| นิรนาม ๑๒๑:
ช่วงก่อนได้เคยเรียนถามพระอาจารย์
เพราะเป็นทุกข์เรื่องความคิดของตนเองมากๆ เหมือนจมอยู่กับความคิด
มาตอนนี้ดีขึ้นแล้วค่ะ เมื่อเราเห็นความคิดที่เกิดขึ้น
แต่เราไม่เข้าไปร่วมกับมัน จะเป็นภาวะที่เหมือนกับเส้นขนานกัน
คือความคิดห้ามไม่ได้ ก็เกิดของเค้าอยู่อย่างนั้น เป็นเช่นนั้นเอง
เพียงแต่เราเห็นความจริงตรงนี้ ไม่เข้าไปข้องเกี่ยวด้วย
ความคิดก็ไม่สามารถครอบงำเราได้ อย่างเรื่องจิต
แต่ก่อนหนูพยายามจะทำให้มันเป็นกลาง แต่ตอนนี้หนูเห็นว่าจริงๆ แล้วจิตกลางๆ
นั้น มันก็เป็นของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว คือพอหนูเพียงแต่เหลือบไปมอง
มันก็อยู่อย่างนั้นเสมอ ไม่ต้องไปทำให้มันเกิด
แต่พอเราไม่ได้ใส่ใจให้ต่อเนื่อง ไปหลงมองกิเลส หรืออารมณ์ต่างๆ แล้วไหลตามไป
มันเหมือนเป็นม่านกั้นไม่ให้เราเห็นจิตของเรา แต่หลงไปกับอารมณ์ต่างๆ แทน
ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจึงสำคัญอย่างนี้เอง
คือเราสามารถเห็นทุกอย่างตามเป็นจริง และจิตก็จะอยู่ของเค้าต่างหาก
ไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกัน ความเป็นกลางๆ ก็เกิดขึ้น
ช่วงนี้งงๆ
กับภาวะง่วงของตัวเองในขณะที่ปฏิบัติและในชีวิตประจำวันที่ทำงานอยู่ค่ะ
คือลองสู้ดูแล้ว มีช่วงหนึ่งเดินจงกรมอยู่ก็มีความรู้สึกง่วง สู้อยู่ ๒
ชั่วโมงโดยตั้งจิตที่ภาวะกลางๆ จนรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ง่วง สู้อยู่ประมาณ ๔-๕ ยก แต่กลับกลายเป็นว่ามองสิ่งต่างๆ ไม่ค่อยชัด
มันจะเบลอๆ ค่ะ เหมือนคนสายตาสั้นไม่ได้ใส่แว่น
แล้วก็งงว่าเราเครียดไปหรือเปล่า หรือว่าเราไปยึดถือว่าจะต้องหายจากภาวะนี้น่ะค่ะ
จากนั้นก็เลยหยุด แล้วก็ไปนอนพัก ซึ่งก็ไม่ได้ง่วงมากเท่าใด
คิดว่าจะลองสังเกตภาวะที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วลองแก้ไขดูค่ะ
|
| วิโมกข์:
เท่าที่โยมบรรยายมา ขออนุโมทนาด้วยที่เดินถูกทางแล้ว
ส่วนเรื่องการแก้ไขเรื่องความง่วงนั้น
ให้ลองประคองสำนึกรู้หรือตื่นรู้ให้อยู่ช่วงบนบริเวณเหนือทรวงอกจนถึงใบหน้า
ที่มักได้ยินเสมอๆ
ว่ามีสติเฉพาะหน้าคืออย่าให้สติหรือตื่นรู้นี้ไหลลงต่ำเพราะจะง่วงง่าย
ลองทำดู ได้ผลอย่างไรบอกหลวงพ่อด้วย
|
| นิรนาม ๑๒๑:
ได้ลองปฏิบัติตามที่พระอาจารย์แนะนำ พบว่าได้ผลค่ะ
แต่ถ้าง่วงมากต้องตั้งจิตตั้งสติถี่ๆ เลยค่ะ
เพราะถ้าเผลอมันจะมีอาการไหลลงต่ำไปเลยจริงๆ ค่ะ
เหมือนเราเข้าไปจับกับอาการนั้นจนถอนไม่ขึ้น แต่ถ้ามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมดี
เพียงแค่จิตตั้งมั่นชั่วครู่ก็จะออกจากอาการง่วงได้เลยค่ะ
บางครั้งที่รู้สึกง่วงมากๆ
พยายามสู้แต่ไม่ไหวแล้วจนบอกกับตัวเองว่าช่างมันเถอะ หนูก็เดินไปนอนที่เตียง
แต่จิตกลับตั้งมั่นขึ้นมา แล้วก็หายง่วงไปเลย พอเราพยายามจะออกอย่างมากๆ
ยิ่งแย่ ยิ่งง่วง แต่พอปล่อยวางเลิกทำ กลับออกจากภาวะได้อย่างง่ายดาย
บางทีรู้สึกตัวเองว่าชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
ต้องอาศัยความมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมจริงๆ ค่ะ จึงจะเห็นตามเป็นจริง
|
| นิรนาม ๒๒๑:
ขออนุโมทนากับความรู้ทางธรรมด้วยค่ะ
คือมีข้อสงสัยว่าเวลาเราต้องการแผ่เมตตา ต้องให้จิตดิ่งสู่ความสงบก่อนหรือเปล่าค่ะ
เพราะบางครั้ง (ไม่บ่อย) รู้สึกนั่งแล้วจิตยังไม่นิ่งก็เลยแผ่เมตตาก่อนเลย
แต่ก็มาอ่านเจอของท่านว่าให้ใช้ใจ อย่าใช้ความคิดในการแผ่เมตตา
ซึ่งเป็นการเตือนสติได้ดีค่ะ เมื่อก่อนนั่งสมาธิแล้ว มักเกิดปิติ
แต่ระยะหลังนี้ ไม่ค่อยมีอาการเหล่านั้นเลย มีแค่ความสงบ และอาการบางครั้ง
คือรู้สึกว่าเหมือนทุกอย่างมันเล็กลง คับแคบ
แบบเหมือนเราจะถูกดูดลงไปอยู่ในที่เล็กๆ มีความหมายถึงอะไรบ้างไหมคะ
เวลานั่งสมาธิ เมื่อถึงเวลาจิตจะถอนตัวเอง
แต่มักจะอยู่ที่เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง หากแผ่เมตตาและพิจารณาร่างกาย
จิตจะถอนตัวประมาณหนึ่งชั่วโมง หากร่างกายอ่อนเพลียจิตอาจจะถอนตัวเร็วขึ้น
พอออกจากสมาธิจะหาวทันทีถ้าหากง่วงนอนมาก แต่ตอนทำสมาธิ จิตก็ปกติ
ไม่หลับแน่นอน และทำทุกคืนก่อนนอน หากไม่รวมการทำสมาธิแบบเคลื่อนไหว
ท่านว่าควรเพิ่มเวลาหรือดูตามสภาพจิตแบบเดิมดีกว่ากันคะ
ขอเรียนถามด้วยความเคารพค่ะ
|
| วิโมกข์:
การแผ่เมตตาหากรู้จักแผ่เมตตาออกจากใจ ไม่ใช่แผ่ด้วยการนึกคิดเอา
จะแผ่เวลาไหนก็ได้
เพราะการแผ่เมตตาออกจากใจเราต้องรู้จักสำรวมใจและน้อมใจเข้าสู่ความสงบและระลึกถึงบุญกุศลที่เราได้บำเพ็ญภาวนามาตั้งแต่ต้น
แล้วก็แผ่ออกจากใจหรือความรู้สึกจริงๆ แผ่ออกไปให้กับ
ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ
การแผ่เมตตานั้นอาจจะใช้เป็นอุบายในการแผ่เมื่อตอนเริ่มนั่งภาวนาก็ได้
เพราะการแผ่เมตตาก็คือการให้ การอุทิศ การสละออกจากใจ
เราขออำนาจบุญบารมีจากการที่เราจะบำเพ็ญภาวนานี้ขอแผ่ไปให้
หากเราแผ่เมตตาก่อนนั่งภาวนา เราควรจะน้อมใจถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ดังตัวอย่าง
เตชะ พุทธานุภาเวนะ สทาโสตถี ภวันตุเม
ขอเดชะอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้า
เตชะ ธัมมานุภาเวนะ สทาโสตดี ภวันตุเม
ขอเดชะอานุภาพแห่งพระธรรม ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้า
เตชะ สังฆานุภาเวนะ สทา โสตถี ภวันตุเม
ขอเดชะอานุภาพแห่งพระสงฆ์ ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้า
ต่อไปก็น้อมจิตแผ่เมตตา...
