตั้งมั่น ไม่ไหลเข้าไปในสิ่งที่ถูกดู
สิ่งที่จะเริ่มสังเกตเห็นได้ต่อมาคือเรื่องความคิด
ผมจะขอยกตัวอย่างที่ได้สังเกตเห็นมา
และอยากให้ท่านช่วยอธิบายขยายความให้ชัดเจน กล่าวคือเมื่อสติเริ่มว่องไวขึ้น
เวลามองไปที่ต้นไม้ข้างรั้วบ้าน สิ่งที่รู้สึกวินาทีแรกคือเห็นสี
แต่บางครั้งจากตรงจุดนี้ ก็ไปจับที่ความรู้สึกเห็น (สี)
อยากเรียนถามท่านตรงนี้ว่า สีคือรูป
ส่วนการรู้สึกเห็นสีเป็นนาม รูปและนาม เราเห็นแยกกันได้ตรงนี้ (สภาวะทั้งสองอันนี้เป็นสภาวะปรมัตถ์)
ผมเข้าใจถูกต้องใช่หรือไม่ครับ
และหลังจากรู้สึกว่าเห็นสีแล้ว จะมีอาการแว๊บ แล้วต่อมารู้สึกว่าเป็นใบไม้
อยากเรียนถามท่านต่อไปอีกนะครับว่า ตรงสภาวะที่รู้สึกแว๊บ แล้วเห็นเป็นใบไม้
เป็นสภาวะของตัวสัญญาหรือสภาวะของตัวสังขารครับ หรือทั้ง ๒ ตัวทำงานร่วมกัน
การที่รู้สึกว่าเป็นใบไม้ ตรงนี้เห็นสมมุติ (ก่อนหน้านี้แว๊บหนึ่งยังเห็นเป็นสีอยู่)
การที่สติแยกกันได้ระหว่างสีและใบไม้
คือการเห็นความต่างกันและแยกกันระหว่างปรมัตถ์และสมมุติ ใช่หรือไม่ครับ
ตัวอย่างต่อมาคือเมื่อผมเดินจงกรมแถวๆ โต๊ะอาหาร พอกลิ่นกระทบจมูก
ตัวสติจะมารับผัสสะทันที วินาทีแรกจะรู้สึกได้กลิ่น (โดยไม่แปรความหมายว่ากลิ่นอะไร)
จะเห็นอาการแว๊บตามมา ปรุงแต่งว่าเป็นแกงไก่
ต่อมาเห็นปรุงแต่งว่า อย่างนี้ของชอบ อยากกิน
อยากเรียนถามท่านว่าสภาวะที่รู้สึกปรุงแว๊บๆ เป็นสภาวะของตัวสังขารที่กำลังทำงานอยู่ใช่หรือไม่ครับ
และการที่เห็นเป็นสายต่อกันมาเพราะสติเข้าไปรู้ไม่ทันในสภาวะเหล่านั้น
จึงเกิดเป็นห่วงโซ่ต่อกันมา ดังที่อธิบายไว้ในปฎิจจสมุปบาทที่ว่าอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ และต่อๆ ลงมาหากระลึกรู้ไม่ทัน ไปถึงชอบไม่ชอบ
มันก็ไปถึงส่วนปลายของห่วงโซ่ ซึ่งก็ถึงภพถึงชาติแล้วสิครับ
ไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกต้องหรือไม่ครับ ท่านเคยพูดอยู่หลายครั้งบ่อยๆ ว่าให้ดูจิตจนตัวจิตตสังขารระงับไป
ตัวจิตตสังขารที่ท่านพูดถึงคือตัวจิตตสังขารที่ผมเห็นปรุงแต่งอยู่แว๊บๆ ถูกหรือเปล่าครับ แล้วการที่จิตจะละจิตตสังขารจะต้องทำอย่างไรครับ
หรือตามดูจิตไปเรื่อยๆ จนถึงจิตก็จะละของมันเอง
หรือว่าจะต้องไปดูตัวจิตตสังขารตรงๆ
หรือถอยลงมาลงมาอีกชั้นหนึ่งคือไปดูจิตที่มีจิตตสังขารอยู่
อยากให้พระคุณเจ้าอธิบายให้ฟังหน่อย กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ
|
| ธง:
ในระหว่างรอคำตอบของท่านวิโมกข์ ผมขออนุญาตให้ความเห็นในทางปฏิบัติของตนเอง
หรือเป็นมุมมองของตนเองที่ได้จากการปฏิบัติ แลกเปลี่ยนกันไปพลางก่อนนะครับ
สภาวะที่เกิดจากการปฏิบัติ การรู้สภาวะตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นที่ใจตนเอง
กับคำเรียกชื่อสภาวะเหล่านั้นว่าคืออะไร
ตรงกับคำหรือสิ่งที่ท่านได้บัญญัติไว้หรือไม่
มันมักจะทำให้การปฏิบัติสับสนและไม่คืบหน้า
เพราะไปกังวลอยู่กับความถูกผิดของสิ่งที่เกิดขึ้นกับบัญญัติที่เล่าเรียนมาอย่างไม่รู้ตัว
กล่าวคือใจมันคอยตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา ความรู้มันจึงไม่คืบหน้า
ก็เพราะสติมันไม่คืบหน้า สมาธิก็ไม่คืบหน้า
สิ่งที่ได้กลับเป็นความรู้ที่ได้จากการอ่าน ฟัง คิด
แล้วนำมาตรวจทานกับสภาวะของใจ และก็เกิดการปรุงแต่งด้วยความคิดต่อไป จนบางทีอาจรู้สึกว่าตนเองบรรลุธรรมเพราะเหตุว่าเกิดความบรรลุเข้าใจในสิ่งที่ตนอ่าน
ฟัง คิดมาแล้วได้กระจ่างแจ้งขึ้น แต่จริงๆ แล้วนั่นก็เป็นเพียงการคิดเท่านั้น แต่มันคิดได้ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น
ละเอียดขึ้น แตกฉานขึ้นในตัวอย่างใหม่ๆ เป็นต้น ดังนั้น
การเรียนพระอภิธรรมก็ดี การเรียนตำราทางสติปัฏฐาน ๔ ก็ดี
การเรียนการปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ต่างๆ ก็ดี ล้วนเป็นคุณเป็นโทษได้เพราะความคิดนี่เองเป็นเหตุ
เพราะการจดจำได้นี่เองเป็นเหตุ เป็นเหตุอย่างไร ก็เป็นเหตุให้เนิ่นช้าออกไป
เพราะไปติดรูปแบบ วิธีการ หรือสภาวะบัญญัติต่างๆ ที่เคยเรียน เคยรู้
เคยได้ยินมานั่นเอง สิ่งที่ผมเล่าไปนั้นได้เกิดกับตัวผมเองแล้ว
และกว่าจะรู้ตัวก็นานเต็มที
ต้องปฏิวัติความรู้ความคิดกันใหม่ชนิดกลับหัวกลับหางเลยทีเดียว
ขณะเจริญภาวนาสติ สมาธิ ด้วยสติปัฏฐาน ๔ แบบใดๆ ก็ตาม ต้องลืมบัญญัติทั้งหมด
เอาความจริงที่สัมผัสรับรู้ตามที่เกิดขึ้นจริงๆ เท่านั้น
ไม่ต้องไต่สวนทวนความหรือสงสัยว่ามันคืออะไร ถูกผิดหรือกังวลอะไร
ให้ซื่อตรงต่อการรับรู้ที่เกิดขึ้นตามที่เป็นจริงเท่านั้น
สติจึงแนบแน่นกับใจได้ สมาธิจึงเกิดขึ้นได้อย่างนุ่มนวล
ประคองใจและสติให้ทำหน้าที่ติดต่อกันไปได้ยาวนานเท่าที่จะยาวนานได้
ความรู้ต่างๆ ก็เกิดมีขึ้นเอง โดยไม่ได้คิด ได้นึก
แต่จะว่าไม่มีความคิดหลงเหลืออยู่เลยนั้นก็ไม่ได้
แต่มันไม่ได้เป็นตัวนำใจของเราแล้ว
มันเป็นตัวติดตามวิ่งตามใจของเราอย่างรวดเร็ว
และพร้อมที่จะทำหน้าที่ทันทีทันใดที่ใจต้องการ และเมื่อใจละวางความคิด
ก็หยุดคิดอย่างว่าง่ายทันทีทันใด ความรู้กับความคิดก็เป็นอันเดียวกันไป
มันพัฒนาควบคู่กันไปแบบไม่แตกแถว รู้กับคิดไปพร้อมกัน
จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีความคิด มีแต่ความรู้
ก็เพราะความคิดไม่ได้ทำหน้าที่นำความรู้แต่ความคิดเป็นตัวเก็บเกี่ยว รวบรวม
ตรวจทาน ควบคู่ไปตลอดเวลา มันแตกฉานไปพร้อมกับความรู้ชนิดที่เรียกว่ารู้พร้อม
เพราะมันเกิดอาการรับรองความรู้เหล่านั้นควบคู่ไปด้วยแบบนิ่งๆ
แต่กว้างขวางสุดประมาณ ไม่มีอาการโต้แย้งหรือคิดโต้แย้งขึ้นเลย ความคิดมันสดุดีต่อความรู้ชนิดจำนนและด้วยอาการนิ่งสงบ แต่พร้อมทำหน้าที่
การปฏิบัติเป็นเสมือนเส้นผมบังภูเขาก็เพราะตัวความคิดนี่เอง
การทำความเข้าใจกับความคิดจึงเป็นหัวใจหรือเรื่องใหญ่ใจความในพุทธศาสนา
นี่เป็นมุมมองของผมจากประสบการณ์ที่ผ่านมาครับ
|
| วิโมกข์:
วันนี้จะได้ให้อุบายในการประหารกิเลสต่อ
ในกระบวนการปฏิจจสมุปบาทนั้น สังขารมีบทบาทตั้งแต่ต้นจนจบ
สัญญานั้นเป็นแหล่งของข้อมูล
ลำพังสัญญาโดยไม่มีสังขารก็ไม่อาจเห็นเป็นสีหรือใบไม้ได้
หรือลำพังสังขารโดยไม่มีสัญญาก็ไม่อาจเห็นเป็นสีหรือใบไม้ได้
การที่เห็นเป็นสีเป็นใบไม้ก็เป็นเรื่องของสังขารทำงานร่วมกับสัญญา
การเห็นสีและการเห็นใบไม้ถือว่าเป็นสมมติบัญญัติ
การจะแยกปรมัตถ์นั้นเราถือเอาการเห็นแยกรูปและแยกนามเป็นหลัก
เห็นทุกอย่างสักแต่ว่ารูป สักแต่ว่านาม ที่กำลังเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
โดยสติมีกำลังจนเป็นใจผู้รู้ แยกออกจากกาย จากความคิดนึก ความรู้สึก
ความจำได้หมายรู้ ฉะนั้นใจผู้รู้ ความคิดนึก ความรู้สึก
ความจำได้หมายรู้ก็คือนาม รูปที่เห็น ที่ได้ยิน ที่สัมผัส
และกายเจ้าของก็คือรูป ส่วนการเห็น การได้ยิน ความรู้สึกสัมผัส ก็คือนาม
การเห็นแยกรูปและแยกนามที่กำลังเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
คือการเห็นโดยปรมัตถ์ ส่วนการเห็นรูปว่าสีหรือใบไม้เป็นเพียงแต่สมมติ
การเห็นโดยปรมัตถ์นี้ จะเห็นความเคลื่อนไปของรูป ความเคลื่อนไปของนาม
ที่กำลังเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
การเห็นแยกรูปแยกนามก็จะเห็นในเชิงนี้คือเห็นแยกกันแบบซ้อนๆ กันอยู่
เมื่อเห็นโดยปรมัตถ์เช่นนี้ก็จะพบว่าร่างกายของเราประกอบด้วยขันธ์ ๕
แยกเป็นส่วนๆ คือ รูปและนาม ร่างกายที่ว่าสวยว่างาม ความจริงแล้วไม่มีอะไรเลย
มีแต่กองรูปและกองนามที่กำลังเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
เมื่อเห็นเป็นสักแต่ว่ารูป สักแต่ว่านาม ใจเจ้าของก็จะเห็นว่าร่างกายคือขันธ์
๕ ไม่ใช่ตัวเรา
ความทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะการไปยึดปรุงแต่งสำคัญมั่นหมายว่าร่างกายเป็นเรา
และไปยึดรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
และธรรมารมณ์ว่าเที่ยงและมีตัวตนจนเกิดความสุขความพึงพอใจในสิ่งเหล่านี้
สาเหตุก็เพราะมองไม่เห็นโดยความเป็นปรมัตถ์ ว่าสักแต่ว่ารูป สักแต่ว่านาม
ที่กำลังเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และเป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันตามหลักปฏิจจสมุปบาทหรืออิทัปปัจจยตา
คือ ความที่สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ความที่สิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ
จิตมัวแต่ลุ่มหลงยึดติดในสิ่งสมมติบัญญัติอันเป็นเหตุให้จิตตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวิญญาณทั้ง
๖ เกิดการปรุงแต่งเป็นความสุขความทุกข์ ความยินดียินร้าย จนหลงลืมสติ
ปล่อยจิตปล่อยใจให้ไปเสวยอารมณ์นั้น
ปรุงแต่งต่อไปเป็นตัณหาและอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น จนเกิดเป็นความทุกข์
ความเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด
อุบายในการต่อสู้กับกิเลสหรือตัณหา ตามหลักสติปัฏฐาน ๔ นั้น
คืออาศัยกายเป็นเครื่องอาศัยและเป็นกำลังแก่สติจนเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในทุกๆ
อิริยาบถ (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) เมื่อมีอะไรมากระทบทางอายตนะทั้ง ๖ ก็มีสติรู้เท่าทัน
สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน
หากสติมีกำลังและว่องไวพอก็สามารถดับที่ผัสสะหรือการกระทบทางอายตนะได้
กล่าวคือจิตไม่ไหลไปสู่อารมณ์อันเนื่องด้วยวิญญาณทั้ง ๖
เข้าไปรับรู้ผัสสะหรือสัมผัสทางอายตนะทั้ง ๖ นั้น
โดยมากเราท่านทั้งหลายจะพ่ายแพ้ในด่านนี้
เพราะการรับรู้และปรุงแต่งต่อไปเป็นเวทนานั้นรวดเร็วมาก
ก็ไม่ต้องกังวลหรือตกใจ
ให้เปิดทางให้ข้าศึกเข้ามาปรุงแต่งเป็นเวทนาคือความสุขความทุกข์หรือความยินดียินร้ายได้เลย
แต่พึงให้มีสติรู้เท่าทันเวทนาที่กำลังเกิดขึ้นและก่อตัวขึ้นเป็นความสุขความทุกข์หรือความยินดียินร้ายนั้น (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน)
การรู้เท่าทันเวทนาตั้งแต่ที่กำลังเกิดและก่อตัวขึ้นนั้นมีความสำคัญมาก
เพราะเวทนาก็คือทุกข์ในอริยสัจจ์ ๔ ทุกข์ในอริยสัจจ์ ๔
นั้นระบุไว้ชัดว่าทุกข์เป็นสิ่งต้องกำหนดรู้
การจะกำราบกิเลสได้นั้นต้องกำหนดรู้จักว่าอะไรเป็นทุกข์ โดยนัยนี้
ความสุขความพึงพอใจจึงเป็นความทุกข์ในอริยสัจจ์ที่พึงต้องกำหนดรู้และรู้เท่าทันให้ได้ (ทุกข์)
การกำหนดรู้ทุกข์ก็โดยการมีสติรู้เท่าทันเวทนาคือความสุขความทุกข์หรือความยินดียินร้ายที่กำลังเกิดขึ้นและก่อตัวขึ้น
การรู้เท่าทันในทันทีที่ความสุขความทุกข์
ความยินดียินร้ายเริ่มเกิดขึ้นและก่อตัวขึ้น
จะทำให้เห็นเหตุแห่งทุกข์นั้นซึ่งๆ หน้า (สมุทัย) อาทิ เห็นเพศตรงข้ามว่าหล่อ ว่าสวยงาม เกิดความสุข
ความพึงพอใจที่กำลังก่อตัวมากขึ้น
เมื่อมีสติรู้ได้ทันทีในขณะที่ความสุขความพึงพอใจเริ่มเกิด
กำลังเกิดและก่อตัวมากขึ้น
ก็จะเห็นเหตุแห่งความสุขความพึงพอใจนั้นว่ามาจากไหนโดยไม่ต้องนึกคิดหาเหตุผล