การแผ่เมตตาก่อนนั่งสมาธิเป็นอุบายอันหนึ่งในการละวางตัวตนด้วยการสละ
การอุทิศ การแบ่งปัน การให้ความสุขความปรารถนาดี
ความเย็นกายเย็นใจให้กับบุคคลรอบข้าง ตั้งแต่ผู้มีพระคุณ บิดามารดา
คุณครูบาอาจารย์ ญาติสนิทมิตรสหาย (หรือแม้แต่ศัตรู) และแผ่ออกไปไม่มีที่สุด
ไม่มีประมาณแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายและสรรพสัตว์ทั้งหลาย พอแผ่เมตตาเสร็จ
เราจะรู้สึกจิตใจของเราเริ่มสงบระงับ เบาสบาย โดยเป็นไปเอง
เหมือนเครื่องยนต์ค่อยๆ จอดช้าๆ แล้วก็แตะเบรค ด้วยการภาวนาต่อไป
ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บนั่งภาวนาโดยแตะเบรกทันทีทันใด ซึ่งเป็นการไปบังคับจิต
แต่การแผ่เมตตาก่อนนั่งภาวนา จะเป็นการเข้าสู่ความสงบที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ
พอเริ่มภาวนาจิตจะสงบและเป็นสมาธิได้เองโดยไม่ต้องจัดแจงหรือจัดการกับจิตด้วยการบังคับหรือกำกับจิตให้สงบ
และเมื่อหลังจากเราภาวนาเสร็จ เราก็แผ่เมตตาอีกครั้ง เมื่อแผ่เมตตาเสร็จ
อย่ารีบร้อนออกจากสมาธิ ให้ผู้ปฏิบัติหัดจำภาวะจิตใจ อาการความสงบ
ความเป็นไปของจิต ในขณะนั่งภาวนาจนวินาทีสุดท้ายก่อนออกจากภาวนา
ว่าจิตมีความสงบเป็นอย่างไร หัดจำความสงบ อาการและความเป็นไปต่างๆ
ของจิตให้ดี เมื่อจำอาการทั้งหลายที่ปรากฏแก่จิตและคุ้นเคยกับความสงบจากการภาวนาครั้งนี้ดีแล้ว
ก็ค่อยๆ ถอนออกจากสมาธิ คือถอยจิตออกมาสู่ความรู้สึกทางกาย ค่อยๆ
รู้ชัดทีละส่วน จนกระทั่งรู้ตัวทั่วพร้อม แล้วก็ออกจากสมาธิได้ การรู้จักฝึกจำความสงบและอาการทั้งหลายของจิตก่อนออกจากสมาธิ
พอเวลาเราไปนั่งภาวนาครั้งต่อไป
เราก็น้อมจิตน้อมใจไปสู่ภาวะความสงบที่เราฝึกจำไว้ในครั้งก่อนๆ นั้น
เราจะพบว่าครั้งนี้เพียงแค่น้อมใจไปสู่ความสงบที่เราได้เรียนรู้และจดจำเอาไว้นั้น
จิตของเราก็จะเข้าสู่สมาธิและเกิดความสงบได้เร็ว
โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเริ่มนั่งนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งไป อันนี้ถือว่าเป็นอุบายที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาการภาวนาของเราให้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยลำดับ
ส่วนคำถามที่ถามว่า "รู้สึกว่าเหมือนทุกอย่างมันเล็กลง
คับแคบ แบบเหมือนเราจะถูกดูดลงไปอยู่ในที่เล็กๆ" นั้นหมายถึงว่าจิตกำลังรวมตัวกันเป็นสมาธิดีแล้ว
ขอให้สักแต่ว่ารู้ด้วยสติและสัมปชัญญะ ไม่ต้องสงสัยหรือกังวลแต่อย่างใด
|
| นิรนาม ๗๐๗:
ได้ติดตามอ่านกระทู้ การพัฒนาสติในการภาวนา
ของพระคุณเจ้าทำให้ได้เข้าใจธรรมในภาคปฏิบัติมากขึ้น
โดยส่วนตัวนั้นตนเองปฏิบัติโดยการตามรู้จิตอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นหลักค่ะ
แต่ก็มีการนั่งสมาธิและเดินจงกรมบ้างตามที่โอกาสอำนวย ช่วงที่ผ่านมา
หลายครั้งเกิดประสบการณ์ที่ได้เห็นการกระทบและเห็นการเกิด - ดับทีละขณะสืบเนื่องติดต่อตั้งแต่ต้นจนจบ ครั้งแรกเกิดในระหว่างเดินจงกรม
ได้เห็นความง่วงปรากฏ รู้สึกได้ว่าหนังตาหนัก แต่ใจยังตื่นแจ่มใส
ไม่ถูกความง่วงครอบงำ ใจรู้อยู่กับกายที่เดิน หนังตาที่หนัก เห็นความง่วง
และใจที่ยังตื่นสลับกันไป พอดีเกิดเสียงดังขึ้นในห้อง
ทันใดนั้นได้เห็นความง่วงนั้นดับหายวับไป ทั้งหมดนี้เป็นการเกิด -
ดับทีละขณะในเวลาอันสั้นมาก และจิตนั้นก็รู้อยู่เฉยๆ ไม่มีความคิดแทรก
แต่พอกระบวนการทั้งหมดจบลง
ความคิดจึงเกิดขึ้นในใจตามมาว่าความง่วงนั้นไม่จริง
เราเองที่ถูกความง่วงหลอกเอา หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์คล้ายๆ
อย่างนี้อีกหลายครั้ง
ทั้งในระหว่างปฏิบัติและในขณะที่ไม่ได้อยู่ระหว่างปฏิบัติ
เช่นระหว่างสวดมนต์เกิดมีเสียงดังเกิดขึ้น จิตเห็นการรับรู้เสียง
เห็นความสงสัยเกิด ต่อมาเห็นความจำเกิดขึ้นว่าเป็นเสียงอะไร
และหลังจากนั้นก็เห็นความสงสัยดับ นอกจากนั้น ยังได้เห็นความกลัวเกิดและดับ
เห็นการเห็นทางตาที่เกิดและดับลงเพียงนั้น เป็นต้น
ทุกครั้งที่เห็นปรากฏการณ์เหล่านี้
จะเริ่มเห็นตั้งแต่การกระทบไม่ว่าทางกายหรือทางใจ
การเกิดดับที่เห็นนั้นจะเห็นเป็นทีละขณะๆ จนจบกระบวนการ
เหมือนกระบานการเหล่านั้นมีคนจับแยกให้เห็นเป็นชิ้นๆ แล้วมาเรียงต่อกัน
และตลอดเวลาที่การเห็นการเกิดดับนี้
จะมีสภาวะอย่างหนึ่งที่ทรงการรับรู้อยู่เป็นกลางๆ
เหมือนมีตาอีกตาหนึ่งที่ไม่ใช่ตาเนื้อนี้มองดูการเกิดดับที่ดำเนินไปตั้งแต่ต้นจนจบในเวลาอันรวดเร็วและสั้นมาก
สิ่งที่สังเกตพบอย่างหนึ่งคือเมื่อปรากฏการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นและดำเนินไป
จะมีเพียงการรู้เท่านั้น จะไม่มีความคิดใดๆ สามารถแทรกเข้ามาได้เลย
ความคิดต่างๆ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อปรากฏการณ์นั้นจบลงแล้วเท่านั้น
ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้ได้เข้าใจในธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้
ได้เห็นการเกิดดับนั้นด้วยตนเอง จึงได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจในไตรลักษณ์
และเข้าใจได้ถึงคำกล่าวที่เคยได้ยินว่าสตินั้นปิดกั้นอบายภูมิว่าเป็นอย่างไร
ในระยะหลังนี้สิ่งที่เห็นอยู่เสมอคือเห็นการเกิดดับของความคิด
เห็นการเกิดดับของทุกข์หรือสุขที่เป็นผลจากความคิด