เพราะเหตุนั้นก็คือเพศตรงข้ามซึ่งเรากำลังเผชิญหน้าอยู่ซึ่งๆ หน้า
หากเป็นผู้ปฏิบัติมุ่งความหลุดพ้น
พอเห็นเหตุแห่งความพึงพอใจซึ่งกำลังเผชิญหน้าอยู่ก็จะมีสติเห็นโทษภัยของเหตุดังกล่าวต่อเนื่องไปในตัว
ทำให้ความพึงพอใจในเพศตรงข้ามที่กำลังเกิดขึ้นและก่อตัวนั้นตั้งอยู่ได้ไม่นาน
เพราะมีเหตุอันเห็นโทษภัยของเพศตรงข้าม (ซึ่งเป็นชุดของสัญญาอีกชุดที่บันทึกอยู่ในจิต)
ไล่ติดตามอยู่ห่างๆ หรือกระชั้นชิด
สุดแท้แต่กำลังการบำเพ็ญเพียรของแต่ละท่านว่าย่อหย่อนหรือหนักแน่นเพียงใด
ฉะนั้น การมีสติรู้เท่าทัน
การเกิดที่กำลังก่อตัวขึ้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเห็นทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ในอริยสัจจ์
๔ และจะนำไปสู่การรู้ความดับทุกข์เมื่อความสุขความพึงพอใจนั้นกำลังดับไป
เพราะเหตุคือการมีสติรู้เท่าทันจิต รู้เท่าทันความเป็นไปของจิต
รู้เท่าทันความปรุงแต่งของจิต และการเห็นโทษภัยของความสุข
ความพึงพอใจที่กำลังติดตามไล่จี้กิเลสหรือจิตตสังขารจนค่อยๆ สงบระงับ (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน)
จนจิตเป็นอิสระจากการครอบงำของวิญญาณทั้ง ๖ และกลับเข้าสู่ความเป็นกลางๆ
ของจิตคืออุเบกขา เมื่อจิตกลับเข้าสู่ความเป็นกลางๆ
คืออุเบกขาก็จะเห็นความดับของความสุขความทุกข์ ความยินดียินร้าย
คือเห็นความดับไปของอารมณ์ที่จิตหลงเข้าไปเสวยปรุงแต่งนั้นๆ (นิโรธ)
พร้อมๆ กับเห็นวิธีการหรือหนทางในการดับทุกข์นั้น (มรรค) อันเนื่องมาจากการรู้เท่าทันจิตและเห็นโทษภัยของความสุขความพึงพอใจนั้น
เห็นเช่นนี้บ่อยๆ เนืองๆ จนสามารถรู้เท่าทันเวทนา พร้อมๆ
กับเห็นเหตุและโทษภัยของเวทนาที่กำลังเกิดและก่อตัวขึ้นจนจิตเกิดความแจ่มแจ้งในทุกข์และเหตุแห่งทุกข์นั้น
และจิตเริ่มจางคลาย
คลายกำหนัดและเบื่อหน่ายที่จะท่องเที่ยวไปเสวยอารมณ์ในลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป (ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน)
จนเหลือเพียงสักแต่ว่ารู้สักแต่ว่าเห็นเท่านั้นโดยไม่ส่งจิตออกนอก
คือจิตอยู่เป็นปกติด้วยอุเบกขาและความเป็นกลางๆ
ของจิตอันเป็นไปเองและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสติจนเป็นใจผู้รู้ ผู้ตื่น
ผู้เบิกบานอยู่เสมอ เพราะพ้นจากเงื้อมมือความครอบงำของวิญญาณทั้ง ๖
โดยสิ้นเชิง ฉะนั้น
นักปฏิบัติพึงตั้งสติอยู่ที่กายเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเครื่องอาศัย
และเป็นกำลังแก่สติ เมื่อเกิดการรับรู้อารมณ์ภายนอกเป็นเวทนา
ก็ให้รู้เท่าทันเวทนาคือความสุขความทุกข์หรือความยินดียินร้าย
หากสามารถดับการปรุงแต่งที่เวทนาได้ก็กลับมาที่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเพื่อเป็นกำลังแก่สติต่อไป
หากไม่สามารถดับการปรุงแต่งที่เวทนา เพราะเวทนาแก่กล้าจนปรุงแต่งไปเป็นตัณหา
ก็ให้มีสติรู้เท่าทันจิตที่กำลังเสวยอารมณ์เป็นตัณหา อาทิ ความอยาก ความโลภ
ความหลงมัวเมา เป็นต้น เมื่อรู้เท่าทันจิตที่กำลังเข้าไปเสวยอารมณ์
หรือที่กำลังเสวยอารมณ์คือตัณหานั้น
ก็จะเห็นความดับไปแห่งอารมณ์นั้นและจิตกลับเข้าสู่ความเป็นกลางๆ หรืออุเบกขา
เมื่อจิตเป็นกลางหรืออุเบกขาก็กลับมาที่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเพื่อเป็นกำลังแก่สติต่อไป
ในที่สุดเมื่อมีสติรู้เท่าทันเวทนาและความเป็นไปของจิต ทั้งอาการ ลักษณะ เหตุ
และผลที่กำลังเกิดขึ้นและกำลังก่อตัวเสวยอารมณ์นั้นๆ
จนแจ่มแจ้งในทุกข์และสมุทัยอยู่เนืองๆ พร้อมๆ
กับเห็นความดับทุกข์และหนทางในการดับทุกข์นั้นอยู่เนืองๆ
ต่อไปก็จะเห็นความเบื่อหน่าย ความจางคลาย ความสลัดคืนมากขึ้นๆ
จนจิตถึงวิมุตติและความหลุดพ้นโดยลำดับ
อนึ่ง
สำหรับการจะสามารถกำราบจิตตสังขารในขณะภาวนานั้น
โยคาวจรผู้ถึงพร้อมทั้งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติก็จะสามารถกำราบจิตตสังขารนั้นในขณะภาวนาได้โดยง่าย
แต่สำหรับโยคาวจรอย่างเราท่านทั้งหลายผู้เป็นปัญญาวิมุตติช่างซักช่างถามจนเป็นสัญญาไปดักทางจิตโดยมาก
เห็นทีจะต้องกำราบจิตตสังขารด้วยการลืมตาภาวนา
คือเจริญสติรู้เท่าทันเวทนาและเจริญสติรู้เท่าทันจิตด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในชีวิตประจำวันเป็นหลัก
จึงจะมีแรงส่งพอที่จะไปกำราบจิตตสังขารในขณะภาวนาได้
|
| นิรนาม ๒๕๙๑:
ถามพระคุณเจ้าเรื่องการฝึกสติให้รู้อยู่กับปัจจุบันควรทำอย่างไร?
|
| วิโมกข์:
วันนี้จะได้ให้อุบายในการประหารกิเลสต่อ
การพัฒนาสติให้ยิ่งๆ ขึ้นไปจนมีกำลังที่จะประหารกิเลสได้นั้น
ผู้ปฏิบัติพึงมีอุบายในการเจริญสติให้ถึงพร้อมด้วยผู้รู้ ผู้ตื่น
และผู้เบิกบาน นักปฏิบัติบางท่านเจริญสติถึงพร้อมด้วยผู้รู้ คือรู้เท่าทันจิต (รู้เท่าทันอาการและความเป็นไปของจิต)
แต่ไม่ได้เป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ (ตื่นอยู่เสมอคือรู้สึกตัวบ่อยๆ)
ทำให้ขาดความต่อเนื่อง หรือรู้เท่าทันบ้างไม่รู้เท่าทันบ้าง
หรือรู้แบบตื่นบ้าง งัวเงียบาง
หรือบางครั้งก็เผลอไปกับความคิดหรือความคิดลากจูงไปบ้าง
การเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอนั้นคือการรู้สึกตัวบ่อยๆ
ซึ่งก็หมายความว่าต้องเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ
การมีสติโดยขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทำให้ไม่ได้อานิสงส์ของการเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ
บางท่านรู้เท่าทันจิตและเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอแต่ไม่ได้เป็นผู้เบิกบาน คือ
รู้เท่าทันจิตและเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอด้วยอาการของการที่จะต้องเพียรระวังหรือเฝ้าระวังอยู่เสมอ
เพียรเพราะเห็นเขาทำ ก็ทำตามๆ กัน การเพียรเช่นนี้คงต้องตั้งใจ อดทน พยายาม
และเหนื่อยหน่อย
ทำให้การเจริญสติเช่นนี้เป็นไปอย่างแห้งแล้งหรือขาดความสดชื่นผ่องใส
ปีติและอิ่มเอิบใจ
ทั้งนี้เพราะเจริญสติโดยไม่ได้เห็นประโยชน์ในการเจริญสติประจักษ์แก่ใจจริงๆ
เมื่อเจริญสติโดยไม่เห็นถึงประโยชน์หรือความสำคัญในการเจริญสติ
จึงทำให้ไม่เกิดฉันทะหรือความพึงพอใจในการเจริญสติ
ฉะนั้นผู้ปฏิบัติพึงสำรวจตนเองว่าเจริญสติด้วยอาการแบบไหน
คือเป็นผู้รู้แต่ไม่เป็นผู้ตื่น หรือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่นแต่ไม่เป็นผู้เบิกบาน
หรือ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้รู้ผู้ตื่นและผู้เบิกบานจริงๆ
อันเป็นหัวใจในการพัฒนาสติในการภาวนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
คือการเจริญสติจนสติหรือใจผู้รู้เข้าถึงพุทโธตามความหมายของผู้รู้ ผู้ตื่นและผู้เบิกบานโดยบริบูรณ์
ดังนั้นกล่าวโดยสรุป ฉันทะจึงเป็นข้อแรกสุดของอิทธิบาท ๔
อันจะยังให้เกิดความสำเร็จในทุกสิ่งทุกประการได้
ไม่ว่าจะเป็นการเจริญสมถกรรมฐาน การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
หรือการเจริญธรรมทั้งหลายให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ผู้ปฏิบัติพึงสำรวจตนเองอยู่เสมอว่า
ผู้ปฏิบัติมีฉันทะในการปฏิบัติธรรมหรือไม่
การจะมีฉันทะได้นั้นผู้ปฏิบัติพึงศึกษาให้เข้าใจถึงความสำคัญและประโยชน์ในการเจริญสติหรือการเจริญธรรมนั้นๆ
เมื่อผู้ปฏิบัติตระหนักถึงประโยชน์และความสำคัญจนประจักษ์แก่ใจจริงๆ
ความเพียรจะเกิดขึ้นเองและเป็นความเพียรที่เต็มไปด้วยความสดชื่น
ไม่ใช่เพียรแบบเฉยๆ หรือห่อเหี่ยวแห้งแล้งซึ่งเป็นการเพียรเพราะทำตามๆ
กันโดยไม่ได้เห็นประโยชน์และความสำคัญด้วยใจเจ้าของจริงๆ
การเจริญสติให้รู้อยู่กับปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมีฉันทะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง
เป็นฐาน เป็นกำลังเครื่องสนับสนุน
และการจะเกิดฉันทะในการเจริญสติอย่างเต็มร้อยได้นั้น
ผู้ปฏิบัติจะต้องมีความรู้ความเข้าใจให้ถูกต้องก่อนว่า
การรู้อยู่กับปัจจุบันก็คือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และมีแต่สิ่งใหม่ๆ
ที่กำลังเข้ามาให้เราได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลาในปัจจุบันโดยเราไม่ต้องขวนขวายหรือไขว่คว้าแต่อย่างใด
แม้การเดินก็มีแต่ย่างก้าวใหม่ๆ ให้เราได้เรียนรู้
การเคลื่อนไหวของอิริยาบถต่างๆ ก็ล้วนมีแต่การเคลื่อนไหวของอิริยาบถใหม่ๆ
ให้เราได้เรียนรู้ รวมความว่ากายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมก็มีแต่ กายกรรม
วจีกรรม และมโนกรรมใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามาให้เราได้เรียนรู้
หากเราต้องการเป็นผู้มีปัญญาก็ไม่ต้องย้อนไประลึกถึงสิ่งต่างๆ
ที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว และไม่ต้องไปกังวลถึงอนาคตที่ห่างไกลตัวเรา
ขอให้เราอยู่กับปัจจุบัน เราก็จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทั้งหลายทีละขณะๆ
อยู่เนืองๆ
โดยที่เราไม่ต้องไปขวนขวายที่อยากจะไปเรียนรู้หรือเที่ยวแสวงหาปัญญาที่ไกลตัวเราแต่อย่างใด
ทุกวันนี้นักปฏิบัติที่ไม่ค่อยจะอยู่กับปัจจุบันก็เพราะไม่ได้เห็นความจริงข้อนี้
จึงไม่มีฉันทะ เมื่อไม่มีฉันทะ มันก็เบื่อที่จะอยู่กับปัจจุบัน
ตรงกันข้ามกลับรู้สึกว่าการอยู่กับปัจจุบันเป็นสิ่งน่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ
สู้การขวนขวายใคร่ครวญหาเหตุหาผลถึงเรื่องราวในอดีตและเรื่องราวในอนาคตไม่ได้
คือชอบแต่จินตนาการและวาดภาพในอากาศ เพราะรู้สึกว่ามันเพลิดเพลิน
น่ายั่วยวนใจ และเป็นอาหารบำรุงสมองดี
|
| จุ๊:
"ปัจจุบันคือสิ่งใหม่ตลอดเวลา"
สุดยอดครับ เป็นสุดยอดมุมมองที่เอาไปใช้ได้จริง กราบขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ
|
| ความรู้ตัว:
สติปัจจุบัน
คือความพอใจในการที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
ที่กำลังเคลื่อนเข้ามาตลอดเวลาแบบขณะต่อขณะ วินาทีต่อวินาที
สงบนิ่งและรู้ในการเคลื่อนไหวของกายและใจ
อุบายคือความพอใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เมื่อพอใจ จึงสุขใจ เมื่อสุขใจ
จึงอิ่มใจ เมื่ออิ่มใจ จึงสงบกาย เมื่อสงบกาย จึงตั้งมั่น เมื่อตั้งมั่น
จึงปล่อยให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต่อเนื่องกันไป อยู่กับปัจจุบัน คือ รู้ ตื่น
เบิกบาน... สาธุ สาธุ นมัสการพระคุณเจ้า
|
| วิโมกข์:
วันนี้ก็จะได้ให้อุบายในการประหารกิเกสต่อ ด้วยการมีสติอยู่เหนือสัญญาอันเกี่ยวข้องด้วยสมมติบัญญัติทั้งหลาย
เพราะตราบใดที่ปัญญาของเราเกิดจากสัญญาอันเนื่องด้วยสมมติบัญญัติทั้งหลาย ก็ยังวนเวียนอยู่ในเรื่องที่เป็นของคู่ คือ บุญ-บาป ดี-ชั่ว สุข-ทุกข์ เป็นต้น
เบื้องต้นที่อาตมาแนะนำให้มีสติรู้เท่าทันความเป็นไปของจิต ว่ามีความยินดี-ความยินดีร้าย อันเป็นของคู่ที่คอยรัดรึงจิตใจของมนุษย์ให้วนเวียนอยู่ในวัฏฏแห่งตัณหาหรือความทะยานอยาก