แต่การเห็นความคิดนี้ยังไม่แจ่มชัดเท่าปรากฎการณ์ที่เกิดจากการกระทบที่เล่ามาข้างต้นค่ะ
สิ่งที่สงสัยคือที่กล่าวกันว่าวิปัสสนานั้นต้องแยกรูปนาม
แต่ในระหว่างที่เห็นการเกิดดับที่เกิดขึ้นตามที่เล่ามานั้นจะไม่มีความคิดใดๆ
เกิดขึ้นเลย จึงไม่มีความคิดเรื่องการแยกรูปแยกนามปรากฏขึ้นในระหว่างนั้น
สิ่งที่เกิดมีเพียงการเห็น การรู้ ที่ทรงสภาวะกลางๆ อยู่ กับมีสิ่งที่ถูกรู้
คือสภาวะของการกระทบและอารมณ์ที่เกิดขึ้นและเกิดดับสืบต่อทีละขณะๆ
ตั้งแต่ต้นจนจบเท่านั้น
จึงอยากขอเรียนขอคำแนะนำจากพระคุณเจ้าในประสบการณ์จากการปฏิบัตินี้ว่า ที่ดำเนินมานั้นพระคุณเจ้ามีความเห็นอย่างไร
และมีคำแนะนำใดเพื่อพัฒนาการปฏิบัติให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น
|
| วิโมกข์:
โยมปฏิบัติดีแล้วและถูกทางแล้ว เรื่องการแยกรูปแยกนามนั้น
ความจริงโยมก็ได้เริ่มเห็นรูปนามแยกออกอยู่ในตัว
คือภาวะที่เหมือนมีตาที่ไม่ใช่ตาเนื้อแยกออกมา (นาม)
แยกออกจากร่างกาย (รูป)
มองดูการเกิดดับที่เกิดขึ้นไปตั้งแต่ต้นจนจบและเป็นไปอย่างรวดเร็ว
แต่การแยกออกอาจจะยังไม่เด่นชัด
เพราะตาที่ไม่ใช่ตาเนื้อหรือสติที่มีกำลังจะเป็นใจผู้รู้นี้ยังแนบแน่นหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลการครอบงำของจิตอยู่โดยไม่รู้ตัว
ก็ขอแนะนำให้โยมเพิ่มความละเอียดในการดูรู้เท่าทันจิตเพิ่มอีกนิด
กล่าวคือเมื่อโยมเห็นภาวะเกิดดับทีละขณะ
ก็ให้เพิ่มความละเอียดดูความปรุงแต่งความเป็นไปของจิตว่าเกิดความยินดีหรือยินร้ายเมื่ออายตนะสัมผัสกระทบกับรูปภายนอก
(เสียงที่ได้ยินผ่านทางหูนั้นก็คือรูปที่ผ่านทางอายตนะทางหู)
พร้อมกับให้เห็นเหตุของการปรุงแต่งจิตเป็นความยินดียินร้าย
สภาวะของจิตที่กำลังปรุงแต่งเป็นความยินดียินร้าย
ผลของการปรุงแต่งจิตเป็นความยินดียินร้ายจนเป็นความเพลิดเพลิน
ร่าเริงหรือทุกข์เร่าร้อน และแสดงออกทางกาย วาจา ใจ หรืออากัปกิริยาท่าทาง
เช่น เมื่อยินดีก็เพียรมากขึ้น เมื่อยินร้ายก็ท้อถอย เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าจิตของเราโดยปกติไม่เป็นกลางหรืออุเบกขา
ต่อเมื่อเราอบรมจิตด้วยสติและปัญญา
จิตก็จะเป็นอุเบกขาเป็นกลางมากขึ้นไปตามลำดับจนเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์
(เพราะประกอบด้วยปัญญา
ซึ่งต่างจากอุเบกขาในองค์ฌานอันเป็นไปด้วยการทำอบรมจิตด้วยสมถะ)
ฉะนั้น
เมื่อโยมได้หมั่นฝึกดูจิตและรู้เท่าทันจิตจนเห็นการเกิดการดับทีละขณะ
ก็ให้เพิ่มความละเอียดของสติ
ดูให้เห็นการปรุงแต่งและความเป็นไปของจิตเป็นความยินดียินร้าย
ตลอดจนเห็นถึงเหตุที่ทำให้จิตแกว่งไปเป็นความยินดียินร้าย
เห็นสภาวะของจิตที่ฟูๆ แฟบๆ เพราะความยินดียินร้าย
และเห็นผลคือความเพลิดเพลิน ร่าเริง
หรือความทุกข์เร่าร้อนของจิตเนื่องจากความยินดียินร้าย
เห็นอย่างนี้อยู่เนืองๆ จิตก็จะแจ้งด้วยปัญญาเองว่า
เพราะตัณหาหรือความทะยานอยาก
อันเป็นรากเหง้าของอวิชชาเป็นเหตุให้จิตปรุงแต่งไปเป็นความยินดียินร้าย
จนจิตเห็นภัยความน่าสะพรึงกลัวของความยินดียินร้ายและเกิดยถาภูตญาณทัสสนะคือเห็นโลกตามความเป็นจริง
เกิดการคลายออกของจิต และสลัดคืนไปโดยลำดับ จนเป็นภาวะจิตว่าง
ที่ประกอบไปด้วยสติและปัญญา (ไม่ใช่จิตว่างเพราะสมถะ)
อันนำไปสู่ความหลุดพ้นในที่สุด
กล่าวโดยสรุปเมื่อโยมดูจิตจนรู้เท่าทันจิตเห็นความเกิดความดับ
ก็ให้เพิ่มความละเอียดของสติ
โดยอาศัยปัญญามองเห็นถึงความปรุงแต่งของจิตจนเป็นความยินดียินร้าย
และเห็นเหตุและผลของการปรุงแต่งจิตเป็นความยินดียินร้ายด้วย
ใจผู้รู้คือสติก็จะมีกำลังเป็นอิสระจากอิทธิพลการครอบงำของการปรุงแต่งของจิต
และแยกตัวออกเหมือนตาที่ไม่ใช่ตาเนื้อมองเห็นความเป็นไปต่างๆ ทั้งจิต วิญญาณ
และกาย เป็นสามมิติที่อยู่ซ้อนๆ กันอยู่
|
| นิรนาม ๗๐๗:
กราบขอบพระคุณอย่างสูงที่ได้กรุณาให้คำอธิบายโดยละเอียดค่ะ
จากคำตอบของพระคุณเจ้าในเรื่องการเพิ่มความละเอียดในการดูจิตนั้น
ขอเรียนถามเพิ่มเติมดังนี้ค่ะ
๑.
การเพิ่มความละเอียดในการดูจิตที่พระคุณเจ้ากล่าวถึงนั้นจะเกิดขึ้นโดยเจตนาของเราที่ตั้งใจจะดูให้ละเอียดขึ้นเพื่อแยกรูปแยกนามให้ชัด
หรือจะเพิ่มขึ้นได้เองตามกำลังของสติที่เข้มแข็งขึ้น
เหมือนผลอันงอกงามขึ้นเองตามเวลาและโอกาสอันเหมาะสมเมื่อทำเหตุไว้ดีแล้ว
๒.
ในระหว่างที่สติเกิดขึ้น โดยมีจิตรู้ทรงสภาวะเป็นกลาง
เห็นและรับรู้การเกิดดับทีละขณะนั้น
จะเป็นไปได้หรือคะที่เราจะมีความคิดขึ้นมาว่านั่นเป็นรูป นี่เป็นนาม
เพราะจากประสบการณ์ที่เกิดกับตนเองนั้น
ในระหว่างที่สติทำงาน การเกิดดับของสภาวะใดกำลังเป็นไป
จิตจะรับรู้ไปตามนั้นอย่างเที่ยงตรง จะมีเพียงการเห็นการเกิดดับ
และจะไม่มีความคิดใดๆ แทรกเข้ามาได้เลยค่ะ จนกว่ากระบวนการของการรู้นั้นจบลง
การคิดวิเคราะห์ต่างๆ จึงจะเกิดขึ้นตามมา (ไม่ทราบผิดหรือถูกนะคะ
แต่ที่เกิดกับตัวเองเป็นอย่างนี้จริงๆ ค่ะ)
|
| วิโมกข์:
ขอตอบคำถามโยมนิรนาม ดังนี้
๑.
การเพิ่มความละเอียดในการดูจิตนั้น จะต้องอาศัยความเป็นกลางๆ
ของจิตโดยที่ไม่ต้องตั้งใจหรือเจตนาแต่อย่างใด
ดูให้รู้เท่าทันจิตด้วยความเป็นกลางๆ โดยปราศจากความมีเราเข้าไปปรุงแต่ง
ตั้งใจ เจตนาหรือแม้แต่สงสัย กำลังและความละเอียดของสติก็จะเพิ่มขึ้นได้เอง
ดังเช่นที่โยมเปรียบเปรยว่าเหมือนผลอันงอกงามขึ้นเองในเวลาและโอกาสอันเหมาะสมเมื่อทำเหตุไว้ดีแล้ว
๒.