จนจิตใจของมนุษย์ถูกร้อยรัด รัดรึงไปด้วยความหวง ห่วง เยื่อใย อาลัยอาวรณ์ และเกิดความยึดมั่นถือมั่นว่านี่เรา นั่นของเรา
อันนี้ก็เป็นเพราะเรายังไม่มีสติที่เป็นใจผู้รู้ที่สมบูรณ์ที่มีกำลังอยู่เหนือสัญญาทั้งหลายได้ การฝึกปฏิบัติเพื่อยกระดับจิตใจของคนเรานั้น ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่อยู่ๆ เราจะสามารถทิ้งสัญญาที่มีอยู่ทั้งหลายไปสู่วิมุตติญาณทัสสนะได้โดยทันทีทันใด
อุบายในการฝึกพัฒนาสติให้ค่อยๆ มีกำลังจนอยู่เหนือสัญญาไปตามลำดับนั้น ก็อาศัยหลักพุทธพจน์ที่ทรงตอบปัญหาของโปฏฐปาทปริพพาชกในโปฏฐปาทสูตรว่า "สัญญาอันหนึ่ง ย่อมเกิดขึ้นเพราะสิกขา สัญญาอันหนึ่งย่อมดับไปเพราะสิกขา (สิกขา หรือศึกษาในทางพระพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น ๓ คือ สีลสิกขา จิตตสิกขา และปัญญาสิกขา) และการเจริญฌานไปตามลำดับขั้น จากฌานที่ ๑ ถึง ฌานที่ ๔ และจากอรูปฌานที่ ๑ ถึง อรูปฌานที่ ๔ และจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธก็แสดงการที่สัญญาอันหนึ่งดับไป และสัญญาอันหนึ่งเกิดขึ้นแทน ดีขึ้นกว่าสัญญาเดิมเรื่อยๆ จนในที่สุด เมื่อเลิกคิด เลิกปรุงแต่ง สัญญษก็ดับไป อันเป็นการตอบปัญหาของโปฏฐปาทปริพพาชกที่อยากรู้ความดับของอภิสัญญา คือสัญญาใหญ่ หมายถึงสัญญาชั้นสูง"
หลักว่าด้วยสัญญาอันหนึ่งเกิดขึ้นเพราะสิกขา สัญญาอันหนึ่งย่อมดับไปเพราะสิกขานี้ ขอยกตัวอย่าง... สัญญาในรูปฌานที่ ๑ กามสัญญาย่อมดับไป สัญญาในปีติและสุขย่อมเกิดขึ้นแทน เป็นต้น
อุบายในการมีสติอยู่เหนือสัญญาอันเกี่ยวข้องด้วยสมมติบัญญัติทั้งหลาย อาตมาก็ได้อาศัยหลักในพุทธพจน์ดังกล่าวข้างต้นเป็นเครื่องนำทางกล่าวคือ ขอให้เรามีสติละวางสัญญาที่มีอยู่ในขณะนั้น แล้วเข้าไประลึกรู้ในสัญญาที่ละเอียดและประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป อีกนัยหนึ่ง ก็คือขอให้เรารู้จักวางความรู้ที่มีอยู่ (ซึ่งยังข้องเกี่ยวกับสัญญาต่างๆ) โดยอาศัยสีลสิกขา จิตตสิกขา และปัญญาสิกขา เพื่อไปสู่ความรู้ที่ยิ่งๆ ขึ้นไป (เกี่ยวข้องกับสัญญาที่ละเอียดประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป) เช่นเดียวกัน นักปฏิบัติสมาธิทั้งหลายย่อมได้สัมผัสปีติและสุขซึ่งเป็นสัญญาอันประณีตกว่าความสุขในกามคุณซึ่งเป็นสัญญาอันหยาบกว่า ในเรื่องของการพัฒนาสติก็เช่นเดียวกัน
ก่อนที่เราจะมีสติที่สมบูรณ์จนสามารถอยู่เหนือสัญญาอันเกี่ยวข้องด้วยสมมติบัญญัติทั้งหลาย จนเกิดปัญญาสูงสุดคือสัมมาญาณะหรือวิมุตติญาณทัสสนะและมีสติอยู่เหนือสัญญาอันเกี่ยวข้องด้วยสมมติบัญญัติทั้งหลายโดยสิ้นเชิงนั้น ในเบื้องต้นเราก็จำเป็นต้องอาศัยสัญญาที่ละเอียดประณีตยิ่งๆ ขึ้นไปเป็นเครื่องอาศัยของสติให้มีความละเอียดประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป
คือ เริ่มจากการมีสติเห็นโทษในกามคุณ มาสู่การมีฉันทะในการเจริญสติอยู่เหนือกามคุณเพราะเห็นคุณค่าและประโยชน์จริงๆ ในการมีสติอยู่กับปัจจุบันว่าเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การมีสติอยู่กับปัจจุบันจะเกิดความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นปัญญาที่เกิดจากสัญญาที่ละเอียดประณีตยิ่งๆ ขึ้นไปเองโดยไม่ต้องขวนขวาย เพราะสติที่อยู่กับปัจจุบันทุกขณะจะสามารถพัฒนาไปเป็นใจผู้รู้หรือสติที่มีกำลัง มีความว่องไว มีความละเอียด สามารถเห็นโลกหรือทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริงเป็นยถาภูตญาณทัสสนะคือเห็นสามัญญลักษณะและความที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันของสิ่งทั้งปวง และเกิดปัญญาความรู้อันยิ่งที่อยู่เหนือสัญญาอันเกี่ยวข้องด้วยสมมติบัญญัติทั้งหลายโดยสิ้นเชิง เป็นความรู้แจ้งเพราะมีสติรู้เท่าทันและเห็นปัจจุบันที่เป็นจริงที่เป็นปรมัตถ์ทุกๆ ขณะ อยู่เหนือสัญญาหรือเหนือการปรุงแต่งด้วยสัญญาทั้งหลาย คือเห็นอริยสัจ ๔ ด้วยสัมมาญาณะหรือวิมุตติญาณทัสสนะ ถึงซึ่งวิมุตติและความหลุดพ้น ในที่สุด
เมื่อผู้ปฏิบัติรู้จักเสพความสุขอันประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป โดยการมีสติรู้เท่าทันจิตสามารถละสัญญาในความความยินดี-ความยินร้ายอันเป็นสัญญาในของคู่ไปสู่ความไม่ยินดี-ไม่ยินร้ายอันเป็นสัญญาในอุเบกขาซึ่งเป็นสัญญาอันประณีตยิ่งๆ ขึ้นไปกว่าการเสพอยู่ในสัญญาอันเป็นของคู่ แล้วหมั่นฝึกให้มีสติรู้เท่าทันความยินดี-ความยินร้ายอยู่เนืองๆ โดยอาศัยสัญญาในอุเบกขาเป็นเครื่องอาศัยของสติ เมื่อฝึกจนชำนาญจนรู้จักสัญญาทั้งในของคู่ และสัญญาในอุเบกขา หรืออีกนัยหนึ่งถ้ามองแง่มุมของปัญญาความรู้ ก็ให้พึงสำเหนียกระลึกรู้อยู่โดยไม่ประมาทว่า ปัญญาที่เรามีอยู่นี้ก็ล้วนแต่เกิดจากสัญญาที่หยาบไปจนถึงสัญญาที่ละเอียดเป็นเหตุไปโดยลำดับ คือเป็นปัญญาที่เกี่ยวข้องด้วยสัญญาในของคู่ไปสู่สัญญาในอุเบกขาอันเป็นสัญญาที่ละเอียดประณีต เพื่อให้นักปฏิบัติไม่พึงประมาทและทนงตัวมีมานะในความเป็นผู้รู้ของตน เพราะเหตุเห็นว่าความรู้ของตนนั้น ยังเกี่ยวข้องด้วยสัญญาอันละเอียดประณีตอยู่ (ตราบใดที่ยังไม่ถึงซึ่งความรู้แจ้งหรือวิมุตติความหลุดพ้น ตราบนั้นความรู้ของตนก็ยังหนีไม่พ้นสัญญาอันเกี่ยวเนื่องด้วยสมมติยัญญัติทั้งหลาย) เมื่อนักปฏิบัติเป็นผู้ไม่ประมาทเห็นประโยชน์พร้อมๆ กับเห็นโทษของสัญญาเช่นนี้ก็จะเริ่มไปสู่การค่อยๆ รู้จักหัดวางสัญญาหรือความถือว่าสัญญาความรู้เป็นเราเป็นของเรา อันเป็นเหตุให้เกิดมานะทิฏฐิหรือความทนงตัวในความเป็นผู้รอบรู้ของตน
การค่อยๆ รู้จักวางสัญญาในการกระทำหรือเรียนรู้สิ่งใดๆ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือการฝึกหัดไม่ให้ทำ พูด คิดอะไรไปตามสัญญาหรือนิสัยความเคยชิน จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้รู้จักทำอะไรด้วยสติ ไม่ใช่ทำอะไรด้วยสัญญาอันเป็นนิสัยหรือความเคยชินเดิม
ทุกวันนี้คนเรามักทำอะไรด้วยนิสัยหรือความเคยชินอันเป็นสัญญาเดิมของตน จึงทำให้สติไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ การเจริญสติเพื่อให้สติมีการพัฒนาต่อไปนั้นจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำ พูด คิดด้วยการฝึกให้มีสติ ไม่บุ่มบ่ามทำ พูด คิดอะไรด้วยสัญญาความเคยชินหมายถึง พึงลองหัดทำอะไรที่เป็นเรื่องที่สวนกระแสบ้าง อาทิ การรับประทานอาหาร ส่วนมากเราจะตักกับข้าวทานไปด้วยความเคยชิน เพราะมีสัญญาเดิมว่าอันนี้อร่อย อันนี้ถูกปาก กลายเป็นทานอาหารสนองตัณหาอันเป็นความอยากที่บันทึกอยู่ในสัญญาจนเป็นความเคยชิน การค่อยๆ ฝึกหัดให้มีสติรู้เท่าทันสัญญาความเคยชิน ขณะทำ พูด คิด ก็คือ ต้องหมั่นฝึกหัดทวนกระแสความอยากของตัวเองอยู่เนืองๆ เพราะการทำอะไรด้วยสัญญาความเคยชินนั้นสติจะไม่สามารถพัฒนาต่อไปจนเป็นความละวางอันนำไปสู่สัมมาญานะหรือวิมุตติญาณทัสสนะได้ ฉะนั้น การฝึกเพื่อมุ่งไปสู่สัมมาญาณะหรือวิมุตติญาณทัสสนะนั้น ลำพังการฝึกภาวนาในท่านั่งอย่างเดียวก็เป็นเรื่องยากที่จะเจริญสติเป็นไปเพื่อสัมมาญาณะหรือวิมุตติญาณทัสสนะได้ กล่าวคือนักปฏิบัติต้องพึงหมั่นฝึกในชีวิตประจำวันด้วยการเจริญสติให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอยู่เสมอ คือหมั่นฝึกสติด้วยการทวนกระแสกิเลสตัณหาของตนเอง เพื่อที่จะได้ค่อยๆ ฝึกหัดตนให้มีสติอยู่เหนือสัญญาอันเกี่ยวข้องด้วยสมมติบัญญัติไปโดยลำดับ นั่นหมายถึงการถึงพร้อมด้วยการมีสติอยู่กับปัจจุบันเพราะเหตุรู้เท่าทันจิต มีสติอยู่เหนือความเป็นของคู่ในสมมติบัญญัติกล่าวคือ... เมื่อเห็น ก็รู้เท่าทัน... เมื่อรู้เท่าทัน ก็สามารถอยู่เหนือได้... หรืออีกนัยหนึ่ง การเห็นก็คือการเป็นผู้ตื่น การรู้เท่าทันก็คือการเป็นผู้รู้และการอยู่เหนือก็คือความเป็นผู้เบิกบานอยู่เสมอ เพราะสามารถอยู่เหนือหรือเป็นอิสระพ้นจากเครื่องพันธนาการอันร้อยรัดจิตใจได้ ฉะนั้นการฝึกพัฒนาสติให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอยู่เสมอ ในชีวิตประจำวัน จึงเป็นการหลุดพ้นที่เป็นธรรมชาติ และการหลุดพ้นนั้นจะหลุดพ้นได้ก็ต้องเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติด้วย กล่าวคือต้องหมั่นฝึกทวนกระแสอยู่เสมอทุกขณะจนกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชีวิตประจำวัน โดยอาศัยอุบายเรืองปัญญาของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสไว้ว่า
"สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง" และ "สัญญาอันหนึ่งเกิดขึ้นเพราะสิกขา สัญญาอันหนึ่งย่อมดับไปเพราะสิกขา" เป็นอุบายในการทวนกระแสพร้อมๆ กับเป็นอุบายในการพัฒนาสติปัญญาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
เปรียบเสมือนการปีนบันไดขึ้นไปทีละก้าวขั้น เมื่อเราก้าวเหยียบขึ้นบันไดอันถัดไป พร้อมกันนั้นเราก็ปล่อยขั้นบันไดอันก่อน หากไม่มีขั้นบันไดอันก่อนก็จะไม่อาจมีขั้นบันไดอันถัดไปได้ ขั้นบันไดอันก่อนก็เปรียบเสมือนสัญญาอันหนึ่งดับไป ขั้นบันไดอันถัดไปก็เปรียบเสมือนสัญญาอันหนึ่งที่เกิดขึ้นแทน ละเอียด ประณีตและดีเลิศขึ้นกว่าสัญญาอันเดิมเรื่อยๆ ไป กระบวนการศึกษาหาความรู้และการเจริญภาวนานี้จึงอาศัยอุบายเรืองปัญญาที่พระพุทธองค์ได้ทรงให้ไว้อย่างเป็นระบบนี้ เพื่อพัฒนาสติปัญญาและภูมิจิตภูมิธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จนในที่สุดวางความรู้ที่มีอยู่ทั้งหลายอันยังเกี่ยวข้องด้วยสัญญา และมีสติอยู่กับปัจจุบันพร้อมกับเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกๆ ขณะในปัจจุบันจนเห็นแจ้งสิ่งทั้งปวงตามสามัญลักษณะและความเป็นเหตุปัจจัยต่อกันและกันโดยมีสติอยู่เหนือสัญญาอันแฝงไปด้วยความมีตัวตน คือความมีเรา หรือของเรา ซึ่งบดบังสามัญลักษณะและความเป็นเหตุปัจจัยของสิ่งทั้งปวง
อาตมาจึงขอเน้นว่าเมื่อผู้ปฏิบัติสามารถฝึกสติจนสามารถรู้เท่าทันจิตอยู่เนืองๆ อันเป็นความสำเร็จในเบื้องต้นแล้ว ต่อไปจึงควรได้หมั่นฝึกสติด้วยการฝึกหัดทำอะไรที่เป็นการทวนกระแสตัณหาความอยากของตนเอง ยิ่งฝึกทวนกระแสก็จะยิ่งพบแรงผลักของตัณหาที่นอนเนื่องเป็นอนุสัยกิเลสอยู่ภายในสันดาน เมื่อทวนกระแสด้วยความมีสติอยู่เนืองๆ สติก็จะได้รับการพัฒนาให้เป็นสติสัมโพชฌงค์ หรือใจผู้รู้ที่มีกำลังยิ่งๆ ขึ้นไป จนอยู่เหนือแรงผลักของตัณหาและสามารถมีสติอยู่เหนือสัญญาอันเกี่ยวข้องด้วยสมมติบัญญัติทั้งหลายได้โดยสิ้นเชิงสมกับเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานที่อยู่เหนือโลกโดยแท้จริงในที่สุด
|
| ดังดิน:
เป็นธรรมะอันงดงามยิ่งนัก อนุโมทนาสาธุค่ะ
|
| ความรู้ตัว:
สาธุ... สาธุ... สาธุ... อุบาย... ทวนกระแสความอยากของตนเอง... ฯลฯ
|
| วิโมกข์:
ในโอกาสวันวิสาขบูชานี้ อาตมาขอให้อุบายในการประหารกิเลสต่อ ด้วยการพัฒนาสติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จนเกิดเป็นสำนึกรู้หรือใจผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อยู่เหนือสัญญาอันเกี่ยวข้องด้วยสมมติบัญญัติทั้งหลาย และหลุดพ้นจากความครอบงำของตัณหาและอุปาทานในเบญจขันธ์หรือขันธ์ ๕ โดยลำดับ เพื่อประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติได้เห็นแนวทางในการพัฒนาสติให้มีความก้าวหน้าจนบรรลุถึงเป้าหมาย โดยอาตมาขอให้คำแนะนำในการฝึกเจริญสติอย่างเป็นกระบวนการเพื่อให้นักปฏิบัติรู้จักใช้อุบายในการเรียนรู้ และปฏิบัติอย่างเป็นขึ้นตอน สามารถรู้เห็นถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติได้ด้วยตนเอง กล่าวคือ
ในเบื้องต้นของการฝึกเจริญสติ ผู้ปฏิบัติควรเริ่มจากการฝึกสติให้ระลึกรู้ รู้เท่าทันและรู้เห็นรูปหรือกายก่อน เพราะผลของการเจริญสติให้รู้เห็นรูปหรือกายนี้อยู่เป็นปัจจุบันทุกขณะ สติจะพัฒนาไปเป็นกายคตาสติที่มีความสมบูรณ์และมีพละกำลังโดยอาศัยรูปหรือกายนี้เป็นเครื่องอยู่จนเกิดเป็นสัมปชัญญะ หรือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นกำลังแก่สติ สติก็จะพัฒนาต่อไปเองจนเกิดสำนึกรู้ หรือใจผู้รู้ถอยห่างออกมาจากรูปหรือกายเจ้าของ เสมือนหนึ่งลอยอยู่เหนือรูปหรือกายเจ้าของ และมองเห็นอิริยาบถและการเคลื่อนไหวของรูปหรือกายนี้อยู่ทุกขณะ โดยรู้เห็นความเป็นไปของกายนี้อยู่เป็นปัจจุบันอย่างเป็นธรรมชาติ ผลของใจผู้รู้ที่เห็นรูปหรือกายนี้เป็นปัจจุบันขณะอยู่เนืองๆ ใจผู้รู้ก็จะมีพละกำลังและอยู่เหนือความครอบงำของอุปาทานในรูปหรือกายเจ้าของนี้ได้โดยลำดับ
เมื่อผู้ปฏิบัติที่ฝึกเจริญสติระลึกรู้ รู้เท่าทันและรู้เห็นอาการและความเป็นไปของรูปหรือกายนี้อยู่เสมอ ต่อไปผู้ปฏิบัติจะพบว่าสติจะพัฒนาไปสู่การระลึกรู้ รู้เท่าทันและรู้เห็นในสภาวะธรรมที่ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไปได้เอง อันได้แก่เวทนา โดยผู้ปฏิบัติจะสามารถระลึกรู้ รู้เท่าทันและรู้เห็นเวทนา พร้อมกับความยินดี-ความยินร้าย อันเนื่องด้วยสุขเวทนา-ทุกขเวทนา ได้เองอย่างสบายๆ เป็นไปโดยธรรมชาติสามารถรู้เห็นการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่ และดับไปของเวทนาและความยินดี-ความยินร้ายพร้อมกับเห็นความเป็นไปของเวทนาและความยินดี-ความยินร้ายที่กำลังเกิดขึ้น กำลังตั้งอยู่และกำลังดับไป จนจิตคลายกำหนัดและละวางเกิดเป็นอุเบกขา ถึงพร้อมด้วยสติที่อยู่เหนือเวทนาและความยินดี-ความยินร้ายอันเนื่องด้วยเวทนานั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาความละเอียดของสติที่พัฒนาจากการรู้เห็นรูปเป็นบาทฐาน
เมื่อผู้ปฏิบัติฝึกเจริญสติระลึกรู้ รู้เท่าทันและรู้เห็นอาการและความเป็นไปของรูปและเวทนาเป็นปัจจุบันขณะอยู่เสมอๆ ต่อไปผู้ปฏิบัติจะเริ่มรู้สึกถึงอาการของการทวนกระแสของจิตที่อบรมด้วยสติอยู่เนืองๆ คือ
การไม่ปรุงแต่ง และทำอะไรๆ ตามนิสัยความเคยชินของสัญญาเดิม อันเนื่องมาจากการระลึกรู้ รู้เท่าทัน และรู้เห็นว่านี่คือ นิสัยความเคยชินของสัญญาเดิมที่คอยแต่จะไหลไปตามกิเลส และจิตที่ถูกอบรมดีแล้วด้วยสติจะเริ่มทวนกระแสของกิเลสจนเกิดการละวางในสัญญาทั้งหลาย อันยังเนื่องด้วยของคู่ เป็นความสุข-ความทุกข์และความยินดี-ความยินร้ายเป็นต้น เมื่อจิตเริ่มละวางในสัญญาอันเนื่องด้วยของคู่อยู่เนืองๆ จิตก็จะเข้าสู่ความเป็นกลางหรืออุเบกขาอันจะเป็นกำลังแก่สติให้พัฒนาต่อไปจนเกิดเป็นสำนึกรู้ หรือใจผู้รู้ที่รู้เห็นโลกและสภาวะธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริงจนเป็นใจผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานที่อยู่เหนือสัญญาอันเกี่ยวข้องด้วยสมมติบัญญัติทั้งหลาย เมื่อผู้ปฏิบัติที่ฝึกเจริญสติระลึกรู้ รู้เท่าทันและรู้เห็นอาการและความเป็นไปของรูป เวทนา และสัญญาเช่นนี้อยู่เสมอ ต่อไปผู้ปฏิบัติก็จะเริ่มรู้สึกชัดถึงอาการปรุงแต่งของจิตตสังขาร และโดยอาศัยกำลังของสติที่พัฒนาจากการรู้เห็นรูป เวทนา และสัญญาพร้อมกับการทวนกระแสนิสัยความเคยชินในสัญญาเดิมเป็นบาทฐาน สติก็จะพัฒนาต่อไปและมีพละกำลังอยู่เหนือความครอบงำของการปรุงแต่งของจิต และสามารถทำจิตตสังขารให้ระงับได้โดยง่าย การทำจิตตสังขารให้ระงับไปโดยลำดับนั้นเป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่ง ในอันที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้สติมีกำลังอยู่เหนือสัญญาอันเกี่ยวข้องด้วยสมมติบัญญัติทั้งหลายไปโดยลำดับเช่นกัน
จนเมื่อจิตตสังขารสงบระงับได้โดยเด็ดขาด สติก็จะพัฒนาไปสู่สติโพชฌงค์ คือความถึงพร้อมด้วยสติที่รู้เห็นสภาวะธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ) เมื่อมีสติสัมโพชฌงค์ ก็จะเกิดธัมมวิจยสัมโพชฌงค์คือความสอดส่องในธรรมหรือในสภาวะธรรมทั้งหลายที่สติได้รู้เห็นตามความเป็นจริงจนหมดความสงสัยเกิดความแจ่มแจ้งแทงตลอดในสภาวะธรรมนั้น
ส่งผลให้วิริยะที่กำลังพากเพียรเจริญสติถึงพร้อมด้วยการระวังรักษาจิตอย่างต่อเนื่องเป็นไปอย่างธรรมชาติคือระวังมิให้อกุศลคือกิเลสเกิดขึ้นครอบงำจิตและรักษากุศลธรรมที่มีอยู่ในจิตให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป จนกลายเป็นวิริยสัมโพชฌงค์ไปในตัว เกิดความอิ่มเอิบใจหรือปีติสัมโพชฌงค์อันจะส่งเสริมฉันทะในการเจริญสติให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เกิดความสงบร่มเย็นและความสงบระงับของจิตอย่างเป็นธรรมชาติอันเป็นปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ก็จะส่งผลให้เกิดสมาธิสัมโพชฌงค์ คือความตั้งมั่นของจิตอันเนื่องมาจากปัสสัทธิหรือความสงบระงับของจิตที่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างธรรมชาติ จนในที่สุดเกิดอุเบกขาสัมโพชฌงค์ คือความเป็นกลางๆ ต่อสังขารทั้งหลายของจิตเอง เพราะเหตุที่มีสติระลึกรู้เท่าทันจินเป็นปัจจุบันขณะ โดยที่ไม่ต้องจัดแจงหรือควบคุมจิตด้วยสมถะแต่อย่างใด เมื่อถึงพร้อมด้วยอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ก็จะหนุนสติให้เป็นสัมมาสติและสติสัมโพชฌงค์โดยสมบูรณ์ อันเป็นการบรรลุถึงเป้าหมายในการพัฒนาสติจนเกิดสำนึกรู้หรือใจผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอยู่เสมอ และมีกำลังอยู่เหนือความครอบงำของวิญญาณทั้ง ๖ คือจิตไม่ไหลไปตามการรับรู้ของวิญญาณทั้ง ๖
เมื่อจิตถูกอบรมด้วยสติดีแล้วจนกลับเนื้อกลับตัวเลิกเที่ยวซุกซนและปรุงแต่งอีกต่อไป จิตก็จะถึงพร้อมด้วยอุเบกขาสัมโพชฌงค์โดยบริบูรณ์คือ มีความเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย อันเป็นฐานของการพัฒนาสติให้มีพละกำลังและความละเอียดที่จะระลึกรู้ รู้เท่าทัน และรู้เห็นวัฏฏสงสารอันร้อยรัดด้วยวิญญาณทั้ง ๖
จนในที่สุด จิตสามารถอยู่เหนือความครอบงำและพ้นจากวัฏฏของวิญญาณทั้ง ๖ ที่คอยรัดรึงจิตใจไปต่างๆ นานา อันเป็นเหตุให้จิตวนเวียนอยู่ในภพชาติของวิญญาณทั้ง ๖ คือวนเวียนอยู่ในการรับรู้และการเสวยอารมณ์เป็นตัณหาอุปาทานของสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
กระบวนการในการพัฒนาสติจนสามารถระลึกรู้ รู้เท่าทัน รู้เห็นและอยู่เหนือความครอบงำของตัณหาและอุปาทานในเบญจขันธ์หรือขันธ์ ๕ อันได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณไปโดยลำดับ ตามที่อาตมาได้บรรยายมานี้ ก็เพียงเป็นเข็มทิศ หรือแนวทางให้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายได้เห็นภาพรวมในการปฏิบัติที่เป็นกระบวนการ เพื่อสามารถพัฒนาสติในการภาวนาจนเกิดเป็นสำนึกรู้หรือใจผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอยู่เหนือสัญญาอันเกี่ยวข้องด้วยสมมติบัญญัติทั้งหลาย และสามารถอยู่เหนือความครอบงำของวิญญาณทั้ง ๖ อันเป็นการก้าวข้ามไปสู่การปฏิบัติที่เป็นฝ่ายโลกุตตระคือ อยู่เหนือโลก สามารถทำลายตัณหาและอุปาทานในเบญจขันธ์หรือขันธ์ ๕ ไปโดยลำดับและถึงซึ่งวิมุตติความหลุดพ้นหรืออย่างน้อยปิดอบายให้ได้ในชาติปัจจุบันนี้ ทุกๆ ท่าน เทอญ
|
| นายนก:
ขออนุโมทนา สาธุ กับการบรรยายธรรมของพระคุณเจ้า ผู้ไม่เคยฝึกปฏิบัติ จะสอนไม่ได้ จะแนะนำไม่ได้ (บางคน แม้ขนาดปฏิบัติตนแล้ว เป็นเงียบๆ รู้เงียบๆ ไม่สามารถบอกสอนก็มี หรือบอกสอนเล็กน้อยก็มี) นับว่าได้เห็นความเพียรอุตสาหะ ความใส่ใจของพระคุณเจ้า ที่มุ่งหวังให้คนทั้งหลายได้รับรู้ธรรม รู้จักการปฏิบัติตนเอง นับว่าเป็นกำลังของพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ขออนุโมทนา สาธุ กับพระคุณเจ้า... อย่างแท้จริง (เคยพูดกับพี่คนหนึ่งว่า ท่านบรรยายธรรมได้ดี ถ้าไม่ปฏิบัติ ไม่รู้ด้วยตน... จะตอบไม่ได้)
|
| วิโมกข์:
วันนี้จะได้ให้อุบายในการประหารกิเลสต่อ โดยการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับกิเลสอย่างผู้มีปัญญา และเห็นคุณในสิ่งที่เป็นโทษคือกิเลส นักปฏิบัติโดยมากจะเห็นแต่โทษของกิเลส พยายามหลีกหนีจากกิเลส แต่หนีเท่าไร ก็หนีไม่พ้น บางครั้งหมดแรงหนี กิเลสกลับเพิ่มพูน จนไม่รู้ว่าจะดับราคะ ความโลภ ความโกรธ ความหลงมัวเมาและอื่นๆ อย่างไร กิเลสจึงเปรียบเสมือนเงาที่ติดตามตัวของปุถุชนไปตลอดเวลา ปุถุชน ก็คือผู้ที่ระคนอยู่ด้วยกิเลสก็ไหนๆ ก็ต้องคลุกคลีอยู่กับกิเลสเหมือนเงาที่ติดตามตัวดังกล่าว อาตมาก็อยากจะแนะนำอุบายให้ท่านนักปฏิบัติทั้งหลายลองหาเพชรในตมคือกิเลสและสามารถหลุดพ้นจากกิเลสโดยมีสติรู้เท่าทันกิเลส หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือใช้กิเลสเป็นฐานแห่งการเจริญสติเพื่อละกิเลส การใช้กิเลสเป็นฐานแห่งการเจริญสติเพื่อละกิเลสทำอย่างไร? หลายท่านคงเริ่มสงสัย ปกตินักปฏิบัติมักจะรังเกียจกิเลสและอยากจะประหารกิเลส แต่วันนี้อาตมาจะแนะนำให้ท่านอยู่ร่วมกับกิเลสอย่างปกติสุขเหมือนคนธรรมดาหรือชาวโลกทั่วไปแต่ให้เป็นอยู่ด้วยความมีสติ คือให้ท่านมีความพึงพอใจและคลุกคลีอยู่กับกิเลสโดยไม่ต้องรังเกียจแต่อย่างใด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือมีสุข มีทุกข์ มีรัก มีเกลียด มีชอบ มีอร่อย มีดีใจ มีเสียใจ เหมือนคนธรรมดาสามัญทั่วไปโดยไม่ต้องรังเกียจ ไม่ต้องหนี ไม่ต้องเก็บกด ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องข่ม ตรงข้ามให้กิน ให้เที่ยว ให้อร่อย ให้มีแฟน ให้มีครอบครัว มีลูก มีหลานเหมือนปุถุชนชาวโลกทั่วไป แต่ให้มีอย่างผู้มีปัญญา
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ให้มีความสุข มีความทุกข์อยู่กับกิเลส โดยไม่ต้องวิ่งหนี หรือรังเกียจ แต่อย่างใด แต่ขอให้มีธรรมคือสติในการดำเนินชีวิต ด้วยความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน แม้จะต้องระคนหรือคลุกคลีกับกิเลสเยี่ยงปุถุชนชาวโลกทั่วๆ ไปและอาศัยกิเลสเป็นฐานในการเจริญสติ แบบพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส
คือใช้โทษของกิเลสให้เกิดเป็นคุณ ผู้ปฏิบัติก็จะสามารถมีความสุขในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับกิเลส การปฏิบัติธรรมจะมีความก้าวหน้านั้น มีอุบายอยู่ว่าผู้ปฏิบัติต้องมีความสุขในการปฏิบัติธรรมเป็นพื้นฐาน
เพราะความสุขเป็นที่มาของฉันทะหรือความพึงพอใจ แม้จะอยู่ร่วมกับกิเลส ก็ใช่ว่าจะต้องมีความทุกข์เสมอไป ผู้ฉลาดก็สามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส พลิกความทุกข์ให้เป็นความสุข และเกิดฉันทะหรือความพึงพอใจ ในการใช้กิเลสอันเป็นโทษให้เป็นฐานในการเจริญสติ อันเป็นไปตามหลักจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานที่ให้รู้ว่า จิตมีราคะก็ให้รู้ว่าจิตมีราคะ จิตมีโทสะก็ให้รู้ว่าจิตมีโทสะเป็นต้น หากนักปฏิบัติรู้อุบายในการอยู่ร่วมกับกิเลสอย่างผู้มีปัญญาเช่นนี้ ไม่ว่าจะเกิดเป็นความทุกข์หรือความสุขในชีวิตประจำวันอันเนื่องมาจากกิเลสก็ดี ทั้งความทุกข์ ความสุข และกิเลสนั้นๆ อันเป็นอารมณ์ที่เรารู้สึกชัดได้ด้วยใจของเราเองว่ากำลังค่อยๆ ก่อตัว กำลังกำเริบเป็นไปอยู่ในจิต และค่อยๆ จางคลาย ค่อยๆ ดับไปจากจิต เมื่อรู้จักใช้อุบายพลิกโทษของกิเลสให้เกิดเป็นคุณ กิเลสก็กลับกลายเป็นฐานในการเจริญสติให้มีความก้าวหน้าได้ตลอดทั้งวันที่คลุกคลีกับกิเลสนั้น โดยที่นักปฏิบัติไม่ต้องรังเกียจพยายามหนีจากกิเลสจนเกิดเหนื่อยล้า เอือมระอาและทิ้งการปฏิบัติธรรมไปในที่สุด
การให้อุบายในวันนี้ ก็เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายนั้นต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบ ไม่บังคับ และต้องเป็นไปอย่างธรรมชาติ เป็นอันหนึ่งอันเดียวและกลมกลืนกับการดำเนินชีวิตทางโลกอันเนื่องด้วยโลกียะคือกิเลสทั้งหลายในชีวิตประจำวัน
อุบายในการฝึกปฏิบัติโดยการใช้กิเลสเป็นฐานในการเจริญสติเพื่อละกิเลสนั้นก็คือว่า พึงดำเนินชีวิตและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับกิเลสอย่างเป็นผู้รู้ ผู้ตื่นและผู้เบิกบาน กิเลสที่เคยเป็นโทษสถานเดียว ก็จะกลับกลายเป็นคุณนำไปสู่การละกิเลส เปรียบเสมือนค้นพบเพชรในตมขึ้นมา เมื่อได้ค้นพบเพชรในตมนี้แล้ว ต่อไปก็อยู่ที่ว่าผู้ปฏิบัติจะทิ้งเพชรนี้ให้อยู่ในตมหรือนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์เป็นเครื่องประดับเพื่อเจริญสติปัญญาแก่ใจเจ้าของอย่างไร
วิธีการที่อาตมาอยากจะให้อุบายแนะนำก็คือ เริ่มต้นให้ผู้ปฏิบัติฝึกโดยการมีสติรู้ว่า ขณะนี้มีกิเลสอันใด เกิดขึ้นในจิต อาทิ ความโลภ ความโกรธ ความหลงและอื่นๆ ให้อาศัยกิเลสนั้นเป็นอารมณ์ที่ตั้งของสติ
คือให้มีสติระลึกรู้ถึงกิเลสและความเป็นไปของกิเลสนั้น เพราะการละกิเลสด้วยอาการข่มไว้หรือทำจิตให้ว่างด้วยสมถะนั้น ก็เปรียบเสมือนเอาหินมาทับหญ้า พอเอาสมถะหรือหินออก หญ้าก็จะงอกเงยฟูขึ้นเหมือนเดิม
ฉะนั้น เมื่อมีกิเลสอันใดเกิดขึ้นในจิต ผู้ปฏิบัติพึงฝึกหัดพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส คือแทนที่จะสกัดกั้นกิเลส ด้วยอาการข่มหรือทำจิตให้ว่างด้วยสมถะ ขอให้ผู้ปฏิบัติปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามธรรมชาติ และให้เข้าไปเผชิญหน้ากิเลสด้วยความมีสติ ระลึกรู้ว่า มีกิเลสอันใดเริ่มเกิดขึ้นและกำลังดำเนินอยู่ในจิต ดูให้รู้เห็นลักษณะหน้าตาของกิเลสนั้น คือ ใช้กิเลสที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นอารมณ์ที่เด่นชัดในขณะนั้นให้เป็นฐานที่ตั้งของสติ คือให้มีสติระลึกรู้จักกิเลสที่เกิดขึ้นและรู้ถึงอาการความเป็นไปของกิเลสที่กำลังก่อตัวเป็นแรงผลักอันเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้ชัดในขณะนั้น ให้ระลึกรู้ตามอาการความเป็นไปของกิเลสที่กำลังก่อตัวมากขึ้นๆ เมื่อรู้ตามอย่างต่อเนื่องการก่อตัวของกิเลสก็จะถึงจุดอิ่มตัวและค่อยๆ วกกลับ อ่อนกำลังลงและสลายตัวไปในที่สุด หมั่นดูกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตใจระลอกแล้วระลอกเล่าด้วยความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอยู่เสมอ คือ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับกิเลสที่เริ่มเกิดขึ้น กำลังเกิดขึ้น กำลังดำเนินไปและค่อยๆ อ่อนกำลังลง จนสลายไปในที่สุด พึงหมั่นดู ติดตาม และระลึกรู้ถึงอาการความเป็นไปของกิเลสในทำนองนี้อยู่เนืองๆ จนรู้สึกได้ว่า มีใจผู้รู้ รู้ถึงอาการความเป็นไปของกิเลสแบบถอยดูอยู่ห่างๆ ทำให้เกิดการรู้การเห็น อาการความเป็นไปของกิเลส ระลอกแล้วระลอกเล่า บางระลอกก็เกิดขึ้นสั้นบ้าง บางระลอกก็เกิดขึ้นยาวบ้าง พร้อมกันนั้น สติก็จะค่อยๆ มีกำลังและละเอียดมากขึ้นๆ จนสามารถระลึกรู้เห็นถึงจิตที่กำลังเข้าไปเสวยอารมณ์ในกองกิเลสนั้น รู้เห็นถึงจิตที่กำลังถอยออกจากการเสวยอารมณ์ในกิเลสนั้นและรู้เห็นจิตที่แบ่งแยกจากอารมณ์ในกองกิเลสนั้น คือรู้เห็นว่าจิตก็ส่วนหนึ่ง กองกิเลสก็ส่วนหนึ่ง การปรุงแต่งจิตเป็นอารมณ์ต่างๆ ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากจิตเข้าไปเสวยอารมณ์ในกองกิเลสนั้นๆ บางครั้งจิตก็อยู่ส่วนของจิตแบบเป็นกลางๆ บางครั้งจิตก็เข้าไปสัมผัสกับกิเลสเกิดการปรุงแต่งเป็นอารมณ์ต่างๆ มากบ้างน้อยบ้าง บางครั้งก็ถลำลึกเข้าไปเสวยเป็นความทุกข์ ความเจ็บปวด ทุรนทุราย หรือบางครั้งก็เป็นความสุข ความดีใจ และความยินดีเป็นล้นพ้น บางครั้งก็เกิดความจางคลายและการละวางจากอารมณ์และกองกิเลสนั้นได้ชั่วขณะหรือเป็นอิสระได้อย่างเด็ดขาด บางครั้งก็ละได้ในทันท่วงที บางครั้งก็ต้องใช้เวลาข้ามวันข้ามคืนกว่าจะละได้
เมื่อมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ในกองกิเลสเช่นนี้อยู่เนืองๆ ในที่สุดก็จะเริ่มเห็นอาการแบ่งแยกระหว่างกาย จิต กองกิเลสและอารมณ์ปรุงแต่งอย่างชัดเจน กล่าวอีกนัยหนึ่งจะเห็นว่ากายก็อันหนึ่ง จิตก็อันหนึ่ง กองกิเลสก็อันหนึ่ง อารมณ์ปรุงแต่งก็อันหนึ่ง และใจผู้รู้ก็อันหนึ่ง เป็นคนละส่วนที่แบ่งแยกและซ้อนๆ กันอยู่
การระลึกรู้ถึงอาการและความเป็นไปของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตเช่นนี้อยู่เนืองๆ ในที่สุด ใจผู้รู้ก็จะรู้ได้ด้วยใจผู้รู้เองว่าจิตนี้ไม่ใช่ของเรา กายนี้ไม่ใช่ของเรา กองกิเลสนี้ไม่ใช่ของเรา และอารมณ์ปรุงแต่งนี้ไม่ใช่ของเรา พร้อมๆ กับเห็นเยื่อใยคืออุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นที่ผูกมัดร้อยรัดใจผู้รู้ให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกองกิเลสเหล่านี้
จนหมดสภาพของใจผู้รู้ กลับไปเป็นจิตอวิชชาที่วนเวียนอยู่ในวัฏฏของวิญญาณทั้ง ๖ อันเนื่องด้วยกองกิเลสที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ระลอกแล้วระลอกเล่า ไม่มีที่สิ้นสุด
นักปฏิบัติหลายท่านที่พยายามเฝ้าดูจิต และบางครั้งเกิดการเข้าใจผิดหลงไปยึดว่า จิตมีที่อยู่ อยู่ตรงนั้นบ้าง อยู่ตรงนี้บ้าง บางคนหลงไปดักเฝ้าจิตตรงที่อยู่ที่สมองบ้าง บางคนหลงไปดักเฝ้าจิตที่กลางอกบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของการจัดแจง กำกับข่มจิต และทำจิตให้ว่างด้วยสมถะ จึงไม่รู้เท่าทันอาการและความเป็นไปของจิต ของกองกิเลส และอารมณ์ปรุงแต่งที่เกิดขึ้นในขณะปัจจุบัน หรือบางครั้งหลงเข้าใจว่าตัวเองพบกับความว่างที่ปราศจากกองกิเลสและการปรุงแต่งโดยสิ้นเชิง ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วยกับการทำสมถะอบรมข่มจิตเท่านั้น แต่ยังไม่อาจถอดถอนอนุสัยกิเลสให้หมดไปได้โดยสิ้นเชิง การละกิเลสเพื่อถอดถอนอนุสัยกิเลสให้หมดไปโดยลำดับนั้น ต้องเริ่มจากการมีสติทั้งรู้และเห็นกิเลส
การที่จะทั้งรู้และเห็นกิเลสได้นั้น ต้องไม่ข่มจิตหรือหนีกิเลสด้วยการทำจิตให้ว่างด้วยสมถะ แต่จิตจะต้องพร้อมที่จะอยู่ร่วมกับกองกิเลสด้วยความมีสติ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
คือสามารถคลุกคลีอยู่กับกิเลส โดยที่ไม่ไหลไปตามกิเลส เมื่อจิตสามารถอยู่กับกิเลสโดยที่ไม่ไหลไปตามกิเลส ก็จะเกิดสติหรือใจผู้รู้ที่ถอยห่างออกมาจากจิตและกิเลส เห็นทั้งความเป็นไปของจิตและกิเลสนั้น สติก็จะพัฒนาเกิดเป็นใจผู้รู้ที่มีกำลังและมีความละเอียดมากขึ้น จนตระหนักแก่ใจผู้รู้ว่า จิตก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา กิเลสก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา
เมื่อใจผู้รู้สามารถเห็นส่วนที่ละเอียดคือจิตและกิเลสที่กำลังเกิดขึ้น กำลังตั้งอยู่และกำลังจางคลายดับไป ความเป็นไปของกายอันเป็นส่วนที่หยาบกว่าจิต ใจผู้รู้ก็จะสามารถทั้งรู้และเห็นได้โดยปริยาย และเกิดการตระหนักขึ้นในใจผู้รู้ว่า กายนี้ก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา กายนี้มีแต่ความไม่เที่ยง และมีแต่การเคลื่อนไปสู่ความไม่เที่ยงอยู่ตลอดเวลา
คือเคลื่อนไปสู่การยืนบ้าง เดินบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง หรือแม้แต่เคลื่อนไปสู่ความเจ็บ ความป่วย เสื่อมโทรม ความแก่เฒ่า และความตายไปในที่สุด เมื่อสติพัฒนาเป็นใจผู้รู้ที่มีกำลังและมีความละเอียดเห็นความไม่เที่ยงเช่นนี้อยู่เนืองๆ ต่อไปก็จะเริ่มเห็นความทุกข์อันเนื่องมาจากความไม่เที่ยง
เห็นเหตุแห่งทุกข์อันเนื่องมาจากการร้อยรัด รัดรึงจิตใจด้วยเยื่อใยของตัณหาและอุปาทานอันไม่มีที่สิ้นสุด และในที่สุดก็จะเห็นความจางคลาย ความคลายออกของเยื่อใยของตัณหาอุปาทานที่รัดรึงจิตใจผูกแน่นกับกองกิเลส จนเริ่มรู้สึกในใจผู้รู้ว่าเริ่มคลายปมออก ทีละน้อยๆ จนขาดสะบั้นไปในที่สุด
ในท้ายที่สุดนี้ อาตมาขอให้อุบายเพิ่มเติมว่า จิต อยู่ตรงที่คิด กระทบ สัมผัสและรู้สึก การเฝ้าดูจิต ไม่ใช่ไปกำหนดที่อยู่ว่าจิตมีที่อยู่ อยู่ตรงนั้น อยู่ตรงนี้ และคอยดักเฝ้าจิตตรงสมองบ้าง ตรงกลางอกบ้าง เป็นต้น เพราะจิตจะไหลไปสู่การคิด กระทบ สัมผัสและรู้สึกทั้งที่เป็นภายนอกคือความรู้สึกทางกายส่วนใดส่วนหนึ่งที่มีการกระทบสัมผัสและเกิดเวทนา รวมถึงความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และความรู้สึกที่เป็นไปในภายในที่คลุกคลีอยู่กับกองกิเลส และอารมณ์ที่ปรุงแต่งต่างๆ นานา เมื่อเกิดความรู้สึกที่เป็นกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น นั่นหมายถึงจิตได้เข้าไปเสวยอารมณ์ในกองกิเลสนั้นๆ แล้ว ฉะนั้น
การเฝ้าดูกิเลสในใจของตนตลอดเวลาอยู่เนืองๆ โดยใช้โทษของกิเลสให้เกิดเป็นคุณในการเจริญสติตามนัยที่อาตมาได้บรรยายมาก็เป็นไปตามนัยแห่งจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานว่า เมื่อจิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ เมื่อจิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ ฯลฯ
อันเป็นมรรควิธีตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้โดยชอบแล้ว
|
| ดาวประกาย:
ไม่ทราบว่าที่หนูกระทำถูกต้องรึเปล่าค่ะ คือตามดูจิตให้ทัน เดี๋ยวความเศร้าจะหายค่ะ แบบว่าทุกข์ก็แค่รู้ว่าทุกข์ แต่อย่าไปร่วมกับอารมณ์นั้น เศร้าก็รู้ว่าเศร้า แต่อย่าไปร่วมกับอารมณ์นั้น ลองทวนกระแส ความรู้สึกตัวเอง แต่ไม่เปลี่ยนเรื่อง ไม่เปลี่ยนอารมณ์ เช่น กำลังเศร้าอยู่ ก็ดูความเศร้าจนมันเห็นว่า เศร้าจริงๆ มันอยู่ที่ไหน พอหาไม่เจอ ก็เลิกเศร้าเอง แล้วจะงงว่าเอ... ฉันขาดสติไปหรือนี่... อย่างนี้... จะพอเข้าอุบายในการประหารกิเลสได้บ้างไหมค่ะ เพราะตอนนี้ อารมณ์อะไรมากระทบก็ไม่ค่อยหวั่นไหวค่ะ และดับได้เร็วมากค่ะ ขอความเห็นจากพระอาจารย์ด้วยค่ะ
|
| วิโมกข์:
วันนี้จะได้ให้อุบายในการประหารกิเลสต่อ โดยการพัฒนาสติจนเกิดเป็นใจผู้รู้ที่เห็นกิเลสและรู้เท่าทันจิตที่กำลังเสวยอารมณ์อันเนื่องด้วยกิเลสนั้นๆ และพัฒนาใจผู้รู้ต่อไปจนเกิดเป็นญาณทัสสะ ที่เห็นโลกและธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง จนจิตเกิดความคลายกำหนัดและมีกำลังอยู่เหนือกิเลสทั้งหลายโดยสิ้นเชิง การประหารกิเลสนั้น หากตั้งใจจะประหารหรือเอาชนะโดยตรงๆ ก็เป็นเรื่องที่ยากลำบาก เพราะมีความอยากจะประหารหรืออยากจะเอาชนะกิเลสกลายเป็นกิเลสซ้อนกิเลสเข้าไปอีก เป็นอันว่าเป็นการพอกกิเลสด้วยความอยากหรือความมีตัวตนที่อยากจะประหารกิเลสเพิ่มขึ้นไปอีก
แต่เมื่อผู้ปฏิบัติรู้จักอุบายในการประหารกิเลส ด้วยการรู้เท่าทันกิเลสในเบื้องต้น จึงจะสามารถยกจิตของผู้ปฏิบัติให้ค่อยๆ อยู่เหนือความครอบงำของกิเลสได้ และการที่จะรู้เท่าทันกิเลสได้นั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องเห็นกิเลสด้วยใจผู้รู้ก่อน จึงจะสามารถรู้เท่าทันกิเลสได้
แม้นหากยังไม่สามารถเห็นกิเลสด้วยใจผู้รู้หรือใจเจ้าของอันบริสุทธิ์โดยแท้จริงแล้วก็ยังไม่อาจจะรู้เท่าทันกิเลสได้ เป็นอันว่ายิ่งพยายามที่จะละกิเลส โดยที่ยังไม่เห็นกิเลส และรู้เท่าทันกิเลส ก็กลับยิ่งจมไปในกองกิเลสหรือถูกกิเลสครอบงำหนักยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะยังมีอวิชชาหรือความโง่อยู่ จึงแม้แต่กิเลสของตนเอง ก็ยังไม่เห็นหรือไม่รู้จัก เช่นเดียวกัน การยกจิตอยู่เหนือขันธ์ ๕ ผู้ปฏิบัติต้องเริ่มจากการฝึกพัฒนาสติจนเกิดใจผู้รู้เห็นขันธ์ ๕ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณก่อน เพราะการเห็นหรือได้รู้จักขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง จึงจะนำไปสู่การรู้เท่าทัน และการรู้เท่าทันก็จะนำไปสู่การยกจิตอยู่เหนือขันธ์ ๕ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือจิตอยู่เหนือสมมติบัญญัติทั้งหลาย
ผู้ปฏิบัติหลายท่านที่เนิ่นช้าในการปฏิบัติส่วนมากจะติดอยู่ในสมถะจนใจผู้รู้ไปแช่อยู่ในความนิ่งของสมถะเหตุเป็นเพราะไม่รู้จักอุบายวิธีในการเจริญสมาธิและเจริญสติให้คู่ขนานกันไป
กล่าวคือขาดการทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นกำลังแก่สติ ดังในอานาปานสติสูตรที่ทรงแนะนำว่า ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ นักปฏิบัติส่วนมากจะตั้งกายตรง แล้วก็รีบเพ่งจดจ่อกำหนดลมหายใจเลยทันที โดยขาดการทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นกำลังแก่สติ พอนั่งไปได้สักพักสติแทนที่จะอยู่เฉพาะหน้าเหมือนคนตื่นอยู่ (ตื่นอยู่คือตาภายนอกหลับ แต่ตาภายในคือความรู้สึกภายในตื่นอยู่) แต่เพราะขาดการทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นกำลังแก่สติ สติก็จะตั้งอยู่ได้ไม่นาน คืออ่อนกำลังและเผลอตกไปสู่ภวังค์ กลายเป็นความนิ่งสงบอยู่ในภวังค์ที่ไม่รู้จะเดินทางต่อไปได้อย่างไร บางครั้งเผลอตกไปสู่ภวังค์จนประคองสติไม่อยู่ ก็เผลอหลับไปในที่สุด การปรับแก้ไข ก็คือ เวลานั่งสมาธิ อย่ารีบร้อนหลับตาและอย่ารีบร้อนกำหนดหรือบริกรรมแต่อย่างใด ให้เริ่มต้นด้วยการนั่งในอิริยาบถที่ผ่อนคลายพร้อมกับผ่อนคลายร่างกายทุกส่วนไม่ให้เกร็งหรือตั้งท่าเคร่งขรึมแต่อย่างใด อันเป็นสมาธิแบบตั้งท่าดีทีเหลวเพราะเหตุกายตึงเกร็งไปทุกส่วน เมื่อกายตึงเกร็ง กายก็ไม่สงบระงับ เมื่อกายไม่สงบระงับ จิตก็ไม่อาจสงบระงับได้ และยิ่งขาดการทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นกำลังแก่สติ ก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ สติก็ไม่พัฒนา ใจผู้รู้ก็ไม่เกิด ใจผู้รู้ไม่เกิด ก็ไม่เห็นกิเลส ไม่เห็นตัณหาอุปาทานของตน เมื่อไม่เห็นกิเลส ก็ไม่อาจรู้เท่าทันกิเลส เมื่อไม่รู้เท่าทันกิเลส ก็ทำให้ละกิเลสไม่ได้ ผู้ปฏิบัติจึงควรวางกรอบความคิด (Concept) ในการฝึกปฏิบัติเสียใหม่ว่า
สัมมาสมาธิ เป็นข้อสุดท้ายของมรรคมีองค์ ๘ คือเป็นผลของการเจริญสติให้เป็นสัมมาสติ อันเป็นมรรคข้อที่ ๗ กล่าวคือเมื่อทำเหตุคือสัมมาสติให้พร้อม ผลคือสัมมาสมาธิย่อมจะเกิดขึ้นเอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การทำสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิ ก็ต้องเริ่มจากการเจริญสัมมาสติ
สัมมาสติก็คือต้องถึงพร้อมด้วยสติและสัมปชัญญะคู่กันเสมอและต้องมีปัญญาเป็นตัวนำ คือสัมมาทิฏฐิตั้งแต่เริ่มต้นเข้าสู่มรรคไปจนตลอดสุดทางมรรค ความสำเร็จในการเจริญภาวนาก็คือต้องใช้อิทธิบาทภาวนา คือมีฉันทะภาวนาหรือความพอใจยินดีในการภาวนาหรือการเจริญสติอยู่กับปัจจุบันทุกขณะ
เพราะเห็นความจริงว่าปัจจุบัน คือสีงใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ แม้ก้าวย่างก็เป็นก้าวย่างใหม่ๆ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัจจุบันก็คือสิ่งใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ ที่กำลังเรียงหน้าเข้ามาสู่ปัจจุบัน การอยู่กับปัจจุบันก็คือตัวปัญญาคือการเรียนรู้ หรือมีความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เมื่อมีฉันทะหรือความพอใจในการเจริญสติอยู่กับปัจจุบันอยู่เนืองๆ ก็จะเกิดใจผู้รู้ที่รู้เห็นปัจจุบันอยู่เสมอๆ กลายเป็นวิริยะภาวนาคือเพียรเองโดยไม่ต้องมีของล่อหรือไม่ต้องมีใครบังคับ เพราะตระหนักถึงคุณของการมีสติอยู่กับปัจจุบันอยู่เสมอๆ นั่นเอง เมื่อตระหนักถึงคุณของการมีสติอยู่กับปัจจุบันทุกขณะ ก็จะเกิดจิตตภาวนาคือการเอาใจใส่ที่จะเจริญสติอยู่กับปัจจุบันเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นปัจจุบันขณะอยู่เสมออันเป็นตัวปัญญาที่มองเห็นโลกและธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง และเกิดวิมังสาภาวนา คือการใคร่ครวญด้วยโยนิโสมนสิการสาวเหตุไปหาผล และสาวผลไปหาเหตุตามหลักปัจจยาการ ๑๒ ในปฏิจจสมุปบาทอยู่เนืองๆ อันนี้จึงเป็นการถึงพร้อมด้วยการเจริญอิทธิบาทภาวนา หรือการเจริญอิทธิบาท ๔ ในการภาวนา ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า ผู้เจริญอิทธิบาท ๔ จะพึงประสงค์มีอายุยืนยาวเท่าไรก็ได้ ก็ด้วยเหตุผลที่ได้บรรยายมานี้นั่นเอง ฉะนั้น การปฏิบัตธรรมจึงไม่ต้องเร่งรีบหรือรีบร้อนว่า ๗ ปีหรือ ๗ เดือนหรือ ๗ วันบรรลุธรรม ขอเพียงนักปฏิบัติทั้งหลายหมั่นเจริญอิทธิบาทภาวนาอยู่เนืองๆ ใจผู้รู้ก็จะเป็นใจผู้รู้ที่ต่อเนื่อง คือไม่ใช่ผุดๆ โผล่ๆ เพราะเหตุอยู่ภายใต้การครอบงำกิเลส และจะเป็นใจผู้รู้ที่ถึงพร้อมด้วยองค์ ๓ คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบานจริงๆ ไม่ใช่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่นอยู่ แต่หน้าตาไม่สดชื่นผ่องใส เพราะไม่เป็นผู้เบิกบาน
การเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานจะถึงพร้อมด้วยการเจริญสติอย่างเป็นธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่เจริญสติด้วยการข่มหรือกำกับจิตให้รู้ ให้ตื่น ด้วยสมถะแบบบังคับไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อไม่เป็นไปตามธรรมชาติจิตก็ไม่เบิกบาน เพราะต้องคอยเพียรตั้งสติกำกับจิตล้มลุกคลุกคลานอยู่ร่ำไป อุบายในการเจริญสติให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอยู่เสมออย่างเป็นธรรมชาตินั้น อีกประการก็คือ การเจริญพรหมวิหาร ๔ โดยเฉพาะการเจริญพรหมวิหาร ๔ ที่เป็นอัปปมัญญาคือไม่มีประมาณจะเป็นกำลังแก่การเจริญและพัฒนาสติอย่างยิ่ง
เมื่อผู้ปฏิบัติหมั่นเพียรเจริญสติจนเกิดเป็นใจผู้รู้อยู่เนืองๆ และหมั่นเจริญสัมปชัญญะโดยการทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอๆ อันเป็นกำลังแก่สติ ใจผู้รู้ก็จะมีกำลังและเกิดต่อเนื่องๆ จนพัฒนาไปสู่ญาณทัสสนะเห็นโลกและธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง จนจิตละวางในขันธ์ ๕ ไปตามลำดับ เพราะเห็นแรงดึงยื้อยุดอยู่ภายในจิตอันผูกด้วยตัณหาอุปาทาน
ธรรมชาติของจิตสามารถอธิบายให้ง่ายเข้า ก็คือประกอบด้วยจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก บางครั้งจิตสำนึกจะวิ่งไปรับรู้ทางอายตนะทั้ง ๖ บางครั้งจะวิ่งไปปรุงแต่งเป็นความคิดนึกที่สมอง บางครั้งจะวิ่งไปรับรู้เวทนาเป็นความรู้สึกต่างๆ
โดยถูกอนุสัยกิเลสที่อยู่ในจิตใต้สำนึกคอยกำกับเสี้ยมสอนให้ไหลไปตามอำนาจของกิเลสอยู่ร่ำไป ต่อเมื่อสติพัฒนาและมีกำลังมากขึ้น จิตสำนึกก็จะเริ่มมีกำลังอยู่เหนือจิตใต้สำนึก แทนที่จะวิ่งไปปรุงแต่งเป็นความคิดนึกที่สมอง หรือวิ่งไปรับความรู้สึกที่เป็นเวทนาต่างๆ ในอก อาทิ ความสุข-ความทุกข์ ความยินดี-ความยินร้าย อันเนื่องด้วยของคู่ เป็นต้น จิตสำนึกก็จะมีกำลังอยู่เหนือการปรุงแต่งเป็นความคิดนึกและความรู้สึกที่เป็นเวทนาดังกล่าว กลายไปเป็นใจผู้รู้ที่อยู่ในทุกๆ อณูของความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และพัฒนาไปเป็นญาณทัสสนะตามลำดับ ภาวะจิตสำนึกที่เคยอยู่แนบแน่นตกอยู่ภายใต้ความครอบงำของจิตใต้สำนึกเป็นความสุข-ความทุกข์ ความดีใจ-เสียใจ ความเร่าร้อน ความกระวนกระวายสุมอยู่ในอก ก็จะเริ่มคลายและถอยห่างออกจากจิตใต้สำนึกซึ่งมีอนุสัยกิเลสเป็นรากเหง้าอยู่กลางหทัยในหว่างอกตามหลักอภิธรรม กลายสภาพเป็นสำนึกรู้หรือใจผู้รู้ที่หลุดออกจากการยื้อยุดของกิเลสตัณหาอุปาทานที่รู้สึกได้อยู่ภายในหว่างอกของเรา เมื่อเรารู้สึกอาการของจิตสำนึกที่เริ่มถอนคลายออกจากจิตใต้สำนึกในหว่างอกไปเป็นสำนึกรู้หรือใจผู้รู้ที่ขยายออกไปอยู่ในทุกๆ อณูของความรู้สึกตัวทั่วพร้อมที่แผ่ขยายกว้างออกไปอยู่รอบกายเสมือนหนึ่งอยู่เหนือกายหรืออยู่เหนือขันธ์ ๕ เป็นใจผู้รู้ที่มีกำลังที่อยู่เหนือขันธ์ ๕ เมื่อจิตสำนึกคลายออกจากจิตใต้สำนึกและพัฒนาไปเป็นใจผู้รู้ที่อยู่เหนือขันธ์ ๕ กิเลสทั้งหลายที่นอนเนื่องเป็นอนุสัยกิเลสอยู่ภายในจิตใต้สำนึก ก็จะเริ่มรวนและคลายความผูกพันด้วยเยื่อใยหรือสายใยต่างๆ จนค่อยๆ ขาดสะบั้นทำลายไปในที่สุด
โดยใจผู้รู้ที่อยู่เหนือขันธ์ ๕ จะเห็นความเป็นไปทั้งหมดของกิเลส เห็นจิตที่กำลังเสวยอารมณ์นอนเนื่องด้วยกิเลสทั้งหลาย และเห็นจิตที่กำลังคลายออก ค่อยๆ สลัดคืนจากอารมณ์อันเนื่องด้วยกิเลสทั้งหลาย จนกิเลสทั้งหลายไม่มีที่เกาะที่อาศัย เกิดการรวน แตกแถวและคลายความผูกพันด้วยตัณหาอุปาทานที่ยื้อยุดอยู่ภายในจิตใจมาเนิ่นนาน อันเป็นการก้าวข้ามโลกียะไปสู่หนทางแห่งอริยมรรคและถึงซึ่งความหลุดพ้นในที่สุด