ตามที่โยมเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว ภาวะที่จิตเป็นกลางๆ
โดยมีสติเห็นการเกิดดับทีละขณะ จะไม่มีความคิดว่านั่นเป็นรูป นี่เป็นนาม
การเห็นรูปนามนั้นแนะนำให้โยมลองใช้วิธีมองเป็นองค์รวมสลับกันกับการดูติดตามจิตทีละขณะบ้าง
การฝึกการมองเป็นองค์รวมโดยสติระลึกอยู่ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเพื่อเป็นกำลังแก่สติซึ่งจะเพิ่มกำลังให้แก่สติได้เร็ว
จนสังเกตว่ามีตาที่ไม่ใช่ตาเนื้อมองเห็นความเป็นไปต่างๆ ทั้งจิต วิญญาณ
และกายเป็นสามมิติที่ซ้อนๆ กันอยู่
แล้วโยมก็สลับใช้ตาที่ไม่ใช่ตาเนื้อนี้ดูติดตามการเกิดดับทีละขณะตามที่โยมได้ฝึกมาดีแล้ว
|
| ดาว:
การที่เรามีอาการคล้ายกับลมหายใจเบาๆ ตลอดทั้งวันนี้เนื่องมาจากอะไรคะ
ควรจะทำอย่างไรต่อคะ ปกติใช้วิธีดูลมหายใจอยู่ค่ะ ขอบพระคุณพระอาจารย์มากค่ะ
|
| วิโมกข์:
การที่เรามีอาการคล้ายกับลมหายใจเบาๆ ตลอดทั้งวัน
นี้เป็นเพราะเราอบรมสติได้ดีแล้ว สติเริ่มมีความละเอียด
ให้เจริญสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมต่อ
ลมหายใจเบาๆ นั้นจะกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
อันเป็นเครื่องอาศัยและกำัลังแก่สติ
เมื่อสติมีทั้งความละเอียดและมีกำลังก็ให้นำสติไปใช้งานให้เกิดประโยชน์
คือให้รู้เท่าทันเวทนาว่ามีความสุข ความทุกข์ (ทุกข์อริยสัจจ์)
เมื่อเกิดมีความสุขแล้วเผลอไปเป็นความยินดี
หรือเกิดมีความทุกข์แล้วเผลอไปมีความยินร้าย
ก็ให้สติรู้เท่าทันความยินดีความยินร้าย (สมุทัย) นั้น
เพื่อสกัดยับยั้งไม่ให้จิตเข้าไปเสวยอารมณ์ความยินดีความยินร้าย
หากเผลอปล่อยให้จิตเข้าไปเสวยอารมณ์ความยินดีความยินร้ายนั้น
ก็ให้รู้เท่าทันจิตที่วิ่งเข้าไปเสวยอารมณ์นั้นว่าจิตกำลังเสวยอารมณ์นั้นอยู่
และรู้เท่าทันการปรุงแต่งของจิตจากการเสวยอารมณ์นั้น (มรรค) เมื่อรู้เท่าทันจิตก็จะเห็นธรรม คือการเกิดขึ้น
ตั้งอยู่และดับไปของจิตที่เข้าไปเสวยอารมณ์นั้น (นิโรธ)
แต่หากเผลอหรือไม่เจริญสติให้รู้เท่าทันจิตที่วิ่งเข้าไปเสวยอารมณ์นั้น
จิตก็จะปรุงแต่งไปเป็นตัณหาและอุปาทานในที่สุด ฉะนั้น
เมื่ออบรมสติอยู่กับกายคือระลึกอยู่ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมดีแล้ว
จนเกิดใจผู้รู้ที่มีความละเอียดและมีกำลังก็ให้ใช้ใจผู้รู้นี้ทำหน้าที่ต่อไปในเวทนา
จิต และธรรมตามหลักสติปัฏฐาน ๔ การเจริญสติปัฏฐาน ๔
ก็ให้เจริญด้วยปัญญาเห็นแจ้งในอริยสัจจ์ ๔
ดังกล่าวก็จะเห็นธรรมคือความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป พร้อมๆ
กับเห็นธรรมคือความเบื่อหน่าย ความจางคลาย และความสลัดคืน
จนถึงวิมุตติในที่สุด
|
| ตันหยง:
ตันหยงมีคำถามนะคะ
คือตอนนี้ตันหยงยังหลงยังเหม่ออยู่กับความคิด มากกว่าอยู่กับกายใจตัวเอง
มากกว่าการมีสติอย่างต่อเนื่อง มักจะเผลอยาวๆ
เกินสิบห้านาทีจึงนึกได้ต่อครั้งว่าเผลอแล้วนะ
บางทีก็เป็นชั่วโมงจึงนึกได้ว่าเผลอแล้วนะ และหันมาอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง
เหตุการณ์ที่ถามเป็นตอนที่ทำกิจกรรมทางโลกเช่นทำงานที่ไม่ได้ใช้ความคิด
ไปซื้อของที่ตลาดหรือห้างสรรพสินค้าบ้าง เป็นต้น
จึงอยากทราบเคล็ดลับในการมีสติอย่างเนืองๆ
ด้วยค่ะว่าทำอย่างไรจึงไม่เพ่งและไม่หละหลวมในการภาวนาจนเกินไปคะ
|
| วิโมกข์:
อุบายการฝึกสติสำหรับผู้เริ่มต้น
ก็คือเริ่มต้นจากการฝึกสติในเวลาที่เป็นเวลาส่วนตัวของเราจริงๆ
โดยไม่ต้องทำกิจกรรมอย่างอื่น เวลาส่วนตัวของเราที่ไม่มีใครมารบกวนก็คือ
เวลาอาบน้ำ ขอให้อาบน้ำไปและรู้สึกถึงความสดชื่นขณะที่อาบน้ำ
รู้สึกถึงความอุ่น (กรณีที่ใช้เครื่องทำน้ำอุ่น)
หรือความเย็นของน้ำที่รดอาบ ค่อยๆ ไหลรินชโลมร่างกาย
รู้สึกถึงความสดชื่น เยือกเย็น อิ่มเอิบ สบายตัว สบายใจ ขณะที่อาบน้ำ
และอาบน้ำอย่างช้าๆ เวลามือจับขันน้ำ ตักน้ำรินรดร่างกาย ก็ให้ทำอย่างช้าๆ
รู้สึกถึงอาการเคลื่อนไหวของร่างกายทุกระยะ เวลาถูสบู่ แปรงฟัน ถูฟัน
ก็ให้ทำอย่างช้าๆ คอยสังเกตระวังไม่ให้เผลอใจออกไปคิดถึงเรื่องใดๆ นอกห้องน้ำ
ให้อยู่กับกิจกรรมแต่ในห้องน้ำ
และหัดจำความรู้สึกสดชื่นในห้องน้ำว่าจิตรู้สึกตื่นรู้และเบิกบานอย่างไร
จำอาการตื่นรู้นี้ และความสดชื่นนี้ อันเป็นอาการของสติและสัมปชัญญะ
ที่เกิดจากน้ำชโลมกาย ทำให้เกิดอาการตื่นรู้และสดชื่น
อาการตื่นรู้ขณะอาบน้ำนี้จะดูเหมือนสดชื่นและตื่นรู้แบบรู้ตัวทั่วพร้อมทั่วสรรพางค์กาย
และแม้ภายหลังอาบน้ำเสร็จแล้ว
อาการตื่นรู้นี้ก็จะยังชัดอยู่ช่วงบนบริเวณเหนือไหล่ขึ้นไป จนถึงบริเวณรอบๆ
ศีรษะหรือใบหน้า สังเกตอาการตื่นรู้นี้บ่อยๆ
ในห้องน้ำเพื่อให้รู้จักและจำอาการของสติที่ตื่นรู้ เบิกบาน
จนเป็นสำนึกรู้ที่ตื่นอยู่เสมอ และคอยเรียกความรู้สึกตื่นรู้ สดชื่น
เบิกบานเช่นนี้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวันด้วยการฝึกรู้สึกตัวบ่อยๆ ให้ตื่นรู้
สดชื่น เบิกบาน ที่มีอาการชัดอยู่ช่วงบนดังที่ได้สัมผัสได้เมื่อขณะอาบน้ำ
ปกติอย่างน้อยวันหนึ่งเราอาบน้ำวันละ ๒
เที่ยวเท่ากับว่าเราได้เจริญภาวนาวันละ ๒ เวลา
การฝึกสติเริ่มจากการฝึกในห้องน้ำ ทำอย่างนี้สัก ๒
สัปดาห์จะรู้สึกว่าสติในห้องน้ำจะค่อยๆ
คืบคลานออกมานอกห้องน้ำมาสู่ในชีวิตประจำวัน
และเราจะเริ่มอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นในชีวิตประจำวัน
อาการตื่นรู้เบิกบานนี้จะเด่นชัดขึ้น
และจะเห็นว่าสติเริ่มพัฒนาตัวเองคือผู้ปฏิบัติจะเริ่มเห็นความคิดและความรู้สึกของตน
จะเริ่มเห็นกาย เห็นอิริยาบถการเคลื่อนไหวของร่างกาย
และสติจะเริ่มมีกำลังมากขึ้นในการรู้เท่าทันความยินดียินร้าย
จนสามารถรู้เท่าทันอาการเคลื่อนไป ไหวไป
หรือการปรุงแต่งของจิตที่ไปเสวยอารมณ์ความยินดียินร้าย
และสามารถรู้เท่าทันความคิดได้ไวขึ้น โดยไม่ต้องเพ่ง กำหนด
หรือจงใจแต่อย่างใด จะเห็นว่าสติเริ่มมีกำลังและว่องไวขึ้น จากการเผลอคิดไป
๑๕ นาที จะเหลือ ๑๐ นาที เหลือ ๕ นาที จนเหลือ ๐ นาที
ก็จะรู้สึกตัวและรู้เท่าทันได้ในทันที เมื่อจิต วิญญาณ
กายเริ่มเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีสติเป็นตัวประสาน
จนกลายเป็นความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ
ใจผู้รู้ก็จะเริ่มแยกตัวออกจากความครอบงำของจิต
ทำให้เกิดการพัฒนาการทำงานหรือการทำกิจกรรมต่างๆ
จากการใช้ความคิดนึกเป็นตัวนำมาเป็นการทำงานด้วยใจผู้รู้เป็นตัวนำและอยู่เหนือความคิดปรุงแต่ง
คนเราโดยมากถูกโปรแกรมถูกสอนมาตั้งแต่เด็กให้รู้จักการทำงานด้วยความคิดคำนวณหรือคิดนึกแต่อย่างเดียว
แต่ไม่ได้มีการฝึกฝนให้รู้จักการทำงานด้วยการระลึกรู้ด้วยใจ หรือด้วยใจผู้รู้
หรือสำนึกรู้ ฉะนั้น คนเราทุกวันนี้ ใจผู้รู้หรือสำนึกรู้
จมอยู่ภายใต้อิทธิพลของจิตหรือความคิดความนึก
ต่อเมื่อเราฝึกกระตุ้นใจด้วยการรู้สึกบ่อยๆ (รู้สึกนี้คือสัมปชัญญะ
ไม่ใช่เวทนา คือรู้สึกในความคิดนึก
จนสามารถรู้สึกเท่าทันในความรู้สึกที่เป็นเวทนา)
ตัวรู้สึกนี้จะพัฒนาไปเป็นใจผู้รู้ที่อยู่เหนืออิทธิพลของจิต
คืออยู่เหนืออิทธิพลของความคิดนึกและเวทนาความรู้สึก
การฝึกตัวรู้สึกนี้ให้มีกำลังจนสามารถอยู่เหนืออิทธิพลของจิต
เริ่มต้นเราต้องอาศัยกายเป็นฐานเป็นเครื่องอยู่อาศัยและเป็นกำลังของสติ
ด้วยการทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เนืองๆ จนเป็นกายคตาสติที่มีกำลัง
เป็นแรงส่งให้เราสามารถรู้เท่าทันเวทนาและรู้เท่าทันจิต จนจิตเกิดการจางคลาย
คลายออก และสลัดคืน จนจิตถึงวิมุตติและความหลุดพ้นในที่สุด
|
| นิรนาม ๑๗๔๘:
โยมขอกราบท่านโปรดช่วยกรุณาอธิบาย
โยมชอบฟังธรรมมากและในขณะฟังธรรมก็นั่งสมาธิไปด้วย
อยากทราบว่าในขณะที่ฟังธรรมเราควรวางจิตไว้ที่ไหน? กำหนดอย่างไร?