อนึ่ง การอยู่กับกิเลสแบบผู้มีปัญญา คือต้องพัฒนาสติจนเกิดเป็นใจผู้รู้ที่มีกำลัง เป็นใจผู้รู้ที่ทั้งรู้เห็นและรู้เท่าทันกิเลส จนสามารถอยู่กับกิเลสอันเป็นโทษแต่ไม่ก่อโทษแก่ใจเจ้าของแต่อย่างใด คือจิตไม่กระเพื่อมไปตามกระแสของกิเลสเหล่านั้น อันนี้นับว่าเป็นทั้งแบบฝึกหัดที่ดีและอุบายที่ดีในการใช้กิเลสเป็นฐานที่ตั้งแห่งการเจริญสติจนสามารถละวางกิเลสให้หมดอิทธิพลครอบงำจิตได้ในที่สุด สำหรับผู้ที่เจริญสมถะและอยู่กับกิเลสด้วยการกำหนดจิตนิ่งไว้บนหน้าผากบ้าง กลางอกบ้าง ก็ควรฝึกเจริญสติให้มากในชีวิตประจำวัน และเริ่มฝึกสติให้รู้เท่าทันกิเลสโดยไม่ต้องหนีกิเลส โดยการกำกับจิตให้นิ่งอยู่บนหน้าผากบ้าง กลางอกบ้าง กล่าวคือ
ทำจิตให้เป็นอิสระ จนเกิดเป็นสำนึกรู้ หรือใจผู้รู้ที่ขยายตัวออกเป็นอิสระและเข้าไปอยู่ในทุกๆ อณูของความรู้สึกตัวทั่วพร้อม หรืออีกนัยหนึ่งกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และพัฒนาต่อไปเป็นญาณทัสสนะดังที่ได้บรรยายมา
ก็จะทำให้นักปฏิบัติพอจะเข้าใจถึงแนวทางการปฏิบัติเพื่อพัฒนาสติ จนเกิดใจผู้รู้ที่มีกำลังอยู่เหนือขันธ์ ๕ อันหมายถึงอยู่เหนือสมมติบัญญัติทั้งหลาย ซึ่งเป็นธรรมฝ่ายโลกุตตระอันจะนำพานักปฏิบัติทุกท่านเดินเข้าสู่อริยมรรคและสามารถปิดอบายให้ได้ในชาติปัจจุบันนี้
|
| WIT:
สาธุ... อนุโมทนาบุญด้วยครับ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ตอนแรกๆ ใช้วิธีกำหนดจิตไว้ที่กลางทรวงอกที่เดียว เมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่ามีอะไรติดขัดไม่ชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่ มีความรู้สึกต้องฝืนและไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้างในบางกรณี และปัญญาในการเห็นสภาวะธรรมต่างๆ นั้นก็รู้สึกไม่ค่อยแจ่มแจ้งทั่วถึงสักเท่าไหร่ ต่อเมื่อเริ่มแผ่ขยายจิตไปเป็นรู้สึกตัวทั่วพร้อมจึงสามารถพิจารณาและเห็นสภาวะธรรมต่างๆ ได้ชัดเจนและละเอียดมากยิ่งขึ้นครับ และเมื่อทำต่อไปเรื่อยๆ ก็สามารถรู้สึกได้ถึงกระแสของจิตที่แผ่กระจายออกไปจากร่างกายได้จริงๆ ครับ คำสอนและวิธีปฏิบัติที่พระคุณเจ้าได้กรุณาแนะนำมาเป็นวิธีที่นำไปปฏิบัติแล้วเห็นผลได้ถูกตรงและชัดเจน แถมยังปฏิบัติได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนจนเกินไป และเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติได้จริงๆ ครับ
|
| วิโมกข์:
อุบายในการประหารกิเลสที่จะบรรยายต่อไปนี้ คือการเจริญสติเพื่อให้เกิดใจผู้รู้ หรือจะเรียกว่าเป็นการเดินทางเข้าสู่ใจผู้รู้ก็ได้ เพราะเมื่อเข้าถึงใจผู้รู้ได้ก็เรียกว่าเริ่มเป็นผู้ที่อยู่เหนือขันธ์ ๕ อันนำไปสู่การละอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ ซึ่งเท่ากับสามารถประหารกิเลสโดยการอยู่เหนือขันธ์ ๕ ทำให้พ้นจากความครอบงำของกิเลสและเริ่มเกิดยถาภูตญาณทัสสะ คือเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงจนเกิดการคลายออก ความจางคลาย การละวางไปจนถึงวิมุตติความหลุดพ้นได้ในที่สุด
การเดินทางเข้าสู่ใจผู้รู้นี้ต้องอาศัยลมหายใจหรือลมปราณซึ่งเป็นส่วนของรูป (กายใน) อันเป็นสภาวะธรรมที่ละเอียดที่สุดของฝ่ายรูปซึ่งละเอียดรองจากใจผู้รู้อันเป็นอรูป และสิ่งที่ละเอียดรองมาจากลมหายใจ ก็คือความรู้สึกทางใจอันปรุงแต่งด้วยกิเลส เกิดเป็นแรงหน่วงเหนี่ยว ผูกพัน เหนียวแน่นบ้าง คลายออกบ้างและค่อยๆ จางคลายไปโดยลำดับ และสิ่งที่ละเอียดรองลงมาจากความรู้สึกทางใจ (คือหยาบกว่าความรู้สึกทางใจ) ก็คือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั่วสรรพางค์กาย
เบื้องต้นของการเดินทางเข้าสู่ใจผู้รู้ สติยังอ่อนและกำลังไม่พอจึงต้องมีฐานที่อาศัยให้แก่สติ เริ่มจากฐานที่หยาบ ไปสู่ฐานที่ละเอียด และละเอียดขึ้นไปโดยลำดับ ดังนั้นจึงเริ่มต้นจากอาศัยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั่วสรรพางค์กายเป็นฐานของการเจริญสติ จนเมื่อสติอยู่กับกายสักระยะหนึ่ง สติจะมีกำลังมากขึ้น สติก็สามารถค่อยๆ ระลึกรู้ถึงความรู้สึกภายในอันเป็นอาการของใจที่ถูกปรุงแต่งด้วยกิเลสและเมื่อสติมีที่เกาะอันเป็นฐานใหม่ คือความรู้สึกทางใจ จนรู้ชัดในความรู้สึกทางใจอันเป็นสภาวะธรรมที่ละเอียดกว่าความรู้สึกทั่วสรรพางค์กาย พอสติมีเครื่องรู้เครื่องอาศัยอันเป็นฐานที่ตั้งของสติที่ละเอียดกว่า สติก็จะค่อยๆ วางความรู้สึกทางกายอันเป็นฐานที่หยาบกว่าไปเองโดยอัตโนมัติ อนึ่ง ลมหายใจก็เป็นส่วนของรูป (คือเป็นกายใน) แต่สภาวะธรรมของลมหายใจ มีทั้งหยาบ ละเอียด จนละเอียดสุดเป็นลมปราณที่หล่อเลี้ยงขันธ์ ๕ นี้
ในเบื้องต้น เมื่อผู้ปฏิบัติมีสติระลึกอยู่ในความรู้ตัวทั่วพร้อมทั่วสรรพางค์กายอันเป็นกายภายนอก จะเห็นว่าในขณะเดียวกัน ก็สามารถรู้ถึงลมหายใจเข้า-ออก ซึ่งเป็นรูป (กายภายใน) แต่ยังเป็นลมหายใจที่หยาบอยู่ ต่อเมื่อมีสติระลึกอยู่ในความรู้สึกที่เป็นไปในกายในอันเป็นอาการทางใจ ซึ่งเป็นฐานที่ละเอียดขึ้น ลมหายใจก็จะละเอียดขึ้น
สติก็จะพัฒนา มีกำลังและความละเอียดมากขึ้น ต่อจากนั้นผู้ปฏิบัติจะเริ่มสังเกตเห็นว่าเกิดตัวรู้สึกหรือสำนึกรู้ลอยอยู่เหนือกายหรือเริ่มแยกออกจากกายอันเป็นผลจากการที่ผู้ปฏิบัติได้ละวางความรู้สึกทางร่างกายไปทีละน้อยๆ ๆ ทำให้สัมปชัญญะอันเป็นความรู้สึกที่เกาะอยู่กับร่างกายหรือทั่วสรรพางค์กายอยู่ผละออกจากกายเป็นอิสระและเข้ามารวมเป็นตัวรู้สึกหรือสำนึกรู้ที่ลอยอยู่เหนือกายดังกล่าว ขณะเดียวกันเมื่อเรามีสติรู้ทั่วถึงความรู้สึกที่เป็นไปในภายในอันเป็นอาการทางใจต่างๆ นานา จนเริ่มละวางอาการทางใจนั้นๆ ไปโดยลำดับ ความรู้สึกทั่วถึงที่เป็นไปในภายในอันเป็นสัมปชัญญะภายในก็จะเป็นอิสระ ลอยขึ้นมารวมตัวกับตัวรู้สึกหรือสำนึกรู้ที่เรารู้สึกได้ชัดขึ้นว่าลอยอยู่เหนือกาย เป็นอันว่าสัมปชัญญะที่เป็นความรู้สึกทั่วพร้อมที่เป็นไปภายนอกทั่วสรรพางค์กายและสัมปชัญญะที่เป็นความรู้สึกทั่วถึงที่เป็นไปภายในได้มารวมตัวกันจนเกิดตัวรู้สึกหรือสำนึกรู้ที่ลอยอยู่เหนือกายหรือแยกจากกายนี้ ตัวรู้สึกหรือสำนึกรู้นี้จะค่อยๆ พัฒนาไปเป็นใจผู้รู้ที่ถึงพร้อมด้วยญาณทัสสนะ หรือวิปัสสนาญาณไปตามลำดับแห่งการบำเพ็ญ
อุบายในขั้นละเอียดของการพัฒนาตัวรู้สึกหรือสำนึกรู้นี้ให้เป็นญาณทัสสนะ ยังคงต้องอาศัยเจริญสติบนลมหายใจที่ละเอียด ซึ่งขณะนี้จะเป็นลมหายใจที่ละเอียดมากๆ จนเรียกว่าเป็นลมปราณก็ได้ กล่าวคือให้รู้สึกถึงลมหายใจที่ละเอียดมากๆ นี้ ไปพร้อมกับรู้สึกถึงตัวรู้สึกหรือสำนึกรู้ที่ชัดขึ้น ผ่องใสขึ้นจนเกิดเป็นใจผู้รู้ที่อยู่เหนือกายหรือถอยแยกจากกาย ทำให้เห็นความเป็นไปของกาย (รูป) และความเป็นไปของอาการทางใจ (นาม) โดยรู้อย่างทั่วถึง
ทำให้กิเลสซึ่งเคยครอบงำจิต เสมือนเมฆหมอกที่ปกคลุมจิตอยู่ เริ่มสลายตัวไป จิตซึ่งเคยถูกครอบงำด้วยหมอกควันของกิเลสก็ค่อยๆ เริ่มฉายแสงจิตออกมาทีละน้อยๆ จนสว่าง กระจ่าง ผ่องใสเกิดเป็นญาณทัสสนะ อันมีอาสวักขยญาณคือญาณอันเป็นเครื่องทำลายประหารกิเลสให้พังพินาศไปจนหมดสิ้น จนถึงวิมุตติความหลุดพ้นได้ในที่สุด
|
| ดอกบัวตูม:
อนุโมทนาสาธุในธรรมของพระคุณเจ้าค่ะ
|
| วิโมกข์:
วันนี้จะได้ให้อุบายในการประหารกิเลสต่อ โดยการเจริญสติ เจริญปัญญากับความไม่เที่ยง โดยธรรมชาติทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่เคลื่อนไปสู่ความไม่เที่ยง อาทิ จากเด็ก ก็เคลื่อนไปสู่วัยหนุ่มสาว จากวัยหนุ่มสาวก็เคลื่อนไปสู่วัยชรา วัยชราก็เคลื่อนไปสู่ความเจ็บป่วยและความตายในที่สุด มองไปเห็นฝูงชนหรือกลุ่มคนเบื้องหน้า ก็ไม่ต้องพิจารณาอะไรมากมายเลย พอเห็นเท่านั้น มันก็แยกแยะเสร็จไปในตัว ว่านี่เด็ก นี่หนุ่มสาว นี่ผู้ใหญ่ นี่คนชรา ซึ่งล้วนแสดงภาพของความไม่เที่ยงอยู่เฉพาะหน้า ฉะนั้น
เมื่อเห็นสิ่งใด พึงเจริญสติให้เห็นความไม่เที่ยงในสิ่งนั้น เห็นความสวยงาม ก็มีสติเห็นความสวยงามไม่จีรัง คือความสวยงามที่กำลังค่อยๆ เคลื่อนไปสู่ความเสื่อมร่วงโรยไปในที่สุด
มองดูตัวเราเอง เสื้อผ้าที่สวมใส่ เมื่อเราเริ่มใส่ก็สะอาดสะอ้าน พอตกเย็นก็เริ่มมอซอ ร่างกายอันสดชื่นก็เริ่มมีกลิ่นเหงื่อไคล อาบน้ำเสร็จ ก็สะอาด พอสักพักก็เริ่มเหนอะหนะเหนียวตัว แม้กระทั่งความคิด ก็ล้วนเคลื่อนไปสู่ความไม่เที่ยง เคลื่อนจากการคิดเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง และไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง บางครั้งยับยั้งความคิดไม่อยู่ หรือคิดข้ามวันข้ามคืนก็มี แม้ลมหายใจ ก็ต้องมีเข้า-มีออก ทุกอย่างที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างในชีวิตประจำวันที่เคลื่อนไปสู่ความไม่เที่ยงอยู่เนืองนิจ
แต่เพราะโมหะหรืออวิชชา ทำให้เราเผลอใจขาดสติไปหลงยึดความสวยความงาม ความสดใสต่างๆ นานา จนคลุกคลีคลุกเคล้าพอใจ จนไม่รู้จักพอ ในที่สุดก็เผลอสติขาดสัมปชัญญะ จนจิตสำนึกหรือสำนึกรู้มีแต่ไหลออก ไหลออกตลอดเวลา
คือไหลออกไปทางตาไปยึดรูปบ้าง ไหลออกทางหูไปยึดเสียงบ้าง ไหลออกทางจมูกไปยึดกลิ่นบ้าง ไหลออกทางลิ้นไปยึดรสชาดบ้าง ไหลออกทางกายไปยึดสัมผัสบ้าง ไหลออกทางใจไปยึดธรรมารมณ์หรือความรู้สึกในใจบ้าง และที่ไหลออกมากที่สุด เห็นจะเป็นการไหลออกรั่วออกไปกับความคิด อันเป็นไปในอดีตบ้าง ความคิดอันเป็นไปในอนาคตบ้างต่างๆ นานาจนจิตสำนึกหรือสำนึกรู้ (conscious) อยู่กับตัวเองไม่ถึง ๑๐% แม้จะนั่งหลับตาภาวนา ก็ยังไม่แคล้วไหลออกไปกับความฟุ้งซ่าน หรือแม้แต่ไหลไปกับมโนวิญญาณไปหลงไหลในนิมิต ปีติสุข หรือธรรมารมณ์ต่างๆ ที่ใจเจ้าของเป็นผู้หลอกตัวเจ้าของเอง ฉะนั้น เมื่อธรรมทั้งหลายล้วนแต่แสดงความไม่เที่ยง หากเรามีความสุขจอมปลอมจนเคยชิน จิตสำนึกหรือสำนึกรู้ก็จะรั่วไหลออกดังกล่าว แต่หากเรารู้จักใช้ความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวงให้เกิดประโยชน์ จะเห็นว่าการเห็นความไม่เที่ยงอยู่เนืองๆ จะเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาสติได้อย่างดียิ่ง ตรงกันข้ามความนิ่งเฉยกลับทำให้สติถอยกำลังลง เพราะเหตุสำนึกรู้ไหลไปเกาะยึดตัวตนจนสำคัญมั่นหมายผิดว่าเที่ยงคงทนและน่าใคร่น่าหลงใหลเพลิดเพลิน กล่าวอีกนัยหนึ่ง
ความนิ่งเฉยแม้จะเป็นประโยชน์ให้จิตเกิดความสงบ แต่เมื่อสงบนานๆ จนนิ่งเฉย จิตสำนึกหรือสำนึกรู้ก็หลงเข้าไปยึดเกาะจนอยู่ภายใต้การครอบงำของความสุขสงบนั้น สติก็จะถอยกำลังอ่อนกำลังลงไปในทันที สติก็จะไม่พัฒนาต่อ แต่หากจิตสำนึกหรือสำนึกรู้เห็นความจริงในสิ่งทั้งปวงนั้นว่าล้วนกำลังเคลื่อนไปสู่ความไม่เที่ยง สติก็จะทำงานเองไปโดยปริยาย เพราะเห็นแล้วปล่อย เห็นแล้ววางในความจอมปลอมหลอกลวงของสิ่งทั้งปวงนั้น