จึงจะถือเป็นการปฏิบัติธรรม
|
| วิโมกข์:
ขออนุโมทนากับการชอบฟังธรรมของโยมด้วย
การฟังธรรมขณะนั่งภาวนานั้น สำหรับผู้เริ่มฝึกปฏิบัติภาวนาใหม่ๆ
ก็ให้คิดพิจารณาตามข้อธรรมนั้น และให้จิตรู้ตามข้อธรรมนั้นจนจิตสงบ
และเห็นตามความเป็นจริงในข้อธรรมนั้น
ส่วนผู้ปฏิบัติภาวนาที่รู้จักภาวนาด้วยจิตด้วยใจ
ก็ให้ฟังข้อธรรมนั้นด้วยจิตด้วยใจ คือจิตน้อมตามในข้อธรรมนั้นโดยตรง
และสติหรือใจผู้รู้ก็รู้ตามภาวะความเป็นไปของจิตด้วย
เมื่อจิตรู้ตามข้อธรรมนั้นตามความเป็นจริง จนจิตเกิดปีติปราโมทย์
เกิดความสงบระงับ เป็นปัสสัทธิ เกิดการจางคลาย
การคลายออกจากความยึดมั่นถือมั่น จนจิตเป็นกลางหรืออุเบกขา
ก็ให้สติหรือใจผู้รู้รู้เท่าทันถึงอาการความเป็นไปของจิตดังกล่าวไปตามลำดับ
อันนี้จึงชื่อว่าเป็นการปฏิบัติธรรม เพราะปฏิบัติและเห็นธรรมจริงๆ
|
| James ๒๐๐๕:
กราบเรียนถามพระคุณเจ้าครับ
คือว่าพอผมคิดถึงเรื่องต่างๆ แล้วมันจะมีการคิดต่อ
แต่พอตัดมาที่ความรู้สึกตัวก็จะหยุดคิด
และเวลาร่างกายเคลื่อนไหวจะรู้ทันตลอดว่ามือจับโน่นจับนี่ เท้าเคลื่อนไหว
ตากะพริบ ลมหายใจเข้าออก จิตจะอยู่ตรงกลางอก ตัวจะเบาๆ
แล้วเวลาทำสมาธิโดยการหลับตาสักพักจะเห็นเป็นสีม่วงๆ
ออกชมพูลอยอยู่ตรงกลางหน้าผาก มันจะหมุนเข้า หมุนออก ใหญ่ๆ เล็กๆ
เหมือนดวงไฟกลมๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจ คงดูที่ลมหายใจ เป็นมาหลายวันแล้วครับ
แต่ก็ทำสมาธิไม่นานครับ แค่ ๓๐๔๐ นาที แล้วก็เลิก
ไม่ได้สนใจแสงครับ แต่มันออกมาเองครับ ผมทำสมาธิเพื่อพักจิตครับ ตามคำแนะนำ
แต่ที่บอกว่าให้ตามรู้ความรู้สึก เวลามันคิดนี่ ผมตามไม่ทันครับ
อย่างเช่นเวลาเกลียดขี้หน้าคน หน้าคนนั้นแว๊บเข้ามา มันเร็วมากครับ
คือเห็นหน้าฟังเสียงที่ไม่เป็นมิตร มันเกลียดเลยครับ
เกิดเร็วมากตามแทงมาตรงกลางอกเลยครับ ไม่ทันครับ ผมอยากถามข้อที่ ๑
ว่าต้องทำอย่างไรต่อ ตอนทำสมาธิแบบหลับตา
แล้วเห็นสีคือปล่อยให้มันเห็นไปเรื่อยๆ แต่ไม่สนใจ นั่งต่อไป พอนานๆ
เข้ามันจะหายไปเอง แบบนี้ถูกหรือเปล่าครับ และข้อที่ ๒
ต้องฝึกแบบตามดูความรู้สึกและตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย ลมหายใจ
ไปอีกจนกว่าจะละเอียดกว่านี้
ถึงจะทันความรู้สึกเกลียดขี้หน้าอย่างที่ผมกล่าวข้างต้นใช่หรือเปล่าครับ
อยากขอคำแนะนำจากท่านครับ กราบขอบพระคุณครับ
|
| วิโมกข์:
เจริญพรโยม James ๒๐๐๕
ตอบคำถามข้อที่ ๑:
อะไรเกิดขึ้น ให้รู้ก่อนว่าอะไรเกิดขึ้น
เมื่อรู้แล้วก็ปล่อยวาง ไม่ต้องติดตามหรือไม่ต้องสนใจแลย
กลับมารู้อยู่ที่ลมหายใจหรือคำภาวนาพุทโธต่อไปตามอย่างที่โยมได้ปฏิบัติ
เพราะแสงสีที่ปรากฏเป็นเพียงวิปัสสนูกิเลสที่มายั่วยวนหลอกล่อเราให้ทิ้งการบริกรรมลมหายใจหรือคำภาวนาพุทโธ
เมื่อเราไม่สนใจแสงสีนั้น
แสงสีนั้นก็จะหายไปหรืออาจจะเปลี่ยนไปเป็นแสงสีอื่นๆ
ในลักษณะหรืออาการอื่นๆ อีก ก็ให้เพียงสักแต่ว่ารู้ รู้แล้วก็ปล่อยวาง
ไม่ส่งจิตไหลไปกับแสงสีนั้นๆ เพราะการส่งจิตออกนอกคือสมุทัย
ให้ปล่อยวางหรือไม่ต้องสนใจแสงสีนั้น
ให้กลับมารู้อยู่ที่ลมหายใจหรือคำบริกรรมพุทโธ
เมื่อรู้อยู่ที่ลมหายใจหรือคำบริกรรมพุทโธอย่างต่อเนื่อง รู้โดยอาการสบายๆ
ไม่ตั้งใจเกินไปและก็ไม่หย่อนยานเกินไป ค่อยๆ ให้เกิดความพอดี
คือมีสติรู้ลมหายใจหรือคำบริกรรมไปต่อเนื่อง
สติหรือใจผู้รู้หรือสำนึกรู้ภายในจะมีกำลังและเด่นชัดขึ้น
ก็จะเห็นสภาวะธรรมได้ละเอียดยิ่งขึ้นไปตามลำดับ
กล่าวคือจะรู้เท่าทันอาการและความเป็นไปของจิตที่เข้าไปรู้ลมหายใจหรือคำบริกรรมพุทโธด้วย
จิตตสังขารก็จะไหวไป เคลื่อนไป ในลักษณะที่ปรุงแต่งน้อยลงๆ
ค่อยๆ เข้าสู่ภาวะความเป็นกลางๆ หรืออุเบกขาอันถึงพร้อมด้วยสติ
จนจิตตสังขารระงับลงไปในที่สุด
ตอบคำถามที่ ๒: ในชีวิตประจำวัน
เราฝึกระลึกรู้กาย และอิริยาบถการเคลื่อนไหวของกาย
พอเป็นเครื่องอาศัยและกำลังของสติ
เมื่อสติมีฐานที่มั่นและกำลังดีแล้วก็ให้เจริญสติต่อ
คือให้รู้เท่าทันเวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์
และสภาวะที่จิตเผลอเข้าไปเสวยเวทนาความสุขความทุกข์นั้นเป็นความยินดียินร้าย
การรู้เท่าทันความยินดียินร้ายก็เพื่อสกัดกั้นจิตไม่ให้ไหลไปกับความยินดียินร้ายจนกลายเป็นความโลภ
ความทะยานอยาก และอุปาทานหรือความยึดมั่นถือมั่น
เมื่อสติหรือใจผู้รู้รู้เท่าทันความยินดียินร้าย
จิตก็จะเข้าสู่ความเป็นกลางเอง แต่หากเผลอไม่รู้เท่าทันความยินดียินร้าย
ก็จะเป็นเหตุให้จิตเข้าไปเสวยอารมณ์เป็นความโลภ หรือความทะยานอยาก
ก็ให้รู้สึกตัวและตั้งสติให้รู้เท่าทันจิตที่เข้าไปเสวยอารมณ์เป็นความโลภหรือความทะยานอยากนั้น
เมื่อสติหรือใจผู้รู้รู้เท่าทันจิตที่มักจะเผลอไปเสวยอารมณ์เช่นนี้อยู่เนืองๆ
จิตก็จะค่อยๆ กลับเข้าสู่ความเป็นกลางเอง โดยที่เราไม่ต้องไปกด
ข่มหรือบังคับจิตแต่อย่างใด
อนึ่ง
การฝึกสติระลึกรู้กายและอิริยาบถการเคลื่อนไหวของกาย
ก็เพื่อเป็นเครื่องอาศัยและกำลังแก่สติ ผู้ปฏิบัติต้องไม่หยุดเพียงเท่านี้
กล่าวคือต้องพัฒนาสติต่อโดยการเจริญสติให้รู้เท่าทันเวทนาความรู้สึกสุขทุกข์
และรู้เท่าทันจิตที่เข้าไปปรุงแต่งเป็นความนึกคิดพอใจไม่พอใจ
หรือเข้าไปเสวยอารมณ์เวทนานั้นๆ จนกลายเป็นความยินดียินร้าย และเกิดความโลภ
ความทะยานอยาก ความยึดมั่นถือมั่นที่เหนียวแน่นมากขึ้นๆ ในที่สุด
|
| ป้อม:
หนูและเพื่อนๆ มีความสนใจในแนวทางการปฏิบัติการเจริญสติโดยใช้หลักการเคลื่อนไหวของมวยจีนโดยเฉพาะมวยภายในเป็นหลัก แต่ปัญหาที่พบก็คือ ความรู้ที่สอนกันจากอาจารย์ชาวจีนที่สอนให้กับลูกศิษย์คนไทย ซึ่งคำว่าอาจารย์ในภาษาจีนเรียกว่า "เหล่าซือ" ปัญหาประมาณ ๙๐% มาจากเหล่าซือซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่ระบบศาสนาแยกออกจากปรัชญาและการดำเนินชีวิต ทำให้มีการสอนเรื่องของ "มวย" แยกออกจากหลักของ "เต๋าและพุทธ"
ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะพูดกันว่าฝึกมวยไท๊เก๊กเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋า หรือเข้าถึงธรรม แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไม่มีใครพบรอยต่อของ ๒ สิ่งนี้
จนกระทั่งมีเหล่าซือคนหนึ่งที่สอนมวยปากัวหรือฝ่ามือ ๘ ทิศ เดินทางมาสอนมวย ๘ ทิศในประเทศไทย เหล่าซือคนนี้เติบโตมาทางตอนเหนือของจีนที่ยังมีพุทธธิเบต และเต๋าอยู่เหล่าซือคนนี้ได้สอนการเชื่อมต่อกันระหว่างมวยจีนกับหนทางการปฏิบัติในสายพุทธได้อย่างสนิท แต่ปัญหาอย่างหนึ่ง คือการสื่อสารทางภาษาที่ไม่สามารถถ่ายทอดภาษาธรรมแบบจีนมาสู่ภาษาธรรมของไทยได้
ปริศนาธรรมของเหล่าซือท่านนี้มาถูกเฉลยโดยหลวงพ่อวิโมกข์ ที่สามารถอธิบายทุกๆ อย่างที่เหล่าซือท่านนี้ได้เคยพูดมา เพียงแต่สื่อสารในรูปแบบของภาษาจีนและความเชื่อแบบชาวจีนอย่างสนิท
หนูมีปัญหาจะสอบถามหลวงพ่อวิโมกข์ค่ะ
... การฝึกมวย ๘ ทิศหรือมวยไทเก๊กก็ดี อาศัย "กานเจีย" หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั่วร่างกายตั้งแต่ ผิวหนัง กล้ามเนื้อ การเคลื่อนของกระดูก เหล่าซือสอนว่าต้องใช้ความรู้สึกตัวและสติ (เสิน) เพื่อฝึกเลือด ปราณ กระดูก เอ็นและกล้ามเนื้อ รวมถึงไขกระดูก เพื่อความก้าวหน้าในมวยจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้อย่างถ่องแท้ ถึงจะไม่ถ่องแท้ แต่นี้เป็นเป้าหมายของลูกศิษย์ที่ต้องการสืบทอดวิชาของเหล่าซือให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ... หนูควรจะฝึกอย่างไรค่ะ
|
| วิโมกข์:
หลวงพ่อคงไม่แตกฉานในเรื่องหมัดๆ มวยๆ เท่าไรนัก แต่ก็เพื่อเห็นแก่เจตนาของลูกศิษย์ที่มีเป้าหมายต้องการสืบทอดวิชาของเหล่าซือดังกล่าว ก็อยากจะแนะนำการฝึกเจริญสติและความรู้สึกตัวทั่วพร้อมไปสู่ความเป็นกลางๆ ของจิต จนสามารถสัมผัสได้ถึงลมหายใจละเอียดที่แผ่ซ่านไปทั่วกาย เป็นลมหายใจที่ประสานกับการเคลื่อนไหวของอิริยาบถต่างๆ กลมกลืนอย่างเป็นธรรมชาติ ลมหายใจที่เกิดจากจิตเป็นกลางๆ นี้ จะกลายเป็นลมละเอียดที่เป็นลมปราณที่แผ่ซ่านไปทั่วกายอันเป็นทั้งภายในและภายนอก ลมหายใจที่ละเอียดจนเป็นลมปราณที่แผ่ซ่านไปทั่วกายนี้ จะกลายเป็นพลังปราณที่ปกคลุมกายซึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถถ่ายภาพออกมาเป็นแสง Aura มีสีสรรพิเศษต่างกันไปจากคนทั่วๆ ไป เมื่อฝึกเจริญสติด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เนืองๆ จะรู้สึกสัมผัสถึงลมหายใจที่ละเอียดจนเกิดเป็นพลังปราณที่แผ่ซ่านไปทั่วถึงภายในกายด้วย พลังปราณนี้ก็จะไปขัดฟอกโลหิต ทำให้เลือดในกายสะอาด เมื่อเลือดในกายสะอาด กระดูกก็จะขาวและแกร่งจนแปรสภาพเป็นธาตุนั่นเอง แต่ทั้งนี้ อยากจะแนะนำให้โยมฝึกสติด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเพื่อเป็นพละกำลังแก่การเกิดสำนึกรู้ หรือใจผู้รู้ที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่แยกส่วนอยู่เหนือขันธ์ ๕ นี้ ดังที่เราจะพบได้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นทรงมีใจผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่สมบูรณ์ยิ่งจนเปล่งเป็นฉัพพรรณรังสีปกคลุมรอบพระเศียร ส่วนเราในฐานะสาวกเอาแค่เกิดเป็นสำนึกรู้หรือใจผู้รู้ที่สัมผัสได้รางๆ ว่าแยกส่วนเป็นอิสระอยู่เหนือขันธ์ ๕ อันนี้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเริ่มเข้าสู่มรรคผลเพื่อการบรรลุธรรม ส่วนเรื่องหมัดๆ มวยๆ นั้น ขอให้เป็นเพียงแค่ดอกไม้อันสวยงามอันเราเดินผ่านไปชมไป เป็นความสดชื่นพอให้หายเหนื่อยมีแรงและพละกำลังเดินต่อไปให้ถึงสุดทางมรรคผล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลัก คือการทำให้ถึงซึ่งที่สุดแห่งกองทุกข์นี้ หรืออย่างน้อยก็ปิดอบายให้ได้ในชาติปัจจุบันนี้
|
| GG:
เอ! ปริศนาของท่านเหล่าซือ หลวงพ่อเฉลยว่าอย่างไรค่ะ อยากจะรับฟังบ้างน่ะคะ
|
| วิโมกข์:
เนื่องจากหลวงพ่อก็ไม่ทราบว่าท่านเหล่าซือได้ให้ปริศนาธรรมอะไรไว้บ้าง เพราะไม่เคยสอบถามจากผู้ที่มาเข้าฝึกอบรม หลวงพ่อก็เพียงแต่สอนเน้นตามพุทธพจน์ว่า อาตาปี สัมปชาโน สติมา คือ
๑. ให้มีสัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในกายอย่างทั่วถึง แล้วมีสติรู้ในความรู้สึกตัวทั่ว
พร้อมอันเป็นไปในกายอย่างทั่วถึงนั้น
๒. ให้มีสัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในเวทนาอย่างทั่วถึง แล้วมีสติรู้ในความรู้สึกตัวทั่ว
พร้อมอันเป็นไปในเวทนาอย่างทั่วถึงนั้น
๓. ให้มีสัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในจิตอย่างทั่วถึง แล้วมีสติรู้ในความรู้สึกตัวทั่ว
พร้อมอันเป็นไปในจิตอย่างทั่วถึงนั้น
๔. ให้มีสัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในธรรมอย่างทั่วถึง แล้วมีสติรู้ในความรู้สึกตัวทั่ว
พร้อมอันเป็นไปในธรรมอย่างทั่วถึงนั้น
ทุกวันนี้ โดยมากเจริญสติปัฏฐาน ๔ ยังติดนึกคิดหรือตั้งใจไปทำให้เกิดหรือให้เป็นไป ผลจึงไม่เกิดหรือไม่เป็นไป แต่หากใช้ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเข้าไปค่อยๆ สัมผัสกาย เวทนา จิต และธรรม อย่างผ่อนคลาย สบายๆ เป็นธรรมชาติ สติก็จะสามารถรู้ในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอันเป็นไปในกาย เวทนา จิต และธรรมได้อย่างทั่วถึง อันเป็นไปเองด้วยการระลึกรู้ของสติ โดยไม่ต้องไปตั้งใจทำให้เกิดหรือให้เป็นไป ข้อสำคัญต้องไม่ให้สติไหลตามจิตที่ไปเสวยอารมณ์ หรือไหลไปตามจิตที่รับรู้ความเป็นไปในกาย เวทนา จิตและธรรมนั้น
อุบายก็คือ ให้ฝึกหัดแยกจิต แยกสติ แยกความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ให้เค้าต่างคนต่างทำงานเป็นอิสระ แต่ประสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนคนเล่นเปียโน เบื้องต้นก็ฝึกมือขวาเล่นโน๊ตก่อน ต่อไปก็ฝึกมือซ้ายเล่นคอร์ด ต่อไปก็ฝึกเท้าเหยียบเบสเป็นจังหวะ พอฝึกแยกส่วนจนชำนาญ ต่อไปก็ฝึกเล่นทั้งมือขวา มือซ้าย และเท้าไปพร้อมๆ กันประสานกันไป แต่ทุกวันนี้ นักปฏิบัติมักจะทุ่มเทฝึกอย่างใดอย่างหนึ่งแบบยึดติด เช่น ฝ่ายที่ฝึกทำสมาธิ ก็จะเอาแต่ฝึกสมาธิอย่างเดียว โดยไม่ฝึกเจริญสติ เจริญปัญญา พวกที่ฝึกเจริญสติอย่างเดียว ก็จะเอาแต่ฝึกเจริญสติอย่างเดียว โดยไม่ฝึกเจริญสมาธิ เจริญปัญญา และพวกที่เจริญปัญญาอย่างเดียว ก็จะเอาแต่เจริญปัญญาอย่างเดียวจนฟุ้งซ่าน โดยไม่ฝึกเจริญสติ เจริญสมาธิ ไม่ว่าสำนักไหนจะสอนอย่างไร? เราไม่ควรประมาท เราควรจะยึดพุทธวจนะที่มีมาในพระไตรปิฎกเป็นเกณฑ์ คือให้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์ ๕ และพละ ๕ คือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา อย่างสมดุลกัน ส่วนอุบายในการเจริญสติ สมาธิและปัญญา แบบการฝึกเล่นเปียโน คือเบื้องต้นต้องฝึกแยกจิต แยกสติ และแยกสัมปชัญญะ ให้ต่างคนต่างทำงานก็ได้ และทำงานแบบประสานกันไปอย่างกลมกลืนก็ได้ ถ้าฝึกแยกไม่ได้ ก็ไม่สามารถพัฒนาทีละส่วนได้ แต่ถ้าฝึกแยกได้ เราก็จะสามารถพัฒนาในส่วนที่เรายังพร่องอยู่ให้ได้สมดุลกับส่วนอื่นๆ จนถึงพร้อมด้วยอินทรีย์ ๕ และพละ ๕ ตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงแนะนำ ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติส่วนมากในปัจจุบัน เจริญสมาธิ และเจริญสติแบบแนบแน่นชิดสนิทกัน จึงได้อาสินงส์เพียงโลกียสมาธิ แต่ถ้าหากรู้จักการเจริญสติ และเจริญสมาธิ แบบแยกส่วนหรือถอยห่าง แต่ให้ขนานกันไป คือถึงพร้อมด้วยการเจริญสติและเจริญสมาธิคู่ขนานกันไปได้สมดุลกันตั้งแต่เริ่มต้นจนตลอดการบำเพ็ญภาวนานั้น อันนี้จิตจะควรแก่การงานในการเจริญปัญญา อันเป็นโลกุตตรสมาธิ