แต่บุคคลนั้นจำเป็นต้องฉลาดในอุบายเช่นกัน คือต้องมีปัญญาเห็นความจริงในความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวง ความที่อาจจะเคยยึด ก็จะเกิดการปล่อย และแม้จะเผลอไปยึดอีก ก็จะเกิดการปล่อยอีก เมื่อรู้แล้วปล่อย เพราะเหตุมีปัญญา คือสัมมาทิฏฐิเห็นความไม่เที่ยงในสิ่งเหล่านั้น การเห็นความไม่เที่ยงในสิ่งทั้งปวงก็จะแสดงความแตกต่างหรือเปรียบเทียบให้ใจเจ้าของเห็นไปโดยปริยาย อาทิ การสัมผัสในสิ่งที่หยาบ ไปสู่สัมผัสในสิ่งที่นุ่มนวล สัมผัสในสิ่งที่เย็น ไปสู่สัมผัสในสิ่งที่อุ่นหรือเย็นน้อยกว่า และอื่นๆ ซึ่งอาการแตกต่างหรือเปรียบเทียบเช่นนี้ ก็แสดงภาวะของความไม่เที่ยงในตัวของมันนั่นเอง และจะเห็นว่าเป็นประโยชน์มากในการกระตุ้นเตือนความรู้สึกที่แตกต่างกันในสัมผัสนั้นๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาหยุดคิดหรือพิจารณาด้วยความคิดนึกปรุงแต่งแต่อย่างใด ตรงกันข้ามก็จะมีสติรู้ในความแปรเปลี่ยนไปของความรู้สึกสัมผัสนั้น และเกิดปัญญาอันเนื่องมาจากการมีสติรู้เห็นสามัญลักษณะหรือความแปรปรวนของความรู้สึกในสัมผัสนั้น
การมีสติรู้ในสัมปชัญญะ ก็จะเป็นเหตุให้สัมปชัญญะเป็นตัวปัญญาได้ ตามนัยดังกล่าวเหตุด้วยมีสติรู้ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อม หรือมีสติรู้ในสัมปชัญญะดังนี้แล
และเมื่อเรามีสติเรียนรู้โดยการรู้ถึงความรู้สึกสัมผัสของสิ่งรอบกาย จนเกิดเป็นสัมปชัญญะคือความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เชื่อมประสานการรับรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ให้เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยสัมปชัญญะหรือความรู้สึกตัวทั่วพร้อม จนเกิดเป็นแต่ว่าสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่ารู้โดยไม่แบ่งแยกการรับรู้ในแต่ละทวารซึ่งผู้ปฏิบัติโดยมากมักเคยชินกับการรับรู้แบบจดจ้องเพื่อรู้ความเป็นไปในแต่ละทวารจนเกิดการแบ่งแยกอันหนีไม่พ้นจากสมมติบัญญัติ มาเป็นการรับรู้แบบธรรมชาติคือรู้ทั่วถึงทุกๆ ทวารแบบองค์รวม อันเป็นการรับรู้ที่เป็นหนึ่งเดียว คือเป็นการรับรู้ของวิญญาณธาตุ ที่เชื่อมประสานต่อเนื่องกันด้วยสัมปชัญญะเป็นหนึ่งเดียว และมีสติรู้หรือสักแต่ว่ารู้อันเกิดจากวิญญาณธาตุทางอายตนะทั้ง ๖ ที่เชื่อมประสานกลมกลืนกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือเป็นผืนเดียวกันด้วยสัมปชัญญะหรือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปทั้งภายนอกและภายในนั้นพร้อมๆ กับทิ้งสมมติบัญญัติทั้งหลายอันเกิดจากการแบ่งแยกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
สติก็จะพัฒนาเป็นสำนึกรู้ที่รู้แบบถอยห่างหรืออยู่เหนือการรับรู้ของวิญญาณธาตุที่เชื่อมสานเป็นหนึ่งเดียวกันดังกล่าวจนเกิดเป็นใจผู้รู้ที่อยู่เหนือวิญญาณขันธ์ อันเป็นหัวใจสำคัญของการยกจิตอยู่เหนือขันธ์ ๕ หรือยกใจผู้รู้ขึ้นสู่อายตนะทั้ง ๖ ด้วยอุบายดังที่ได้บรรยายมาข้างต้น อันเป็นการพ้นจากวัฏฏของวิญญาณทั้ง ๖ ที่ร้อยรัดใจผู้รู้นี้ให้อยู่ภายใต้อำนาจของขันธ์ ๕ ไม่สามารถแหวกว่ายหรือมีใจผู้รู้ที่เป็นอิสระอยู่เหนือวัฏฏของวิญญาณทั้ง ๖ ได้
การมีสติระลึกรู้ในสัมปชัญญะคือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในกาย เวทนา จิตและธรรมโดยลำดับ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือมีสติรู้ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้น เมื่อเจริญอยู่เนืองๆ ความหมดจด ความผ่องใสของจิตก็จะเกิดขึ้นโดยลำดับ จนจิตเดิมแท้เริ่มพ้นจากเมฆหมอกของกิเลสตัณหาที่ปกคลุมจิตเอาไว้ และในที่สุดเป็นอิสระอยู่เหนือการครอบงำของกิเลสทั้งหลาย สามารถฉายแสงจิตเดิมแท้หรือจิตประภัสสรให้ปรากฏอันเป็นผลมาจากผู้ปฏิบัติเริ่มเกิดใจผู้รู้ที่อยู่เหนือขันธ์ ๕ อีกนัยหนึ่งก็คือเกิดใจผู้รู้ที่เริ่มอยู่เหนือสมมติบัญญัติทั้งหลาย จนเกิดเป็นญาณทัสสนะเบื้องต้นก็คือยถาภูตญาณทัสสนะ คือเห็นโลกและสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริงด้วยเหตุใจผู้รู้อยู่เหนือโลกคือขันธ์ ๕ อันเป็นการปฏิบัติเข้าสู่ทางอริยมรรค ส่วนผลนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้บำเพ็ญว่าเมื่อรถวิ่งเข้าสู่รันเวย์แล้ว จะจอดแช่นิ่งหรือจะขับไปบ้าง จอดไปบ้าง หรือจะขับเคลื่อนต่อไป เดินหน้าต่อไปด้วยความเพียร คือเจริญสติเนืองๆ อย่างต่อเนื่อง จนถึงที่สุดแห่งทุกข์ อันเป็นไปตามกำลังแห่งการบำเพ็ญ กล่าวคือความเพียรของผู้ปฏิบัติ อันถึงพร้อมด้วยอาตาปี สัมปชาโน สติมา คือมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ดังที่ได้ทรงตรัสไว้ในที่สุดแห่งการปฏิบัติโดยย่อ คือสรุปการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ขมวดปมเหลือเพียงการปฏิบัติ ๓ ประการ คือมีความเพียร มีสัมปชัญญะ และมีสติ
|
| วิโมกข์:
วันนี้จะได้ให้อุบายในการประหารกิเลสต่อ โดยให้ดูการทำงานร่วมกันระหว่าง พ่อคือสติ แม่คือสัมปชัญญะ และลูกคือจิต โดยธรรมชาติของลูก คือจิตย่อมท่องเที่ยวไป อาทิ ท่องเที่ยวไหลไปกับรูปทางตา เสียงทางหู กลิ่นทางจมูก รสทางลิ้น สัมผัสทางกาย และธรรมารมณ์ทางใจและเมื่อเกิดการรับรู้ทางอายตนะทั้ง ๖ ก็เกิดการปรุงแต่งเป็นความคิดนึกและเป็นความรู้สึกต่างๆ นานา
จิตไหลไปกับความคิดนึกหรือถูกครอบงำด้วยความคิดนึกอยู่ตลอดเวลา ถ้าพูดในเชิงวิทยาศาสตร์ จิตอันเป็นพลังงานได้สูญเสีย คือ ไหลออกตลอดเวลา กล่าวคือไหลไปกับอาตนะทั้ง ๖ และความคิดนึกปรุงแต่งถึงเรื่องในอดีตบ้าง เรื่องในอนาคตบ้าง คิดนึกจนเป็นความหวง ห่วง เยื่อใย อาลัยอาวรณ์ ทำให้จิตสูญเสียพลัง
เหลือจิตสำนึกหรือสำนึกรู้ที่อยู่กับตนเองเพียงไม่ถึง ๑๐% อันเป็นเหตุให้จิตสำนึกหรือสำนึกรู้อยู่ภายใต้ความครอบงำของกิเลส อาทิ ความโลภ ความทะยานอยาก ความโกรธ ความหลงและสารพัดกิเลสที่จรเข้ามาตลอดเวลา ทำให้จิตไม่อาจจะมีพลังเป็นสำนึกรู้ที่อยู่เหนือความครอบงำของกิเลสที่เปรียบเสมือนเมฆหมอกที่ปกคลุมจิตได้ ทำให้ธรรมชาติเดิมแท้ของจิตไม่อาจจะฉายแสงออกมาได้ แต่กระนั้น ก็ยังไม่ถึงกับหมดหนทางต่อสู้กับกิเลส เพราะนอกเหนือจากกิเลสอันเป็นเจตสิกฝ่ายอกุศลที่เกิด-ดับพร้อมกับจิต ที่เปรียบเสมือนกับแขนขา ที่พาเราลุยเดินไปข้างหน้าแบบไร้ทิศทางเหมือนคนตาบอด แต่จิตก็ยังมีองค์ธรรมคือสติ และสัมปชัญญะที่เปรียบเสมือนดวงตาทั้งสองอันเป็นเครื่องนำทางแก่จิต ให้สามารถฝ่าวงล้อมกิเลสออกมาอยู่เหนือเมฆหมอกคือกิเลสที่ปกคลุมบดบังจิตไว้ได้
หรือถ้าจะหากเปรียบกับครอบครัวหนึ่ง จิตก็เปรียบเหมือนลูก สติเปรียบเหมือนพ่อ สัมปชัญญะเปรียบเหมือนแม่ เมื่อลูกถูกครอบงำด้วยกิเลส เหตุเพราะชอบท่องเที่ยวหรือไหลไปกับอารมณ์ปรุงแต่งต่างๆ นานาที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะทั้ง ๖ จึงมีแต่พ่อและแม่เท่านั้นที่รักลูกอย่างแท้จริงและพอจะเป็นที่พึ่งของลูกได้
เมื่อพ่อและแม่สามารถฝ่าวงล้อมของกิเลสออกมาได้ โดยอาศัยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เป็นฐานเป็นกำลังเป็นเครื่องอาศัย กล่าวคือเริ่มต้นจากฐานกายหรือกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นฐานกำลังให้แก่พ่อแม่ฝ่าวงล้อมเมฆหมอกของกิเลสออกมาได้ โดยเริ่มจากแม่ดูแลบ้าน คือร่างกายด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และพ่อคือสติก็อยู่รักใคร่กลมเกลียวกับแม่ประหนึ่งสติที่รู้ความรู้สึกของแม่อย่างทั่วถึง พ่อแม่รักใคร่กลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พร้อมกับคอยสอดส่องดูแลลูกอยู่ห่างๆ แต่ถ้าหากพ่อแม่ทะเลาะกัน ตบตีกัน ก็ไม่มีเวลาคอยสอดส่องดูแลลูกเลยแม้แต่น้อย ก็ปล่อยให้ลูกหนึไปเที่ยวเสพอารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบจนลุ่มหลงโงหัวไม่ขึ้น มิหนำซ้ำพ่อแม่ก็พลอยเผลอไปเห็นดีเห็นงามกับลูกและไปร่วมเสพอารมณ์ต่างๆ นั้นด้วย ฉะนั้น ครูบาอาจารย์จึงได้ให้อุบายล้อมกรอบลูกไม่ให้หนีท่องเที่ยวไป โดยผูกไว้กับลมหายใจเข้าออกบ้าง ท้องพองยุบบ้าง คำบริกรรมพุทโธบ้าง และอื่นๆ เมื่อลูกอยู่กับอุบายข้างต้น ลูกก็จะเลิกซุกซนไม่ไหลท่องเที่ยวไปในอารมณ์ต่างๆ พ่อแม่ก็โล่งใจเบาใจไม่ต้องคอยกระหนาบหรือประกบลูกแบบใกล้ชิด เพียงแต่คอยดูแลลูกอยู่ห่างๆ ไม่ต้องกังวลไปกับลูกมากนัก จึงมีเวลาที่จะดูแลเหย้าเรือนคือกายนี้ปัดกวาดเช็ดถูเรือนคือกายนี้อยู่เนืองๆ ด้วยการที่แม่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเสมือนอาบน้ำเรือนกายนี้ และพ่อก็คอยขัดสีฉวีวรรณเรือนกายนี้ไปพร้อมๆ กับน้ำที่ชะโลมกายนี้อย่างทั่วถึง เกิดเป็นความสดชื่น ผ่องใส รู้ ตื่น เบิกบาน ในขณะเดียวกันก็ทอดสายตา ชำเลืองดูแลลูกน้อย เห็นความเป็นไปของลูกต่างๆ นานา จนลูกเกิดความเป็นกลางๆ เลิกเที่ยวซุกซนไปในที่สุด พ่อแม่ก็เบาอกเบาใจไม่ต้องคอยกังวลกับบ้านช่อง เพียงแค่สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่ารู้เห็นความเป็นไปของบ้านคือกายแบบทั่วพร้อม
เมื่อเห็นแบบทั่วพร้อมว่าไม่มีความขัดข้องใดๆ ในบ้านคือกายนี้ พ่อแม่ก็โล่งใจ เบาใจ จนเกิดเป็นสำนึกรู้ที่รู้เองเห็นเอง ไม่ต้องคอยเคร่งเครียดกับการดูแลบ้านหรือกายนี้อีกต่อไป พ่อแม่ก็เริ่มรู้จักละวางกายนี้ มีเวลาที่จะไปอบรมสั่งสอนลูกคือจิต ขัดเกลาจิตให้ห่างไกลจากอนุสัยกิเลสซึ่งคอยชักใยความประพฤติต่างๆ นานาของลูกอยู่เบื้องหลัง ทำให้ลูกเริ่มมีปัญญารู้เท่าทันอนุสัยกิเลสที่คอยกำกับชักใยอยู่เบื้องหลัง ทำให้เยื่อใยที่ร้อยรัดจิตใจลูกด้วยตัณหาอุปาทานเริ่มคลายออก
บางครั้งก็คลายออกได้มาก บางครั้งก็ยังหน่วงเหนี่ยวลูกน้อยเอาไว้ จนปมที่ผูกรัดลูกเอาไว้เริ่มคลายออกๆ และค่อยๆ ขาดออกไปทีละเส้นๆ ๆ จนลูกเริ่มเป็นไทเป็นอิสระจากกิเลสที่ร้อยรัดลูกเอาไว้ทีละเปราะ ทีละเปราะ ลูกก็เริ่มแสดงสภาวะเดิมแท้อันเป็นความบริสุทธิ์ (innocent) ความผ่องใส หรือความประภัสสร ปรากฏเป็นแสงจิตที่ค่อยๆ ฉายแสงเล็ดลอดผ่านเมฆหมอกคือกิเลสออกมาได้ทีละน้อยๆ จนเกลียวปมของตัณหาอุปาทานเริ่มขาดไปทีละเส้นๆ ๆ
ลูกจึงเริ่มมีพละกำลังพอที่จะแสดงความบริสุทธิ์ ความกระจ่าง ผ่องใสของตนออกมา เป็นความโล่งใจ หมดกังวลแก่พ่อแม่ จนเมฆหมอกคือกิเลสได้จางหายไป เปิดประตูใจให้แก่พ่อ แม่ ลูกได้สวมกอดกันเป็นใจผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อันอยู่เหนือความครอบงำของกิเลสคืออวิชชา วิชชาคือความรู้แจ้งโลกตามความเป็นจริง จึงได้เกิดขึ้นแก่พ่อ แม่ ลูก ปีติปราโมทย์ก็ได้เกิดขึ้นแก่พ่อ แม่ ลูก เพราะเห็นแจ้งสรรพสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริง
อันได้แก่ สามัญลักษณะและปัจจยาการในสิ่งทั้งปวง เกิดความจางคลาย ความคลายออกจากความทะยานอยากและความยึดมั่นถือมั่นไปโดยลำดับ จนกระทั่งปมอันร้อยรัดพ่อ แม่ ลูกด้วยตัณหา อุปาทาน ให้ต้องวนเวียนท่องเที่ยวไปในวัฏฏของวิญญาณทั้ง ๖ ไม่มีที่สิ้นสุดได้เริ่มคลาย หลุดออกไปทีละเส้นๆ จนขาดสะบั้นไป ไม่มีเยื่อใยของการร้อยรัดด้วยตัณหาอุปาทานอีกต่อไป อันเป็นหนทางดำเนินสู่วิมุตติและความหลุดพ้น ได้ในที่สุด
|