|
| วิโมกข์:
วันนี้อาตมาขอให้การบ้านแก่ทุกท่านให้ลองฝึกในชีวิตประจำวัน คือให้ดูว่าความคิดและความรู้สึกนั้น แข่งกันเกิดแข่งกันดับตลอดวันจริงไหม กล่าวคือเมื่อความคิดเกิด ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมก็จะไม่มีหรือพร่องไป เมื่อมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ความคิดก็จะหยุดไปเอง และเมื่อมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ พอความคิดจะเกิด ก็จะรู้ได้ทันที และเมื่อรู้ทันความคิด ความคิดก็จะหายไป
เมื่อมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม จะเห็นความคิดหายไปและจะรู้สึกถึงความรู้สึกภายในหรืออาการทางใจที่หน่วงเหนี่ยวและเริ่มคลายออกในใจ
การฝึกความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ในเบื้องต้นให้ฝึกรู้สึกถึงร่างกายเป็นองค์รวมแบบคร่าวๆ คือเห็นอิริยาบถเคลื่อนไหวเป็นองค์รวมแบบคร่าวๆ โดยไม่เจาะจงกำหนดส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้ลองฝึกประคองตัวรู้สึกให้อยู่ช่วงบนเหนือไหล่ขึ้นไป กล่าวคือมีสติเฉพาะหน้า ไม่ให้สติไหลไปตามจิตที่เสวยอารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ ขณะเคลื่อนไหว ทำงาน พูด คิด หรือทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และให้สังเกตเวลาเผลอ ตัวรู้สึกก็จะไหลไปรับอารมณ์บ้าง หรือไหลไปกับการปรุงแต่งเป็นความคิดนึกบ้าง หมั่นสังเกตดูว่า เวลาเผลอสติ จิตก็จะไหลไปเสวยอารมณ์บ้าง หรือไหลไปกับการปรุงแต่งเป็นความคิดนึกบ้าง
เมื่อมีสติและความรู้สึกตัวทั่วพร้อม จิตก็จะเริ่มเข้าสู่ความเป็นกลางๆ รู้สึกปลอดโปร่ง เบา สบาย สติอาศัย ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเป็นฐานกำลังแก่สติ ก็จะเริ่มมีกำลังเป็นสำนึกรู้และพัฒนาต่อไปเป็นใจผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สติจะมีความละเอียดทั้งรู้และเห็นจิตตสังขารที่ปรุงแต่งจิตเกิดเป็นแรงดึงยึดๆ ยื้อๆ บ้าง คลายออกบ้าง อยู่ภายในใจ
การมีสติเห็นความเป็นไปของจิตเนืองๆ จนจิตตสังขารค่อยๆ สงบระงับ และทำให้เกิดการคลายออกของสายใยที่รัดรึงผูกพันจิตด้วยแรงตัณหาอุปาทาน ต่อจากนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติเจริญปัญญาต่อด้วยการเห็นไตรลักษณ์และปัจจยาการ คือเห็นความเป็นเหตุเป็นปัจจัยของจิตตสังขารอันรัดรึงด้วยสายใยของแรงตัณหาอุปาทาน โดยพิจารณาปฏิจจสมุปบาททั้งโดยอนุโลมและปฏิโลม ทำให้เยื่อใยที่ร้อยรัดจิตใจด้วยตัณหาอุปาทานเริ่มคลายออก บางครั้งก็คลายออกได้มาก บางครั้งก็ยังหน่วงเหนี่ยวจิตใจเอาไว้ จนรู้สึกเหมือนมีแรงยึดๆ ยื้อๆ และคลายออกอยู่ในจิตใจ จนปมที่ผูกรัดรึงจิตเอาไว้เริ่มคลายออกๆ และค่อยๆ ขาดออกไปทีละเส้นๆ และสามารถตัดทำลายเยื่อใยความผูกพันนี้ได้โดยลำดับ ฉะนั้น
การสอนของอาตมาจะเริ่มจากการเจริญสติระลึกรู้ในสัมปชัญญะหรือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจนเกิดสำนึกรู้ซึ่งจะพัฒนาต่อไปเป็นใจผู้รู้ ต่อจากนั้นก็จะเจริญสติให้ละเอียดยิ่งขึ้นโดยการเจริญสติบนความไม่เที่ยง หรือเจริญสติให้เห็นความไม่เที่ยงในสิ่งที่เคยชินคุ้นเคยว่าเที่ยง เห็นความแปรเปลี่ยน เสื่อมโทรม และเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา จนเห็นความทุกข์และโทษของสิ่งนั้นๆ ว่าไม่มีตัวตนสาระแก่นสารที่จะไปยึดมั่นว่าเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือของเรา ของเขา จนเห็นแจ้งด้วยปัญญาอันเป็นตัวตัดสายใยแห่งตัณหาอุปาทานได้ในที่สุด
|
| เจตน์:
ผมเข้าใจแล้วครับ ว่าทำไมพระอาจารย์ให้พิจารณาโดยการเจริญปัญญาว่าไม่เที่ยง แต่ผมขอเรียนถามอาจารย์ดังนี้ครับ... ที่พระอาจารย์ให้เจริญปัญญาโดยมองว่าสรรพสิ่งไม่เที่ยงนั้น เป็นการพิจารณาในความคิดของเราเองให้ลงไปในสัญญาความจำได้หมายรู้ว่าไม่เที่ยง แต่หากการเจริญสติในความระลึกรู้ในตัวรู้ไปเรื่อยๆ ปัญญาจะเกิดเองไม่ใช่เหรอครับ ในระยะเวลาเดือนกว่านี้ ที่ผมปฏิบัติกับพระอาจารย์มา มีหลายเรื่องที่เรียกได้ว่าผมรู้ธรรมะหลายๆ ข้อเอง โดยไม่ได้อ่านหนังสืออะไรเลย อธิบายยากครับ ตอนแรกผมคิดว่าอุปาทานไปเอง แต่ธรรมะเกิดเองจริงๆ และใจน้อมรับโดยดุษณีด้วยครับ เช่น ตอนนี้ผมทานเนื้อไม่ได้เลย ไม่ได้กินเจ ถือศีลหรอกครับ ผมเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน จนเห็นสัตว์เป็นร่างกายหนึ่งที่ดวงจิตอาศัยนะครับ ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงใจดีขนาดนี้ แต่ก่อน... เนื้อย่างชอบมากครับ ก่อนที่จะเลิกกินเนื้อ ก็ไปกินอาหารทะเล พอเดินออกมาจากร้าน เห็นกุ้งว่ายอยู่ในตู้ ก็รู้สึกเหมือนกับเพื่อนๆ ญาติพี่น้องเขามาอาศัยอยู่ เสียใจมากก็เลยไม่กินตั้งแต่นั้นมา ไม่ใช่แค่นั้นครับ พอสำรวจตัวเอง ทั้งศีล ๕ ข้อ กำลังเต็มขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจะมีข้อ ๖, ๗, ๘ ตามมาหรือเปล่า ตอนนี้ไม่รู้ตัวเองเลยครับ ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้ ส่วนธรรมข้ออื่นๆ ก็เกิดเองนะครับ เช่น รู้ด้วยตัวเอง ตีโจทย์ที่ตีไม่แตกได้ตั้งหลายข้อ ทำไมถึงไม่รู้ตัวเองว่าจิตนั่นแหละสำคัญ เครื่องรางของขลังไม่สำคัญเท่าจิตเราเลย ตอนนี้ของ (ไสยดำ) ถึงทำเราได้ แต่จิตเราก็ไม่ป่วยไม่โดนไปด้วย และให้ตัวรู้แผ่เมตตา อาจจะหายเองด้วยซ้ำ ผมทราบก่อนที่พระอาจารย์จะบอกครับ คือมันรู้ของมันเอง อธิบายไม่ได้เลยครับ ผมมีคำถามเรียนถามพระอาจารย์ดังนี้...
๑. ปัญญาที่จะประหารกิเลส มันต้องเป็นอย่างที่ยกตัวอย่างมานั้นใช่ไหมครับ แต่ผมรู้สึกว่าใช่แน่เลย
แล้วการพิจารณาไปพร้อมกับการเจริญสติมันจะไม่เป็นการสร้างภาระกับจิตเหรอครับ
๒. ขั้นตอนที่พระอาจารย์บอกว่า "
และผู้ปฏิบัติต้องเจริญปัญญาต่อด้วยการเห็นไตรลักษณ์และปัจจยา
การเห็นความเป็นเหตุเป็นปัจจัยของสิ่งทั้งปวง และพิจารณาปฏิจจสมุปบาททั้งโดยอนุโลมและปฏิโลมจึงจะสามารถตัดทำลายเยื่อใยความผูกพันนี้ได้"
๒.๑ มีวิธีเดียวเหรอครับ
๒.๒ ปัจจยาการ คืออะไรครับ
๒.๓ ปฏิจจสมุปบาท แปลว่าอะไรครับ
๒.๔ ผมรู้สึกว่า เจริญสติจะง่ายกว่าเจริญปัญญา ใช่หรือไม่ครับ
กราบขอบคุณพระอาจารย์เป็นอย่างสูงครับ
|
| วิโมกข์:
การเจริญปัญญามี ๓ อย่างคือ
๑. สุตตมยปัญญา คือปัญญาเกิดจากการฟัง เช่น การที่โยมฟังธรรมจากอาตมา เกิดการนึกคิดตามแล้ว
ก็น้อมเข้าสู่ใจ แต่บางท่านที่ปฏิบัติมานานจนชำนาญ พอฟังธรรมก็สามารถน้อมเข้าสู่ใจผู้รู้อันเป็นกลางๆ ได้เลยโดยไม่ต้องไปเสียเวลากับการนึกคิด หรือถ้านึกคิดก็นึกคิดด้วยใจที่รู้ตามก็จะเป็นการน้อมไปในตัว
๒. จิตตามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการพิจารณา หรือใคร่ครวญด้วยความคิดนึก แต่กระนั้นก็ตาม
หากผู้ปฏิบัตินึกคิดพิจารณาและให้ใจรู้ตามด้วย ก็จะเกิดภาวนามยปัญญาไปในตัว
๓. ภาวนามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการภาวนา คือภาวนาจนใจเป็นกลาง และรู้ในรู้ หรือบางครั้ง
เขาเรียกว่า ดูจิตในจิต ก็คือดูจิตด้วยใจที่เป็นกลางๆ ด้วยสติ อย่างที่โยมเจตน์กำลังทำนั่นเอง ความรู้ทั้งหลายอันเกิดจากสัญญาหรือความจำที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก ก็จะพรั่งพรูออกมาเอง
การเจริญปัญญาในแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสัญญาเดิมว่าเคยสั่งสมปัญญาในทางธรรมไว้มากน้อยแค่ไหน ถ้าสั่งสมไว้น้อย ก็จำเป็นต้องใช้ความคิดนึกช่วยในการใคร่ครวญในธรรม
อาทิ พิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยงด้วยการคิดนึก เพื่อให้เกิดสัญญาของความไม่เที่ยงฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก
แต่ถ้าเป็นผู้ที่เคยสั่งสมปัญญาในทางธรรมมามากแต่ปางก่อน เพียงแค่มีสติวางใจเป็นกลางๆ หรือรู้ในรู้อย่างที่โยมเจตน์กำลังทำนั้นความรู้ทางธรรมทั้งหลายก็จะพรั่งพรูออกมาเอง
แต่แม้บางครั้ง โยมเจตน์มีสติวางใจเป็นกลางๆ และมีความรู้ต่างๆ พรั่งพรูออกมา แต่ก็ยังไม่สามารถตัดได้ขาด หรือถึงซึ่งวิมุตติความหลุดพ้นได้ ก็อาจจะเป็นเพราะโยมเจตน์ยังสร้างสัญญาเกี่ยวกับไตรลักษณ์ (ได้แก่ อนิจจัง คือความไม่เที่ยง ทุกขัง คือความเป็นทุกข์ อนัตตา คือความไม่มีตัวตน) มาไม่มากพอ แม้ใจเป็นกลางๆ รู้ในรู้ แต่ก็ยังไม่เห็นความไม่เที่ยงจนเกิดการละวาง ก็จำเป็นที่โยมเจตน์อาจจะต้องพิจารณาในชีวิตประจำวันช่วยว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนไม่เที่ยง แต่การพิจารณาของโยมเจตน์ จะแตกต่างจากผู้ที่เริ่มฝึกหัดซึ่งต้องพิจารณาด้วยการนึกคิด แต่การพิจารณาของโยมเจตน์ สามารถใช้วิธีการน้อมเข้าสู่ใจผู้รู้ที่เป็นกลางๆ คือรู้ในรู้ด้วยสติในขณะนั้น โดยไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นกับการนึกคิด แต่ถ้าโยมเจตน์เจริญสติรู้ในรู้ (คือดูจิตในจิต) จนเห็นความไม่เที่ยง แต่ไม่เห็นปัจจยการคือความเป็นไปตามเหตุปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาท (ปฏิจจสมุปบาทมี ๑๒ หัวข้อ เริ่มจากอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารหรือการปรุงแต่งด้วยการนึกคิด สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ... ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดความทุกข์...) โยมเจตน์ก็ต้องฝึกพิจารณาแบบปัจจยการดังกล่าวในชีวิตประจำวันพอให้เกิดสัญญาอีกชุดหนึ่ง คือการเห็นความเป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่เนืองๆ พอโยมเจตน์มีสติรู้ในรู้ ก็จะเห็นทั้งไตรลักษณ์และความเป็นปัจจยาการพร้อมกันไปมากน้อยตามแต่กำลังการบำเพ็ญซึ่งได้บันทึกไว้ในสัญญานั่นเอง อนึ่ง คนทั่วไปที่ยังไม่เข้าถึงรู้ในรู้ ก็จำเป็นต้องฝึกหัดพิจารณาด้วยความคิดนึกก่อน แต่สำหรับโยมเจตน์เพียงแค่มอง ก็รู้เห็นเข้าไปถึงใจได้เลย คือเป็นการพิจารณาด้วยการน้อมใจ โดยไม่ต้องไปเสียเวลากับการคิดนึกด้วยความคิด ซึ่งเป็นเพียงบันไดขั้นแรกสำหรับผู้เริ่มต้นปฏิบัติ... ขอให้เจริญในธรรม
|
| เจตน์:
แจ่มแจ้งครับ กำแพงทะลายลงแล้ว เห็นทางที่ต้องเดินแล้ว เปรียบเหมือนพลิกฝ่ามือ (ง่าย แต่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ถ้าไม่มีพระอาจารย์คอยชี้แนะ ผมไม่มีทางรู้และเดินถูกได้เลย) สภาวะเป็นเหมือนที่พระอาจารย์กล่าวทุกอย่าง แต่ผมอธิบายไม่เป็น
|